Masukหลังเหตุการณ์วันนั้น ซูเหมยหลันกลับมาใช้ชีวิตในเรือนไม้หลังเดิม บ้านที่เคยอบอวลด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนา บัดนี้กลับเหลือเพียงเสียงลม เสียงแมลง และเสียงไม้แห้งแตกระหว่างย่ำเท้า
นางพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนเดิม ให้เหมือนว่ายังมีเซี่ยนหรงอยู่เคียงข้าง แต่ก็ไม่อาจหลอกหัวใจของตนเองได้
ลำธารที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของนางในยามหิว นางใช้ไม้ไผ่ผูกเป็นตาข่ายเล็กๆ ดักปลาไว้ในจุดที่สามีเคยสอน แรกๆ ก็ลำบากอยู่บ้าง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป นางเริ่มจับปลาขนาดพอเหมาะมาได้เรื่อยๆ
มือของนางที่เคยเนียนนุ่มกลับหยาบกร้าน หลังที่เคยตั้งตรงเริ่มล้าเพราะต้องหาบน้ำ ทำฟืน ปรุงอาหารเองทุกอย่าง แต่แววตานั้นยังคงเงียบเหงาและบังเกิดความเปล่าเปลี่ยวในยามค่ำคืน
ระหว่างที่นางนั่งปิ้งปลาอยู่หน้ากองไฟ กลิ่นหอมของเนื้อปลาค่อยๆ ลอยฟุ้งไปกับไอควัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดลงบนใบหน้าอ่อนเยาว์นั้น ทว่ามันไม่ได้ทำให้นางดูสดใสกลับยิ่งตอกย้ำความโดดเดี่ยวในแววตานั้นมากขึ้น
นางนั่งเงียบ จ้องมองปลายไม้ที่เสียบปลาไว้
ก่อนจะเผลอพึมพำกับตนเองเบาๆ“เจ้าบอกว่าชอบปลาย่างที่หนังเกรียมนิดๆ ข้าก็ทำให้เช่นนั้น แต่เจ้าจะไม่มีวันได้กินอีกแล้วใช่หรือไม่”
มือที่จับไม้เสียบสั่นเล็กน้อย น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนฝ่ามือที่เปื้อนเขม่า
จนถึงยามค่ำลมหนาวในหุบเขาหวีดหวิวพัดผ่านร่องไม้ของเรือน ซูเหมยหลันนั่งอยู่หน้าประตู เปิดแง้มไว้เพียงครึ่ง มองจันทร์กลมโตที่ลอยอยู่กลางฟ้า
ดวงจันทร์ดวงนั้นเคยเป็นสักขีพยานแห่งความรัก แต่ตอนนี้มันกลับส่องลงมาเพียงเงาของหญิงหม้ายผู้เดียว
มือบางเผลอยกขึ้นแตะที่ปิ่นหยกซึ่งปักอยู่ในผม นางเก็บมันไว้มิใช่เพราะรักหลี่เฉินอวี่ผู้นั้น นางเพียงต้องการเก็บมันไว้เตือนใจ
เขาทำให้นางเผลอใจเพราะความเปล่าเปลี่ยวหลังสามีจากลา แต่ว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ลงแรงทำทุกอย่างเพื่อเชยชมเรือนร่างนางเท่านั้น
“ข้าเป็นเพียงหญิงหม้าย จะหาชายใดต้องการเล่า” นางพึมพำกับตนเองอีกครั้ง แล้วก้มหน้าลงซบเข่าทั้งสอง ปล่อยน้ำตาไหลออกมาเงียบๆ
หนึ่งเดือนแล้วที่นางต้องใช้ชีวิตตามลำพัง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่านางจะเคยชินกับมันเสียที
