LOGINหลังเหตุการณ์วันนั้น ซูเหมยหลันกลับมาใช้ชีวิตในเรือนไม้หลังเดิม บ้านที่เคยอบอวลด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนา บัดนี้กลับเหลือเพียงเสียงลม เสียงแมลง และเสียงไม้แห้งแตกระหว่างย่ำเท้า
นางพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนเดิม ให้เหมือนว่ายังมีเซี่ยนหรงอยู่เคียงข้าง แต่ก็ไม่อาจหลอกหัวใจของตนเองได้
ลำธารที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของนางในยามหิว นางใช้ไม้ไผ่ผูกเป็นตาข่ายเล็กๆ ดักปลาไว้ในจุดที่สามีเคยสอน แรกๆ ก็ลำบากอยู่บ้าง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป นางเริ่มจับปลาขนาดพอเหมาะมาได้เรื่อยๆ
มือของนางที่เคยเนียนนุ่มกลับหยาบกร้าน หลังที่เคยตั้งตรงเริ่มล้าเพราะต้องหาบน้ำ ทำฟืน ปรุงอาหารเองทุกอย่าง แต่แววตานั้นยังคงเงียบเหงาและบังเกิดความเปล่าเปลี่ยวในยามค่ำคืน
ระหว่างที่นางนั่งปิ้งปลาอยู่หน้ากองไฟ กลิ่นหอมของเนื้อปลาค่อยๆ ลอยฟุ้งไปกับไอควัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดลงบนใบหน้าอ่อนเยาว์นั้น ทว่ามันไม่ได้ทำให้นางดูสดใสกลับยิ่งตอกย้ำความโดดเดี่ยวในแววตานั้นมากขึ้น
นางนั่งเงียบ จ้องมองปลายไม้ที่เสียบปลาไว้
ก่อนจะเผลอพึมพำกับตนเองเบาๆ“เจ้าบอกว่าชอบปลาย่างที่หนังเกรียมนิดๆ ข้าก็ทำให้เช่นนั้น แต่เจ้าจะไม่มีวันได้กินอีกแล้วใช่หรือไม่”
มือที่จับไม้เสียบสั่นเล็กน้อย น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนฝ่ามือที่เปื้อนเขม่า
จนถึงยามค่ำลมหนาวในหุบเขาหวีดหวิวพัดผ่านร่องไม้ของเรือน ซูเหมยหลันนั่งอยู่หน้าประตู เปิดแง้มไว้เพียงครึ่ง มองจันทร์กลมโตที่ลอยอยู่กลางฟ้า
ดวงจันทร์ดวงนั้นเคยเป็นสักขีพยานแห่งความรัก แต่ตอนนี้มันกลับส่องลงมาเพียงเงาของหญิงหม้ายผู้เดียว
มือบางเผลอยกขึ้นแตะที่ปิ่นหยกซึ่งปักอยู่ในผม นางเก็บมันไว้มิใช่เพราะรักหลี่เฉินอวี่ผู้นั้น นางเพียงต้องการเก็บมันไว้เตือนใจ
เขาทำให้นางเผลอใจเพราะความเปล่าเปลี่ยวหลังสามีจากลา แต่ว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ลงแรงทำทุกอย่างเพื่อเชยชมเรือนร่างนางเท่านั้น
“ข้าเป็นเพียงหญิงหม้าย จะหาชายใดต้องการเล่า” นางพึมพำกับตนเองอีกครั้ง แล้วก้มหน้าลงซบเข่าทั้งสอง ปล่อยน้ำตาไหลออกมาเงียบๆ
หนึ่งเดือนแล้วที่นางต้องใช้ชีวิตตามลำพัง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่านางจะเคยชินกับมันเสียที
************************
กลางวันในลำธารเงียบสงบ แสงแดดยามสายสาดลอดผ่านแนวไม้สูง ทอดลงบนผืนน้ำใสของลำธารที่เย็นฉ่ำ เสียงน้ำไหลเอื่อยปะปนกับเสียงนกป่า เป็นบทบรรเลงแผ่วเบาที่ซูเหมยหลันคุ้นเคยดี
