Masukเขาเม้มกัดที่ใบหูก่อนจะใช้ลิ้นร้อนเลียแล้วลากลงมาที่ซอกคอก่อนจะใช้ริมฝีปากจะเม้มกัดที่คอ อัญญารีบยกมือขึ้นปัดริมฝีปากเขาออกไป
“ไม่ได้”
เขาเหมือนจะเข้าใจจึงเปลี่ยนไปจูบที่หน้าผาก ในใจนึกเสียใจที่เธอไม่ใช่ของเขาทั้งหมด แต่เมื่อใจตรงกัน เหตุใดจะมีความหวังไม่ได้
ชายหนุ่มพรมจูบไล่ลงมายังจมูกได้รูปสวยที่เขาเคยหลงใหล ก่อนจะเลื่อนลงมาจูบริมฝีปากที่โหยหา จากนั้นเขาไม่รอช้าที่จะเลื่อนมืออีกข้างไปที่ชายกระโปรงยาวถึงเข่าแล้วดึงให้ร่นขึ้นมา ใบหน้าเขาเองก็ขยับลงจูบไปถึงคางแล้วเลื่อนต่ำลงไปถึงลำคอ ก่อนที่มืออีกข้างจะปลดกระดุมสองเม็ดออกไปเผยให้บราสีขาวลูกไม้
“ผมชอบพี่ใส่บราสีดำมากกว่า” ดวงตาหรี่ลง แววตาวาววับเมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต มือด้านล่างของเขารั้งกระโปรงเธอขึ้นมาจนสุดแล้วจับที่ขอบกางเกงในสีขาว
เขาประทับจูบแลกความอุ่นร้อนเพื่อสร้างความปรารถนาในกายไม่ให้หญิงสาวได้สติหรือผลักไสเขาอีก “พี่ก็ต้องการใช่ไหม”
ท่าทางของเธอเหมือนคนกระหายเรื่องบนเตียง นั่นคงเพราะตั้งแต่คลอดลูกเธอกับสามีก็แทบจะไม่มีกิจกรรมแบบนี้เท่าไร จนสุดท้ายก็กลายเป็นความเคยชิน จนเธอคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีเรื่องนี้พวกเธอก็สามารถเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนเดิมได้
เธอคิดผิด เธอต้องการ!!
เสียงมือถือดังขึ้น ทำให้คนที่เผลอตัวเผลอใจได้สติกลับมา อัญญารีบหยุดมือที่เขากำลังจะล้วงเข้าไปในกระโปรง
“ฉันต้องรับสายนี้” เธอรีบผลักอีกฝ่ายออกแล้วหันมองตามเสียง เมื่อเห็นมือถือตกอยู่ก็รีบเก็บขึ้นมากดรับ
“ขอโทษที่ป้า โทร.กวนนะคะ แต่ตอนนี้หนูข้าวหอมเหมือนจะไม่สบายค่ะ เมื่อเย็นตอนที่คุณไปก็ยังเล่นดี ๆ อยู่ สักพักก็บ่นว่าปวดหัว ป้าเลยให้กินยาไปแล้ว แต่ตอนนี้ตัวร้อนจี๋เลยค่ะ ร้องหาแต่แม่ตลอดเวลา ให้ป้าทำยังไงดีคะ”
“เดี๋ยวฉันรีบกลับไปนะคะ ตอนนี้ป้าใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้น้อง อย่าให้น้องตัวร้อนเกินก็พอค่ะ”
“ค่ะ คุณรีบมาเลยนะคะ คนพี่ก็เหมือนจะป่วยตามด้วย เริ่มงอแงแล้ว”
ทั้งข้าวปั้นข้าวหอมป่วยพร้อมกันอีกแล้ว เมื่อเป็นแฝดก็มักจะเป็นแบบนี้บ่อย ๆ ความหนักของการดูแลลูกป่วยสองคนไม่ใช่แค่เหนื่อยธรรมดา แต่เรียกว่าเหนื่อยมากของที่สุดก็ว่าได้ เธอสั่งป้านิลให้เตรียมเสื้อผ้าของเธอให้พร้อม
อัญญาตกใจเมื่อมีมืออุ่นมากอดด้านหลัง ทำให้เธอได้สติว่าในห้องมีใครอีกคน พอเป็นเรื่องลูกทุกอย่างรอบตัวก็ไม่สำคัญอีกแล้ว จากที่เคยโอนอ่อนผ่อนตามก่อนหน้าก็เอ่ยเสียงแข็งกว่าเดิม
“นายกลับไปทำงานของนาย ส่วนฉันจะรีบไปโรงพยาบาล”
