LOGIN“ใช่” จ้าวเหยียนเจี๋ยอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ อย่างน้อยหญิงสาวก็ยังไม่ได้ขาดการระวังเสียทีเดียว นางยังฉลาดที่จะชวนเขาคุย เพื่อให้มั่นใจว่าเขาไม่ได้ข้ามไปอีกฝั่งเพื่อแอบดู
“แล้วบ้านท่าน นอกจากท่านยังมีคนอื่นหรือไม่ เอ๊ะ ท่านแต่งงานหรือยังนะ ในเมื่อคนที่นี่น่าจะแต่งงานกันตั้งแต่อายุยังน้อยนี่นา” เหยียนหว่านเอ๋อร์นึกขึ้นได้
“ข้าเป็นทหารที่ใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบ ข้า...ยังไม่แต่งงาน” จ้าวเหยียนเจี๋ยใคร่ครวญก่อนตอบออกมาเสียงเรียบ
“ท่านอายุเท่าไหร่กัน อย่าหาว่าข้าเสียมารยาทเลยนะ เราสองคนน่าจะรู้จักกันให้มากกว่านี้หน่อย” เหยียนหว่านเอ๋อร์ชวนเขาคุยไปเรื่อย
“ยี่สิบ”
“ยี่สิบ!!” เหยียนหว่านเอ๋อร์อุทาน
“มีอะไรน่าตกใจกัน” จ้าวเหยียนเจี๋ยชะงักเมื่อได้ยินน้ำเสียงประหลาดใจ
“ท่านเพิ่งจะอายุยี่สิบก็ไปเป็นทหารแล้วเหรอ” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยถามอย่างสงสัยระคนตกใจ
“ที่จริงข้าเริ่มออกสนามรบตั้งแต่อายุได้สิบห้าด้วยซ้ำ แล้วเจ้าเล่า” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยถามบ้าง เขาเดาว่าหญิงสาวไม่น่าจะเกินสิบเจ็ดกระมังและเขาก็เดาถูกเสียด้วย
“สิบเจ็ด”ย่างสิบแปดแต่ก็สิบเจ็ดนั่นแหละ หญิงสาวคิดในใจ
“ปักปิ่น[1]แล้วสินะ” จ้าวเหยียนเจี๋ยอมยิ้ม
“ท่านว่าอะไรนะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยถามขึ้นเพราะได้ยินไม่ชัด
“ข้าบอกว่าเจ้าควรจะขึ้นจากน้ำได้แล้ว อากาศเย็นเจ้าอาจจะเป็นไข้ได้” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยพร้อมกับชูไม้ปลายแหลมที่ใช้แทนฉมวกขึ้นตรงปลายของไม้มีปลาชะตาขาดตัวโตกำลังดิ้นไปมาอยู่
“ได้” เหยียนหว่านเอ๋อร์รับคำแล้วค่อยๆ หลบไปแต่งตัว เพราะเดินทางมาทั้งวัน หลังจากที่แช่น้ำไปนานพอสมควรก็รู้สึกสดชื่นขึ้น ทว่าจะแช่นานก็ไม่ดีเพราะน้ำค่อนข้างจะเย็น หญิงสาวจึงเชื่อฟังเขาเป็นอย่างดี
มื้อค่ำนี้คือปลาย่างที่แม้ว่าจะรสชาติจืดไปหน่อย แต่เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็พบว่าตัวเองเจริญอาหารไม่น้อย ปลาย่างสามตัวชายหนุ่มกินไปเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่เหลือคนตัวเล็กกว่าฟาดเรียบ ทั้งยังบอกว่าเสียดายหากเหลือเอาไว้ ร่างเล็กนั่งมองจ้าวเหยียนเจี๋ยเก็บเศษอาหารออกไปฝังด้านนอก โดยเขาให้เหตุผลว่ากลิ่นของมันอาจจะนำสัตว์น้อยใหญ่เข้ามา หญิงสาวพบว่าเขาทำอะไรรวดเร็วดีเหลือเกินทั้งยังดูชำนาญไปหมด ในเวลาไม่นานเขาทั้งจับปลา ก่อไฟ ย่างปลาและยังออกไปตัดหญ้ามาให้ม้าทั้งยังพามันไปอาบน้ำเสร็จสรรพ
“นั่นอะไรน่ะสวยดี” เหยียนหว่านเอ๋อร์เดินเข้ามานั่งลงข้างๆ กองไฟใกล้ๆ ชายหนุ่ม
“อะไรหรือ” เขาเงยหน้าขึ้นมาจากการทำความสะอาดมีดสั้นในมือ เขาพบว่าป้ายหยกของเขาหล่นลงไปบนพื้นข้างๆ ไม่ไกลนัก
