แชร์

ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา
ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา
ผู้แต่ง: หยกงาม

บทที่ 1

ผู้เขียน: หยกงาม
ค่ำคืนฤดูเหมันต์ ได้ยินเสียงลมพายุหิมะพัดกระหน่ำดังหวีดหวิว คลอด้วยเสียงม่านหน้าต่างถูกลมตีดังพึ่บพั่บ

จี้หานอีหรี่ตาลง ปลายนิ้วอันเย็นเฉียบเลิกม่านที่ตากลมจนแข็งกระด้างขึ้น สายตามองฝ่าความมืดมิดในคืนหิมะตกหนักออกไปไกล แม้เสียงเกือกม้าที่ควบตะบึงมาจะปะปนไปกับเสียงพายุหิมะฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่นางก็ยังได้ยิน

พลันมีเสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลังว่า "พี่สะใภ้ ท่านพี่จะมารับพวกเราหรือไม่"

จี้หานอีปล่อยม่านลง ไม่ได้ตอบคำ เพียงหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า

นางรู้ดี เขาต้องมาแน่

ไม่ว่าพายุหิมะจะรุนแรงเพียงใด เขาก็ต้องมา

วันนี้ เดิมทีนางไม่ได้คิดติดตามหลี่หมิงโหรวมาที่เรือนน้ำพุร้อนเลย แต่เขากลับกล่าวว่า "หานอี เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของหมิงโหรว หมิงโหรวมีโรคหนาวเข้าแทรก เจ้าควรต้องดูแลนาง"

ยามเขาเอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงช่างเย็นชานัก ทั้งยังจัดแจงทุกอย่างไว้เสร็จสรรพคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

เพียงแต่ขณะเดินทางกลับ หิมะตกหนักปิดกั้นถนน ล้อไม้แตกหัก จึงมีรถม้าจำนวนมากติดค้างอยู่กลางทาง

สารถีขี่ม้ากลับไปส่งข่าว นี่ก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว อีกประเดี๋ยวคงกลับมา

เสียงเกือกม้าที่ดังขึ้นเดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกลในค่ำคืนแห่งพายุหิมะนั้นไม่ต่างไปจากเสียงกลองรัวกระหน่ำ ยิ่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งร้อนรน กระทั่งเจ้าม้าส่งเสียงร้องกึกก้อง นอกรถม้าจึงมีเสียงทุ้มละมุนแฝงด้วยความกังวลเรียกหา "หมิงโหรว"

ทันใดนั้น ผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้น มือใหญ่เรียวยาวข้างหนึ่งยื่นเข้ามา

จี้หานอีหลุบตาลงมองมือข้างนั้น ชัดเจนว่าไม่ได้ยื่นมาเพื่อรับนาง

ข้างกายได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของหลี่หมิงโหรวดังขึ้น ช่างฟังดูทั้งอ่อนแอและน่าทะนุถนอมนัก "ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว"

หลี่หมิงโหรวจรดปลายนิ้วที่อ่อนนุ่มลงบนฝ่ามือเรียวยาวข้างนั้น บางทีอาจเพราะหวาดกลัวเกินไป ร่างอรชรในชุดสีชมพูจึงโถมเข้าใส่อีกฝ่ายคล้ายผีเสื้อตัวน้อย เสียงสะอื้นแผ่วเบาในค่ำคืนหิมะนั้นช่างไม่ต่างไปจากทิวทัศน์แห่งวสันตฤดูที่อบอุ่นยาวนาน ชวนให้ผู้คนพลอยลุ่มหลงไม่รู้ตัว

จี้หานอีเห็นนิ้วมือเรียวยาวซึ่งวางอยู่บนแผ่นหลังของผู้สวมอาภรณ์สีชมพูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะโอบกอดคนในอ้อมแขนแนบแน่นขึ้นในความเงียบ

หลังจากนั้น เสื้อคลุมขนจิ้งจอกหนานุ่มตัวหนึ่งก็ถูกคลี่คลุมลงบนไหล่อันบอบบางงดงามคู่นั้น

จี้หานอีถอนสายตากลับมา จับจ้องมองไปที่ม่านด้านข้าง

ผ้าม่านปลิวไสวตามแรงลมของพายุหิมะ เกล็ดหิมะสาดซัดเข้ามาตกกระทบลงบนแก้มของนาง แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บอีกแล้ว

