Share

ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา
ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา
Author: หยกงาม

บทที่ 1

Author: หยกงาม
ค่ำคืนฤดูเหมันต์ ได้ยินเสียงลมพายุหิมะพัดกระหน่ำดังหวีดหวิว คลอด้วยเสียงม่านหน้าต่างถูกลมตีดังพึ่บพั่บ

จี้หานอีหรี่ตาลง ปลายนิ้วอันเย็นเฉียบเลิกม่านที่ตากลมจนแข็งกระด้างขึ้น สายตามองฝ่าความมืดมิดในคืนหิมะตกหนักออกไปไกล แม้เสียงเกือกม้าที่ควบตะบึงมาจะปะปนไปกับเสียงพายุหิมะฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่นางก็ยังได้ยิน

พลันมีเสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลังว่า "พี่สะใภ้ ท่านพี่จะมารับพวกเราหรือไม่"

จี้หานอีปล่อยม่านลง ไม่ได้ตอบคำ เพียงหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า

นางรู้ดี เขาต้องมาแน่

ไม่ว่าพายุหิมะจะรุนแรงเพียงใด เขาก็ต้องมา

วันนี้ เดิมทีนางไม่ได้คิดติดตามหลี่หมิงโหรวมาที่เรือนน้ำพุร้อนเลย แต่เขากลับกล่าวว่า "หานอี เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของหมิงโหรว หมิงโหรวมีโรคหนาวเข้าแทรก เจ้าควรต้องดูแลนาง"

ยามเขาเอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงช่างเย็นชานัก ทั้งยังจัดแจงทุกอย่างไว้เสร็จสรรพคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

เพียงแต่ขณะเดินทางกลับ หิมะตกหนักปิดกั้นถนน ล้อไม้แตกหัก จึงมีรถม้าจำนวนมากติดค้างอยู่กลางทาง

สารถีขี่ม้ากลับไปส่งข่าว นี่ก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว อีกประเดี๋ยวคงกลับมา

เสียงเกือกม้าที่ดังขึ้นเดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกลในค่ำคืนแห่งพายุหิมะนั้นไม่ต่างไปจากเสียงกลองรัวกระหน่ำ ยิ่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งร้อนรน กระทั่งเจ้าม้าส่งเสียงร้องกึกก้อง นอกรถม้าจึงมีเสียงทุ้มละมุนแฝงด้วยความกังวลเรียกหา "หมิงโหรว"

ทันใดนั้น ผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้น มือใหญ่เรียวยาวข้างหนึ่งยื่นเข้ามา

จี้หานอีหลุบตาลงมองมือข้างนั้น ชัดเจนว่าไม่ได้ยื่นมาเพื่อรับนาง

ข้างกายได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของหลี่หมิงโหรวดังขึ้น ช่างฟังดูทั้งอ่อนแอและน่าทะนุถนอมนัก "ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว"

หลี่หมิงโหรวจรดปลายนิ้วที่อ่อนนุ่มลงบนฝ่ามือเรียวยาวข้างนั้น บางทีอาจเพราะหวาดกลัวเกินไป ร่างอรชรในชุดสีชมพูจึงโถมเข้าใส่อีกฝ่ายคล้ายผีเสื้อตัวน้อย เสียงสะอื้นแผ่วเบาในค่ำคืนหิมะนั้นช่างไม่ต่างไปจากทิวทัศน์แห่งวสันตฤดูที่อบอุ่นยาวนาน ชวนให้ผู้คนพลอยลุ่มหลงไม่รู้ตัว

จี้หานอีเห็นนิ้วมือเรียวยาวซึ่งวางอยู่บนแผ่นหลังของผู้สวมอาภรณ์สีชมพูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะโอบกอดคนในอ้อมแขนแนบแน่นขึ้นในความเงียบ

หลังจากนั้น เสื้อคลุมขนจิ้งจอกหนานุ่มตัวหนึ่งก็ถูกคลี่คลุมลงบนไหล่อันบอบบางงดงามคู่นั้น

จี้หานอีถอนสายตากลับมา จับจ้องมองไปที่ม่านด้านข้าง

ผ้าม่านปลิวไสวตามแรงลมของพายุหิมะ เกล็ดหิมะสาดซัดเข้ามาตกกระทบลงบนแก้มของนาง แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บอีกแล้ว