“สวยจัง ข้าเห็นมันหล่นลงจากตัวท่านเมื่อครู่” เหยียนหว่านเอ๋อร์พลิกป้ายหยกสีม่วงรูปจันทร์เสี้ยวแกะสลักลายมังกรไปมา
“หยกมังกรม่วง” จ้าวเหยียนเจี๋ยตอบ
“หยกมังกรม่วง นั่นสินะมันถูกแกะลายมังกร ดูท่าจะมีค่ามากนะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์มอบคืนให้เขา
“มันคือหยกที่พ่อของข้ามอบให้ตอนที่ข้าเกิด เป็นหยกประจำตัวของข้าเอง”
“ว้าว ดูท่าบ้านท่านจะรวยนะ ขนาดของรับขวัญยังแพงขนาดนี้ ว่าแต่พ่อกับแม่ท่านใจดีไหม”
“พ่อข้าเป็นคนเข้มงวด ส่วนแม่ของข้าตายไปตั้งแต่ข้ายังเด็ก แม่รองเป็นคนเลี้ยงข้ามา”
“อ้าว ขอโทษด้วยนะ”
“ทำไมเจ้าต้องขอโทษ”
“ไม่รู้สิ เช่นนั้นเปลี่ยนคำถาม แม่เลี้ยงท่านใจดีไหม เพราะหากข้าไปเมืองหลวงแล้วหาหมอจางไม่เจอเกิดข้าไปอยู่บ้านท่าน ข้าจะได้ทำตัวถูก” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันกับท่านพ่อ ข้ามีบ้านของข้าเอง” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยมือยังคงขัดทำความสะอาดมีดสั้นไปเรื่อยๆ
“จริงหรือ งั้นก็ดียิ่ง” เหยียนหว่านเอ๋อร์หัวเราะ “ข้าไปอยู่บ้านท่านได้ใช่หรือไม่”
“เจ้าอยู่ได้ตราบที่เจ้าต้องการ” จ้าวเหยียนเจี๋ยพยักหน้ารับ
“พูดแล้วห้ามคืนคำล่ะ ไม่ใช่ว่าพอเห็นข้ากินจุแล้วไล่กันทีหลังนะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยื่นหน้ามาใกล้พร้อมกับหรี่ตามองเขา
“ข้าไม่มีทางกลับคำ” ชายหนุ่มยิ้ม
“ให้มันแน่เถอะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยแล้วลุกขึ้นเดินไปยังอีกฝั่งของกองไฟเพื่อเตรียมตัวเข้านอน “ท่านมีพี่น้องหรือไม่ ในเมื่อคนที่นี่นิยมมีลูกมีหลานหลายคน” แม้จะล้มตัวลงไปนอนทว่าปากก็ยังคงเอ่ยชวนเขาคุย
“ข้ามีพี่น้องผู้ชายห้าคน น้องสาวอีกเจ็ด”
“อะไรนะ!” เสียงอุทานลั่นของเหยียนหว่านเอ๋อร์ พร้อมกับร่างบางที่ดีดตัวขึ้นมานั่ง ทำเอาจ้าวเหยียนเจี๋ยอดที่จะหันไปมองไม่ได้
“แม่เลี้ยงท่านคนนี้ร้ายกาจจริงๆ คลอดลูกถึงสิบสองคนเลย”
“ข้าไม่ได้บอกว่านางคลอดคนเดียวสิบสองคน พวกเขาทั้งหมดต่างก็เกิดจากฮูหยินรองของพ่อข้า” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยเสียงเรียบ
“เดี๋ยวนะพ่อของท่านมีเมียกี่คนกัน”
“ข้าไม่เคยนับจริงๆ จังๆ สักครั้ง”
“ให้ตายเถอะ ข้าลืมไปนะว่าที่นี่นิยมมีภรรยาหลายคน แต่ก็ไม่นึกว่าพ่อท่านจะหลายใจขนาดนั้น ลูกสิบสองคน เมียจะกี่คนกัน”
“ทำไมหรือ ที่แคว้นของเจ้าไม่เหมือนกันหรือ”
“ไม่เหมือนกันแน่นอน ที่บ้านของข้านิยมพวกผัวเดียวเมียเดียว อีกทั้งผู้หญิงมีสิทธิเทียบเท่ากับผู้ชายด้วย พวกเราออกไปทำงานนอกบ้าน กินเลี้ยง สังสรรค์ ตลอดจนหาเลี้ยงตัวเองอย่างอิสรเสรีไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายอย่างคนที่นี่หรอก ตัวข้าเองก็คิดว่าโชคดีที่เป็นเช่นนั้น” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่รู้ตัว