นางถอดเสื้อผ้าออกอย่างเงียบงัน พับไว้เป็นระเบียบบนโขดหิน แล้วค่อยๆ พาร่างเปลือยเปล่าก้าวลงสู่ลำธาร สายน้ำเย็นไหลผ่านข้อเท้า ราวกับลูบปลอบหัวใจที่ยังคงเปลี่ยวเหงาไม่คลาย
นางปล่อยผมยาวสยาย ลูบหน้าด้วยน้ำใส ยิ้มออกมากับความสบายใจขณะย่ำเท้าเล่นน้ำ แววตาผ่อนคลายไร้ซึ่งเงาแห่งความเศร้า แม้เพียงชั่วขณะก็เหมือนโลกนี้มีเพียงนางและธรรมชาติที่งดงาม
เป๊าะ! เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากแนวพุ่มไม้ด้านบนหลังโขดหิน ซูเหมยหลันชะงักงัน แขนที่ตักน้ำยกขึ้นมาปิดอกอวบสองเต้าของตนเอาไว้ กลั้นลมหายใจขณะหันไปช้าๆ
สายตานางสบเข้ากับสายตาของใครบางคน ชายหนุ่มคนหนึ่ง เสื้อคลุมเปียกชื้นจากฝนเมื่อคืน ในมือมีไม้เท้าสำหรับเดินเขา ท่าทางเหนื่อยอ่อนเหมือนเดินทางมาไกล
เขาเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะรีบเบือนหน้าหันหลังทันที
“ขะ ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่รู้ว่ามีคนอยู่ที่นี่” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย แต่พยายามอธิบาย
“อย่าหันกลับมานะ” นางร้องเสียงหลง รีบก้าวขึ้นจากลำธาร มือสั่นเทาคว้าเสื้อผ้าขึ้นมาสวมอย่างลวกๆ ผมเปียกแนบแผ่นหลัง ใบหน้าร้อนผ่าวทั้งจากแดดและความอับอาย
หัวใจของนางเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุม
ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น แต่เพราะนางไม่ได้เห็นชายใดในระยะใกล้มานานแล้วเมื่อสวมเสื้อผ้าครบถ้วน นางก็รีบก้าวฉับๆ ผ่านหน้าเขา แล้วรีบเดินกลับไปยังเรือนไม้ด้วยความเร่งร้อน เส้นผมเปียกน้ำยังหยดเป็นทางหลังนาง
ใบหน้ายังแดงก่ำด้วยทั้งความกลัว ความโกรธ และความอับอายปะปนกันไปหมดขณะเดินกลับ นางรู้สึกถึงบางอย่างแปลกใหม่ในใจ ใช่นางหวาดระแวง แต่ขณะเดียวกันบางสิ่งในหัวใจกลับไหววูบอย่างประหลาด ความอ้างว้างที่เคยโอบล้อมคล้ายมีรอยร้าวเกิดขึ้นเล็กน้อย
ซูเหมยหลันนั่งนิ่งอยู่หน้ากระท่อม มือยังชื้นจากน้ำในลำธาร แม้จะกลับมาได้สักพักแล้ว แต่หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะจากเหตุการณ์เมื่อครู่
นางเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา
เสียงเหยียบใบไม้แห้งที่เคยคุ้น มาพร้อมเสียงของบุรุษแปลกหน้าผู้นั้น“แม่นาง ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ขอโทษอีกครั้ง ข้าไม่คิดว่าจะมีใครอาศัยอยู่ในหุบเขานี้ด้วยซ้ำ” เขายืนอยู่ไม่ห่างจากรั้วไม้เตี้ยหน้าบ้าน ท่าทางอ่อนแรง เสื้อผ้ายังเปียกชื้น ผงดินติดตามขากางเกงและรองเท้า
ซูเหมยหลันลุกขึ้นอย่างระแวดระวัง สายตาเย็นเฉียบมองเขา มือจับชายเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าตามข้ามาทำไม” นางเอ่ยเสียงเรียบ