นางทำเพียงซ่อนมือที่แข็งเกร็งไว้ในส่วนลึกของแขนเสื้อ

หลี่หมิงโหรวร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเซี่ยอวี้เหิงอยู่นาน ก่อนจะยอมสงบลงภายใต้การปลอบโยนอันอบอุ่นของชายหนุ่ม จากนั้น นางก็ถูกเขาอุ้มลงจากรถม้าไป

จี้หานอีได้ยินเสียงซึ่งยังคงสั่นเครือของหลี่หมิงโหรวดังขึ้นนอกรถม้าว่า "แล้วพี่สะใภ้เล่าเจ้าคะ"

คำพูดต่อมาของชายหนุ่มถูกกลืนหายไปในพายุหิมะ จี้หานอีฟังไม่ได้ยิน แต่มันก็ไม่ได้สำคัญถึงเพียงนั้น

นางเพียงกระชับเสื้อคลุมบนร่าง ขณะมองดูโคมแก้วหลิวหลีในรถม้าถูกสายลมพัดพาให้สั่นไหวอย่างเงียบงัน ทอดเป็นเส้นเงาแตกสลายลงบนร่างของนาง

ไม่นานนัก ผืนผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาสูงศักดิ์ซึ่งดูห่างเหินปรากฏขึ้นตรงหน้า และเขาก็กล่าวประโยคแรกกับนางในค่ำคืนนี้ "รถม้าที่จะมารับพวกเจ้าติดหิมะเดินทางมาไม่ได้ ข้าทำได้เพียงขี่ม้าล่วงหน้ามาก่อนเท่านั้น"

"หมิงโหรวกลัวความหนาวเย็นมาแต่ไหนแต่ไร คราวนี้นางตกใจจนขวัญเสีย บนหลังม้านั่งได้เพียงคนเดียว ประเดี๋ยวข้าจะพานางกลับไปส่งก่อน"

"รบกวนเจ้ารออีกสักหน่อย รถม้าคงรีบมารับในอีกไม่ช้า"

จี้หานอีพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ไม่ไต่ถามสิ่งใด เพียงรับคำว่า "ได้เจ้าค่ะ"

ใบหน้าของชายหนุ่มดูวูบไหวไม่ชัดเจนภายใต้แสงโคมสลัวราง เขามองใบหน้าที่เรียบเฉยของจี้หานอี จากนั้นจึงเห็นว่านางนั่งขดตัวหนาวสั่น ผิวพรรณซีดขาว เท้าที่กำลังจะก้าวเดินไปจึงชะงักกึก

เขามองนางอีกครั้ง เพื่ออธิบายเพิ่มหนึ่งประโยค "ตอนข้ามานำเสื้อคลุมขนจิ้งจอกมาได้เพียงตัวเดียว เจ้าเป็นพี่สะใภ้นาง คงต้องให้เจ้าอดทนแล้ว"

ถ้อยคำทำนองนี้จี้หานอีได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนหลังแต่งกับเขา คล้ายว่าการที่นางแต่งกับเขานั้น ก็สมควรได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้

หากเป็นเมื่อก่อน นางคงถามเขาไปแล้วว่า ผู้ใดคือภรรยาของท่านกันแน่?

แต่ถ้าถามไป เซี่ยอวี้เหิงย่อมต้องมองนางด้วยสายตาเย็นชายิ่งกว่าเดิม

เขาจะไม่พูด ไม่แม้แต่จะอธิบายเพิ่มเติมสักครึ่งคำ แต่เขาจะใช้สายตาซึ่งเสมือนลิ่มน้ำแข็งทิ่มแทงจิตใจนางไม่ให้เหลือชิ้นดี ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเสียสติไร้เหตุผล

จี้หานอีในยามนี้เหนื่อยล้าเกินกว่าจะเอ่ยถาม ในเมื่อถามไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่พานางกลับไปด้วยอยู่ดี ภรรยาเช่นนาง ไม่เคยมีความสำคัญในใจเขาอยู่แล้ว

นางเหนื่อยเสียจนคร้านจะพูดจา จึงทำได้เพียงพยักหน้า "รีบไปเถิดเจ้าค่ะ หมิงโหรวยังรอท่านอยู่บนหลังม้า"

หลังพูดประโยคนี้จบ จี้หานอีก็เห็นหัวคิ้วของเซี่ยอวี้เหิงขมวดมุ่น ขณะมองนางด้วยสายตาหลายความรู้สึก