เขาได้ยินแล้วว่าลูกของเธอไม่สบาย เด็กสองคนที่เขาเจอวันนั้นอายุเท่าไรกันนะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะห้าขวบ นั่นเท่ากับเลิกกับเขาแค่หนึ่งปีพี่ยาก็แต่งงานกับหมอ สายตาเขามองประตูที่ปิดลง
ความรักของเขามันจางหายเร็วขนาดนั้นเลยหรือ
เขาไม่เชื่อหรอกว่ามันจะเป็นแบบนั้น พี่ยาก็แค่ต้องการคนปลอบใจเท่านั้นเอง
อัญญารีบกลับไปที่บ้าน เมื่อไปถึงข้าวหอมลูกสาวก็เข้ามากอด เธอยกมือแตะตัวลูกก็สัมผัสได้ถึงความร้อน “เท่าไรป้านิล”
“38.9 ค่ะ ให้ยาลดไข้ไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนก็ไม่ลดลง”
“ไปโรงพยาบาลเถอะค่ะ” เธอหันไปจับมือลูกชายอีกคน ส่วนอีกมือก็อุ้มลูกสาวไว้แล้วพาขึ้นรถ
“ให้ป้าไปด้วยไหมคะ”
เธอจับลูกนั่งคาร์ซีต “ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวไปถึงก็มีพยาบาลช่วย” เธอหยิบกระเป๋าเงินออกมาแล้วส่งเงินให้มากกว่าปกติสองเท่า
ป้านิลยกมือขอบคุณ สีหน้ายังเต็มไปด้วยความกังวล และอดไม่ได้ที่จะบ่น “เวลาเกิดเรื่องคุณภพชอบไม่อยู่ตลอดเลย”
อัญญาถอนหายใจ ก็เพราะเขายุ่งมาก ส่วนเธอสามารถปลีกเวลามาได้ตลอด งานที่มีอยู่ก็ไม่ได้ล้นมืออะไรเพราะมีคนไว้ใจคอยดูแลให้อยู่
“ฉันไม่เหนื่อยหรอก” เธอยิ้มแล้วรีบขึ้นรถขับออกไป เพราะกลัวว่าเด็กน้อยจะชักระหว่างทาง ระยะจากบ้านไปโรงพยาบาลไกลแค่สิบกิโล แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รถถึงไม่ยอมขยับเลยตั้งแต่ออกจากซอยมา
จากทีแรกที่คิดว่าคงใช้เวลาไม่นาน กลายเป็นว่าตอนนี้เธอเริ่มอยู่ไม่ติด ข้าวปั้นก็เริ่มร้องไห้เสียงดังออกมา
“ปั้นปวดหัว”
“ใจเย็น ๆ ลูก ใกล้ถึงแล้ว”
ข้าวปั้นหันไปเขย่าน้องสาว แต่อีกฝ่ายกลับนอนนิ่งไม่ยอมตื่น “หอม หอม ทำไมไม่พูดกับพี่”
คนด้านหน้าถึงกับหันมองไปด้านหลัง เสียงแตรด้านหลังก็ดังขึ้นเร่งให้เธอขยับรถไปข้างหน้าอีกก่อนที่รถคันอื่นจะมาแทรก อัญญารีบหันมามองด้านหน้าแล้วขับไป ตอนนี้เธอเริ่มใจไม่สงบแล้ว ด้วยความเคยชินเธอจึงรีบกด โทร.หาสามีก่อน
เสียงสัญญาณดังอยู่นาน แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมรับโทรศัพท์ เธอมองนาฬิกาบนหน้าจอรถเห็นว่าเป็นเวลาสี่ทุ่มพอดี จังหวะนั้นเธอทำอะไรไม่ถูกจึงกดสาย โทร.หาโรงพยาบาลอีกรอบ แต่ก็ได้รับคำตอบมาว่าไม่สามารถออกมาได้ เพราะตอนนี้มีอุบัติเหตุหน้าโรงพยาบาลพอดี
อะไรจะมาเกิดวันนี้พอดี
“แม่ น้องเป็นอะไรไม่รู้ เต้นใหญ่เลย”
ชัก!! เธอหันมองด้านหลัง ปกติข้าวหอมไม่เคยชักแบบนี้มาก่อน ตอนนี้เธอมือสั่นจนขับรถต่อไปไม่ไหว เสียงแตรด้านหลังก็เร่งบีบให้เธอขยับ แต่ตอนนี้เธอสติแตก กระโดดข้ามเบาะไปยังเบาะหลังแล้วอุ้มลูกลงจากคาร์ซีตจับลูกสาวนอนตะแคง แล้วอุ้มออกจากรถเพื่อไปขอความช่วยเหลือ อีกคนก็ร้องอยู่ในรถ
น้ำตาของอัญญาไหลออกมา ตะโกนขอร้องให้คนช่วยอย่างขาดสติ จังหวะที่คิดว่าเธอต้องเสียลูกสาวไปแล้วนั้นก็มีเสียงแตรดังขึ้นด้านหลัง
