Se connecterจ้าวเหยียนเจี๋ยยิ่งเห็นรอยยิ้มนั้นยิ่งหนักใจ เขาคล้ายสังหรณ์ใจว่าต่อแต่นี้ไปชีวิตเขาคงต้องยุ่งวุ่นวายแน่ ดูจากที่เมื่อครู่ตอนที่เขาหานางไม่พบ เขาทั้งโกรธทั้งร้อนใจ แต่เมื่อเจอตัวการกลับพบว่าเขาโล่งอกมากกว่าที่จะอยากลงโทษคนตรงหน้า “เมื่อครู่เจ้าเรียกข้าว่า...”
“แหมก็ชื่อสั้นๆ เรียกง่ายดีนี่นา ข้าเรียกเจี๋ยเฉยๆ ไม่ดีหรือไง” เพราะคิดว่าเขาโกรธหญิงสาวจึงบ่นออกมาเบาๆ
“ข้าก็ยังไม่ได้บอกว่าไม่ได้” เขาเอ่ยเสียงเรียบนั่นหมายถึงอนุญาตนั่นเอง
หญิงสาวยิ้มแป้น “ไปเถอะเราต้องออกเดินทางแล้ว” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยิ้มเมื่อเขายื่นถุงน้ำที่เขาเพิ่งไปเติมจนเต็มให้ และเดินตามเขาไปโดยดี
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เหยียนหว่านเอ๋อร์ได้ขี่ม้า ดังนั้นจึงรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย ผิดกับจ้าวเหยียนเจี๋ยเขาต้องสงบจิตใจไปตลอดทางเมื่อมีร่างนุ่มนิ่มทั้งยังหอมกรุ่นนั่งเบียดอยู่ด้านหน้า บาดแผลของเขายังไม่หายสนิทจึงเพียงแต่ปล่อยให้ม้าวิ่งเยาะๆ ไม่ได้ควบวิ่งเต็มเหยียดอย่างที่เขาชอบทำตอนที่ขี่ม้า พวกเขาจึงเดินทางได้ไม่เร็วนัก กระทั่งบ่ายคล้อยทั้งสองจึงสามารถข้ามเขามาได้ เมื่อครู่ตอนที่อยู่บนเขาเหยียนหว่านเอ๋อร์สามารถมองเห็นเมืองเล็กๆ อย่างชัดเจน ทว่าทิศทางที่จ้าวเหยียนเจี๋ยพาขี่ม้าไปกลับเป็นคนละทิศทางกัน
“ท่านไม่หิวหรือ” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอี้ยวตัวกลับมาถามเขา
“เจ้าหิวแล้วหรือ” เหยียนเจี๋ยเอ่ยถามตายังคงมองไปข้างหน้า
“เปล่า...แต่เมื่อย”
“ทนอีกสักนิดเถิด ใกล้จะถึงลำธารแล้ว เราจะพักที่นั่น” จ้าวเหยียนเจี๋ยบังคับม้าอย่างชำนาญ ทั้งยังจดจ่อกับการมองไปรอบๆ เพื่อระแวดระวังภัย เพราะยิ่งเขาเข้าใกล้เมืองหลวงเท่าไหร่อันตรายที่รออยู่ก็ยิ่งมากเท่านั้น
“เราจะไม่พักโรงเตี้ยมเช่นทุกครั้งหรือ”
“วันนี้เราจะไม่เข้าไปในเมือง”
“แล้วเราจะไปพักที่ไหนเล่า”
“นอกเมืองมีลำธารเล็กๆ ตัดผ่าน สุดลำธารนั้นมีวัดร้างอยู่ ข้ากับคนของข้าเคยค้างแรมที่นั่น ข้าจะลองไปดูว่าเขาทิ้งเบาะแสอะไรเอาไว้หรือไม่” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ย
“นี่ถ้าที่นี่มีโทรศัพท์คงดีนะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์หัวเราะ
“เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ”
