Share

ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา
ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา
Author: หยกงาม

บทที่ 1

Author: หยกงาม
ค่ำคืนฤดูเหมันต์ ได้ยินเสียงลมพายุหิมะพัดกระหน่ำดังหวีดหวิว คลอด้วยเสียงม่านหน้าต่างถูกลมตีดังพึ่บพั่บ

จี้หานอีหรี่ตาลง ปลายนิ้วอันเย็นเฉียบเลิกม่านที่ตากลมจนแข็งกระด้างขึ้น สายตามองฝ่าความมืดมิดในคืนหิมะตกหนักออกไปไกล แม้เสียงเกือกม้าที่ควบตะบึงมาจะปะปนไปกับเสียงพายุหิมะฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่นางก็ยังได้ยิน

พลันมีเสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลังว่า "พี่สะใภ้ ท่านพี่จะมารับพวกเราหรือไม่"

จี้หานอีปล่อยม่านลง ไม่ได้ตอบคำ เพียงหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า

นางรู้ดี เขาต้องมาแน่

ไม่ว่าพายุหิมะจะรุนแรงเพียงใด เขาก็ต้องมา

วันนี้ เดิมทีนางไม่ได้คิดติดตามหลี่หมิงโหรวมาที่เรือนน้ำพุร้อนเลย แต่เขากลับกล่าวว่า "หานอี เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของหมิงโหรว หมิงโหรวมีโรคหนาวเข้าแทรก เจ้าควรต้องดูแลนาง"

ยามเขาเอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงช่างเย็นชานัก ทั้งยังจัดแจงทุกอย่างไว้เสร็จสรรพคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

เพียงแต่ขณะเดินทางกลับ หิมะตกหนักปิดกั้นถนน ล้อไม้แตกหัก จึงมีรถม้าจำนวนมากติดค้างอยู่กลางทาง

สารถีขี่ม้ากลับไปส่งข่าว นี่ก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว อีกประเดี๋ยวคงกลับมา

เสียงเกือกม้าที่ดังขึ้นเดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกลในค่ำคืนแห่งพายุหิมะนั้นไม่ต่างไปจากเสียงกลองรัวกระหน่ำ ยิ่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งร้อนรน กระทั่งเจ้าม้าส่งเสียงร้องกึกก้อง นอกรถม้าจึงมีเสียงทุ้มละมุนแฝงด้วยความกังวลเรียกหา "หมิงโหรว"

ทันใดนั้น ผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้น มือใหญ่เรียวยาวข้างหนึ่งยื่นเข้ามา

จี้หานอีหลุบตาลงมองมือข้างนั้น ชัดเจนว่าไม่ได้ยื่นมาเพื่อรับนาง

ข้างกายได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของหลี่หมิงโหรวดังขึ้น ช่างฟังดูทั้งอ่อนแอและน่าทะนุถนอมนัก "ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว"

หลี่หมิงโหรวจรดปลายนิ้วที่อ่อนนุ่มลงบนฝ่ามือเรียวยาวข้างนั้น บางทีอาจเพราะหวาดกลัวเกินไป ร่างอรชรในชุดสีชมพูจึงโถมเข้าใส่อีกฝ่ายคล้ายผีเสื้อตัวน้อย เสียงสะอื้นแผ่วเบาในค่ำคืนหิมะนั้นช่างไม่ต่างไปจากทิวทัศน์แห่งวสันตฤดูที่อบอุ่นยาวนาน ชวนให้ผู้คนพลอยลุ่มหลงไม่รู้ตัว

จี้หานอีเห็นนิ้วมือเรียวยาวซึ่งวางอยู่บนแผ่นหลังของผู้สวมอาภรณ์สีชมพูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะโอบกอดคนในอ้อมแขนแนบแน่นขึ้นในความเงียบ

หลังจากนั้น เสื้อคลุมขนจิ้งจอกหนานุ่มตัวหนึ่งก็ถูกคลี่คลุมลงบนไหล่อันบอบบางงดงามคู่นั้น

จี้หานอีถอนสายตากลับมา จับจ้องมองไปที่ม่านด้านข้าง

ผ้าม่านปลิวไสวตามแรงลมของพายุหิมะ เกล็ดหิมะสาดซัดเข้ามาตกกระทบลงบนแก้มของนาง แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บอีกแล้ว