“พี่”
อัญญาที่หมดหวังหันมองคนด้านหลังที่นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ ชายหนุ่มหันไปบอกจราจรที่ขับตามหลังมา เขาหันไปหยิบกุญแจรถส่งให้ตำรวจ ส่วนเขาก็อุ้มลูกชายเธอแล้วเรียกเธอให้ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์โดยเร็ว
อัญญาทำเพียงยิ้มรับ เธอไม่ได้ตอบอะไร เพราะเธอกำลังใช้เวลาพิจารณาความสัมพันธ์ของตัวเองกับเขาอยู่เช่นกัน แม้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเขาจะพยายามหาเวลาบินไปมาเพื่อพบเธออยู่บ่อยครั้ง แต่สถานะของพวกเธอก็ยังคงคลุมเครือ ยังเป็นเพียงคนรู้จักที่รู้สึกดีต่อกันเป็นพิเศษเท่านั้น เขาไม่กล้าเอ่ยปากขอคบเธออย่างเป็นทางการ ส่วนเธอเองก็ไม่กล้าเริ่มต้นก่อน แต่ยอมรับว่าเธอรู้สึกสบายใจ และปลอดภัยทุกครั้งที่มีเขาอยู่ในชีวิต ฤดีมองออกถึงความลังเลในแววตาของอัญญา เธอจึงพูดเสริมขึ้นอีก “อย่าปล่อยให้ความกลัวในอดีตมาตัดสินอนาคตเลยค่ะ ในเมื่อปัจจุบันมันดีอยู่แล้ว ก็ควรจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง ดีกว่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปแล้วต้องมานั่งเสียดายทีหลังนะคะ” คำพูดของฤดีเหมือนกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในใจที่นิ่งสงบของอัญญา ความรักของคนเราจะมีได้สักกี่ครั้งกัน จะมีสักกี่คนที่โชคดีได้พบรักแรก และรักเดียวไปจนตลอดชีวิต และหากต้องผิดหวังซ้ำ ๆ เธอควรจะหยุดหรือควรจะลองดูใหม่อีกสักครั้ง แต่ถ้าไม่ลองเปิดใจรักใหม่อีกครั้ง เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าปลายทางที่รออยู่นั้นคือความสุขหรือความผิดหวัง ถ
คำพูดของเธอเหมือนสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านเข้ามาในใจที่แห้งแล้งของธนาธร เขาหลับตาลงช้า ๆ ซึมซับทุกถ้อยคำ นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม เธอก็คิดถึงเขาเหมือนกันจริง ๆ “คุณจะให้โอกาสผมแก้ตัวอีกครั้งได้ไหม อัญญา” เขาลืมตาขึ้นมา แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และจริงใจ อัญญาก้มหน้าลงเล็กน้อย ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตย้อนกลับมาทักทายเธอชั่วครู่ แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง ความหวังก็ฉายชัดขึ้นมาแทนที่ความกลัว“ที่ผ่านมาฉันผ่านเรื่องราวที่เจ็บปวดมาแสนสาหัส หากการให้โอกาสคุณครั้งนี้จะต้องเจ็บอีกครั้ง...ฉันก็ยอม”แม้ในใจจะคาดหวังมากกว่าครั้งก่อน แต่เธอก็เตรียมใจพร้อมรับความเจ็บปวดหากมันจะไม่สมหวัง “ผมไม่สามารถให้สัญญาถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงได้” ธนาธรพูดด้วยความสัตย์จริง “แต่ผมให้สัญญาได้ว่า ทุกก้าวต่อจากนี้ของคุณ จะมีผมเดินเคียงข้างไปด้วยกัน และทุกย่างก้าวเหล่านั้น ผมจะทำให้คุณมีแต่รอยยิ้ม และความสุข” รอยยิ้มเขินอายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งสองคน บรรยากาศที่เคยหนักอึ้งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความหวัง ธนาธรจับมือเธอแน่นขึ้นไปอีกราวกับจะ