เขายกมือขึ้นทั้งสองข้างในท่าทางยอมจำนน
“เปล่า ข้าไม่ได้คิดร้ายใดเลย ข้าเพียงหิวจนแทบไม่มีแรงเดินต่อ หากเจ้าเมตตา ขอแค่ข้าวสักมื้อ ข้าจะไม่รบกวนเจ้าอีก”
นางนิ่งเงียบ จ้องเขาอย่างลังเล
ภาพของหลี่เฉินอวี่ผุดขึ้นมา เขาเองก็เคยขอนางเช่นนี้ จากนั้นก็ตามมาด้วยคำลวง หัวใจนางเต้นช้าอย่างหนักอึ้ง ความเจ็บปวดเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน
แต่สายตาของชายตรงหน้ากลับอ่อนแรงและจริงใจ เขาไม่เหมือนหลี่เฉินอวี่ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
หม้ายสาวหลุบตาลง สูดลมหายใจลึก
“ข้ามีเพียงผลไม้ป่าและมันเทศเหลือครึ่งลูก กินให้เสร็จ แล้วรีบจากไป”
ชายผู้นั้นยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ก้มหัวให้นาง ก่อนเดินตามหลังนางเข้าไปในบ้านไม้
“ขอบคุณเจ้ามาก ข้าชื่อเหวินเจา เป็นชาวตำบลหนานซาน ข้าขึ้นเขามาหาสมุนไพรแล้วหลงทางมาเพราะหลบพายุเมื่อคืน…” เขาแนะนำตัวเองอย่างกระตือรือร้น
ซูเหมยหลันพยักหน้าฟัง วางอาหารไว้ให้ ก่อนจะนำเสื้อผ้าเก่าของสามีนางมาให้เขาสวมใส่แทนตัวที่เปียกฝน
“กินเสร็จแล้ว เปลี่ยนชุดแล้วก็รีบออกไป ก่อนที่สามทีของข้าจะกลับมาเจอเจ้า” นางกล่าวเป็นนัยให้เขาเข้าใจว่านางไม่ได้อยู่ลำพัง
“ขอบคุณแม่นาง” เขากล่าวขณะรับเสื้อผ้าชุดใหม่ไปถือไว้
ตอนนี้ความลังเลในใจของนางก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยคำถามลึกว่าเขาจะเหมือนหลี่เฉินอวี่หรือไม่ หรือบางทีโชคชะตาจะมาทดลองหัวใจนางอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าสิ่งใดจะตามมา ตอนนี้นางได้เปิดประตูบ้านให้ชายอีกคนแล้ว
************************
หลังเหตุการณ์วันนั้น ซูเหมยหลันกลับมาใช้ชีวิตในเรือนไม้หลังเดิม บ้านที่เคยอบอวลด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนา บัดนี้กลับเหลือเพียงเสียงลม เสียงแมลง และเสียงไม้แห้งแตกระหว่างย่ำเท้านางพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนเดิม ให้เหมือนว่ายังมีเซี่ยนหรงอยู่เคียงข้าง แต่ก็ไม่อาจหลอกหัวใจของตนเองได้ลำธารที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของนางในยามหิว นางใช้ไม้ไผ่ผูกเป็นตาข่ายเล็กๆ ดักปลาไว้ในจุดที่สามีเคยสอน แรกๆ ก็ลำบากอยู่บ้าง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป นางเริ่มจับปลาขนาดพอเหมาะมาได้เรื่อยๆมือของนางที่เคยเนียนนุ่มกลับหยาบกร้าน หลังที่เคยตั้งตรงเริ่มล้าเพราะต้องหาบน้ำ ทำฟืน ปรุงอาหารเองทุกอย่าง แต่แววตานั้นยังคงเงียบเหงาและบังเกิดความเปล่าเปลี่ยวในยามค่ำคืนระหว่างที่นางนั่งปิ้งปลาอยู่หน้ากองไฟ กลิ่นหอมของเนื้อปลาค่อยๆ ลอยฟุ้งไปกับไอควัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดลงบนใบหน้าอ่อนเยาว์นั้น ทว่ามันไม่ได้ทำให้นางดูสดใสกลับยิ่งตอกย้ำความโดดเดี่ยวในแววตานั้นมากขึ้นนางนั่งเงียบ จ้องมองปลายไม้ที่เสียบปลาไว้ ก่อนจะเผลอพึมพำกับตนเองเบาๆ“เจ้าบอกว่าชอบปลาย่างที่หนังเกรียมนิดๆ ข้าก็ทำให้เช่นนั้น แต่เจ้าจะไม่มีวันได