นางทำเพียงซ่อนมือที่แข็งเกร็งไว้ในส่วนลึกของแขนเสื้อ

หลี่หมิงโหรวร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเซี่ยอวี้เหิงอยู่นาน ก่อนจะยอมสงบลงภายใต้การปลอบโยนอันอบอุ่นของชายหนุ่ม จากนั้น นางก็ถูกเขาอุ้มลงจากรถม้าไป

จี้หานอีได้ยินเสียงซึ่งยังคงสั่นเครือของหลี่หมิงโหรวดังขึ้นนอกรถม้าว่า "แล้วพี่สะใภ้เล่าเจ้าคะ"

คำพูดต่อมาของชายหนุ่มถูกกลืนหายไปในพายุหิมะ จี้หานอีฟังไม่ได้ยิน แต่มันก็ไม่ได้สำคัญถึงเพียงนั้น

นางเพียงกระชับเสื้อคลุมบนร่าง ขณะมองดูโคมแก้วหลิวหลีในรถม้าถูกสายลมพัดพาให้สั่นไหวอย่างเงียบงัน ทอดเป็นเส้นเงาแตกสลายลงบนร่างของนาง

ไม่นานนัก ผืนผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาสูงศักดิ์ซึ่งดูห่างเหินปรากฏขึ้นตรงหน้า และเขาก็กล่าวประโยคแรกกับนางในค่ำคืนนี้ "รถม้าที่จะมารับพวกเจ้าติดหิมะเดินทางมาไม่ได้ ข้าทำได้เพียงขี่ม้าล่วงหน้ามาก่อนเท่านั้น"

"หมิงโหรวกลัวความหนาวเย็นมาแต่ไหนแต่ไร คราวนี้นางตกใจจนขวัญเสีย บนหลังม้านั่งได้เพียงคนเดียว ประเดี๋ยวข้าจะพานางกลับไปส่งก่อน"

"รบกวนเจ้ารออีกสักหน่อย รถม้าคงรีบมารับในอีกไม่ช้า"

จี้หานอีพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ไม่ไต่ถามสิ่งใด เพียงรับคำว่า "ได้เจ้าค่ะ"

ใบหน้าของชายหนุ่มดูวูบไหวไม่ชัดเจนภายใต้แสงโคมสลัวราง เขามองใบหน้าที่เรียบเฉยของจี้หานอี จากนั้นจึงเห็นว่านางนั่งขดตัวหนาวสั่น ผิวพรรณซีดขาว เท้าที่กำลังจะก้าวเดินไปจึงชะงักกึก

เขามองนางอีกครั้ง เพื่ออธิบายเพิ่มหนึ่งประโยค "ตอนข้ามานำเสื้อคลุมขนจิ้งจอกมาได้เพียงตัวเดียว เจ้าเป็นพี่สะใภ้นาง คงต้องให้เจ้าอดทนแล้ว"

ถ้อยคำทำนองนี้จี้หานอีได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนหลังแต่งกับเขา คล้ายว่าการที่นางแต่งกับเขานั้น ก็สมควรได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้

หากเป็นเมื่อก่อน นางคงถามเขาไปแล้วว่า ผู้ใดคือภรรยาของท่านกันแน่?

แต่ถ้าถามไป เซี่ยอวี้เหิงย่อมต้องมองนางด้วยสายตาเย็นชายิ่งกว่าเดิม

เขาจะไม่พูด ไม่แม้แต่จะอธิบายเพิ่มเติมสักครึ่งคำ แต่เขาจะใช้สายตาซึ่งเสมือนลิ่มน้ำแข็งทิ่มแทงจิตใจนางไม่ให้เหลือชิ้นดี ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเสียสติไร้เหตุผล

จี้หานอีในยามนี้เหนื่อยล้าเกินกว่าจะเอ่ยถาม ในเมื่อถามไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่พานางกลับไปด้วยอยู่ดี ภรรยาเช่นนาง ไม่เคยมีความสำคัญในใจเขาอยู่แล้ว