************************
กลางวันในลำธารเงียบสงบ แสงแดดยามสายสาดลอดผ่านแนวไม้สูง ทอดลงบนผืนน้ำใสของลำธารที่เย็นฉ่ำ เสียงน้ำไหลเอื่อยปะปนกับเสียงนกป่า เป็นบทบรรเลงแผ่วเบาที่ซูเหมยหลันคุ้นเคยดี
นางถอดเสื้อผ้าออกอย่างเงียบงัน พับไว้เป็นระเบียบบนโขดหิน แล้วค่อยๆ พาร่างเปลือยเปล่าก้าวลงสู่ลำธาร สายน้ำเย็นไหลผ่านข้อเท้า ราวกับลูบปลอบหัวใจที่ยังคงเปลี่ยวเหงาไม่คลาย
นางปล่อยผมยาวสยาย ลูบหน้าด้วยน้ำใส ยิ้มออกมากับความสบายใจขณะย่ำเท้าเล่นน้ำ แววตาผ่อนคลายไร้ซึ่งเงาแห่งความเศร้า แม้เพียงชั่วขณะก็เหมือนโลกนี้มีเพียงนางและธรรมชาติที่งดงาม
เป๊าะ! เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากแนวพุ่มไม้ด้านบนหลังโขดหิน ซูเหมยหลันชะงักงัน แขนที่ตักน้ำยกขึ้นมาปิดอกอวบสองเต้าของตนเอาไว้ กลั้นลมหายใจขณะหันไปช้าๆ
สายตานางสบเข้ากับสายตาของใครบางคน ชายหนุ่มคนหนึ่ง เสื้อคลุมเปียกชื้นจากฝนเมื่อคืน ในมือมีไม้เท้าสำหรับเดินเขา ท่าทางเหนื่อยอ่อนเหมือนเดินทางมาไกล
เขาเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะรีบเบือนหน้าหันหลังทันที
“ขะ ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่รู้ว่ามีคนอยู่ที่นี่” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย แต่พยายามอธิบาย
“อย่าหันกลับมานะ” นางร้องเสียงหลง รีบก้าวขึ้นจากลำธาร มือสั่นเทาคว้าเสื้อผ้าขึ้นมาสวมอย่างลวกๆ ผมเปียกแนบแผ่นหลัง ใบหน้าร้อนผ่าวทั้งจากแดดและความอับอาย
หัวใจของนางเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุม
ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น แต่เพราะนางไม่ได้เห็นชายใดในระยะใกล้มานานแล้วเมื่อสวมเสื้อผ้าครบถ้วน นางก็รีบก้าวฉับๆ ผ่านหน้าเขา แล้วรีบเดินกลับไปยังเรือนไม้ด้วยความเร่งร้อน เส้นผมเปียกน้ำยังหยดเป็นทางหลังนาง
ใบหน้ายังแดงก่ำด้วยทั้งความกลัว ความโกรธ และความอับอายปะปนกันไปหมดขณะเดินกลับ นางรู้สึกถึงบางอย่างแปลกใหม่ในใจ ใช่นางหวาดระแวง แต่ขณะเดียวกันบางสิ่งในหัวใจกลับไหววูบอย่างประหลาด ความอ้างว้างที่เคยโอบล้อมคล้ายมีรอยร้าวเกิดขึ้นเล็กน้อย
ซูเหมยหลันนั่งนิ่งอยู่หน้ากระท่อม มือยังชื้นจากน้ำในลำธาร แม้จะกลับมาได้สักพักแล้ว แต่หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะจากเหตุการณ์เมื่อครู่
นางเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา
เสียงเหยียบใบไม้แห้งที่เคยคุ้น มาพร้อมเสียงของบุรุษแปลกหน้าผู้นั้น“แม่นาง ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ขอโทษอีกครั้ง ข้าไม่คิดว่าจะมีใครอาศัยอยู่ในหุบเขานี้ด้วยซ้ำ” เขายืนอยู่ไม่ห่างจากรั้วไม้เตี้ยหน้าบ้าน ท่าทางอ่อนแรง เสื้อผ้ายังเปียกชื้น ผงดินติดตามขากางเกงและรองเท้า
ซูเหมยหลันลุกขึ้นอย่างระแวดระวัง สายตาเย็นเฉียบมองเขา มือจับชายเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าตามข้ามาทำไม” นางเอ่ยเสียงเรียบ
เขายกมือขึ้นทั้งสองข้างในท่าทางยอมจำนน
“เปล่า ข้าไม่ได้คิดร้ายใดเลย ข้าเพียงหิวจนแทบไม่มีแรงเดินต่อ หากเจ้าเมตตา ขอแค่ข้าวสักมื้อ ข้าจะไม่รบกวนเจ้าอีก”
นางนิ่งเงียบ จ้องเขาอย่างลังเล
ภาพของหลี่เฉินอวี่ผุดขึ้นมา เขาเองก็เคยขอนางเช่นนี้ จากนั้นก็ตามมาด้วยคำลวง หัวใจนางเต้นช้าอย่างหนักอึ้ง ความเจ็บปวดเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน
แต่สายตาของชายตรงหน้ากลับอ่อนแรงและจริงใจ เขาไม่เหมือนหลี่เฉินอวี่ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
หม้ายสาวหลุบตาลง สูดลมหายใจลึก
“ข้ามีเพียงผลไม้ป่าและมันเทศเหลือครึ่งลูก กินให้เสร็จ แล้วรีบจากไป”
ชายผู้นั้นยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ก้มหัวให้นาง ก่อนเดินตามหลังนางเข้าไปในบ้านไม้
“ขอบคุณเจ้ามาก ข้าชื่อเหวินเจา เป็นชาวตำบลหนานซาน ข้าขึ้นเขามาหาสมุนไพรแล้วหลงทางมาเพราะหลบพายุเมื่อคืน…” เขาแนะนำตัวเองอย่างกระตือรือร้น
ซูเหมยหลันพยักหน้าฟัง วางอาหารไว้ให้ ก่อนจะนำเสื้อผ้าเก่าของสามีนางมาให้เขาสวมใส่แทนตัวที่เปียกฝน
“กินเสร็จแล้ว เปลี่ยนชุดแล้วก็รีบออกไป ก่อนที่สามทีของข้าจะกลับมาเจอเจ้า” นางกล่าวเป็นนัยให้เขาเข้าใจว่านางไม่ได้อยู่ลำพัง
“ขอบคุณแม่นาง” เขากล่าวขณะรับเสื้อผ้าชุดใหม่ไปถือไว้
ตอนนี้ความลังเลในใจของนางก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยคำถามลึกว่าเขาจะเหมือนหลี่เฉินอวี่หรือไม่ หรือบางทีโชคชะตาจะมาทดลองหัวใจนางอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าสิ่งใดจะตามมา ตอนนี้นางได้เปิดประตูบ้านให้ชายอีกคนแล้ว