จ้าวเหยียนเจี๋ยฟังแล้วเลิกคิ้วขึ้นสูง
“ไม่ต้องมามองข้าแบบนั้น ข้าเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า หากเป็นภรรยาคนเดียวไม่ได้ก็มิสู้อยู่คนเดียวไปเลยดีกว่า”
“ภรรยาหรือ”
[1] พิธีปักปิ่นของเด็กสาวที่อายุครบสิบห้าคือการประกาศว่าเด็กสาวได้เข้าสู่วัยออกเรือนหรือบรรลุนิติภาวะ ส่วนเด็กผู้ชายจะเรียกว่าพิธีสวมหมวกแต่จะต่างกันที่เด็กชายจะต้องอายุครบยี่สิบ
“ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องขอโทษเจ้าได้ปลดปล่อยข้าแล้ว เจ้ากลับมาแล้วมาอยู่ต่อหน้าข้า ทำให้ข้าได้มีโอกาสบอกเจ้าด้วยตัวข้าเองในวันนี้” หลี่เฟิงเสวียนยังคงยิ้มเยือนอย่างอ่อนโยนให้นาง “เอาล่ะหยุดร้องไห้เถิด ตอนนี้เจ้าได้อะไรมาบ้าง และอยากจะถามอะไรจากข้าบ้าง”“หลายอย่างข้ารู้แล้ว แต่...ข้าอยากจะรู้ว่า...ทำไม...ทำไม...ชิงเซียนจึงเลือกที่จะฆ่าตัวตาย” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยตะกุกตะกัก นางแอบเงยหน้าสังเกตสีหน้าหลี่เฟิงเสวียนเมื่อเอ่ยถึงชิงเซียน“มันผ่านมาหลายปีแล้วหว่านเอ๋อร์ แม้ข้าจะยังรักและคิดถึงนางอยู่แต่ก็ไม่ได้โศกเศร้าเช่นตอนแรก เพราะข้ารู้ว่านางได้เลือกในสิ่งที่จะทำให้นางมีความสุข และความสุขของนางคือเหยียนเจี๋ยอยู่รอดปลอดภัย และตอนนี้เขาก็ยืนอยู่ข้างหลังข้าห่างออกไปไม่กี่ก้าว ทั้งยังเป็นศัตรูหัวใจของข้าเสียด้วย” เอ่ยแล้วก็หัวเราะออกมา“มันใช่เวลาที่ท่านจะมาล้อเล่นเช่นนี้หรือไร”“อ้าว เจ้าไม่รู้สึกว่ามันน่าขันหรอกหรือ” หลี่เฟิงเสวียนยิ้ม “ข้าจะช่วยเจ้าทุกอย่าง ช่วยให้เขาอยู่รอดปลอดภัย แต่นั่นมิใช่เพื่อเซียนเอ๋อร์แต่เพื่อเจ้าด้วย ชีวิตของข้าก่อนหน้าที่จะเจอเจ้า ข้ามีเพียงชิงเซียนเป็นครอบครัวที
“ไปเถิด” หลี่เฟิงเสวียนก้าวเท้านำไปก่อน เหยียนหว่านเอ๋อร์เข้าไปพยุงซึ่งเขาเองก็ไม่รังเกียจ ทั้งที่เขาไม่เคยให้ใครช่วยพยุงเขาเดินเลยตั้งแต่เขาเสียขาข้างนี้ไปในตอนที่ทั้งสองกำลังจะเดินออกไปด้วยกันนั้น จ้าวเหยียนเจี๋ยที่ไม่ได้ละสายตาไปจากใบหน้าของเหยียนหว่านเอ๋อร์ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ตอนนี้เขากลับยื่นมือออกไปแตะแขนนางเอาไว้เบาๆเหยียนหว่านเอ๋อร์ชะงัก นางก้มลงมองมือของเขาที่แตะอยู่ที่แขน แต่ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเขาจ้าวเหยียนเจี๋ยชักมือกลับมาเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของนาง“อิงสง” นางกลับเอ่ยเรียกอู๋อิงสงขึ้นมา“ขอรับ”“เฝ้าเขาเอาไว้ หากเขาคิดหนีไปอีกข้าอนุญาตให้เจ้าทุบเขาให้สลบ จับเขามัดมือมัดเท้าเอาไว้” ระหว่างที่เอ่ยทุกคำออกมานางไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าเขา จากนั้นก็ก้าวเดินออกไปพร้อมกับหลี่เฟิงเสวียน“เอ่อ...” อู๋อิงสงได้แต่มองตามนางไปงงๆจ้าวเหยียนเจี๋ยมองร่างสองร่างที่เดินเคียงข้างกันออกไป หัวใจของเขาคล้ายถูกบีบรัดอย่างรุนแรง ในหัวสมองตื้อไปหมด ร่างกายของเขาแข็งทื่อไม่มีแรงแม้แต่จะยื่นมือออกไปรั้งนาง ไม่มีคำพูดใดๆ เขายืนมองอย่างอย่างนั้นด้วยใบหน้าหวั่นเกรง เพราะการกระทำที่วู่วา
