LOGINบุตรีของเสนาบดีกรมโยธาธิการคนใดจะถูกท่านอ๋องน้อย ‘เว่ยฉืออวี่หยาง’ หมั้นหมาย คนทั่วทั้งเมืองหลวงก็สุดจะรู้ ทว่านาง ‘เซียวม่านหลิว’ หาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองได้อย่างทันท่วงทีแล้ว นางปลอมตัวเป็นบุรุษปะปนไปกลับขบวนพ่อค้าเพื่อออกจากเมืองหลวง มิคาดว่าขบวนพ่อค้ากลับมุ่งหน้าไปยังทิศทางของสุสานหลวง กลายเป็นขบวนโจรขุดสุสานไปเสียนี่ ลักลอบขุดสุสานมีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร นางรับผิดชอบไม่ไหวแน่ แต่คนหรือจะสู้ฟ้าลิขิต จู่ๆ นางก็ตกลงไปในสุสานของเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่ง โลหิตเป็นสื่อนำ พลังอำนาจลึกลับกลับชักจูงให้นางไม่อาจหลบหนี กลายเป็นการปลุกให้ใครบางคนตื่นขึ้นมา ทั้งยังตื่นขึ้นมาด้วยใบหน้าหล่อเหลาเหลือร้าย และน่ากลัวอย่างยิ่ง “เว่ยฉือหลี่หมิง คือชื่อของข้า” “ท่านแซ่เว่ยฉือ มิใช่เป็นเชื้อพระวงศ์หรอกหรือ?” “นั่นย่อมใช่แน่นอน” ครั้นได้ยินคำตอบของเขา ขนลุกชูชันไปทั้งกาย จักรพรรดิพระองค์ก่อนมีพระนามเดิมว่า…เว่ยฉือเทียนหลาง สวรรค์! ศพมีชีวิตผู้นี้ถึงกับแก่กว่านางสามรุ่น เขาถือเป็นปู่ทวดของเว่ยฉืออวี่หยาง นี่นางหนีเสือปะจระเข้เช่นนั้นหรือ!?
View MoreNote: Pwede mo pong laktawan kung ayaw mong basahin, hindi po ito part ng story, maikling pag welcome lang po ito ni Author at pagbibigay ng kunting background tungkol sa story.
Dear Readers, Maraming salamat po, sa pagtangkilik at pagpili upang basahin ang libro ko. Isang malaking karangalan po sa akin na maisulat ang mga panyayaring nakapaloob sa buong imagination ko. Alam niyo po, hindi naman kasi madali ang pagiging writer, kinakailangan po ito ng mahigpit na didikasyon at reasearch sa mga mangyayari sa buong kwento, at sa inyong pagpapatuloy, sa susunod na mga chapters, babalaan ko na po kayo sa mga mangyayari sa simula pa lang. Ito po ang unang libro ko na isusulat sa Goodnovel, kaya umaasa po ako sa mga maayos niyong response sa mga nangyayari sa mismong libro, huwag niyo sana along huhusgahan kung may mga napaloob man na hindi kaaya ayang pagyayari at pagkakamali sa paggamit ng salita, dahil hindi po masamang magkamali lalo na po kung nagsisimula pa lang. Kaya naman umaasa po ako sa inyong maayos sa kooperasyon, at sana mag enjoy kayo sa pagbabasa. Ang kwentong ito at mahigpit na ipinagbabawal sa mga batang mambabasa na nasa edad na 17 pababa, dahil sa mga katangiang hindi kaangkop angkop gaya ng: 1. Sexual Activity 2. Traumatic Experience 3. Attitude na possible ma adapt niyo sa mismong story. 4. At iba pang makasisira sa utak at pag iisip ng mga bata. Kaya naman, kung ikaw ay nasa 13-17 pa lamang, I suggest na you should quiting reading this story sa simula pa lang, dahil talagang dilikado. Pero kung ikaw naman ay nasa hustong gulang na pero, hindi kayang sikmurahin ng mental health mo ang mga panyayaring, maaari ka pong mag skip ng chapters, dahil kada sensitive chapters may warning sa simula pa lang. 