นางทำเพียงซ่อนมือที่แข็งเกร็งไว้ในส่วนลึกของแขนเสื้อ

หลี่หมิงโหรวร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเซี่ยอวี้เหิงอยู่นาน ก่อนจะยอมสงบลงภายใต้การปลอบโยนอันอบอุ่นของชายหนุ่ม จากนั้น นางก็ถูกเขาอุ้มลงจากรถม้าไป

จี้หานอีได้ยินเสียงซึ่งยังคงสั่นเครือของหลี่หมิงโหรวดังขึ้นนอกรถม้าว่า "แล้วพี่สะใภ้เล่าเจ้าคะ"

คำพูดต่อมาของชายหนุ่มถูกกลืนหายไปในพายุหิมะ จี้หานอีฟังไม่ได้ยิน แต่มันก็ไม่ได้สำคัญถึงเพียงนั้น

นางเพียงกระชับเสื้อคลุมบนร่าง ขณะมองดูโคมแก้วหลิวหลีในรถม้าถูกสายลมพัดพาให้สั่นไหวอย่างเงียบงัน ทอดเป็นเส้นเงาแตกสลายลงบนร่างของนาง

ไม่นานนัก ผืนผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาสูงศักดิ์ซึ่งดูห่างเหินปรากฏขึ้นตรงหน้า และเขาก็กล่าวประโยคแรกกับนางในค่ำคืนนี้ "รถม้าที่จะมารับพวกเจ้าติดหิมะเดินทางมาไม่ได้ ข้าทำได้เพียงขี่ม้าล่วงหน้ามาก่อนเท่านั้น"

"หมิงโหรวกลัวความหนาวเย็นมาแต่ไหนแต่ไร คราวนี้นางตกใจจนขวัญเสีย บนหลังม้านั่งได้เพียงคนเดียว ประเดี๋ยวข้าจะพานางกลับไปส่งก่อน"

"รบกวนเจ้ารออีกสักหน่อย รถม้าคงรีบมารับในอีกไม่ช้า"

จี้หานอีพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ไม่ไต่ถามสิ่งใด เพียงรับคำว่า "ได้เจ้าค่ะ"

ใบหน้าของชายหนุ่มดูวูบไหวไม่ชัดเจนภายใต้แสงโคมสลัวราง เขามองใบหน้าที่เรียบเฉยของจี้หานอี จากนั้นจึงเห็นว่านางนั่งขดตัวหนาวสั่น ผิวพรรณซีดขาว เท้าที่กำลังจะก้าวเดินไปจึงชะงักกึก

เขามองนางอีกครั้ง เพื่ออธิบายเพิ่มหนึ่งประโยค "ตอนข้ามานำเสื้อคลุมขนจิ้งจอกมาได้เพียงตัวเดียว เจ้าเป็นพี่สะใภ้นาง คงต้องให้เจ้าอดทนแล้ว"

ถ้อยคำทำนองนี้จี้หานอีได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนหลังแต่งกับเขา คล้ายว่าการที่นางแต่งกับเขานั้น ก็สมควรได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้

หากเป็นเมื่อก่อน นางคงถามเขาไปแล้วว่า ผู้ใดคือภรรยาของท่านกันแน่?

แต่ถ้าถามไป เซี่ยอวี้เหิงย่อมต้องมองนางด้วยสายตาเย็นชายิ่งกว่าเดิม

เขาจะไม่พูด ไม่แม้แต่จะอธิบายเพิ่มเติมสักครึ่งคำ แต่เขาจะใช้สายตาซึ่งเสมือนลิ่มน้ำแข็งทิ่มแทงจิตใจนางไม่ให้เหลือชิ้นดี ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเสียสติไร้เหตุผล

จี้หานอีในยามนี้เหนื่อยล้าเกินกว่าจะเอ่ยถาม ในเมื่อถามไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่พานางกลับไปด้วยอยู่ดี ภรรยาเช่นนาง ไม่เคยมีความสำคัญในใจเขาอยู่แล้ว

นางเหนื่อยเสียจนคร้านจะพูดจา จึงทำได้เพียงพยักหน้า "รีบไปเถิดเจ้าค่ะ หมิงโหรวยังรอท่านอยู่บนหลังม้า"