นางเหนื่อยเสียจนคร้านจะพูดจา จึงทำได้เพียงพยักหน้า "รีบไปเถิดเจ้าค่ะ หมิงโหรวยังรอท่านอยู่บนหลังม้า"

หลังพูดประโยคนี้จบ จี้หานอีก็เห็นหัวคิ้วของเซี่ยอวี้เหิงขมวดมุ่น ขณะมองนางด้วยสายตาหลายความรู้สึก

จี้หานอีหลับตาลง ไม่ใช่เพราะอื่นใด แต่เป็นเพราะไม่มีอะไรให้พูดแล้วเท่านั้น

เซี่ยอวี้เหิงเม้มริมฝีปาก ไม่ได้พูดคำใดอีก เพียงปรายตามองจี้หานอีแวบหนึ่ง จากนั้นจึงปล่อยม่านลง

ได้ยินเสียงเกือกม้าดังขึ้นนอกรถม้า ก่อนที่เสียงนั้นจะเลือนหายไปในพายุหิมะอย่างรวดเร็ว

พลัน เสียงเศร้าสร้อยของสาวใช้นามหรงชุนก็ดังขึ้นข้างกาย "นายท่านทิ้งฮูหยินน้อยไว้ที่นี่คนเดียว ไม่คิดเป็นห่วงเลยหรือเจ้าคะ"

จี้หานอีค่อย ๆ เอนกายพิงไปทางหรงชุนผู้อยู่ด้านข้าง นางซบลงบนไหล่ของสาวใช้ พลางหลุบตาลงมองถ่านไฟในเตาน้อยปลายเท้าซึ่งเหลือเพียงแสงไฟริบหรี่

หลังระบายลมหายใจอันเย็นเยียบคำรบหนึ่ง นางก็รู้สึกว่าตนชักจะเริ่มชอบความโดดเดี่ยวเช่นนี้เสียแล้ว

นางหลับตาลงในความเงียบก่อนกระซิบ "หรงชุน เดี๋ยวข้าขอนอนสักงีบ"

ชั่วขณะที่หลับตาลง นางก็มองเห็นตนเองเมื่อสามปีก่อน

นั่นคือช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงปีหนึ่ง นางรออยู่ที่หน้าประตูจวนสกุลเซี่ยอยู่นาน กระทั่งเซี่ยอวี้เหิงปรากฏตัว

ในมือนางกำหนังสือหมั้นหมายกระชับแน่นขณะวิ่งเข้าไปหา ในใจทั้งตื่นเต้นและประหม่า แต่กลับแสร้งทำเป็นสงบนิ่งยามเงยหน้ามองเขา "ข้าคือบุตรสาวสกุลจี้"

"ข้ามาเพื่อจะถามท่านว่า สัญญาหมั้นหมายของพวกเรายังมีผลอยู่หรือไม่?"

จี้หานอีในยามนั้นถึงวัยปักปิ่นแล้ว และนั่นก็นับเป็นความใจกล้าเพียงครั้งเดียวในชีวิตของนาง

ในตอนนั้น นางตื่นเต้นเสียจนฝ่ามือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะได้รับคำตอบเช่นไร

เวลานั้น บิดานางถูกจับเข้าคุก จวนสกุลจี้เองก็โดนยึดทรัพย์ ยามต้นไม้ล้มลิงค่างต่างหนีหาย จวนสกุลจี้ซึ่งเคยมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย กลับเหลือเพียงผู้คนที่คอยซ้ำเติมยามตกต่ำเท่านั้น

แม้นางกับมารดาจะได้รับความเมตตาละเว้นโทษ ไม่ต้องติดร่างแหตามไปด้วย แต่ก็ต้องไปอาศัยอยู่กับท่านตาซึ่งตกอับไปแล้ว และหากเซี่ยอวี้เหิงจะกลับคำไม่แต่งงานด้วย ก็คงไม่มีผู้ใดตำหนิเขาได้

นับเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ กาลเวลาย่อมแปรเปลี่ยนทุกสิ่ง

แม้แต่ตัวจี้หานอีเอง ในครั้งนั้นก็เตรียมใจไว้แล้วว่า หากเซี่ยอวี้เหิงกลับคำ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นหมายทิ้งเสียตรงนั้น