************************
ย่างเข้าเดือนที่ห้าแล้วที่อู๋หมิงอยู่กับซูเหมยหลันที่บ้านไม้หลังเล็กกลางป่าเขา ค่ำคืนนั้นเป็นคืนที่อากาศอบอุ่นผิดกับวันก่อนๆ ภายในเรือนเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมที่พัดยอดไม้อยู่ด้านนอกอู๋หมิงนั่งอยู่ข้างเตียง มองดูซูภรรยาที่กำลังนั่งหวีผมอยู่ โดยไม่รู้ว่าสายตาเขาเต็มไปด้วยความหลงใหลและอ่อนโยนเพียงใดเมื่อนางเอนตัวลงนอน เขาก็เอนกายตาม พลิกตัวเข้าหา วางมือลูบแขนเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มเบา“คืนนี้เจ้าก็งดงามอย่างเช่นเคย” มือเขาประคองใบหน้านาง แววตาสื่อความรักลึกซึ้ง แต่ก่อนที่ริมฝีปากเขาจะสัมผัส ทว่านางกลับดันอกเขาเบาๆ แล้วเบี่ยงหน้าหนีอู๋หมิงชะงัก สายตาแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลทันที“ข้าทำผิดอะไรไปหรือ”ซูเหมยหลันส่ายหน้า ช้อนสายตาขึ้นสบตาเขา ก่อนจะหลุบลง“เจ้ามิได้ทำผิด ข้าแค่... ระดูขาดไปสองเดือนแล้ว อาจจะกำลังตั้งครรภ์”ความเงียบพาดผ่านเพียงชั่วอึดใจ แต่ก็เหมือนฟ้าผ่าลงกลางอกของอู๋หมิง แววตาของเขาเปล่งประกายทันที ราวกับเด็กชายที่ได้ยินข่าวดี เขายกมือประคองมือนางไว้แน่น“จริงหรืออาเหมย เจ้าอาจกำลังมีลูกของเรา”“ข้ายังไม่แน่ใจ…” นางเอ่ยเสียงเบา ที่ผ่านมากับสามีทั้งสี่คน นางไม่เคยตั้งครรภ์
ฤดูหนาวผ่านพ้นไปแล้ว ซูเหมยหลันเริ่มคิดการณ์ไกล การใช้ชีวิตอย่างถาวรบนภูเขาสูง แม้จะลำบาก แต่นางคุ้นเคยกับมันดี ทว่าอู๋หมิงนั้นต่างออกไปแม้เขาไม่เคยบ่น ไม่เคยเอ่ยว่าเหนื่อยหรืออยากกลับลงเขา แต่แววตาของเขายามที่ต้องกินเผือกหรือหัวมันต้มซ้ำๆ หลายวัน ก็ทำให้ซูเหมยหลันอดรู้สึกผิดไม่ได้นางจึงเอ่ยกับเขาในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งลับมีดอยู่ข้างหลังเรือน“พรุ่งนี้เราลงเขากันเถอะ ข้าจะเอาสมุนไพรที่เก็บไว้ไปขาย แล้วซื้อข้าวสาร กับเครื่องปรุง ตั้งแต่ข้าวสารหมดเราก็กินเผือกมันมาร่วมเดือนแล้ว”“ข้าอยู่ได้ เจ้าไม่ต้องลำบากลงไปก็ได้” อู๋หมิงเลิกคิ้วเล็กน้อย“ข้าไม่ได้ลำบาก ข้ากลัวเจ้าจะเบื่อเผือกต้มมากกว่า อีกอย่าง ข้าอยากซื้อเครื่องเทศเพิ่มด้วย จะได้ทำกับข้าวให้อร่อยขึ้น” นางหัวเราะเบาๆ“ข้ารู้นะว่าเจ้าไม่ได้อยากได้ข้าวสารหรอก แต่เจ้ารู้ว่าข้ายังไม่ชินกับอาหารบนเขามากกว่า เจ้าน่ะ จะทำเพื่อข้ามากไปแล้ว”“ใครใช้ให้ข้ารักเจ้าล่ะ” นางบอกเขาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความจริงใจอู๋หมิงมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก เขาคิดถูกแล้วที่เลือกใช้ชีวิตสงบสุขอยู่กับนาง ไม่กลับไปแต่งงานกับสตรีที่ไม่