เสียงฝีเท้าดังกระทบพื้นดินอย่างเร่งร้อน ซูเหมยหลันวิ่งผ่านพงไม้ รวบชายกระโปรงขึ้นแนบตัวด้วยมือทั้งสองข้างภาพของหลี่เฉินอวี่เดินเร่งฝีเท้าไปยังทางลาดต่ำด้านหลังภูเขา ทำให้ใจนางกระตุกวูบ เส้นทางนั้นคือทางที่เซี่ยนหรงสามีคนเก่าของนางเคยวางหลุมพรางไว้สำหรับล่าสัตว์ใหญ่“เฉินอวี่ อย่าไปทางนั้น” นางร้องสุดเสียง แต่เสียงแหบแห้งเพราะวิ่งฝ่าอากาศหนาว เรียกได้ไม่สุดคอเงาของเขาชะงักเพียงครู่ แล้วหันกลับมาเห็นนางกำลังวิ่งตามมา แววตาของเขาเปลี่ยนไป แววระแวงจู่โจมใบหน้าแทบจะทันที“ซูเหมยหลัน เจ้า...เจ้าแอบตามข้ามาทำไม” เขาร้องถาม เสียงเจือด้วยความลนลาน ก่อนที่เขาจะหันตัวกลับแล้วรีบวิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม ราวกับกลัวว่านางจะลากตัวเขากลับไปมัดไว้กับเรือน“อย่าเดินไปทางนั้น! หยุดก่อน หลี่เฉินอวี่” นางพยายามตะโกนสุดเสียงอีกครั้ง น้ำตาไหลอาบแก้มไม่รู้ตัว แต่สายเกินไปแล้วพลั่ก! เสียงกิ่งไม้ที่ถมหน้าหลุมแตกหัก ตามด้วยเสียงร่างกายกระแทกลงในโพรงดินลึก ฝุ่นและเศษใบไม้ฟุ้งกระจายซูเหมยหลันรีบวิ่งไปถึงขอบหลุม และมองลงไป เห็นหลี่เฉินอวี่นอนจมอยู่ใต้หลุมลึกประมาณครึ่งตัว แขนขาถูกไม้ไผ่ปลายแหลมบาดเข้าเล็กน้อย เลื
ไอหมอกยามเช้าปกคลุมยอดไม้ในหุบเขา เสียงนกป่าร้องเรียกแผ่วเบาแทรกลอยตามมาพร้อมอากาศเย็นสดชื่น ปลุกให้ซูเหมยหลันลุกจากตั่งไม้เบาๆ ห่มผ้าให้สามีบัณฑิตที่ยังหลับสนิท ก่อนจะหยัดกายลุกออกมาอย่างแผ่วเบานางเดินไปที่เรือนหลังเล็กด้านข้าง เตรียมต้มน้ำ เพื่อต้มมันเทศไว้รอเขาตื่นขึ้นมากินเป็นอาหารเช้าหลังจากตั้งหม้อไว้แล้ว นางจึงหยิบอ่างไม้เตรียมผ้าจะนำไปซักที่ลำธาร ระหว่างค้นหาเสื้อผ้าของหลี่เฉินอวี่ในตะกร้าหวายสะพายหลังของเขา ก็พบห่อผ้าเล็กๆ ที่ม้วนไว้ด้วยเชือกฝ้ายสีซีดซูเหมยหลันผ่อนลมหายใจยาว คิดเพียงจะนำเสื้อคลุมของเขาไปซักให้สะอาด แต่เมื่อดึงห่อผ้านั้นออกมา เสื้อผ้าเก่าที่ห่อไว้กลับหล่นลงพร้อมซองจดหมายที่สอดไว้ตรงมุมพับมือของนางหยุดนิ่งกลางอากาศ ใจเต้นแรงอย่างประหลาดขณะหยิบซองนั้นขึ้นมา ลายมือในจดหมายเป็นระเบียบ ทว่าข้อความนั้นทะลุทะลวงดวงใจยิ่งกว่ามีดใด“พี่เฉินอวี่ ข้าได้มอบปิ่นหยกนี้ไว้แทนใจของท่านกับข้า หากท่านสอบเคอจวี่ได้ตำแหน่งใดหรือไม่ ข้าก็จะเต็มใจแต่งงานกับท่าน และรอท่านกลับมาแต่งงานตามสัญญาหมั้นหมาย ... โหรวเอ๋อร์”ปิ่นหยก... ซูเหมยหลันนึกถึงปิ่นหยกที่นางเสียบมวยผมอยู่ในตอนนี้