จี้หานอีหลับตาลง ไม่ใช่เพราะอื่นใด แต่เป็นเพราะไม่มีอะไรให้พูดแล้วเท่านั้น

เซี่ยอวี้เหิงเม้มริมฝีปาก ไม่ได้พูดคำใดอีก เพียงปรายตามองจี้หานอีแวบหนึ่ง จากนั้นจึงปล่อยม่านลง

ได้ยินเสียงเกือกม้าดังขึ้นนอกรถม้า ก่อนที่เสียงนั้นจะเลือนหายไปในพายุหิมะอย่างรวดเร็ว

พลัน เสียงเศร้าสร้อยของสาวใช้นามหรงชุนก็ดังขึ้นข้างกาย "นายท่านทิ้งฮูหยินน้อยไว้ที่นี่คนเดียว ไม่คิดเป็นห่วงเลยหรือเจ้าคะ"

จี้หานอีค่อย ๆ เอนกายพิงไปทางหรงชุนผู้อยู่ด้านข้าง นางซบลงบนไหล่ของสาวใช้ พลางหลุบตาลงมองถ่านไฟในเตาน้อยปลายเท้าซึ่งเหลือเพียงแสงไฟริบหรี่

หลังระบายลมหายใจอันเย็นเยียบคำรบหนึ่ง นางก็รู้สึกว่าตนชักจะเริ่มชอบความโดดเดี่ยวเช่นนี้เสียแล้ว

นางหลับตาลงในความเงียบก่อนกระซิบ "หรงชุน เดี๋ยวข้าขอนอนสักงีบ"

ชั่วขณะที่หลับตาลง นางก็มองเห็นตนเองเมื่อสามปีก่อน

นั่นคือช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงปีหนึ่ง นางรออยู่ที่หน้าประตูจวนสกุลเซี่ยอยู่นาน กระทั่งเซี่ยอวี้เหิงปรากฏตัว

ในมือนางกำหนังสือหมั้นหมายกระชับแน่นขณะวิ่งเข้าไปหา ในใจทั้งตื่นเต้นและประหม่า แต่กลับแสร้งทำเป็นสงบนิ่งยามเงยหน้ามองเขา "ข้าคือบุตรสาวสกุลจี้"

"ข้ามาเพื่อจะถามท่านว่า สัญญาหมั้นหมายของพวกเรายังมีผลอยู่หรือไม่?"

จี้หานอีในยามนั้นถึงวัยปักปิ่นแล้ว และนั่นก็นับเป็นความใจกล้าเพียงครั้งเดียวในชีวิตของนาง

ในตอนนั้น นางตื่นเต้นเสียจนฝ่ามือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะได้รับคำตอบเช่นไร

เวลานั้น บิดานางถูกจับเข้าคุก จวนสกุลจี้เองก็โดนยึดทรัพย์ ยามต้นไม้ล้มลิงค่างต่างหนีหาย จวนสกุลจี้ซึ่งเคยมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย กลับเหลือเพียงผู้คนที่คอยซ้ำเติมยามตกต่ำเท่านั้น

แม้นางกับมารดาจะได้รับความเมตตาละเว้นโทษ ไม่ต้องติดร่างแหตามไปด้วย แต่ก็ต้องไปอาศัยอยู่กับท่านตาซึ่งตกอับไปแล้ว และหากเซี่ยอวี้เหิงจะกลับคำไม่แต่งงานด้วย ก็คงไม่มีผู้ใดตำหนิเขาได้

นับเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ กาลเวลาย่อมแปรเปลี่ยนทุกสิ่ง

แม้แต่ตัวจี้หานอีเอง ในครั้งนั้นก็เตรียมใจไว้แล้วว่า หากเซี่ยอวี้เหิงกลับคำ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นหมายทิ้งเสียตรงนั้น

เพราะเซี่ยอวี้เหิงขณะนั้นมีชื่อเสียงในเมืองหลวงพอสมควร ถือเป็นขุนนางตั้งแต่อายุน้อย บุรุษผู้สง่างามดั่งดวงจันทร์กระจ่าง ย่อมมีหญิงสาวตระกูลผู้ดีนับไม่ถ้วนในเมืองหลวงหมายปองอยากแต่งกับเขา