อู๋หมิงเปิดประตูเรือนเข้ามา ซูเหมยหลันนั่งอยู่ริมเตาไฟ สีหน้านางไม่สามารถซ่อนความรู้สึกไว้ได้ทัน หันมามองเขาด้วยสายตาที่สั่นระริกเล็กน้อยอู๋หมิงยิ้ม แล้วเดินเข้ามานั่งลงข้างนาง กุมมือนางเอาไว้แน่น“ยังไม่นอนอีกหรือ”“เจ้าไปไหนมา ข้าคิดว่าเจ้าจะไปสอบถามอดีตจากคนพวกนั้น” นางถามเสียงสั่นด้วยความใจหาย“ข้าไปจริง แค่ไปถามว่าพวกเขาจะอยู่ที่นี่ต่ออีกนานหรือไม่ พวกเขาบอกว่าพรุ่งนี้ก็จะออกเดินทางแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพวกเขารบกวน” เขาไม่ได้บอกสิ่งที่เกิดขึ้นให้นางฟัง“เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าตัวเองเป็นใคร บางทีความจำที่หายไปของเจ้า อาจจะเกี่ยวข้องกับซื่อจื่อผู้นั้น เจ้าอาจเป็นเขา เจ้าอย่าลืมสิว่ามีคนจำหน้าเจ้าได้” ซูเหมยหลันเม้มปาก นางไม่อยากรั้งเขาเอาไว้หากต้องการจะไป แต่ลึกๆ ก็ไม่อยากให้เขาไปจากนาง ไปจากความทรงจำที่มีร่วมกัน“ข้าไม่สนใจหรอก อีกอย่างข้าคืออู๋หมิงของเจ้าเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว”“แล้วพวกเขาจะไม่ย้อนกลับมาอีกหรือ พวกเขาจำเจ้าได้ พวกเขาต้องไม่รามือแน่” นางถามเสียงแผ่ว นางรู้ว่าเขาคือซื่อจื่อผู้นั้น และรู้ว่าเขาเองก็ต้องสงสัยตัวเองเช่นกัน“ไม่กลับมาหรอก ข้าบอกพวกเขาว่าข้าอย
ในเช้าวันหนึ่ง ขณะซูเหมยหลันกำลังจัดการเสื้อผ้าที่ตากไว้ให้เขา อู๋หมิงเดินเข้ามานั่งข้างๆ พร้อมกับตะกร้าใส่ฟืนที่เพิ่งเก็บมา แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าคมเข้มของเขา เงาจางของเคราที่เริ่มยาวแตะขอบกรามทำให้นางเงยหน้ามองเขาด้วยคิ้วขมวด“เคราเจ้าขึ้นมากแล้วนะ”“อืม ข้ารู้แล้ว” เขาขานรับเรียบๆ ขณะหยิบไม้เล็กๆ ออกมาจัดเรียงไว้เตรียมไว้ใช้หุงหาอาหาร“แล้วทำไมไม่โกนออกล่ะ ดูเคร่งขรึมเกินไป ไม่เหมาะกับเจ้าเลย” นางว่าเสียงจริงจัง พลางยื่นมือไปแตะเคราของเขาเบาๆ“ข้าไม่อยากตัด” อู๋หมิงตอบพร้อมยิ้มมุมปาก แววตาซุกซนฉายแววแกล้ง“เครานี่มีประโยชน์หลายอย่าง เจ้ารู้หรือไม่”“ประโยชน์อะไร ทำให้หน้าดูแก่ขึ้นหรือ” นางกล่าวพลางส่ายหน้ายิ้มๆ“เปล่า เอาไว้ถูแก้มถูคอให้เจ้าหัวเราะ” เขาว่าพลางโน้มหน้าลงใกล้ แล้วถูเคราบนแก้มนางเบาๆนางสะดุ้งทันที ร้องเสียงหลงแล้วหัวเราะออกมาด้วยความจั๊กจี้“บ้า! อย่าเล่นอะไรแบบนี้นะ”“แต่เจ้ายิ้มนี่” เขาหัวเราะตาม แล้วแกล้งซบหน้าลงบนไหล่นางถูเครากับซอกคอเบาๆ ทำให้นางดิ้นพรวดพร้อมเสียงหัวเราะ“อู๋หมิง!”“อืม ข้าอยากได้ยินเสียงเจ้าหัวเราะทุกวัน ต่อให้ต้องไว้เคราไว้แกล้งเจ้าตลอดชี