เพราะเซี่ยอวี้เหิงขณะนั้นมีชื่อเสียงในเมืองหลวงพอสมควร ถือเป็นขุนนางตั้งแต่อายุน้อย บุรุษผู้สง่างามดั่งดวงจันทร์กระจ่าง ย่อมมีหญิงสาวตระกูลผู้ดีนับไม่ถ้วนในเมืองหลวงหมายปองอยากแต่งกับเขา

เขาไม่ได้ขาดแคลนคู่ครองที่ดีกว่านางเลย

นางถึงขั้นเตรียมพูดว่า หากเขาไม่เต็มใจ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นทิ้ง ถือเสียว่าไม่เคยมีสัญญานี้ และนางก็ไม่คิดโทษเขาด้วย

แต่เซี่ยอวี้เหิงกลับเอ่ยปากตอบรับ

จี้หานอีลืมไปแล้วว่าเวลานั้นเซี่ยอวี้เหิงมีสีหน้าเช่นไร นางจำได้เพียงเสียงของเขา มันทั้งทุ้มละมุนและเนิบช้า ให้ความรู้สึกคล้ายดั่งกองไฟกลางหิมะในวันฤดูใบไม้ร่วงที่ยังไร้ความอบอุ่น เขากล่าวว่า "ในเมื่อเป็นคำสั่งของบิดามารดา สัญญาหมั้นย่อมต้องมีผล"

"เช่นนั้นข้าน้อยจะให้ท่านแม่ไปพูดคุยเรื่องฤกษ์แต่งที่จวนนะเจ้าคะ"

ชั่วขณะนั้น จี้หานอีคิดว่าตนเองได้พบเจอกับคู่ครองที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว

คู่ครองผู้เป็นเสมือนกองไฟกลางหิมะ ย่อมต้องดีต่อนางดังเช่นที่บิดาดีต่อมารดาของนางเป็นแน่

นางคิดว่าตนเองจะได้มีบ้านอีกครั้ง

แต่แล้วคู่ครองที่นางวาดหวัง กลับแต่งนางเพียงเพราะต้องการรักษาชื่อเสียง ส่วนในใจเขานั้นมีผู้อื่นอยู่แล้ว

ภายใต้หิมะขาวโพลน นางหมุนตัวกลับด้วยความพิศวงคล้ายเพิ่งตื่นจากความฝันตื่นหนึ่ง ก่อนสบตากับดวงตาที่ผิดหวังคู่นั้นในความฝันยามดึก "เจ้าจงดูให้ชัด นี่คือสามีที่เจ้าเลือกเอง"

ลมหนาวบาดผิวระลอกหนึ่งพัดผ่านผ้าม่านหนาหนัก ปลุกคนในห้วงฝันให้ตื่นขึ้นมา

จี้หานอีลืมตาโพลง มองดูถ่านไฟที่มอดดับไปนานแล้ว

นิ้วมือแข็งเกร็งไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะไปเขี่ยมันอีก

นางหวนนึกถึงปีนั้นที่ตนเองอายุสิบสี่ ขณะไปเยี่ยมบิดาในคุกเป็นครั้งสุดท้าย บิดายังคงกุมมือนางไว้ด้วยความเมตตาพร้อมกล่าวอย่างแช่มช้าว่า "หานอี เจ้าอย่าได้ร้องไห้ไปเลย โลกนี้ไม่มีถูกผิดที่แท้จริงฉันใด ก็ไม่มีดีเลวที่แน่นอนฉันนั้น"

"ก็เหมือนดั่งราชสำนักที่มีขึ้นมีลง ผู้ชนะไม่แน่ว่าจะชนะตลอดไป และผู้แพ้เองก็ย่อมมีความหวังกลับมายิ่งใหญ่ได้เช่นกัน"

"เจ้าอย่าได้คิดเคียดแค้น อย่าได้คิดห่วงหา และอย่าได้คิดยึดติด"

"ปล่อยวางอดีต และจงก้าวเดินไปข้างหน้าเสมอ"