“เปล่าหรอก ว่าแต่ลำธารนั่นน่าจะมีปลาเรากินปลาย่างกันดีไหม” เหยียนหว่านเอ๋อร์ชวนเขาคุยเสียงเจื้อยแจ้ว โดยไม่ได้สนใจมองเลยว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยนั้นกำลังสอดส่ายสายตาระวังภัยไปตลอดทาง ไม่นานหลังจากนั้นทั้งสองก็เดินทางมาถึงวัดร้าง จ้าวเหยียนเจี๋ยเล่าให้หญิงสาวฟังว่าวัดร้างแห่งนี้เคยถูกพายุพัดจนหินถล่มลงมา ตัววัดเสียหายไปกว่าครึ่ง เมื่อเจ้าอาวาสเห็นว่ายากเกินจะบูรณะ จึงได้พาพระลูกวัดย้ายไปพำนักยังวัดที่ชาวบ้านสร้างขึ้นใหม่ ใกล้ๆ กับหมู่บ้านที่สันเขา
“ดูลึกลับจัง คงไม่มีผีหรอกนะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยติดตลก ทว่าบรรยากาศโดยรอบก็ทำให้นึกถึงบ้านผีสิงอยู่เหมือนกัน
“เจ้ากลัวผีหรือ”
“กลัวสิ”
“เคยเห็นหรือไร”
“ไม่เคย แต่ก็ไม่ได้อยากจะเห็นหรอก ว่าแต่ตอนที่หินถล่มมีคนตายหรือเปล่า”เหยียนหว่านเอ๋อร์อดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้
“ไม่รู้สิข้าไม่ได้เห็นกับตา” จ้าวเหยียนเจี๋ยไม่ได้บอกไปว่ามีพระลูกวัดหลายรูปที่โดนหินทับไปพร้อมกับอาราม เนื่องจากหนีออกมาไม่ทัน ที่จริงเขาเพียงได้ยินมาเท่านั้นไม่ได้เห็นกับตาจึงไม่ถือว่าเขาโกหก
“เอาเถอะ จะอย่างไรก็คงดีกว่านอนที่โล่งๆ” เหยียนหว่านเอ๋อร์เดินตามจ้าวเหยียนเจี๋ยเข้าไปด้านใน
จากทางเข้าที่ดูน่ากลัวกลับพบว่าด้านในไม่ได้แย่อย่างที่คิด จากเดิมส่วนที่ควรจะเป็นห้องโถงใหญ่ของอาราม ตอนนี้กลายเป็นห้องกว้างห้องหนึ่ง ทั้งยังโล่งและอากาศก็ยังถ่ายเทได้ดี โพรงหินที่ทับซ้อนกันนั้นมีช่องว่างมากมาย ด้านบนที่ควรจะเป็นหลังคาตอนนี้มีหินก้อนใหญ่กลิ้งลงมาทับจนกลายเป็นหลังคาหินแทน เมื่อเดินไปสำรวจดูโดยรอบแล้วไม่พบร่องรอยใดๆ จ้าวเหยียนเจี๋ยจึงเดินกลับมาหาเหยียนหว่านเอ๋อร์ หญิงสาวนั่งลงบิดตัวไปมาเพื่อไล่ความปวดเมื่อยจากการขี่ม้า
“พบอะไรหรือไม่”
“ไม่มี อีกทั้งที่นี่ไม่มีคนเข้ามานานมากแล้ว ข้าจะไปจับปลา เจ้าบอกว่าอยากจะกินปลาย่างนี่”
เหยียนหว่านเอ๋อร์รับห่อผ้ามาจากเขา แล้วเดินเข้าไปยังกองหญ้าแห้งๆ มุมหนึ่งของห้องก่อนจะเริ่มรื้อค้นข้าวของ
“นั่นเจ้าทำอะไร”
“จะไปอาบน้ำ”
“เช่นนั้นเจ้าไปอาบน้ำก่อนข้าจะก่อกองไฟ”
“ไม่เอาหรอก ถ้าหากมีคนผ่านมาตอนข้าอาบน้ำเล่า ไปพร้อมท่านมีอะไรท่านจะได้ช่วยข้าทัน” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ย
“แต่....”