หลังพูดประโยคนี้จบ จี้หานอีก็เห็นหัวคิ้วของเซี่ยอวี้เหิงขมวดมุ่น ขณะมองนางด้วยสายตาหลายความรู้สึก

จี้หานอีหลับตาลง ไม่ใช่เพราะอื่นใด แต่เป็นเพราะไม่มีอะไรให้พูดแล้วเท่านั้น

เซี่ยอวี้เหิงเม้มริมฝีปาก ไม่ได้พูดคำใดอีก เพียงปรายตามองจี้หานอีแวบหนึ่ง จากนั้นจึงปล่อยม่านลง

ได้ยินเสียงเกือกม้าดังขึ้นนอกรถม้า ก่อนที่เสียงนั้นจะเลือนหายไปในพายุหิมะอย่างรวดเร็ว

พลัน เสียงเศร้าสร้อยของสาวใช้นามหรงชุนก็ดังขึ้นข้างกาย "นายท่านทิ้งฮูหยินน้อยไว้ที่นี่คนเดียว ไม่คิดเป็นห่วงเลยหรือเจ้าคะ"

จี้หานอีค่อย ๆ เอนกายพิงไปทางหรงชุนผู้อยู่ด้านข้าง นางซบลงบนไหล่ของสาวใช้ พลางหลุบตาลงมองถ่านไฟในเตาน้อยปลายเท้าซึ่งเหลือเพียงแสงไฟริบหรี่

หลังระบายลมหายใจอันเย็นเยียบคำรบหนึ่ง นางก็รู้สึกว่าตนชักจะเริ่มชอบความโดดเดี่ยวเช่นนี้เสียแล้ว

นางหลับตาลงในความเงียบก่อนกระซิบ "หรงชุน เดี๋ยวข้าขอนอนสักงีบ"

ชั่วขณะที่หลับตาลง นางก็มองเห็นตนเองเมื่อสามปีก่อน

นั่นคือช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงปีหนึ่ง นางรออยู่ที่หน้าประตูจวนสกุลเซี่ยอยู่นาน กระทั่งเซี่ยอวี้เหิงปรากฏตัว

ในมือนางกำหนังสือหมั้นหมายกระชับแน่นขณะวิ่งเข้าไปหา ในใจทั้งตื่นเต้นและประหม่า แต่กลับแสร้งทำเป็นสงบนิ่งยามเงยหน้ามองเขา "ข้าคือบุตรสาวสกุลจี้"

"ข้ามาเพื่อจะถามท่านว่า สัญญาหมั้นหมายของพวกเรายังมีผลอยู่หรือไม่?"

จี้หานอีในยามนั้นถึงวัยปักปิ่นแล้ว และนั่นก็นับเป็นความใจกล้าเพียงครั้งเดียวในชีวิตของนาง

ในตอนนั้น นางตื่นเต้นเสียจนฝ่ามือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะได้รับคำตอบเช่นไร

เวลานั้น บิดานางถูกจับเข้าคุก จวนสกุลจี้เองก็โดนยึดทรัพย์ ยามต้นไม้ล้มลิงค่างต่างหนีหาย จวนสกุลจี้ซึ่งเคยมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย กลับเหลือเพียงผู้คนที่คอยซ้ำเติมยามตกต่ำเท่านั้น

แม้นางกับมารดาจะได้รับความเมตตาละเว้นโทษ ไม่ต้องติดร่างแหตามไปด้วย แต่ก็ต้องไปอาศัยอยู่กับท่านตาซึ่งตกอับไปแล้ว และหากเซี่ยอวี้เหิงจะกลับคำไม่แต่งงานด้วย ก็คงไม่มีผู้ใดตำหนิเขาได้

นับเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ กาลเวลาย่อมแปรเปลี่ยนทุกสิ่ง

แม้แต่ตัวจี้หานอีเอง ในครั้งนั้นก็เตรียมใจไว้แล้วว่า หากเซี่ยอวี้เหิงกลับคำ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นหมายทิ้งเสียตรงนั้น

เพราะเซี่ยอวี้เหิงขณะนั้นมีชื่อเสียงในเมืองหลวงพอสมควร ถือเป็นขุนนางตั้งแต่อายุน้อย บุรุษผู้สง่างามดั่งดวงจันทร์กระจ่าง ย่อมมีหญิงสาวตระกูลผู้ดีนับไม่ถ้วนในเมืองหลวงหมายปองอยากแต่งกับเขา