“อีกนานไหม” เหยียนหว่านเอ๋อร์เสียงสะท้าน พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่ร้องไห้ออกมา “ข้าต้องรอเขาอีกนานเพียงใด ข้ากลัวว่าข้าจะหมดแรงไปเสียก่อน ข้ากลัวว่าข้าจะล้มลงไปแล้วไม่มีวันลุกขึ้นมาได้อีก เพราะตอนนี้ข้าเหนื่อยเหลือเกิน” เหยียนหว่านเอ๋อร์กลั้นก้อนสะอื้น แต่ก็ไม่อาจต้านทาน นางร้องไห้ออกมาในที่สุดทว่าก็พยายามไม่ส่งเสียง“เจ้าจะไม่มีวันล้มเพราะหากเจ้าเพลี่ยงพล้ำ เจ้ายังมีพวกข้าคอยประคองอยู่ข้างๆ ข้ากับอิงสงไม่มีวันปล่อยให้เจ้าล้ม หากเจ้าล้มจริงก็ต้องหลังจากที่ข้ากับอิงสงล้มเท่านั้น ดังนั้นอย่ากลัวไปเลย” ไม่มีครั้งใดที่สือเจี้ยนหาวจะอ่อนโยนได้มากเท่าครั้งนี้อีกแล้ว ไม่มี“ข้ารู้แล้ว” เหยียนหว่านเอ๋อร์พยักหน้า นางยิ้มให้เขาทั้งน้ำตาก่อนที่มองตรงไปยังกระท่อมหลังนั้นอีกครั้ง“มาเถิดขอรับ เราต้องกลับกันแล้ว” อู๋อิงสงเอ่ย“ได้” เหยียนหว่านเอ๋อร์ตอบรับอย่างว่าง่าย นางปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ ก่อนจะขึ้นรถม้าไป รถม้าเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ ห่างออกไปจากเนินเล็กๆ นั้น เมื่อนางเปิดม่านรถม้าขึ้นอีกครั้งสือเจี้ยนหาวก็หายไปแล้ว กระนั้นนางก็ยังคงพยายามเพ่งสายตามองเข้าไปยังกระท่อมหลังนั้นขณะเดียวกันจ้าวเหยียนเจี๋
อู๋อิงสงเร่งรุดตามเหยียนหว่านเอ๋อร์มาทันทีที่รู้ว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์มายังตระกูลอิ่นเพียงลำพัง เขาแจ้งเด็กในร้านว่าต้องการพบคุณชายน้อยที่มาพบเจ้าบ้านอิ่นเพราะมีเรื่องด่วน ดังนั้นเด็กในร้านจึงเดินนำอู๋อิงสงไปนั่งรอที่ห้องอีกห้อง ไม่นานเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็เดินออกมา ข้างหลังของนางตามมาด้วยบุรุษสวมหน้ากาก แต่คนที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วออกมาคือหญิงสาวในชุดรัดกุมอวิ๋นหยาเองก็มิคาดว่าผู้ที่มาคืออู๋อิงสง ดังนั้นแม้จะตระหนกไม่น้อยทว่านางกลับรักษาสีหน้าได้เป็นอย่างดี“มีเรื่องด่วนอะไรหรือ” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยถามเขา“ท่านไม่ควรออกมาโดยพลการเช่นนี้”“ข้ารู้ แต่มีเรื่องด่วนที่ข้าจะต้องจัดการ”“เราต้องออกไปนอกเมืองกันขอรับ” อู๋อิงสงเอ่ยเพียงเท่านั้นเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็เข้าใจแล้วว่าเขาหมายถึงอะไร“เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน” เหยียนหว่านเอ๋อร์เดินตามอู๋อิงสงออกมาก็พบว่ามีรถม้ามารออยู่แล้ว และทั้งสองก็ขึ้นรถม้าออกไปยังนอกเมือง “เขาอยู่ที่ไหน”“หมู่บ้านชาวนา นอกกำแพงเมืองขอรับ”เหยียนหว่านเอ๋อร์พยักหน้ารับรู้ “เขายังคงไม่รู้ตัวกระมังว่าเจี้ยนหาวเจอตัวเขาแล้ว”“ขอรับ เจี้ยนหาวเพียงแต่คอยดูอยู่ห่างๆ เท่านั