จี้หานอีมองดูหิมะนอกหน้าต่างรถม้า

นางพลันตาสว่าง คงต้องยุติความสัมพันธ์อันหยุดนิ่งในฤดูเหมันต์ที่แสนหนาวเหน็บนี้ลงเสียที นางถึงจะสามารถทำตามที่ท่านพ่อบอก ก้าวเดินไปข้างหน้าได้ตลอดไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App
Comments (2)
goodnovel comment avatar
เต้า ญาณพิพัฒน์
หนังจีนโบราณ x
goodnovel comment avatar
เต้า ญาณพิพัฒน์
หนังจีนโบราณ
VIEW ALL COMMENTS

Latest chapter

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 858

    จี้หานอีมักเป็นคนอ่อนโยนและไม่เคยแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับผู้คนมาแต่ไหนแต่ไร ทว่านางกลับส่ายหน้าปฏิเสธนางจาง “ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ”นางจางถึงกับซวนเซไปเล็กน้อยทันทีที่นางจางและกู้หว่านอวิ๋นเดินออกไป หรงชุนก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า “ฮูหยินกู้เปลี่ยนไปแล้วหรือไรกัน นี่เป็นครั้งแรกเลยนะเจ้าคะที่บ่าวเห็นนางร้องไห้”“อีกทั้งเมื่อครู่นี้จู่ ๆ นางก็คุกเข่า ทำเอาบ่าวเองตกใจแทบแย่”จี้หานอีก้มหน้าลงจิบน้ำชา ความหอมของชาชุ่มชื่นรื่นคอ นางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ก่อนหน้านี้นางคิดว่าที่จวนหรงกั๋วกงหมายตากู้หว่านอวิ๋น ย่อมเป็นเพราะพวกเขาถูกใจกู้หว่านอวิ๋นจริง ๆ นางจึงรู้สึกภาคภูมิใจ”“แต่ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่พวกเขาหมายตาไว้คืออะไรกันแน่”อีกด้านหนึ่ง กู้หว่านอวิ๋นและนางจางเพิ่งเดินออกมาจากเรือนของจี้หานอีได้ไม่นาน ระหว่างทางก็บังเอิญพบเข้ากับนางไป๋พอดีไม่ต้องสงสัยเลยว่า นางไป๋ทราบดีว่านางจางมาเยือน จึงจงใจมาดักรออยู่บริเวณทางแยกนางไป๋ส่งยิ้มพลางบอกให้สาวใช้ข้างกายจี้หานอีที่เดินมาส่งกลับไปก่อน นางกล่าวกับสาวใช้ผู้นั้นอย่างเปิดเผยว่าจะขอสนทนากับนางจางสักครู่ จากนั้นจึงชวนนางจางให้แวะไปนั่งพ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 857

    การคุกเข่าของนางจางในครั้งนี้ช่างกะทันหันเสียจริง จี้หานอีเองก็คาดไม่ถึงว่าอยู่ดี ๆ นางจางจะคุกเข่าลงมาเช่นนี้กู้หว่านอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านข้างยิ่งเบิกตาโตจ้องมองมารดาผู้คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความตกตะลึง รู้สึกเพียงว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อยิ่งนักจี้หานอีย่อมไม่อาจรับการคุกเข่าเช่นนี้ได้ ยามนี้ชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงผู้น้อย หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงทำให้ชื่อเสียงของนางต้องมัวหมองเป็นแน่ยังนับว่าโชคดีที่นางสั่งให้บรรดาสาวใช้ภายในห้องถอยออกไปก่อนแล้ว จึงช่วยลดทอนเรื่องยุ่งยากไปได้บ้างจี้หานอีโน้มกายลงประคองท่อนแขนของนางจาง ขณะจ้องมองดวงตาอันรื้นด้วยหยดน้ำตาของอีกฝ่าย นางไม่ได้คิดอยู่แล้วว่านางจางจะสำนึกผิดจริง ๆ เนื่องจากคนเห็นแก่ตัวย่อมไม่มีวันสำนึกผิดนี่เป็นเพียงการกระทำที่ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้วก็เท่านั้นหากนางจางไม่โง่เขลา ย่อมต้องรู้ดีว่าเหตุใดจวนหรงกั๋วกงถึงได้อยากจัดงานมงคลครั้งนี้นางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ยิ่งท่านป้าสะใภ้ทำเช่นนี้ วันหน้าข้าก็ยิ่งไม่อยากพบหน้าท่านป้าสะใภ้อีกนะเจ้าคะ""หากวันหน้าท่านป้าสะใภ้ยังทำเช่นนี้อ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 856