เขาไม่ได้ขาดแคลนคู่ครองที่ดีกว่านางเลย

นางถึงขั้นเตรียมพูดว่า หากเขาไม่เต็มใจ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นทิ้ง ถือเสียว่าไม่เคยมีสัญญานี้ และนางก็ไม่คิดโทษเขาด้วย

แต่เซี่ยอวี้เหิงกลับเอ่ยปากตอบรับ

จี้หานอีลืมไปแล้วว่าเวลานั้นเซี่ยอวี้เหิงมีสีหน้าเช่นไร นางจำได้เพียงเสียงของเขา มันทั้งทุ้มละมุนและเนิบช้า ให้ความรู้สึกคล้ายดั่งกองไฟกลางหิมะในวันฤดูใบไม้ร่วงที่ยังไร้ความอบอุ่น เขากล่าวว่า "ในเมื่อเป็นคำสั่งของบิดามารดา สัญญาหมั้นย่อมต้องมีผล"

"เช่นนั้นข้าน้อยจะให้ท่านแม่ไปพูดคุยเรื่องฤกษ์แต่งที่จวนนะเจ้าคะ"

ชั่วขณะนั้น จี้หานอีคิดว่าตนเองได้พบเจอกับคู่ครองที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว

คู่ครองผู้เป็นเสมือนกองไฟกลางหิมะ ย่อมต้องดีต่อนางดังเช่นที่บิดาดีต่อมารดาของนางเป็นแน่

นางคิดว่าตนเองจะได้มีบ้านอีกครั้ง

แต่แล้วคู่ครองที่นางวาดหวัง กลับแต่งนางเพียงเพราะต้องการรักษาชื่อเสียง ส่วนในใจเขานั้นมีผู้อื่นอยู่แล้ว

ภายใต้หิมะขาวโพลน นางหมุนตัวกลับด้วยความพิศวงคล้ายเพิ่งตื่นจากความฝันตื่นหนึ่ง ก่อนสบตากับดวงตาที่ผิดหวังคู่นั้นในความฝันยามดึก "เจ้าจงดูให้ชัด นี่คือสามีที่เจ้าเลือกเอง"

ลมหนาวบาดผิวระลอกหนึ่งพัดผ่านผ้าม่านหนาหนัก ปลุกคนในห้วงฝันให้ตื่นขึ้นมา

จี้หานอีลืมตาโพลง มองดูถ่านไฟที่มอดดับไปนานแล้ว

นิ้วมือแข็งเกร็งไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะไปเขี่ยมันอีก

นางหวนนึกถึงปีนั้นที่ตนเองอายุสิบสี่ ขณะไปเยี่ยมบิดาในคุกเป็นครั้งสุดท้าย บิดายังคงกุมมือนางไว้ด้วยความเมตตาพร้อมกล่าวอย่างแช่มช้าว่า "หานอี เจ้าอย่าได้ร้องไห้ไปเลย โลกนี้ไม่มีถูกผิดที่แท้จริงฉันใด ก็ไม่มีดีเลวที่แน่นอนฉันนั้น"

"ก็เหมือนดั่งราชสำนักที่มีขึ้นมีลง ผู้ชนะไม่แน่ว่าจะชนะตลอดไป และผู้แพ้เองก็ย่อมมีความหวังกลับมายิ่งใหญ่ได้เช่นกัน"

"เจ้าอย่าได้คิดเคียดแค้น อย่าได้คิดห่วงหา และอย่าได้คิดยึดติด"

"ปล่อยวางอดีต และจงก้าวเดินไปข้างหน้าเสมอ"

จี้หานอีมองดูหิมะนอกหน้าต่างรถม้า

นางพลันตาสว่าง คงต้องยุติความสัมพันธ์อันหยุดนิ่งในฤดูเหมันต์ที่แสนหนาวเหน็บนี้ลงเสียที นางถึงจะสามารถทำตามที่ท่านพ่อบอก ก้าวเดินไปข้างหน้าได้ตลอดไป

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป
ความคิดเห็น (2)
goodnovel comment avatar
เต้า ญาณพิพัฒน์
หนังจีนโบราณ x
goodnovel comment avatar
เต้า ญาณพิพัฒน์
หนังจีนโบราณ
ดูความคิดเห็นทั้งหมด