📌 Mga Pangunahing Tauhan Calista Oraba ay isang 24 taong gulang na babae na kahit hindi nakapagtapos ng kolehiyo ay nagpursige upang buhayin ang kanyang pamilya. Isang high school graduate lamang, pero punung-puno ng tapang, diskarte, at determinasyon. Sa murang edad, sinubukan na niyang pasukin ang samu’t saring trabaho—mula sa pagiging dishwasher, waitress, hanggang cashier. Ngunit sa bawat trabaho, hindi siya nagtatagal. Hindi dahil sa kakulangan ng kakayahan, kundi dahil sa kanyang matapang at minsang agresibong ugali. Ngunit sa ilalim ng kanyang matitigas na pananalita ay isang pusong handang magsakripisyo para sa apat niyang kapatid na umaasa sa kanya. Levi Hamilton naman ay isang 29 taong gulang na bilyonaryo—isang lalaking lumaki sa mundo ng negosyo at responsibilidad. Mula pagkabata, sa kanya na ipinasa ang kontrol ng kumpanya ng kanilang pamilya. Dahil sa galing at katalinuhan niya, naging matagumpay siya sa larangan ng negosyo. Ngunit kapalit ng tagumpay ay ang pagkawala ng personal na koneksyon sa mga mahal niya sa buhay—lalo na sa kanyang anak. Isa siyang ama na halos hindi na nakakauwi sa bahay, at palaging subsob sa trabaho. Ang anak ni Levi ay isang limang taong gulang na batang babae na sabik sa pagmamahal at presensya ng kanyang ama. Lumalaki siyang palaging kasama ang mga katulong sa mansyon. Bagamat siya ay masayahin, may kakulangan sa emosyonal na koneksyon na kailangan ng isang bata mula sa kanyang magulang. Samantala, si Elise Sy ang ina ng bata—isang matalino, ambisyosa, at career-driven na babae. Kababata at unang pag-ibig ni Levi, sabay silang lumaki at natutong magmahal. Ngunit nang mabuntis siya sa edad na 23, biglang nagbago ang lahat. Nawala ang tiwala niya kay Levi dahil sa pagkakamaling hindi nito ginamitan ng proteksyon, bagay na ikinagalit at ikinasama ng loob niya. Pagkapanganak sa anak, hindi na siya nagpaalam at agad siyang lumipad patungong Amerika upang ipagpatuloy ang pangarap niyang karera, iwanan ang alaala ng pag-ibig na sa tingin niya ay nabigo. Ngayong kilala na natin ang mga Lead Characters, handa ka na bang magpatuloy sa susunod na mga mangyayari? Sincerely, yshanggabi“อ๊า! เจ็บเหลือเกิน”“อึ๊บ! ฟูเหริน อึ๊บไว้เจ้าค่ะ”“หลิวหลิว มองหน้าแม่นะ เบ่งออกมา แค่อึ๊บเดียวเท่านั้น กลั้นหายใจแล้วเบ่งออกมาทีเดียวเลย!”“อึ๊บ…อ๊า!”“อุแว้…อุแว้!”“ว้าย! คลอดแล้วเจ้าค่ะ! อุ๊ย เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ ตรงหน้าอกมีปานสีแดงคล้ายดวงไฟเลยเจ้าค่ะ!”