    จี้หานอีพยักหน้า “ป้าสะใภ้ใหญ่กล่าวได้ถูกต้องแล้ว เรื่องในอดีตก็ปล่อยผ่านไปเถิด เรามาพูดถึงเรื่องในยามนี้กันดีกว่า”“เรื่องการแต่งงานในครั้งนี้ ข้าเคยบอกไปนานแล้วว่าจวนหรงกั๋วกงไม่ได้หวังดี แต่ป้าสะใภ้ใหญ่กลับหาว่าข้าทนเห็นหว่านอวิ๋นได้ดีไม่ได้”“บัดนี้หว่านอวิ๋นหมั้นหมายเรียบร้อยแล้ว ข้าย่อมต้องแสดงความยินดี แต่หากจวนหรงกั๋วกงปรารถนาจะสู่ขอโดยไม่มีเจตนาแอบแฝง และฮูหยินใหญ่สกุลไป๋ก็ชื่นชอบหว่านอวิ๋นจากใจจริง ต่อให้นายท่านสามสกุลไป๋ไม่ถูกปล่อยตัวออกมา มันก็ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับน้องหญิงเลย หรือพวกเขายังคิดจะข่มเหงรังแกน้องหญิงเพราะเหตุนี้?”สีหน้าของนางจางพลันแข็งค้างอยู่อย่างนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ดึงกู้หว่านอวิ๋นให้ลุกขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ต่อให้เมื่อก่อนข้าจะเคยทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องไปบ้าง แต่ตอนเจ้ายังเด็ก ไม่ทราบข้าดีต่อเจ้าเช่นไร?”จี้หานอีเงยหน้าขึ้นมองนางจางผู้ลุกขึ้นยืน “หากท่านพ่อเกิดเรื่องตั้งแต่ตอนที่ข้ายังเด็ก ป้าสะใภ้ใหญ่ยังจะดีต่อข้าอยู่หรือไม่?”ใบหน้าของนางจางซีดเผือดลง สายตาของจี้หานอีทั้งเย็นชาและห่างเหิน ภายในแววตาอันเรียบเฉยนั้นราวกับมีความสงบนิ่งท

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 855

    นางจางมองปฏิกิริยาของจี้หานอีด้วยความเหม่อลอย พินิจรอยยิ้มตามมารยาทแต่ก็บอกถึงความห่างเหินบนใบหน้าของอีกฝ่ายรอยยิ้มเช่นนี้กลับทำให้นางจางรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาในใจ ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตนเองเคยกระทำต่อจี้หานอีพลันฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำในชั่วขณะนี้ นางตระหนักอย่างชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใดว่าจี้หานอีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บัดนี้อีกฝ่ายคือผู้สูงศักดิ์ ตัวนางและสกุลกู้ล้วนต้องอาศัยบารมีนาง ทว่าในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางทั้งสองกลับไม่สู้ดีนักนางจางพลันรู้สึกกระดากอายพูดอะไรไม่ออกกู้หว่านอวิ๋นที่นั่งอยู่ข้างนางจางเห็นมารดาอึกอักไม่ยอมเอ่ยปากเสียที ก็ทนรอไม่ไหวชิงพูดขึ้นก่อนว่า "งานแต่งของข้ากำหนดวันแน่นอนแล้วเจ้าค่ะ เป็นเดือนหน้า วันนี้พวกเราจึงตั้งใจมาบอกกล่าวให้พี่หญิงทราบไว้"จี้หานอีหันไปมองกู้หว่านอวิ๋น เห็นนัยน์ตาของอีกฝ่ายทอประกายระยิบระยับ แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจราวกับได้เชิดหน้าชูตาเสียทีแต่ชาติตระกูลของจวนหรงกั๋วกงนั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ บุรุษที่กู้หว่านอวิ๋นจะแต่งงานด้วยนับว่าเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่น การที่นางจะมีสีหน้าเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดจี้หานอีเพียงพยักห