บทล่าสุด

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 686

    ภายในจวนสกุลเสิ่น จี้หานอีกำลังร่วมรับประทานอาหารค่ำกับเสิ่นซื่อแม้จี้หานอีมีนิสัยเนิบนาบอ่อนโยน ทั้งยังค่อนข้างเงียบขรึมและเก็บเนื้อเก็บตัว แต่ก็ไม่ได้เงียบงันจนดูไร้ชีวิตชีวาเช่นเสิ่นซื่อแน่นอนช่วงเวลาที่ทั้งสองได้รับประทานอาหารค่ำร่วมกันนั้นมีไม่มาก เดิมทีคิดว่าเสิ่นซื่อจะไม่กลับมา อาหารค่ำจากโรงครัววันนี้จึงมีแต่จานโปรดของจี้หานอีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นจานที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน รสหวานนำ รสเปรี้ยวจัด แล้วก็ยังมีปลาหลีฮื้อทอดรสเผ็ดเล็กน้อยอีกหนึ่งจานบนโต๊ะอาหารทั้งสองต่างไร้ซึ่งวาจา เสิ่นซื่อยิ่งเงียบงันไม่ยอมพูดคุยแม้ครึ่งคำ เขาเพียงคอยคีบอาหารให้จี้หานอีเป็นระยะเช่นเดิมเท่านั้นจี้หานอีเห็นเสิ่นซื่อคล้ายแทบไม่แตะต้องอาหาร สุดท้ายจึงถามด้วยความลังเลใจว่า “หรือจะให้โรงครัวทำมาให้ใหม่ดีไหมเจ้าคะ?”นั่นเอง เสิ่นซื่อถึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองจี้หานอี แววตานั้นราวคนที่ถูกละเลยมาเนิ่นนาน แฝงไว้ด้วยความแง่งอนระคนตัดพ้อประหนึ่งว่าในที่สุดนางก็นึกถึงเขาเสียทีจี้หานอีเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดตนจึงสัมผัสได้ถึงห้วงอารมณ์เช่นนี้ของเสิ่นซื่อ ทั้งที่ใบหน้าของเขายังคงราบเรียบเย็นชา ซ้ำยังคงไว้ซ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 685

    "อีกสองเดือนข้าก็จะอายุครบยี่สิบห้า ข้ารอต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ มิเช่นนั้นท่านพ่อคงได้เฆี่ยนข้าจนเนื้อปริแน่ หรือเจ้าต้องการให้ข้าป่าวประกาศเรื่องนี้ต่อหน้าผู้คนสกุลชุยในเวลานั้นเล่า?"ชุยจาวอวิ๋นรู้สึกตีบตันในลำคอ ชัดเจนว่าชุยจิ่นจวินกำลังพูดข่มขู่ บีบให้นางจำต้องตอบตกลงแผงอกอันแข็งแกร่งดุจผนังทองแดงกำแพงเหล็กของชุยจิ่นจวินกดทับลงมาจนชุยจาวอวิ๋นแทบหายใจไม่ออก ท่วงท่าของทั้งสองยามนี้ช่างดูคลุมเครือชวนให้คิดลึก แม้ภายในรถม้าจะกว้างขวาง แต่ชุยจาวอวิ๋นกลับถูกชุยจิ่นจวินโอบกอดและกดทับไว้ใต้ร่าง ตรึงไว้ตรงมุมหนึ่งจนไม่อาจขยับเขยื้อนลมหายใจร้อนระอุเป่ารดลงมาที่ตัวนาง ตลอดหลายปีนี้ แม้กล่าวว่าชุยจิ่นจวินมักบีบบังคับนาง มักบุกรุกเข้ามาในห้องนอนนางโดยไม่บอกล่วงหน้า ทว่าเขาก็ยังรู้จักหักห้ามใจตนเอง ไม่เคยกระทำการใดเกินงาม ซ้ำมือของเขาก็ไม่เคยลูบคลำบนกายนางสะเปะสะปะ แม้นางจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากตัวเขา แต่เขาก็เพียงประทับจูบนางสองสามหน แล้วก็รีบผละจากไปอย่างรวดเร็วทันทีแต่เวลานี้แววตาของชุยจิ่นจวินกลับไม่เหมือนเดิม แลดูมืดทะมึนน่าหวาดกลัว แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการรุกล้ำน่าครั่นค