หนูดีรับกระเป๋าที่ฤดีส่งให้อย่างกระตือรือร้นพลางพูดกับธนาธร “ไปเร็ว ๆ ค่ะพ่อ ครูคนสวยรออยู่ จริงสิคะ ถ้าพ่อชอบเธอก็จีบเลยนะ หนูอยากให้ครูเป็นแม่อีกคน” ธนาธรเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ทันตั้งตัว ใจเขาเต้นแรงผิดปกติเหมือนมีความคาดหวังเล็ก ๆ ว่าครูคนนั้นจะเป็นคนที่ตามหา เมื่อธนาธรมาถึงโรงเรียนสอนทำอาหาร เขาได้ยินเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และได้กลิ่นอาหารที่อบอวลในอากาศ กลิ่นหอมนี้เหมือนกับกลิ่นที่เขาคุ้นเคยมาก่อนหนูดีจับมือพ่อจูงเดินเข้าไปด้านใน เมื่อเปิดประตูเขาถึงได้เห็นภาพตรงหน้าเธออยู่ตรงนั้น หญิงสาวที่เขาตามหามานาน เธออยู่ตรงนั้นจริง ๆ หญิงสาวยังคงยืนสอนเด็ก ๆ อย่างตั้งใจ มือหยิบช้อน และวัตถุดิบ เธอเหมือนภาพจำในอดีตที่ล่องลอยอยู่ในใจเขา ธนาธรยืนนิ่ง ไม่ละสายตาจากเธอ อัญญาหันมองหนูดีที่พึ่งมาถึง เด็กสาวรีบจูงมือพ่อไปที่ประตูพร้อมบอกเสียงใส “วันนี้พ่อของหนูดีมาด้วยค่ะ”เด็กน้อยจับจูงมือไปจนกระทั่งหญิงสาวเห็นเขา ดวงตาสีเข้มมองนิ่ง แต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเล็ก ๆ ที่ไม่อาจปิดซ่อน “คุณนุ” เธอเอ่ยชื่อเขาชั่ววินาทีนั้นเธอร
เขาเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เขาไม่อยากไปไหนทั้งนั้น แต่เลขาหนุ่มก็หยิบบางสิ่งออกมาวางไว้ตรงหน้าเจ้านาย “ขนม? ฉันไม่ชอบกิน” “ผมไม่ได้ให้เจ้านายกิน แต่ขนมนี่คุณอัญญาส่งมาให้คุณอัญชลีเมื่อวาน ผมเห็นฉลากขนมมีที่อยู่ด้วยเลยเอามาให้เจ้านายดู”เขากำลังจะพูดต่อว่าอาจจะช่วยให้รู้เบาะแสของคุณอัญญาก็ได้ แต่เจ้านายก็ทิ้งปากกาแล้วหยิบกล่องขนมขึ้นมาดูก่อนที่เขาจะทันพูดด้วยซ้ำ “ไต้หวัน” เลขาหนุ่มยิ้มแล้วพูดต่อ “ให้ผมจองตั๋วเลยไหมครับ” คนเป็นเจ้านายเงยหน้ามองลูกน้องที่เอ่ยอย่างหยอกล้อเขาอยู่ เขาไม่โกรธ แต่กลับยิ้มกว้าง “จองสิ นายอยากตกงานหรือไง” เขาจะขึ้นเครื่องตอนนี้เลย “ฉันจะไปวันนี้เลย” เลขาหนุ่มฉีกยิ้มแล้วเปิดแท็บเล็ต“ทุกอย่างเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ รอแค่เจ้านายลุกจากเก้าอี้เท่านั้นเอง รถผมก็สั่งให้คนรถมารอแล้ว พร้อมจะไปสนามบินทุกเมื่อ” คนที่รู้ใจเจ้านายแบบนี้คงหาได้ยาก ธนาธรรีบลุกขึ้น คนทำดีก็ตะโกนตามหลัง “เจ้านายต้องขึ้นเงินเดือนให้ผมนะครับ” “เอาโบนัสไปเลยหนึ่งปี” เสียงตะโ
เสียงปลายสายเบาลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงความเงียบ เขาชะงัก มือกำโทรศัพท์แน่นจนสั่น “อะไรนะ เธอจะไป” ชายหนุ่มพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นจากเตียงทั้งที่บาดแผลยังไม่หายดี เขารีบคว้าเสื้อคลุมมาใส่ แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจพยาบาลที่พยายามห้ามไว้ “อัญญา...คุณจะหนีไปแบบนี้ไม่ได้...” เขาพึมพำกับตัวเอง ซ้ำ ๆ เหมือนคนหลงทาง ขณะที่อีกฟากหนึ่ง เสียงเรียกเข้ามือถือของอัญญาดังขึ้น เธอมองหน้าจอเห็นเป็นเบอร์เขาก็มีท่าทางลังเล นิ้วจะกดรับสาย แต่แล้วความคิดบางอย่างที่ว่าเธอไม่คู่ควรก็ดังขึ้นมาในหัว วินาทีนั้นเอง เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารเที่ยวบินถัดไปดังขึ้นพอดี หญิงสาวจึงลุกขึ้นด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เธอทิ้งโทรศัพท์ไว้ในถังขยะก่อนเข้าเกตเพื่อตัดทุกการติดต่อ ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้าวขาจูงมือลูกทั้งสองเดินเข้าประตูทางขึ้นเครื่อง “ลาก่อน...ธนาธร” เธอพูดเบา ๆ กับตัวเอง ก่อนพาลูกทั้งสองเดินตรงไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าที่มั่นคง เสียงเครื่องยนต์รถสปอร์ตดังสนั่นถนนในยามบ่าย เขาขับรถฝ่าการจราจรคับคั่งด้วยความเร็วราวคนไร้สติ ม
คำถามนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงกลางใจ เธอพยายามฝืนยิ้ม “หนีไปไหนล่ะคะ ก็อยู่ที่เดิมนี่แหละ” “ผมไม่อยากให้คุณหายไปอีก” เขาวางช้อนลง เกิดความรู้สึกประหลาดในใจคล้ายกับกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง เขามองเธอด้วยสายตาจริงจัง “อัญญา ผมรู้ว่าคุณมีอดีตที่เจ็บปวด แต่ผมอยากให้รู้ว่าผมไม่สนใจว่าคุณเคยผ่านอะไรมาก่อน ผมแค่...อยากอยู่ข้างคุณ”อัญญาเงียบ ดวงตาเริ่มพร่าด้วยน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ “คุณอย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ มันไม่มีประโยชน์” “ทำไมถึงไม่มี” “เพราะฉันไม่ใช่คนที่คุณควรรัก” เสียงเธอสั่น “ฉันมีบาป มีอดีตที่ไม่อาจลืมได้ และที่สำคัญ...ฉันไม่เหลืออะไรให้ใครอีกแล้ว” เธอลุกขึ้น พยายามเบี่ยงประเด็นไม่อยากให้เขามองเห็นดวงตาที่กำลังมีน้ำตาไหลออกมา เธอกลัวว่าจะทิ้งเขาไปไม่ได้ มือบางหยิบปิ่นโตที่ว่างเปล่าไปเก็บในถุง ใช้การกระทำนั้นปิดบังความสั่นในมือ “อัญญา...” เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ แต่เธอไม่หันกลับ “พรุ่งนี้คุณต้องพักผ่อนให้มาก ๆ นะคะ” เธอพูดเสียงแผ่ว “ฉันจะมาเยี่ยมอีกทีตอนเช้า” ชายหนุ่มได้ยินก็แปลกใจ เขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าเธอกำ