เขาไม่ได้ขาดแคลนคู่ครองที่ดีกว่านางเลย

นางถึงขั้นเตรียมพูดว่า หากเขาไม่เต็มใจ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นทิ้ง ถือเสียว่าไม่เคยมีสัญญานี้ และนางก็ไม่คิดโทษเขาด้วย

แต่เซี่ยอวี้เหิงกลับเอ่ยปากตอบรับ

จี้หานอีลืมไปแล้วว่าเวลานั้นเซี่ยอวี้เหิงมีสีหน้าเช่นไร นางจำได้เพียงเสียงของเขา มันทั้งทุ้มละมุนและเนิบช้า ให้ความรู้สึกคล้ายดั่งกองไฟกลางหิมะในวันฤดูใบไม้ร่วงที่ยังไร้ความอบอุ่น เขากล่าวว่า "ในเมื่อเป็นคำสั่งของบิดามารดา สัญญาหมั้นย่อมต้องมีผล"

"เช่นนั้นข้าน้อยจะให้ท่านแม่ไปพูดคุยเรื่องฤกษ์แต่งที่จวนนะเจ้าคะ"

ชั่วขณะนั้น จี้หานอีคิดว่าตนเองได้พบเจอกับคู่ครองที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว

คู่ครองผู้เป็นเสมือนกองไฟกลางหิมะ ย่อมต้องดีต่อนางดังเช่นที่บิดาดีต่อมารดาของนางเป็นแน่

นางคิดว่าตนเองจะได้มีบ้านอีกครั้ง

แต่แล้วคู่ครองที่นางวาดหวัง กลับแต่งนางเพียงเพราะต้องการรักษาชื่อเสียง ส่วนในใจเขานั้นมีผู้อื่นอยู่แล้ว

ภายใต้หิมะขาวโพลน นางหมุนตัวกลับด้วยความพิศวงคล้ายเพิ่งตื่นจากความฝันตื่นหนึ่ง ก่อนสบตากับดวงตาที่ผิดหวังคู่นั้นในความฝันยามดึก "เจ้าจงดูให้ชัด นี่คือสามีที่เจ้าเลือกเอง"

ลมหนาวบาดผิวระลอกหนึ่งพัดผ่านผ้าม่านหนาหนัก ปลุกคนในห้วงฝันให้ตื่นขึ้นมา

จี้หานอีลืมตาโพลง มองดูถ่านไฟที่มอดดับไปนานแล้ว

นิ้วมือแข็งเกร็งไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะไปเขี่ยมันอีก

นางหวนนึกถึงปีนั้นที่ตนเองอายุสิบสี่ ขณะไปเยี่ยมบิดาในคุกเป็นครั้งสุดท้าย บิดายังคงกุมมือนางไว้ด้วยความเมตตาพร้อมกล่าวอย่างแช่มช้าว่า "หานอี เจ้าอย่าได้ร้องไห้ไปเลย โลกนี้ไม่มีถูกผิดที่แท้จริงฉันใด ก็ไม่มีดีเลวที่แน่นอนฉันนั้น"

"ก็เหมือนดั่งราชสำนักที่มีขึ้นมีลง ผู้ชนะไม่แน่ว่าจะชนะตลอดไป และผู้แพ้เองก็ย่อมมีความหวังกลับมายิ่งใหญ่ได้เช่นกัน"

"เจ้าอย่าได้คิดเคียดแค้น อย่าได้คิดห่วงหา และอย่าได้คิดยึดติด"

"ปล่อยวางอดีต และจงก้าวเดินไปข้างหน้าเสมอ"

จี้หานอีมองดูหิมะนอกหน้าต่างรถม้า

นางพลันตาสว่าง คงต้องยุติความสัมพันธ์อันหยุดนิ่งในฤดูเหมันต์ที่แสนหนาวเหน็บนี้ลงเสียที นางถึงจะสามารถทำตามที่ท่านพ่อบอก ก้าวเดินไปข้างหน้าได้ตลอดไป

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App
Mga Comments (2)
goodnovel comment avatar
เต้า ญาณพิพัฒน์
หนังจีนโบราณ x
goodnovel comment avatar
เต้า ญาณพิพัฒน์
หนังจีนโบราณ
Tignan lahat ng Komento