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 684

    เสียงของชุยจิ่นจวินไม่ต่างไปจากกรวดหินก้อนเล็ก ๆ ที่ร่วงกราวลงกลางหัวใจขอบตาของชุยจาวอวิ๋นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อคำพูดของชุยจิ่นจวินทำให้นางไม่อาจหาเหตุผลใดมาโต้แย้งได้อีกต่อให้นางไม่อยากยอมรับ แต่นางก็กำลังใช้ประโยชน์จากชุยจิ่นจวินอยู่จริง ๆแม้นางจะไม่เคยขาดแคลนข้าวของเครื่องใช้ใดเมื่ออยู่ในจวนโหว ซ้ำเบี้ยหวัดรายเดือนของคุณหนูทุกคนต่างก็ได้รับเท่ากันหมด ลำพังค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันย่อมเพียงพอ แต่คงไม่มีทางนำไปจุนเจือเด็กกำพร้าจำนวนมากถึงเพียงนั้นแน่ชุยจิ่นจวินเป็นคนมือเติบ ด้วยความที่เป็นถึงบุตรชายคนโตของสกุลชุย เป็นผู้นำตระกูลชุยในอนาคต ซ้ำตำแหน่งขุนนางก็ไม่ได้ต่ำต้อย ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ ข้าวของทุกชิ้นที่ผ่านมือเขาจึงต้องเป็นของชั้นเลิศทั้งสิ้นตัวนางเองย่อมไม่อาจนำเครื่องประดับทั้งหมดไปจำนำหรือขายต่อ อย่างไรเสียก็ต้องมีเครื่องประดับไว้สวมใส่ให้ผู้คนได้เห็น ทั้งเครื่องประดับของนางล้วนเป็นของที่จวนโหวจัดส่งมาให้ หากอยู่ดี ๆ เกิดสูญหายไปโดยไร้เหตุ ย่อมตกเป็นที่เคลือบแคลงของผู้คนอย่างเลี่ยงไม่ได้ดังนั้น บรรดาของกำนัลที่ชุยจิ่นจวินดึงดันมอบมาให้ นาง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 683

    อารมณ์ความรู้สึกของเขามักถูกดึงดูดไปตามการมีอยู่ของนาง ยามใดมีนางอยู่ เขาก็ไม่อาจละสายตาไปจากนางแม้แต่น้อยถึงขั้นยอมเดินทางไกลนับพันลี้เพื่อไปเสาะหายามารักษานางในอดีตชุยจาวอวิ๋นเคยสนิทสนมกับเขา ทว่าบัดนี้นางกลับเอาแต่ผลักไส ราวกับว่าเขาเป็นภัยพิบัติหรือสัตว์ร้ายอย่างไรอย่างนั้นชุยจิ่นจวินค่อย ๆ คลายมือออก พลางกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “ต่อให้ข้าเป็นคนที่น้องหญิงรองไม่ชอบก็ไม่เป็นไร แต่ยามนี้ที่บ้านกำลังเจรจาเรื่องแต่งงานให้ข้า ถึงเวลานั้นข้าจะไปบอกกล่าวกับท่านแม่โดยตรงเอง”กล่าวพลางชุยจิ่นจวินก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชุยจาวอวิ๋น “อย่างไรเสีย เรื่องราวระหว่างเราก็ต้องมีคนรู้เข้าสักวันไม่ใช่หรือ?”ร่างกายของชุยจาวอวิ๋นสั่นสะท้านแผ่วเบา นัยน์ตาค่อย ๆ รื้นด้วยความหวาดผวาขณะจ้องมองชุยจิ่นจวิน “เรื่องราวอันใดระหว่างพวกเรา? ข้ากับท่านไม่มีเรื่องอันใดต่อกันทั้งสิ้น…”“หากท่านทำเช่นนี้ แล้วจะให้ข้าอาศัยอยู่ในสกุลชุยต่อไปได้อย่างไร? ท่านจะให้ข้าสู้หน้าท่านแม่และคนอื่น ๆ ในสกุลชุยได้อย่างไร?”ชุยจิ่นจวินเลิกคิ้วมองท่าทางอันหวาดผวาของชุยจาวอวิ๋น “ระหว่างพวกเราไม่มีความสัมพันธ์อันใดต่อกันงั้น