“ถ้าหากท่านกล้าแอบดูข้าล่ะก็...” เหยียนหว่านเอ๋อร์หันมามองเขาแล้วทำท่าเอานิ้วปาดคอ “อย่าคิดว่าข้าทำไม่ได้นะ”
“...” จ้าวเหยียนเจี๋ยได้แต่อ่อนอกอ่อนใจกับหญิงสาวเสียจริงๆ เพราะดูเหมือนหญิงสาวจะไว้ใจเขาจนสนิทใจเลยทีเดียว
เมื่อทั้งสองเดินมาที่ลำธาร จ้าวเหยียนเจี๋ยให้เหยียนหว่านเอ๋อร์ไปอาบน้ำอีกด้าน ซึ่งจุดนั้นมีหินก้อนใหญ่ยื่นออกมาจนกั้นสายตาของเขาเพราะเขาเองก็ต้องจับปลาเช่นกัน
“นี่ ท่านเป็นคนเมืองหลวงโดยกำเนิดเลยหรือ” เหยียนหว่านเอ๋อร์ชวนเขาคุยตอนอาบน้ำ
กระท่อมหลังถัดมาหลังที่สามมิใช่ที่อยู่แต่เป็นโรงครัว ห้องกินข้าว และห้องเก็บอาหาร พวกเราทั้งหมดใช้มันร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน ทำกับข้าวสรวลเสเฮฮาร่วมกัน ตอนแรกหม่าซือหยวนคิดว่าอาจารย์มีความคิดที่แปลกประหลาดยิ่ง บ้านของใครก็ควรจะมีโรงครัวเป็นของตัวเองสิ แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าการทำแบบนี้ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นครอบครัวใหญ่จริงๆ เพราะตกเย็นทั้งหมดได้มานั่งร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน ทั้งยังแบ่งปันสิ่งที่ทำมาให้กันและกันฟังกระท่อมหลังสุดท้ายเป็นของอาจารย์กับนายท่านเหยียนเจี๋ย กระท่อมหลังนี้เป็นหลังที่ดีที่สุดสร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนทั้งสอง เพราะอาจารย์ของเขามีความรู้สึกไวต่ออากาศเย็น ดังนั้นกระท่อมหลังนี้จึงเป็นแบบปิด ภายในนั้นมีเตาผิงที่ต้องจุดไฟเอาไว้ตลอดเวลาในหน้าหนาว แต่หน้าร้อนก็สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้สมาชิกครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ที่หุบเขามังกรหลับแห่งนี้ทั้งหมดเก้าคน มีตัวเขาหม่าซือหยวน นายท่านเหยียนเจี๋ย อาจารย์ อาจารย์ปู่ ผู้อาวุโสเฟิง สือเจี้ยนหาว อู๋อิงสงกับฮูหยินของเขา และคนสุดท้ายแม่นางน้อยที่ใจแข็งคนหนึ่ง สาวน้อยผู้ที่กำลังซักผ้าอยู่ที่ริมลำธาร แม่นางเสี่ยวจู
ทั้งสองจุมพิตกันและกันอย่างเร่าร้อนคลอเคลียพัวพันไม่ห่าง ใบหน้างดงามของเหยียนหว่านเอ๋อร์แดงซ่าน แม้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการ แม้จะเคยเห็นบทรักในหนังมามาก ทว่าพอเอาเข้าจริงหญิงสาวกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ร่างกายที่ร้อนรุ่มยิ่งทวีความร้อนขึ้นกว่าเดิมเมื่อร่างเปลือยเปล่าของนางถูกเขาจุมพิตไปทั่วความรู้สึกขัดแย้งในกายพุ่งขึ้นสูง ทั้งสุขสมทว่ากลับไม่สบายตัว คล้ายบางอย่างไม่ได้รับการเติมเต็ม หญิงสาวหอบหายใจภายใต้ร่างของเขาอย่างไร้ทางสู้ มือทั้งสองข้างกอดเกี่ยวเขาเอาไว้ทั้งยังแอ่นกายขึ้นไปแนบร่างเข้าหาตัวเขา นางคล้ายหนาวสั่นและพยายามโหยหาความอบอุ่น มือน้อยลูบไล้มัดกล้ามบนตัวเขาอย่างสะเปะสะปะอากัปกิริยาของนางทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างห้ามไม่อยู่ เขาโน้มกายเข้าหานางและจุมพิตปากเล็กที่กำลังครางเสียงหวานออกมาเบาๆ คล้ายลูกแมวกำลังออดอ้อนขอความรักจ้าวเหยียนเจี๋ยจุมพิตแผ่วเบาเพื่อปลอบโยนนาง ในยามที่เขาโน้มกายเข้าครอบครองนางในที่สุด ทว่าความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นสูง ทำให้นางหวีดร้องออกมาเสียงแผ่ว บางอย่างในกายฉีกขาดออกจากกันให้ ความรู้สึกเจ็บร้าวทำให้นางผงะถอย ทว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับใช้สอ
“เจ้าเจี๋ย เจ้าบ่าวจะต้องอยู่ดื่มเหล้ามงคลกับแขกเหรื่อก่อนสิจึงจะถูก” ซูหย่งจื้อเอ่ย“อาจารย์” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองซูหย่งจื้ออย่างงงงัน“เขาเมาน่ะ” หลี่เฟิงเสวียนเอ่ยกลั้วหัวเราะ“นี่ พวกเจ้าแม้จะแต่งงานก็ยังร่วมหอไม่ได้นะ สุขภาพเจ้าไม่แน่ว่าจะรับไหวดังนั้นข้าขอเตือน”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์หน้าแดง“นี่มันคืนส่งตัวนะผู้อาวุโส” หลายคนพยายามดึงเขาออกไปจากห้องหอ“เจ้าเจี๋ยน่ะ ข้าไว้ใจ แต่ที่ข้าไม่ไว้ใจน่ะศิษย์ตัวแสบของข้าต่างหาก”“ท่านกำลังพูดอะไรกัน ไป ท่านเมาแล้ว” สือเจี้ยนหาวอ่อนใจเหลือเกิน ศิษย์อาจารย์คู่นี้ช่างหาเรื่องให้ปวดหัวได้ไม่เว้นวันจริงๆ“จริงๆ นะ เจ้าเจี๋ย อย่าให้นางจับเจ้ากินไปเสียก่อนเล่า”“อาจารย์ท่านเหลวไหลอะไร!!”“ข้าน่ะหรือเหลวไหล เจ้าน่ะไม่น่าไว้ใจ ส่วนเจ้าเจี๋ยเขาไม่มีทางรู้ทันความเจ้าเล่ห์ของเจ้าหรอก เจ้ากะจะจับเขากินโดยไม่ฟังข้าล่ะสิ”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก นางอายจนใบหน้าแดงก่ำร้อนแทบจะลุกเป็นไฟ“เจ้าเจี๋ย...ข้าไว้ใจเจ้านะ” เสียงตะโกนของซูหย่งจื้อยังคงดังเข้ามาแม้ว่าเขาจะโดนหิ้วตัวไปแล้ว“เอ่อ...นี่เป็นการก่อกวนห้องหอเท่านั้น ขอท่านอาเขยก
“ข้าจ้าวเหยียนเจี๋ยขอสาบาน ข้าจะรักเหยียนหว่านเอ๋อร์เพียงผู้เดียวมิแบ่งใจให้คนอื่น เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวในใจข้า ข้าจะซื่อสัตย์ต่อเจ้าเพียงผู้เดียวไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”“ข้าเหยียนหว่านเอ๋อร์ขอสาบาน ข้าจะรักจ้าวเหยียนเจี๋ย รักด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดของข้า ท่านจะมีข้า และข้าจะมีท่านเดินเคียงข้างกันไปนับจากวันนี้ จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต”ถ้อยคำหนักแน่นของทั้งสองดังขึ้นท่ามกลางสายลมที่พัดแผ่ว