“ต๊าย! หลานข้า น่ารักน่าชังนัก หลิวหลิว ดูสิ คิ้วเหมือนหมิงเอ๋อร์ไม่มีผิด คิกๆ แต่ดวงตากับปากดันเหมือนเจ้ามากเหลือเกิน น่าเสียดายที่ข้าอุ้มเขาไม่ได้”ปังๆๆ “เปิดประตู! ให้ข้าเข้าไปได้หรือยัง” หลี่หมิงที่ยืนเฝ้าหน้าประตูห้องราวกับหนูติดจั่นเริ่มอยู่ไม่สุข ความตื่นเต้นทรมานตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาทำให้เขาทั้งหวาดกลัวและสงสารเซียวม่านหลิวจนทำอะไรไม่ถูก ครั้นได้ยินเสียงเด็กร้องก็ค่อยโล่งใจ อยากจะเห็นหน้าลูกเต็มแก่แล้วทันใดนั้นประตูก็เปิดออก หลี่หมิงพลันพุ่งตัวไปยังเตียงที่เซียวม่านหลิวนอนอยู่ ได้เห็นทารกตัวแดงๆ ที่ส่งเสียงอ้อแอ้ในผ้าอ้อมข้างหญิงสาวที่ใบหน้าซีดเผือดก็ยิ้มอย่างโล่งใจใบหน้ากลมป้อมและนิ้วเล็กๆ โยกไหวไปมาพร้อมกับเสียงประหลาดพิกลหูทำให้หลี่หมิงหวาดระแวงเล็กน้อย แต่เมื่อได้สบตากับดวงตาอันสุกสกาวของเจ้าตัวน้อย ก็รู้สึกราวกั
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของอาหารหลากหลายชนิดลอยกระทบนาสิกจนทำให้ดวงตากลมโตลืมขึ้นช้าๆ ร่างในอาภรณ์ตัวบางบิดกายพลางหาวอย่างเกียจคร้าน เสียงจานชามกระทบโต๊ะทำให้ดวงตาของนางเหลือบมองไปยังกลางห้อง พลันเห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยของผู้เป็นสามีเข้าเต็มตา เขากำลังง่วนอยู่กับการตระเตรียมอาหารเช้า ตรงเอวมีผ้าสีเข้มมัดอย่างแน่นหนาดูแปลกพิกล ครั้นได้ยินเสียงหาวเบาๆ ของนางก็หันกลับมา ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในเงาสลัวจากด้านนอกปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นสายหนึ่ง พานให้หญิงสาวเผลอมองตาค้างอย่างเผลอไผล“ฟูเหรินตื่นแล้วหรือ อาหลัน เตรียมน้ำมาให้นางล้างหน้า”“เจ้าค่ะ” สาวใช้โผล่มาจากที่ไหนสักแห่งขานรับอย่างรวดเร็วราวกับคอยรับคำสั่งแต่แรกแล้ว“อ๊ะ! ไม่ต้องหรอก”เซียวม่านหลิวตั้งท่าจะลงจากเตียง ทว่าหลี่หมิงกลับถลาเข้ามาประคองนางอย่างระมัดระวัง“ไม่ได้ เจ้าต้องดูแลตัวเองให้มาก” หลี่หมิงพูดอย่างอารมณ์ดีเซียวม่านหลิวย่นจมูกเล็กน้อย กลิ่นควันไฟที่ติดตามตัวหลี่หมิงทำให้นางพะอืดพะอมจนต้องเบนหน้าหนี ทว่าหลี่หมิงกลับคิดว่านางยังตื่นไม่เต็มตาจึงเบียดตัวเข้าประคอง“ฟูเหริน ค่อยๆ ลุกสิ”“ท่านถอยออกไปก่อน”“ทำไมเล่า”เซียวม่านหลิวผลักหลี่หมิงจนช
ค่ำคืนมืดมิด ท้องฟ้าเปิดโล่ง หนุ่มสาวสองคนนั่งคลอเคลียข้างหน้าต่าง มองหมู่ดาวที่แข่งกันทอแสงริบหรี่งดงามจับตา“ให้เขามีเวลาเพียงหนึ่งเดือน ไม่น้อยไปหรือ” เซียวม่านหลิวอดถามไม่ได้ หลังจากที่เว่ยฉือหลี่จิ้งถูกรับตัวเข้าวังหลี่หมิงเหล่มองนาง กล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกน้อยอกน้อยใจ“เจ้าอยากให้ข้าอายุสั้นหรือ”หากหลี่หมิงให้เวลาเว่ยฉือหลี่จิ้งนานกว่านี้ นอกจากจะทำให้น้องชายผูกพันกับลูกหลานมากขึ้นจนตัดไม่ขาด ร่างกายของหลี่หมิงเองก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วยโดยเฉพาะร่างกายที่อายุขัยสิ้นสูญไปนานแล้ว นอกจากจะอาศัยร่างของผู้อื่น สังขารของเว่ยฉือหลี่จิ้งก็ค่อยๆ เสื่อมสภาพลงเช่นกันหากไม่เพราะเขาทราบมาว่าร่างของเว่ยฉือหลี่จิ้งหายไปจากสุสานราชวงศ์ หลี่หมิงคงไม่คิดขุดคุ้ยอดีตให้เจ็บปวดเช่นนี้ โดยเฉพาะเรื่องของชวีชิงชิว เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากคาดการณ์มากที่สุดเขายังอยากหลอกตัวเองว่าชวีชิงชิวมิได้ทรยศความไว้ใจของตนหากชวีฮองเฮาไม่ชิงขอร้องและขอติดตามเข้าสู่สุสานด้วย หลี่หมิงคงไม่คิดเหยียบย่ำสถานที่แห่งนั้นเด็ดขาดเซียวม่านหลิวเห็นหลี่หมิงสีหน้าเรียบตึง แววตาเย็นเยียบ ใจของนางพลันรู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมาเสียอ
จักรพรรดิทรงให้จวินจี๋จวิ้นอ๋องออกหน้า โดยที่พระองค์ทรงแฝงกายมากับขบวนเกี้ยวของวังจวิ้นอ๋องด้วยครั้นถึงหน้าประตูวัง องครักษ์ของจวินจี๋จวิ้นอ๋องจึงไล่ชาวบ้านออกไปจากบริเวณนี้ แล้วพาคนซึ่งสวมหมวกปิดบังใบหน้ากว่าสิบคนเข้าไปในวังเทียนมิ่งโดยที่เจ้าบ้านยังไม่ออกมาต้อนรับเสียด้วยซ้ำครั้นองค์จักรพรรดิและพระญาติทั้งหลายเสด็จถึงห้องโถงที่คนทั้งสามกำลังกินอาหารกันอยู่ เซียวม่านหลิวก็พลันเข่าอ่อน รีบขยับกายหนีในทันใดทว่าหลี่หมิงกลับคว้าแขนของนางไว้“เจ้ากลัวอะไร”“พวกท่านอาวุโสกว่าองค์จักรพรรดิก็จริง แต่ข้าไม่ใช่ ข้ายังอยากให้ตระกูลเซียวมีลูกหลานสืบสกุลอยู่นะ”ถึงสามีนางจะเป็นบรรพบุรุษขององค์จักรพรรดิ ทว่านางไม่ใช่ อย่างไรก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมมาเป็นลำดับแรก“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่น หมื่นปี” นางและข้ารับใช้ในวังเทียนมิ่งหมอบกราบในทันทีที่บุรุษในชุดสามัญชนก้าวเข้ามา ถึงแม้จะก้มหน้าอยู่ก็ยังสัมผัสได้ถึงรัศมีอำนาจของโอรสสวรรค์ มีเพียงสองคนที่ยังคงทระนงไม่หวั่นไหว นั่งหน้าไม่เปลี่ยนสีได้ ก็เห็นจะเป็นหลี่หมิงกับเว่ยฉือหลี่จิ้งนั่นล่ะ“ไม่เป็นไร ลุกขึ้นเถอะ” สุรเสียงเคร่งขร
ผ่านไปราวครึ่งก้านธูป หลี่หมิงและเว่ยฉืออวี่หยางยังคงต่อสู้กับมนุษย์เหล็กที่ทำลายเท่าไรก็ไม่หมดไม่สิ้น ฝ่ายสตรีทั้งสาม ต่างก็ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วไล้ไปยังเส้นสายที่คล้ายลำตัวของมังกรเซียวม่านหลิวสังเกตเห็นว่าเส้นสายเหล่านี้ ตรงลวดลายที่คล้ายเป็นเกล็ดของมันคือตัวอักษรโบราณที่นางเคยเห็นผ่านตาแต่ทว่ากลับ
เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ฉันใด หลี่หมิงกับเว่ยฉืออวี่หยางก็ไม่สามารถหายใจร่วมบริเวณเดียวกันได้ฉันนั้น ผู้อาวุโสกว่าย่อมไม่ถือสาผู้น้อย คำสั่งสอนที่จำขึ้นใจนั้น หลี่หมิงกลับปัดมันทิ้งไปในทันที ชายหนุ่มกระตุกยิ้ม แววตาเย็นเยียบ รอคอยเวลาอันเหมาะสมที่จะเอาคืนทายาทปลายแถวผู้นี้อย่างสาสมทว่าตอนนี
เมื่อก่อนหากมีคนบอกว่าคนอย่างเว่ยฉืออวี่หยางจะต้องลอดรูสุนัข เขาคงหัวเราะเสียงเย็นแล้วสั่งให้ลากตัวคนผู้นั้นไปโบย ทว่าในตอนนี้ ความรู้สึกของการคลานเข่าเพื่อขอความช่วยเหลือจากศัตรูหัวใจ ก็รู้สึกเสียศักดิ์ศรีไม่ต่างกันมากนักสวรรค์ ใครจะคาดคิดว่าในโลกนี้จะมีวิญญาณอยู่จริง ถึงแม้เสด็จลุงจะตรัสว่าเว่ยฉ
ความหวาดกลัวเปรียบเสมือนเข็มแหลมที่คอยทิ่มแทงแผ่นหลังของคนขลาดเขลา การที่ต้องรู้ว่าในโลกแห่งนี้ช่างไร้ซึ่งคนที่เข้าอกเข้าใจนาง จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนที่เคยเข้มแข็งอย่างนางต้องอยู่อย่างหวาดระแวงต่างชาติ…ต่างภาษา…ต่างวัฒนธรรม…ไม่มีอะไรที่นางรู้สึกคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย…กระทั่งตัวนางเองก็ไม่เว้น

