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 682

    แม้ชุยจาวอวิ๋นจะมองไม่เห็นสีหน้าของชุยจิ่นจวิน แต่นางกลับรู้สึกว่าการที่เขายืนอยู่ในยามนี้ก็ไม่ต่างจากมีขุนเขาตั้งตระหง่านกลิ่นอายบนร่างเขาโอบล้อมตัวนางไว้ ทำให้ไม่ว่านางจะไปที่ใด ก็ไม่อาจหนีพ้นชุยจาวอวิ๋นหลุบตาลง สองเท้าก้าวไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้วยความยากลำบากเล็กน้อยชุยจิ่นจวินยื่นมือไปหมายช่วยประคอง แต่นางกลับไม่มีทีท่าว่าจะวางมือลง ซ้ำยังก้าวขึ้นรถม้าไปคนเดียวเสียอีกชุยจิ่นจวินทอดสายตามองท่าทีรักษาระยะห่างของชุยจาวอวิ๋นอย่างเงียบงัน เขารอกระทั่งนางขึ้นรถม้าไปแล้ว ถึงค่อยก้าวตามขึ้นไปติด ๆภายในรถม้ามีเพียงเขากับนางสองคน ชุยจิ่นจวินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชุยจาวอวิ๋น เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ชุยจิ่นจวินก็จ้องมองชุยจาวอวิ๋นพลางถาม "นี่อยากหลบหน้าข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"ชุยจาวอวิ๋นไม่ได้ตอบคำใด เพียงนั่งมองม่านหน้าต่างที่สะบัดไหวไปมาตามจังหวะการเคลื่อนตัวของรถม้าในความเงียบ ชุยจิ่นจวินมองดูท่าทีเมินเฉยของชุยจาวอวิ๋น นับตั้งแต่เขาเผยความในใจ นางก็เอาแต่แสดงท่าทีเย็นชาเช่นนี้มาโดยตลอด ทั้งยังพยายามหลบหน้าเขาทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ทั้งที่นางก็รู้

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 681

    เหตุผลที่เขายุ่งเช่นนี้ก็เพราะหมายเร่งปิดคดีจวนหย่งชิงโหวให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่งานรัดตัวที่สุด เนื่องจากอยากมีเวลาว่างมาคอยอยู่เคียงข้างนางให้มากขึ้นเสิ่นซื่อรู้ตัวดีมาตลอดว่า ช่วงเวลาที่ตนเองได้อยู่เคียงข้างจี้หานอีนั้นมีน้อยเหลือเกินตลอดเวลากว่าหนึ่งเดือนหลังเข้าพิธีวิวาห์ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายแต่ความจริงนั้น สุดท้ายก็เป็นตัวเขาเองที่คิดถึงจี้หานอีมากที่สุดซ้ำยังอดใจแทบไม่ไหวที่จะได้สัมผัสนางเสิ่นซื่อยื่นมือออกไป สัมผัสลงบนใบหน้าอันขาวผ่องของจี้หานอี ผิวหน้านั้นเนียนนุ่มลื่นมือดุจแพรพรรณ สัมผัสแล้วชวนให้รู้สึกดีเสียจนอดบีบเบา ๆ ไม่ได้ยามทอดสายตามองนัยน์ตาคู่งามที่สะท้อนแสงโคมไฟ เสิ่นซื่อก็หลุบตามองจี้หานอี ก่อนเสียงทุ้มต่ำของเขาจะดังขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว “หลายวันนี้คิดถึงข้าบ้างหรือไม่?”ใบหน้าของจี้หานอีถูกเสิ่นซื่อเชยขึ้นมา ข้างกายมีเพียงโคมไฟสองดวง แสงสว่างที่วูบไหวทำให้มองเห็นใบหน้าของเสิ่นซื่อไม่ชัดเจนนัก กอปรกับเสิ่นซื่อมีรูปร่างสูงใหญ่ สวมใส่เสื้อคลุมตัวโคร่งสีดำ เนื้อผ้าต่วนทอประกายระยิบระยับล้อแสงไฟ ยิ่งขับเน้นให้เสิ่นซื่อดูสูงส่งจนมิอ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status