Pinakabagong kabanata

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 738

    หลังเสิ่นซื่อได้ยินคำพูดของแม่นมฟางก็ชะงักงัน สายตาตวัดมองไปที่แม่นมฟางทันทีแม่นมฟางรีบกล่าวต่อ "บ่าวดูแล้ว ฮูหยินอาจตั้งครรภ์ก็เป็นได้เจ้าค่ะ"เมื่อแม่นมฟางพูดจบ ภายในห้องก็พลันเงียบงันในทันใดจี้หานอีเองก็เงยหน้าขึ้นมองแม่นมฟาง รู้สึกคลื่นเหียนอย่างรุนแรง ทั้งยังเวียนศีรษะ หรือว่านางจะตั้งครรภ์จริง ๆ ?ในอดีตมารดาก็เคยบอกเล่าเรื่องราวตอนตั้งครรภ์ให้นางรับฟัง อาการก็เป็นดั่งเช่นที่แม่นมฟางกล่าวมาไม่มีผิดมือของเสิ่นซื่อที่กอบกุมอยู่บนท่อนแขนของจี้หานอีพลันกระชับแน่นขึ้น ก่อนจะรีบสั่งให้คนไปตามท่านหมอประจำจวนมาโดยเร็วไม่นานนักท่านหมอประจำจวนก็เร่งรุดมาถึง เสิ่นซื่อโอบกอดจี้หานอี ภายในใจนึกตึงเครียดขึ้นมาเช่นกันหากจี้หานอีตั้งครรภ์จริง ๆ ตัวเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกยินดีมากนัก กลับรู้สึกว่าออกจะเร็วเกินไปด้วยซ้ำเขากับจี้หานอีแต่งงานกันมาเพียงสองเดือน บัดนี้เพิ่งได้ลิ้มรสความสุนทรีย์ของสามีภรรยา จี้หานอีกลับมาตั้งครรภ์เสียแล้ว สำหรับเขา เรื่องนี้ช่างรวดเร็วเกินไปเขาจ้องมองท่านหมอประจำจวนผู้จับชีพจรเสร็จแล้วก็ปล่อยมือออก ขณะถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ "ตั้งครรภ์หรือไม่?"ท่านหมอประจำจวน

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 737

    เรื่องนี้จะโทษเขาก็ไม่ได้ เป็นจี้หานอีที่ยั่วยวนก่อน ทั้งกอดเอวทั้งคล้องคอ ซ้ำยังแนบเรือนร่างอันอ่อนนุ่มเข้าหาอีก คืนนี้หากไม่ได้ใช้ท่านี้สักหน่อยคงไม่ได้แล้วเขาคลายมือที่วางอยู่บนแผ่นหลังของจี้หานอี ปล่อยให้นางกอดตนเองไว้ด้วยความตกใจ เสิ่นซื่อเลื่อนมือดึงสาบเสื้อนางออก อาภรณ์ประจำช่วงวสันตฤดูนั้นบางเบา เผยให้เห็นเนินอกขาวผ่อง เสิ่นซื่อก้มหน้าลงไปครอบครองมันทันทีฉากกั้นด้านข้างสะท้อนเงาร่างของคนทั้งสองทาบทับกัน เรือนร่างอรชรนั่งอยู่บนกายเสิ่นซื่อ แว่วเสียงจี้หานอีร้องว่าเหนื่อยล้าดังมาเป็นระยะ จากนั้นก็เป็นเสิ่นซื่อที่คอยประคองเอวนางไว้ไม่ยอมให้หยุดพักตอนที่เรื่องราวยุติลง ทั้งร่างของจี้หานอีก็เหนื่อยล้าจนหมดเรี่ยวแรงนางอยากอาละวาด และระเบิดอารมณ์ใส่เสิ่นซื่อ ภายในใจรู้สึกขุ่นเคืองยิ่งเมื่อครู่เสิ่นซื่อเพียงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ใบหน้าแลดูสูงศักดิ์สง่างาม เสื้อผ้าบนกายก็ยังสวมใส่ครบถ้วน ทว่านางกลับถูกเขาปลดเปลื้องอาภรณ์จนหลุดลุ่ย ซ้ำยังบังคับให้นางเป็นฝ่ายขยับ หากไม่ขยับเขาก็จะฟาดฝ่ามือลงมาที่สะโพกนาง ยิ่งคิดก็ยิ่งอับอาย กระทั่งตอนนี้นางก็ยังไม่อยากปรายตามองเสิ่นซื่อสักนิดเส

