เข้าสู่ระบบกว่าสามีเธอจะรับรู้ปัญหาเรื่องนี้ก็ผ่านไปแล้วสามปี แต่เขาพึ่งเจอเธอแค่สองวันก็รู้ปัญหาข้อนี้แล้ว อัญญาเกลียดความรู้สึกแบบนี้เหลือเกิน ความใส่ใจของเขากำลังทำลายกำแพงหนาที่เธอสร้างขึ้นมาตลอดเจ็ดปีลงไปทีละนิด
“ไม่ใช่เรื่องที่นายจะมาใส่ใจ” เธอเดินไปที่ประตูแล้วเปิดออก ในเมื่อไล่ไม่ไปเธอก็จะไล่เขาออกไปเอง
ชายหนุ่มเดินมาที่ประตู เขาจับแขนหญิงสาวแล้วดึงเข้ามาพร้อมกับเอามือปิดประตูไว้เช่นเดิม ก่อนจะดันตัวเธอติดกับประตู กักเธอไว้ในอ้อมแขน
สายตานั้นมีแววรู้สึกผิด “เป็นเพราะผม?”
“ไม่เกี่ยวกับนาย” อัญญาเบนสายตาไปทางอื่นไม่กล้าสบตา นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มมั่นใจ
“พี่กำลังโกหก เวลาพี่โกหกใคร พี่จะไม่ยอมสบตาคนคนนั้น”
หญิงสาวหันมองเขา สบตาเขาแล้วพูดให้เขารู้สึกสำคัญตัวน้อยลง “ฉันก็แค่ไม่อยากเห็นหน้านายเท่านั้น ฉันขอย้ำอีกครั้ง เรื่องที่นายคิดก็ไม่จริง และฉันก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น ดังนั้น นายไปทำงานของนายได้แล้ว” เธอไล่เขาอีกรอบ
“เวลาผมเจอพี่ พี่ไม่ไล่ผมเหมือนหมูหมาสักครั้งจะได้ไหม”
ที่เขาเจอน้อยกว่าที่เธอเจอเสียอีก แล้วจะมาบ่นแค่เรื่องเล็กน้อยได้อย่างไร “นายควรกลับไปทำงาน และอีกอย่าง ฉันเป็นนายจ้างที่จ้างลูกน้องให้มาทำงาน ไม่ได้มาหาเรื่องให้ปวดหัวเสียเงิน”
เขากัดกรามแน่นแล้วถอยออก ลมหายใจอุ่นที่ถอยห่างไปก็ทำให้อัญญาโล่งใจขึ้นมา หัวใจที่เต้นระรัวก่อนหน้าเริ่มเบาลงทีละนิด
“เงินที่พี่ต้องจ่ายวันนี้ลงบัญชีผมไว้เลย ถ้าเงินเดือนออกก็หักไป ผมไม่ยอมให้พี่ขาดทุนหรอก”
“เงินแค่นั้นจะพอจ่ายอะไร” อัญญาพูดออกไปเบา ๆ อย่างที่คิด ส่วนเขาก็ถึงกับกัดฟัน
“ครับ ผมมันจนเลยไม่ได้ดีพอที่พี่จะรอผม อย่างไรเชฟจน ๆ ก็ไม่ดีไปกว่าหมอหรอก”
“กวิน!!” เขาลามปามมากไปแล้ว อัญญาเริ่มหมดความอดทน แต่ก็ไม่อาจแสดงความรู้สึกที่ผ่านมาออกไปให้เขารับรู้ได้
“ใช่ ยังไงหมอก็ดีกว่า ถึงพี่จะทำร้านจนเจ๊งพี่ก็ไม่อดตาย ส่วนเราถ้าไม่ทำงานก็คงต้องถูกไล่ออก” เสียงท้ายประโยคของเธอเข้มขึ้นบ่งบอกว่าเอาจริง เลยทำให้กวินต้องยอมลงให้ เขาเป็นคนประเภทยอมถอย แต่ไม่ยอมหัก
“ผมขอโทษที่พูดไปแบบนั้น แม้ว่าผมจะน้อยใจจริง ๆ เพียงแค่คิดว่าพี่ไม่รักผมแล้ว ผมก็รู้สึกเสียใจจนไม่อยากทำอะไร”
“เจ็ดปีนะกวิน นายมาเสียใจอะไรตอนนี้” อัญญาไม่อยากเห็นเขาแล้ว จึงเลือกเดินไปที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง แล้วนั่งลงหยิบเอกสารมาอ่าน แม้ว่าจะอ่านไม่รู้เรื่องก็ตาม
ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกแล้ว ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน สายตาคะนึงหาคู่นั้นทอดมองหญิงสาวที่เป็นทั้งรักแรก และรักเดียวของเขามาตลอดเจ็ดปี
“ถ้าผมกลับมาเร็วกว่านี้ มาก่อนที่พี่จะมีคนอื่น พี่จะยังรักผมได้อีกไหม”
เป็นคำถามที่สะเทือนใจที่สุด ในใจของอัญญากำลังร้องไห้ออกมา เธอไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยซ้ำ เพราะพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้
“มันไม่มีคำว่าถ้าอีกแล้ว เพราะตอนนี้ฉันมีสามี และลูกที่รักมากอยู่ ดังนั้นนายควรเลิกพูดถึงเรื่องในอดีตแล้วทำงานของตัวเองไป หรือถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไปเสีย”
ปัง!! เธอวางแฟ้มเอกสารในมือลงบนโต๊ะเสียงดัง บ่งบอกว่าเธอไม่พอใจที่เขายังอยู่ที่เดิม
กวินแม้จะเห็นแบบนั้น แต่เขาก็ไม่ออกไป ยังคงเดินเข้าไปหาเธออีกครั้ง อัญญาเงยหน้ามองเขา ชายหนุ่มก็จับบ่าเธอแล้วก้มลงมา
“นายจะทำอะไร”
เสียงต่อว่าหายไปทันทีเมื่อเขาก้มลงจูบเธอ ริมฝีปากอุ่นร้อนประกบปากเธอ บดขยี้อย่างหนักหน่วงให้ริมฝีปากนุ่มขยับตามแรงจูบ หญิงสาวรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก หัวใจเริ่มเต้นระรัว มือไม้ยกขึ้นปัดเขาออกไป พยายามยกเท้าขึ้นจะถีบเขา เขาก็ยกเข่าวางกดบนน่องของเธอเอาไว้ แล้วผลักเธอกดลงกับพนักพิงเก้าอี้
มือที่พยายามปัดเขาออกไปก็ถูกจับรวบกดไว้เหนือหัว อัญญายังคงร้องในลำคอให้เขาปล่อยออกไป จังหวะที่เขาผ่อนแรงทำให้เธอหายใจเข้าปากก่อนที่จะหมดลมหายใจ พอกำลังจะด่าก็ถูกเขาบดขยี้อีกครั้ง คราวนี้ลิ้นร้อนนั้นแทรกเข้ามาในปากของเธอ ร่างกายเธอเริ่มสั่นเทา มือไม้ที่ปัดป้องเริ่มอ่อนแรงลง ความไม่ยอมก่อนหน้าเริ่มน้อยลง จนกระทั่งในที่สุดเธอก็ยอมรับจูบของเขา ถ่ายทอดความรู้สึกเกลียด เสียใจ รอคอย และคะนึงหาตลอดเจ็ดปีส่งไปผ่านจูบนั้น
เขาเองก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกของหญิงสาวจึงยอมปล่อยมือเธอ แล้วยอมปล่อยเธอเป็นอิสระ เขาอยากสบตาคู่นั้นให้ชัดเจนอีกครั้ง น้ำเสียงแหบนั้นเอ่ย
“พี่ก็ยังรักผมใช่ไหม”
อัญญาเกลียดตัวเอง เพียงได้สัมผัสคนตรงหน้าเธอกลับไม่มีแรงต่อต้านสักนิด ความผิดชอบชั่วดีของเธอตอนนี้หายไปสิ้น เหลือเพียงแค่ความปรารถนาในกาย
เธอยกมือขึ้นดึงคอเขามาจูบต่อเหมือนไม่อยากให้เขาพูดมาก หากอยากจะทำก็ให้มันเสร็จ ๆ โดยเร็วก่อนที่คนอื่นจะมาเห็น
ชายหนุ่มโอบเอวเธอขึ้นมา พลางกวาดเอกสารที่อยู่บนโต๊ะออกไป จากนั้นก็วางเธอลงบนโต๊ะ เขาก้มลงพรมจูบที่ใบหู เสียงทุ้มละมุนเอ่ย
“ผมคิดถึงพี่มากเลย คิดถึงเสียงร้องของพี่ คิดถึงริมฝีปากของพี่ คิดถึงร่างกายของพี่ คิดถึงสิ่งที่เราเคยมีความสุขด้วยกัน”