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 854

    เสิ่นซื่อมองนางอีกครั้ง “ตอนที่บิดาเจ้ายังมีชีวิต เขาลงมืออย่างเด็ดขาดเฉียบคม ทั้งยังมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ไม่เคยเห็นแก่พวกพ้องหรือรับสินบน คอยจัดระเบียบขุนนางให้อยู่ในกรอบ ทุกคดีที่เขาเคยสะสางในศาลต้าหลี่ล้วนต้องล่วงเกินผู้คน แต่คนผู้หนึ่งที่ไร้ซึ่งภูมิหลังและมีชาติกำเนิดต่ำต้อย กลับสามารถจัดการคดีเหล่านั้นสำเร็จลุล่วง เช่นนั้นแล้ว เขาถือเป็นขุนนางผู้มากความสามารถ หรือขุนนางผู้ภักดีกันแน่?”จี้หานอีครุ่นคิดโดยละเอียด “น่าจะเป็นขุนนางผู้มากความสามารถกระมัง”เสิ่นซื่อหลุบตาลง “แต่ตอนที่เขาเกิดเรื่อง กลับไม่มีผู้ใดออกหน้าช่วยเหลือสักคน เช่นนั้นเขาโดดเดี่ยวหรือไม่?”จี้หานอีรู้สึกราวกับได้เผชิญด้วยตนเอง “โดดเดี่ยวเจ้าค่ะ”เสิ่นซื่อกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ “การที่บิดาเจ้าเป็นขุนนางผู้โดดเดี่ยวนั้น เป็นเพราะเขาเต็มใจ หรือถูกบีบบังคับให้เป็น? หากยอมคล้อยตามพวกกังฉิน ก็ย่อมเป็นขุนนางผู้ภักดีไม่ได้”“ขุนนางผู้มากความสามารถเมื่อถึงคราวต้องกระทำการ ก็จำต้องสร้างเส้นสาย ขุนนางผู้ภักดีเมื่อถึงคราวต้องปกป้องผู้คน ก็จำต้องรู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์ ขุนนางผู้โดดเดี่ยวเมื่อถึงคราวต้องรักษาชีวิต ก็จ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 853

    ตอนที่หารือกัน ฮูหยินผู้เฒ่าก็กล่าวว่าเรื่องนี้ไม่มีทางให้แก้ไขอีกแล้ว การที่ไทเฮาสามารถออกพระราชเสาวนีย์นี้ได้ ย่อมเป็นประสงค์ของฮ่องเต้เช่นกันและฮองเฮาก็เสด็จมาแจ้งข่าวว่า ฮ่องเต้มีรับสั่งว่าการแต่งงานครั้งนี้เหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก การที่ไทเฮาทรงเป็นผู้จัดแจงก็เพื่อผูกไมตรีระหว่างสองตระกูล ฮองเฮาตั้งใจไปขอร้อง แต่ฮ่องเต้กลับไม่ยอมให้เข้าเฝ้าฮ่องเต้นับว่าเป็นปราชญ์กษัตริย์ หลายปีนี้ทรงรักษาสมดุลในราชสำนัก การปกครองดูแลราษฎรก็ล้วนมีผลงานประจักษ์ชัด ทั้งยังขยันขันแข็งในราชกิจ ไม่ลุ่มหลงสตรีในวังหลัง ทว่าฮ่องเต้ก็ต้องทรงให้ความสำคัญกับความสมดุล เมื่ออำนาจของสกุลเสิ่นเริ่มมากขึ้น ต่อให้ฮ่องเต้จะทรงไว้วางพระทัยเพียงใดก็ย่อมเกิดความระแวงเป็นธรรมดา การให้คนจากฝั่งไทเฮาแต่งเข้ามา จึงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็วเดิมทีเรื่องนี้สมควรตกเป็นของเสิ่นฉางหลิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาเป็นถึงหลานชายสายตรงสกุลเสิ่น ซ้ำยังเพิ่งสร้างความดีความชอบ หากให้จับคู่กับซุนเป่าฉยงก็นับว่าเหมาะสมทุกประการแต่บัดนี้ เสิ่นฉางหลิงหมั้นหมายไปแล้ว ในบรรดาลูกหลานสายตรงสกุลเสิ่น ผู้ที่เกิดจากภรรยาเอกและมีอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status