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 736

    ปลายนิ้วนุ่มนิ่มกรุ่นกลิ่นหอมละมุน เสิ่นซื่อสูดดมแผ่วเบา ก่อนจ้องมองนัยน์ตาที่เปี่ยมด้วยความนัยของจี้หานอี เขาขยับกายเข้าไปใกล้นาง ปล่อยให้สองมือของนางที่โอบรอบเอวเขากระชับแน่นขึ้นอีกนิดช่วงเอวของเสิ่นซื่อนั้นดูบอบบางแต่ก็มีกล้ามเนื้อ เวลาจี้หานอีโอบกอดจึงสัมผัสได้ถึงความตึงแน่น ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยชวนอุ่นใจเพียงแต่ด้วยความที่เสิ่นซื่อขยับเข้ามาใกล้ นางจึงจำต้องเงยหน้าขึ้น ซ้ำยังต้องโอบกอดเขาไว้ ท่าทางเช่นนี้จึงทำให้ไม่สบายตัวเล็กน้อยเสิ่นซื่อใช้มือประคองท้ายทอยจี้หานอีไว้ ก่อนประทับจูบลงบนริมฝีปากนางแผ่วเบา แล้วพูดด้วยเสียงแหบพร่า “หนังสือนิยายสองเล่มที่ให้เจ้าไป เจ้าต้องอ่านให้จบนะ”“หรือไม่ข้าก็จะกลับมาอ่านเป็นเพื่อนเจ้าทุกวัน”จี้หานอีจ้องมองเสิ่นซื่อด้วยความงุนงง ก็แค่นิยายอ่านฆ่าเวลาสองเล่ม เหตุใดถึงต้องบังคับให้อ่านจนจบด้วยนางพินิจสีหน้าของเสิ่นซื่อ นัยน์ตาของเขาลึกล้ำ จนนางก็ยังคงเดาไม่ออกอยู่ดีว่าเขากำลังคิดสิ่งใด จึงถามออกไป “เหตุใดถึงต้องอ่านให้จบด้วยเจ้าคะ?”เสิ่นซื่อเลิกคิ้ว “เจ้าชอบอ่านนิยายไม่ใช่หรือ?”“อุตส่าห์นำกลับมาให้ หรือว่าตอนนี้ไม่ชอบแล้ว?”จี้

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 735

    จี้หานอีรู้สึกว่าช่วงเวลานี้ช่างประหลาดนักนางนั่งอยู่บนตักเสิ่นซื่อ โดยมีท่อนแขนของเขาโอบกอดตนเอง ในมือของเสิ่นซื่อถือหนังสือ ทว่าสิ่งที่เขากำลังอ่านกลับเป็นหนังสือนิยายประโลมโลกที่เมื่อก่อนเขาคงไม่แม้แต่จะปรายตามองด้วยซ้ำจี้หานอีอ่านด้วยจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่อาจจดจ่อกับเนื้อหา ทว่าเสิ่นซื่อกลับดูคล้ายสนใจยิ่งนางอดถามไม่ได้ว่า “ท่านพี่ชอบเรื่องนี้หรือเจ้าคะ?”เสิ่นซื่อก้มหน้าลง “แล้วเจ้าชอบหรือไม่?”จี้หานอีไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศ จึงพยักหน้าแผ่วเบา พลางเอนกายอันอ่อนนุ่มแนบชิดเข้าไปในอ้อมอกเสิ่นซื่ออีกครั้งต้องยอมรับเลยว่า อ้อมอกของเสิ่นซื่อนั้นอบอุ่นยิ่ง ท่วงท่าเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกสบายตัวเหลือเกินทว่ามือของเสิ่นซื่อกลับซุกซนอย่างเห็นได้ชัด เริ่มจากลูบคลึงไปตามท้องน้อยของนาง บีบเค้นไปตามช่วงเอว และสุดท้ายเสิ่นซื่อก็จับนางพลิกตัว ให้สองขาแยกออกและนั่งคร่อมอยู่บนตักของเขาเสิ่นซื่อจ้องมองนางด้วยดวงตาสีดำอันร้อนแรงคู่นั้น “ได้ยินมาว่าทำเช่นนี้แล้วเจ้าจะรู้สึกสบายยิ่ง”สมองของจี้หานอีพลันขาวโพลน ครั้นได้สติกลับคืนมาจึงถาม “ท่านไปฟังมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ?”แววตาขอ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 734