อัญญาทำเพียงยิ้มรับ เธอไม่ได้ตอบอะไร เพราะเธอกำลังใช้เวลาพิจารณาความสัมพันธ์ของตัวเองกับเขาอยู่เช่นกัน แม้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเขาจะพยายามหาเวลาบินไปมาเพื่อพบเธออยู่บ่อยครั้ง แต่สถานะของพวกเธอก็ยังคงคลุมเครือ ยังเป็นเพียงคนรู้จักที่รู้สึกดีต่อกันเป็นพิเศษเท่านั้น เขาไม่กล้าเอ่ยปากขอคบเธออย่างเป็นทางการ ส่วนเธอเองก็ไม่กล้าเริ่มต้นก่อน แต่ยอมรับว่าเธอรู้สึกสบายใจ และปลอดภัยทุกครั้งที่มีเขาอยู่ในชีวิต ฤดีมองออกถึงความลังเลในแววตาของอัญญา เธอจึงพูดเสริมขึ้นอีก “อย่าปล่อยให้ความกลัวในอดีตมาตัดสินอนาคตเลยค่ะ ในเมื่อปัจจุบันมันดีอยู่แล้ว ก็ควรจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง ดีกว่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปแล้วต้องมานั่งเสียดายทีหลังนะคะ” คำพูดของฤดีเหมือนกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในใจที่นิ่งสงบของอัญญา ความรักของคนเราจะมีได้สักกี่ครั้งกัน จะมีสักกี่คนที่โชคดีได้พบรักแรก และรักเดียวไปจนตลอดชีวิต และหากต้องผิดหวังซ้ำ ๆ เธอควรจะหยุดหรือควรจะลองดูใหม่อีกสักครั้ง แต่ถ้าไม่ลองเปิดใจรักใหม่อีกครั้ง เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าปลายทางที่รออยู่นั้นคือความสุขหรือความผิดหวัง ถ
คำพูดของเธอเหมือนสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านเข้ามาในใจที่แห้งแล้งของธนาธร เขาหลับตาลงช้า ๆ ซึมซับทุกถ้อยคำ นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม เธอก็คิดถึงเขาเหมือนกันจริง ๆ “คุณจะให้โอกาสผมแก้ตัวอีกครั้งได้ไหม อัญญา” เขาลืมตาขึ้นมา แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และจริงใจ อัญญาก้มหน้าลงเล็กน้อย ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตย้อนกลับมาทักทายเธอชั่วครู่ แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง ความหวังก็ฉายชัดขึ้นมาแทนที่ความกลัว“ที่ผ่านมาฉันผ่านเรื่องราวที่เจ็บปวดมาแสนสาหัส หากการให้โอกาสคุณครั้งนี้จะต้องเจ็บอีกครั้ง...ฉันก็ยอม”แม้ในใจจะคาดหวังมากกว่าครั้งก่อน แต่เธอก็เตรียมใจพร้อมรับความเจ็บปวดหากมันจะไม่สมหวัง “ผมไม่สามารถให้สัญญาถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงได้” ธนาธรพูดด้วยความสัตย์จริง “แต่ผมให้สัญญาได้ว่า ทุกก้าวต่อจากนี้ของคุณ จะมีผมเดินเคียงข้างไปด้วยกัน และทุกย่างก้าวเหล่านั้น ผมจะทำให้คุณมีแต่รอยยิ้ม และความสุข” รอยยิ้มเขินอายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งสองคน บรรยากาศที่เคยหนักอึ้งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความหวัง ธนาธรจับมือเธอแน่นขึ้นไปอีกราวกับจะ