“ข้าไม่ได้หมายถึงเขาเสียหน่อย” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยังคงครุ่นคิด ในเมื่อหลี่เฟิงเสวียนเคยทำได้...แต่ตอนนี้เขาตายไปแล้ว เช่นนั้นก็เหลือเพียงคนผู้เดียวที่นางนึกถึง หากในโลกนี้เสวียนหมิงทำไม่ได้...ก็ไม่มีคนอื่นอีก“ท่านไปสืบหาหลี่หลิง ส่วนข้าจะลองหาผู้ที่สามารถสยบราชอาลักษณ์หญิงเอง”หลังจากที่จ้าวเหยียนอิ่งปลีกตัวจากไป เขาไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเหยียนหว่านเอ๋อร์หายวับไปทันที นางเดินเข้าไปในห้อง เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของบุรุษ จากนั้นก็ตรงไปยังตระกูลอิ่น “ข้าต้องหาตัวหลี่หลิงให้พบก่อนเขา มิเช่นนั้นทุกอย่างก็สูญเปล่า จ้าวเหยียนอิ่งจะยังรู้ความจริงทั้งหมดตอนนี้ไม่ได้” เหยียนหว่านเอ๋อร์พึมพำในลำคอรถม้าเรียบง่ายคันหนึ่งวิ่งออกมาจากเรือนพักพิเศษในค่ายทหาร ภายในรถม้ามีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งเงียบๆ อย่างใช้ความคิด คนขับรถม้ามีหน้าตาเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อเย็นๆ ของเขาไหลออกมาไม่หยุด เพียงแค่คิดว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในรถม้า ตัวเขาไม่พ้นต้องหัวหลุดจากบ่าแน่...ไม่มีคำสั่งท่านรองแม่ทัพ ไม่มีคนคุ้มกัน แต่เขากลับพาผู้รักษาการออกมาจากค่ายโดยพละการณ์เช่นนี้“เจ้ากลับไปได้แล้ว”“อะ...อะไ
“ข้าคัดลอกมันมา”“อ้อ”“เจ้าค่อยๆ อ่าน” จ้าวเหยียนอิ่งเอ่ยแล้วนั่งลงจิบชา เหยียนหว่านเอ๋อร์ก้มลงอ่าน แม้ว่านางจะรู้เรื่องหลายเรื่อง ทว่าสำนวนคดีจะช่วยให้เรื่องที่นางยังไม่รู้แน่ชัดกระจ่างขึ้นไปอีก “เจ้าจะไม่ถามถึงจินเอ๋อร์เลยหรือ” จ้าวเหยียนอิ่งเอ่ยถาม“ข้ารู้ว่าท่านหรือจะปล่อยให้นางคลาดสายตา” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยทั้งที่ไม่ได้เงยหน้ามาจากสำนวนคดีของพระสนมหลินในอดีต“แล้วเจ้าไม่สงสัยเลยหรือว่าทำไมมารดาของนางจึงพานางออกไปจากเมืองหลวง”“ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าต้นเหตุก็มาจากท่าน มารดาของนางต้องการให้นางเป็นชายาองค์รัชทายาท แต่นางกลับออกจากวังไปกับขบวนองค์ชายสาม ทว่าขากลับมาเมืองหลวงกลับเป็นท่านที่พานางไปส่ง เห็นชัดอยู่แล้วว่าท่านจงใจประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ว่านางคือว่าที่พระชายาของท่าน ตอนนี้มารดาของนางพานางหลบไปจากเมืองหลวง ก็เพราะอยากจะให้ข่าวลือเรื่องจินเอ๋อร์จะแต่งเข้าจวนท่านหายไปก่อน แต่แน่นอนว่าท่านต้องรู้แน่นอนว่านางถูกพาไปที่ใด มิเช่นนั้นท่านจะมานั่งทำสงครามประสาทกับข้าอยู่ที่นี่หรือ”“ข้ามิอาจดูเบาเจ้าเลยจริงๆ”“ข้าจะถือว่าเป็นคำชม” เหยียนหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นในที่สุด “สำนวนพวก