    จี้หานอีย่อมจงใจทำเช่นนั้น นางจะปล่อยให้นางไป๋ลอบขัดแข้งขัดขาตนเองอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไรเล่านางไป๋จะไม่รู้เชียวหรือว่าผู้ดูแลอู๋เป็นคนเช่นไร? ผู้ดูแลอู๋ก็คือแกะดำที่คอยสร้างความเดือดร้อน หากมีเขาอยู่ บรรดาบ่าวไพร่ก็จะเอาแต่ประจบสอพลอและคอยตีสนิทกับเขา แล้วเช่นนี้นางจะปกครองผู้คนให้ดีได้อย่างไรนางไป๋ย่อมต้องรู้อยู่แก่ใจว่าผู้ดูแลอู๋เป็นคนเช่นไร ไม่แน่ว่านางอาจกำลังรอดูเรื่องขบขันตอนที่นางต้องหัวหมุนอยู่ก็เป็นได้และเรื่องที่เซี่ยจิ่นมาเยือนเมื่อคราวก่อน ก็ไม่ใช่นางไป๋ไปเป่าหูฮูหยินผู้เฒ่าหรอกหรือ แต่พอนางโต้ตอบกลับไปบ้าง ก็ถึงกับต้องมาคาดคั้นกันเชียว? เรื่องเช่นนี้ย่อมสมควรทีใครทีมันสิยามนี้จี้หานอียังคงยิ้มแย้มอย่างมีมารยาทพลางกล่าว "พี่สะใภ้ไฉนจึงคิดเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ ข้ารู้ดีว่าพี่สะใภ้จริงใจต่อข้า ข้าเองก็จริงใจต่อพี่สะใภ้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้ดูแลจวนให้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น""วันหน้าข้ายังต้องเรียนรู้จากพี่สะใภ้อีกมาก ขออย่าได้เกิดความหมางใจกันเพราะเรื่องเล็กน้อยเลยนะเจ้าคะ"นางไป๋เม้มริมฝีปากมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าจี้หานอี คำพูดของจี้หานอีนั้นรัดกุมไร้ช่องโหว่ แต่ก็แฝงไว้ด้วย

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 733

    เมื่อจี้หานอีได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็รู้สึกสะอิดสะเอียนอยู่ในใจ ไม่อยากปรายตามองผู้ดูแลอู๋อีก เพียงหันไปสั่งแม่นมฟางที่อยู่ด้านข้างว่า “ไปเรียกคนมาสักสองสามคน เข้าไปค้นในห้องของผู้ดูแลอู๋ดูหน่อย จะได้รู้ว่าหลายปีมานี้เขายักยอกเงินไปเท่าใดแล้ว”ผู้ดูแลอู๋เบิกตาโตจ้องมองจี้หานอีด้วยความตื่นตระหนก นึกไม่ถึงเลยว่าฮูหยินรองที่ดูอ่อนโยนและนุ่มนวลผู้นี้จะเอาจริงขึ้นมาแล้วเงินทองถูกค้นพบและยึดคืนได้อย่างรวดเร็ว ภายในห้องพักของผู้ดูแลขั้นสองผู้ควบคุมบ่าวไพร่ในโรงครัว พบเงินมากเกือบถึงสามพันตำลึง ต้องทราบว่าเขาได้รับเบี้ยหวัดเพียงหนึ่งตำลึงต่อเดือนเท่านั้น เรื่องที่เขายักยอกไปเท่าใดและกดขี่ข่มเหงบ่าวไพร่มานานแค่ไหน ย่อมนึกภาพได้ไม่ยากจี้หานอีปรายตามองผู้ดูแลอู๋ปราดหนึ่ง ก่อนมุ่งหน้าไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น จากนั้นจึงสั่งให้คนไปตามนางไป๋ให้มาพบที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเช่นกันเรื่องนี้จี้หานอีตั้งใจจะจัดการขั้นเด็ดขาด แต่ก็ต้องกระทำให้สมเหตุสมผลและถูกต้องตามกฎระเบียบในเมื่อผู้ดูแลอู๋ได้รับการเลื่อนขั้นโดยนางไป๋ เพื่อเห็นแก่ความปรองดองภายในจวน การที่จี้หานอีสอบถามความคิดเห็นของนางไป๋ต่

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status