หนูดีรับกระเป๋าที่ฤดีส่งให้อย่างกระตือรือร้นพลางพูดกับธนาธร “ไปเร็ว ๆ ค่ะพ่อ ครูคนสวยรออยู่ จริงสิคะ ถ้าพ่อชอบเธอก็จีบเลยนะ หนูอยากให้ครูเป็นแม่อีกคน” ธนาธรเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ทันตั้งตัว ใจเขาเต้นแรงผิดปกติเหมือนมีความคาดหวังเล็ก ๆ ว่าครูคนนั้นจะเป็นคนที่ตามหา เมื่อธนาธรมาถึงโรงเรียนสอนทำอาหาร เขาได้ยินเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และได้กลิ่นอาหารที่อบอวลในอากาศ กลิ่นหอมนี้เหมือนกับกลิ่นที่เขาคุ้นเคยมาก่อนหนูดีจับมือพ่อจูงเดินเข้าไปด้านใน เมื่อเปิดประตูเขาถึงได้เห็นภาพตรงหน้าเธออยู่ตรงนั้น หญิงสาวที่เขาตามหามานาน เธออยู่ตรงนั้นจริง ๆ หญิงสาวยังคงยืนสอนเด็ก ๆ อย่างตั้งใจ มือหยิบช้อน และวัตถุดิบ เธอเหมือนภาพจำในอดีตที่ล่องลอยอยู่ในใจเขา ธนาธรยืนนิ่ง ไม่ละสายตาจากเธอ อัญญาหันมองหนูดีที่พึ่งมาถึง เด็กสาวรีบจูงมือพ่อไปที่ประตูพร้อมบอกเสียงใส “วันนี้พ่อของหนูดีมาด้วยค่ะ”เด็กน้อยจับจูงมือไปจนกระทั่งหญิงสาวเห็นเขา ดวงตาสีเข้มมองนิ่ง แต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเล็ก ๆ ที่ไม่อาจปิดซ่อน “คุณนุ” เธอเอ่ยชื่อเขาชั่ววินาทีนั้นเธอร
เขาเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เขาไม่อยากไปไหนทั้งนั้น แต่เลขาหนุ่มก็หยิบบางสิ่งออกมาวางไว้ตรงหน้าเจ้านาย “ขนม? ฉันไม่ชอบกิน” “ผมไม่ได้ให้เจ้านายกิน แต่ขนมนี่คุณอัญญาส่งมาให้คุณอัญชลีเมื่อวาน ผมเห็นฉลากขนมมีที่อยู่ด้วยเลยเอามาให้เจ้านายดู”เขากำลังจะพูดต่อว่าอาจจะช่วยให้รู้เบาะแสของคุณอัญญาก็ได้ แต่เจ้านายก็ทิ้งปากกาแล้วหยิบกล่องขนมขึ้นมาดูก่อนที่เขาจะทันพูดด้วยซ้ำ “ไต้หวัน” เลขาหนุ่มยิ้มแล้วพูดต่อ “ให้ผมจองตั๋วเลยไหมครับ” คนเป็นเจ้านายเงยหน้ามองลูกน้องที่เอ่ยอย่างหยอกล้อเขาอยู่ เขาไม่โกรธ แต่กลับยิ้มกว้าง “จองสิ นายอยากตกงานหรือไง” เขาจะขึ้นเครื่องตอนนี้เลย “ฉันจะไปวันนี้เลย” เลขาหนุ่มฉีกยิ้มแล้วเปิดแท็บเล็ต“ทุกอย่างเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ รอแค่เจ้านายลุกจากเก้าอี้เท่านั้นเอง รถผมก็สั่งให้คนรถมารอแล้ว พร้อมจะไปสนามบินทุกเมื่อ” คนที่รู้ใจเจ้านายแบบนี้คงหาได้ยาก ธนาธรรีบลุกขึ้น คนทำดีก็ตะโกนตามหลัง “เจ้านายต้องขึ้นเงินเดือนให้ผมนะครับ” “เอาโบนัสไปเลยหนึ่งปี” เสียงตะโ
เสียงปลายสายเบาลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงความเงียบ เขาชะงัก มือกำโทรศัพท์แน่นจนสั่น “อะไรนะ เธอจะไป” ชายหนุ่มพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นจากเตียงทั้งที่บาดแผลยังไม่หายดี เขารีบคว้าเสื้อคลุมมาใส่ แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจพยาบาลที่พยายามห้ามไว้ “อัญญา...คุณจะหนีไปแบบนี้ไม่ได้...” เขาพึมพำกับตัวเอง ซ้ำ ๆ เหมือนคนหลงทาง ขณะที่อีกฟากหนึ่ง เสียงเรียกเข้ามือถือของอัญญาดังขึ้น เธอมองหน้าจอเห็นเป็นเบอร์เขาก็มีท่าทางลังเล นิ้วจะกดรับสาย แต่แล้วความคิดบางอย่างที่ว่าเธอไม่คู่ควรก็ดังขึ้นมาในหัว วินาทีนั้นเอง เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารเที่ยวบินถัดไปดังขึ้นพอดี หญิงสาวจึงลุกขึ้นด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เธอทิ้งโทรศัพท์ไว้ในถังขยะก่อนเข้าเกตเพื่อตัดทุกการติดต่อ ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้าวขาจูงมือลูกทั้งสองเดินเข้าประตูทางขึ้นเครื่อง “ลาก่อน...ธนาธร” เธอพูดเบา ๆ กับตัวเอง ก่อนพาลูกทั้งสองเดินตรงไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าที่มั่นคง เสียงเครื่องยนต์รถสปอร์ตดังสนั่นถนนในยามบ่าย เขาขับรถฝ่าการจราจรคับคั่งด้วยความเร็วราวคนไร้สติ ม
คำถามนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงกลางใจ เธอพยายามฝืนยิ้ม “หนีไปไหนล่ะคะ ก็อยู่ที่เดิมนี่แหละ” “ผมไม่อยากให้คุณหายไปอีก” เขาวางช้อนลง เกิดความรู้สึกประหลาดในใจคล้ายกับกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง เขามองเธอด้วยสายตาจริงจัง “อัญญา ผมรู้ว่าคุณมีอดีตที่เจ็บปวด แต่ผมอยากให้รู้ว่าผมไม่สนใจว่าคุณเคยผ่านอะไรมาก่อน ผมแค่...อยากอยู่ข้างคุณ”อัญญาเงียบ ดวงตาเริ่มพร่าด้วยน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ “คุณอย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ มันไม่มีประโยชน์” “ทำไมถึงไม่มี” “เพราะฉันไม่ใช่คนที่คุณควรรัก” เสียงเธอสั่น “ฉันมีบาป มีอดีตที่ไม่อาจลืมได้ และที่สำคัญ...ฉันไม่เหลืออะไรให้ใครอีกแล้ว” เธอลุกขึ้น พยายามเบี่ยงประเด็นไม่อยากให้เขามองเห็นดวงตาที่กำลังมีน้ำตาไหลออกมา เธอกลัวว่าจะทิ้งเขาไปไม่ได้ มือบางหยิบปิ่นโตที่ว่างเปล่าไปเก็บในถุง ใช้การกระทำนั้นปิดบังความสั่นในมือ “อัญญา...” เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ แต่เธอไม่หันกลับ “พรุ่งนี้คุณต้องพักผ่อนให้มาก ๆ นะคะ” เธอพูดเสียงแผ่ว “ฉันจะมาเยี่ยมอีกทีตอนเช้า” ชายหนุ่มได้ยินก็แปลกใจ เขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าเธอกำ