ท่ามกลางทุ่งดอกหญ้าสีขาวบริสุทธิ์ ท่ามกลางหุบเขาลำเราไพรที่ร่วมเป็นสักขีพยาน... งานมงคลเรียบง่ายของบ่างสาวสองคู่ถูกจัดขึ้น จ้าวเหยียนเจี๋ยแต่งเหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยิน และอู๋อิงสงแต่งอวิ๋นหยาเป็นฮูหยิน ภายในถ้ำนำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคีถูกตบแต่งด้วยข้าวของมงคลสีแดงทว่าเหล่าสักขีพยานที่เข้ามาร่วมงานกลับมีเยอะกว่าที่เหยียนหว่านเอ๋อร์คาด ตอนแรกนางเพียงอยากให้งานมงคลนี้เป็นเพียงงานเลี้ยงเล็กๆ เท่านั้น แต่จ้าวเหยียนเจี๋ยกลับส่งคนไปเชิญสหายสนิททั้งหมดของนางมาร่วมแสดงความยินดีเสวียนหมิง ลั่วอิงยี่ หลิงหลิง จ้าวเหยียนอิ่ง ซิ่วอิ่งจิน มู่หรงเซียว ซิ่วจินหลิน หลี่เฟิงเสวียน ซูหย่งจื้อ สือเจี้ยนหาว คนทั้งหมดนี
นางรู้เพียงถูกลงโทษตามกฎของพรรค เสวียนหมิงให้จั่วจินเหิงนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ก่อนจะให้จั่วจินเหิงโบยนางด้วยตนเอง เมื่อครบร้อยไม้แล้วพวกเขาก็ประกาศไปว่านางตายไปแล้ว ศพของนางถูกส่งลงเขามาฝังทว่าลมหายใจนางกลับคืนมา เสวียนหมิงจึงให้ซูหย่งจื้อรั้งชีวิตนางเอาไว้กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือนางถูกนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ และที่ต้องเป็นจั่วจินเหิงเท่านั้นที่ทำหน้าที่โบย เนื่องจากเสวียนหมิงไม่ไว้ใจให้คนอื่นทำเขาจะต้องกะแรงให้พอดิบพอดีไม่ลงหนักหรือเบาจนเกินไป แต่เขาก็ยังต้องโบยถึงห้าสิบไม้กว่าที่อวิ๋นหยาจะสลบ ก่อนจะประกาศไปว่านางสิ้นลมแล้วส่งตัวนางมายังกระท่อมแห่งนี้“เจ้า...ข้าคิดว่าจ้าววังส่งเจ้าไปที่อื่น เขาบอกว่าเจ้าทำความผิดร้ายแรงต้องถูกลงโทษ เลยต้องส่งเจ้าไป”“ข้าอยู่ที่นี่มาตลอด คนในพรรคคิดว่าข้าตายไปแล้ว แต่นั่นก็จริงสำหรับพวกเขาข้าตายไปแล้ว ข้าถูกขับออกจากพรรคตอนนี้ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้ว ดังนั้นหากท่านไม่ทำตามคำพูดไม่แต่งข้าเป็นฮูหยิน ข้าจะฆ่าท่านเสีย” นางขู่“แล้วข้าจะแต่งใครได้” เขาจูบหนักๆ ลงบนหน้าผากนาง“ต้องขอบคุณฮูหยินท่านนั้น” อิงสงหันกลับมามองคนที่เดินตามเขามาถึงกระ
เช้าวันต่อมาข่าวการเสียชีวิตของเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกประกาศออกไป พร้อมๆ กันนั้นข่าวที่องค์ชายสามทรงอาการบาดเจ็บภายในทรุดลง เพราะทรงเสียพระทัยกับข่าวการตายของว่าที่พระชายาก็ได้แพร่ออกไป กระทั่งสองวันหลังจากนั้นข่าวการที่องค์ชายสามทรงสิ้นพระชนม์ตามว่าที่พระชายาก็ถูกประกาศออกไปในวังหลวงต่างก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทว่าก็ซาบซึ้งกับความรักที่องค์ชายสามมีต่อพระชายายิ่งนัก