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าในหุบเขาอันเงียบงัน เพียงสามวันนางก็เริ่มยิ้มออกแล้ว เพราะว่าคนที่อยู่ด้วยในตอนนี้นั้นดูแลจนนางหายเศร้าหลี่เฉินอวี่มิได้กล่าวคำหวานหรือแสดงความใคร่ล่วงเกินใดๆ เขาเพียงลงมือช่วยนางดูแลเรือน ซ่อมรั้วไม้ในจุดที่ชำรุด เก็บกิ่งไม้แห้งและตัดไม้ท่อนใหญ่มาไว้กองเต็มห้องครัวหลังเรือนความอบอุ่นเล็กๆ เหล่านั้นกลายเป็นเปลวไฟที่คลายความเย็นในใจหญิงสาวผู้เคยเปล่าเปลี่ยวนางเฝ้ามองเขาอย่างเงียบงันในแต่ละวัน ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่นางรู้สึกว่าตนเองเริ่มชินกับการที่มีเขาอยู่ และกลัวเหลือเกินว่าวันหนึ่งเขาจะจากไป แม้จะทำใจเอาไว้แล้ว แต่นางก็มิอาจทำใจได้คืนหนึ่ง ขณะที่หมอกหนาปกคลุมป่า และสายลมเย็นพัดกลิ่นดอกไม้ป่าจากริมหน้าผาเข้ามาในเรือน เขาเรียกนางให้มานั่งตรงหน้าใต้แสงตะเกียงเล็กๆ“แม่นางซู” เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่นุ่มนวลหวานหูหญิงสาวขยับตัวมานั่งตรงข้าม มือเรียวกำชายเสื้อไว้แน่น ไม่รู้เหตุใดหัวใจจึงเต้นรัวหลี่เฉินอวี่ล้วงจากอกเสื้อออกมาสิ่งหนึ่ง ปิ่นปักผมหยกสีขาวแกะลายเมฆหมอกอย่างบรรจง“นี่คือปิ่นของมารดาข้า นางให้ไว้กับข้าเมื่อคราออกเดินทางจากบ้านเกิด” เขากล่า
เสียงสายลมพัดหวิวผ่านลำไผ่ที่ขึ้นเรียงรายแน่นทึบ ลมเยียบเย็นซึมลึกเข้ากระดูก ผืนฟ้าเหนือหุบเขาหม่นมัวด้วยม่านหมอกจางลานกว้างหลังทิวไผ่นั้น ร่างหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งแน่นิ่งอยู่หน้าเนินดินที่เพิ่งถมใหม่ ข้างกายมีพลั่วไม้เก่าแก่เลอะดินเปรอะโคลน ใบหน้างามที่ซีดเผือดเปื้อนหยาดน้ำตา ดวงตาดำสนิทบ่งบอกถึงความเศร้าที่ไม่สิ้นสุด“ท่านพี่ ท่านจากข้าไปแล้วจริงๆ หรือ”นางกระซิบเสียงเบากับป้ายวิญญาณ ดั่งกลัวลมจะพัดพาคำพูดของนางให้จางหาย น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงซอกแก้ม ร่วงหยดลงบนผืนดินตรงหน้าทว่าร่างใต้ดินนั้นไม่อาจเอื้อมมือขึ้นมาปลอบโยน หรือแม้แต่ตอบกลับด้วยเสียงที่เคยอบอุ่นนักซูเหมยหลันวัยยี่สิบสี่ นางกับสามีนามว่าเซี่ยนหรง หนีความวุ่นวายในเมืองหลวงมาปลูกเรือนไม้กลางหุบเขาไร้ชื่อ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ปลูกผักหาของป่า ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและสมถะแต่ความสงบสุขไม่เคยคงอยู่เนิ่นนาน แค่ฤดูฝนเดียวก็พัดพาเขาไปจากนางตลอดกาลโรคร้ายจากยุงป่าคร่าลมหายใจเขาไปในครึ่งเดือน แม้นางจะต้มยาสมุนไพร เทียวเข้าออกป่าหาหญ้ารากไม้มามากเท่าใด ก็ไม่อาจรั้งมือยมทูตได้สุดท้าย นางฝังเขาด้วยมือตนเอง ณ ที่ตรงนี้หลุมศพไร้ป้ายใต้ต