ในตอนเช้า ซูเหมยหลันตื่นขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อคืนนี้เขาเข้าหอกับนางถึงสามหน ครั้งแรกอู๋หมิงตื่นเต้นจนถึงจุดหมายไปก่อนนาง เขาจึงขอแก้ตัวในรอบที่สอง จากนั้นก็ต่อรอบที่สามจนนางขาสั่นไปหมดเมื่อนางกำลังจะลุกไปทำอาหารเช้า มือของเขาก็คว้าแขนของนางเอาไว้ก่อน“เจ้าจะไปไหน”“เข้าครัวหุงหาอาหารให้เจ้าอย่างไรเล่า... สามี” นางเรียกเขาเสียงเบา อู๋หมิงยิ้มกว้างแล้วดึงนางลงมากอดแนบอก“ข้าต้องเรียกเข้าว่าฮูหยินได้แล้วใช่หรือไม่”“กระดากหูนัก เรียกข้าอาเหมยอย่างเดิมดีแล้ว ข้าก็จะเรียกเจ้าว่าอาหมิง เช่นนี้ดีกว่า” นางพูดด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ“จะเรียกอย่างไรก็ช่าง ข้าตามใจเจ้า” เขาบอกแล้วพลิกตัวมาคร่อมอยู่บนตัวนาง“เจ้ายังไม่พออีกหรือ” นางถามแล้วเม้มปากแน่น หลบสายตาที่ปรารถนาของเขา“เจ้าเปิดใจให้ข้าเช่นนี้ อ่อนหวานและงดงามปานนี้ ข้าจะอดใจไหวหรือ”นางไม่ทันได้อ้าปากต่อว่า ก็ถูกความร่างกำยำทาบทับ มือหนาลูบไล้ไปทั่วทั้งร่างกายของนาง ริมฝีปากหยักพรมจูบไปทั่วกรอบหน้าด้วยความหลงใหลปลายลิ้นเรียกแยกริมฝีปากของนางออกแล้วแทรกเข้าไปต้อนปลายลิ้นจูบเกี่ยวกันอย่างดูดดื่ม หญิงสาวครางในลำคอด้วยห้วงจูบที่ดำดิ่งจนนางห
ลำธารสายเล็กที่เคยไหลรินที่กลายเป็นผืนน้ำแข็งบางๆ เมื่ออากาศอุ่นขึ้นน้ำแข็งก็เริ่มละลายแล้วอู๋หมิงนั่งยองๆ อยู่ริมตลิ่ง มือเปลือยเปล่าจุ่มลงไปใต้ผืนเย็น นิ้วแข็งชา แต่ยังคงมุ่งมั่นจับปลาที่แหวกว่ายใต้ความหนาวเหน็บนั้นเขาขยับตัวเพียงนิดเดียว แผ่นหินที่เหยียบอยู่กลับลื่นเกินคาด ร่างเขาเซไปข้างหน้า หัวกระแทกกับโขดหินริมลำธาร จนเขามึนงงไปชั่วครู่เขานิ่งงันไป ร่างยังไม่ล้มแต่ดวงตาเบิกกว้าง ภาพบางภาพแวบผ่านห้วงคิด แสงเทียนในห้องใหญ่ กลิ่นกำยาน เสื้อคลุมผ้าเนื้อดี และเสียงของคนบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังพูดด้วยน้ำเสียงที่มีอำนาจเขากะพริบตาถี่ สูดลมหายใจลึก แล้วจับปลาสองตัวขึ้นมา หัวใจยังเต้นแรงกับภาพแปลกประหลาดในหัว แต่เขาเก็บงำทุกอย่างไว้ในแววตา แล้วเดินกลับเรือนด้วยรอยยิ้มปกติเมื่อเขาเปิดประตูบ้านเข้ามา เสียงฝีเท้าที่ลากผ่านพื้นไม้ทำให้ซูเหมยหลันหันขวับมาทันที นางไม่แม้แต่จะมองปลาที่เขาถืออยู่ รีบถลาเข้ามาหาแทน“เกิดอะไรขึ้นกับหัวเจ้า”เสียงของนางสั่นพร่า มองเห็นรอยถลอกแดงที่ขมับของเขาชัดเจน นางรีบดึงเขานั่งลงที่ขอบเตียง ค้นหาผ้าสะอาดกับน้ำอุ่นมาเช็ดแผลให้“ลื่นนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอก” เขายิ