ว่ากันว่าจ้าวเหยียนอี้อนุญาตให้ฝังศพของคนทั้งสองไว้ด้วยกันในสุสานหลวง แต่เพราะเหยียนหว่านเอ๋อร์ยังมิได้แต่งให้องค์ชายสามอย่างถูกต้อง และยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระชายาอย่างเป็นทางการ จ้าวเหยียนอี้จึงพระราชทานตำแหน่งให้เหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยินคุณธรรม ฮูหยินแม่ทัพใหญ่แคว้นจ้าวขณะที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างไว้ทุกข์ให้องค์ชายสามและฮูหยินคุณธรรมอยู่นั้น เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกพาเข้าไปนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงน้ำแข็ง ในถ้ำน้ำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคี โดยมีเสวียนหมิงและซูหย่งจื้อดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด“อาหมิง เรื่องอวิ๋นหยาไปถึงไหนแล้ว”“ท่านอาโปรดวางใจ ข้าได้ทำตามที่ท่านอาบอกแล้ว”“เช่นนั้นหรือ นางเป็นเช่นไรบ้าง”“ยังมีชีวิตอยู่
ไวเท่าความคิดอู๋อิงสงหยิบกระโถนที่วางอยู่มุมห้องมาให้ เหยียนหว่านเอ๋อร์ก้มลงอาเจียนออกมาอย่างหนัก เมื่อเริ่มมึนนางก็เริ่มไม่มีสติ ความรู้สึกต่างๆ ที่เพียรพยายามซ่อนไว้ก็ยิ่งพุ่งออกมา ความน้อยใจ ความเหน็ดเหนื่อย อีกทั้งความสับสน ทำให้นางกรอกสุราเข้าไปจอกแล้วจอกเหล้า กอปรกับวันนี้นางมัวแต่ยุ่งวุ่นวาย
เมื่อจ้าวเหยียนเจี๋ยในคราบของลู่ชิงเดินเข้ามาในห้อง สภาพที่เขาเห็นคือเหยียนหว่านเอ๋อร์ที่กำลังนั่งกอดคอจ้าวเหยียนอิ่ง ทั้งยังพยายามยามปลอบใจเขา ภาพความสนิทสนมของทั้งคู่ทำเอาเขาหน้าตึงเสวียนหมิงมองใบหน้าบึ้งตึงของผู้ที่ยืนอยู่แล้วขมวดคิ้ว อู๋อิงสงและสือเจี้ยนหาวแน่นอนว่าเสวียนหมิงย่อมรู้จัก ทว่าบุร
“ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายสำหรับท่าน และข้าก็ไม่อาจบังคับท่านได้ ข้ามองออกว่าท่านมิใช่คนเลวร้าย ท่านเข้าใจทั้งหมดว่าข้าหมายความว่าอย่างไร เชื่อข้าเถิดเรื่องนี้สมควรจบลงไปได้แล้ว เรื่องราวในอดีตที่ผ่านมามันส่งผลกับพวกท่านมากพอๆ กัน ดังนั้นอย่าให้มันส่งผลไปยังคนรุ่นหลังต่อไปอีกเลย” เหยียนหว่านเอ๋อร์เ
เป็นอย่างที่คาดเรื่องราวในบันทึกตรงกันกับสิ่งที่หลี่หลิงบอก หลินกุ้ยเฟยตกเป็นเครื่องมือของเจิ้งฮุ่ยเจินอย่างไม่ต้องสงสัย นางจะต้องจบเรื่องนี้ให้ได้ภายในคืนนี้ จ้าวเหยียนอิ่งจะกลายเป็นมิตรหรือศัตรูนางก็ต้องจบมันคืนนี้ ก่อนที่จะเกิดศึกใหญ่ในไม่ช้า นางมั่นใจว่าศัตรูจะต้องเคลื่อนไหวพรุ่งนี้แน่นอน พวกเข







