Share

ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา
ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา
Author: หยกงาม

บทที่ 1

Author: หยกงาม
ค่ำคืนฤดูเหมันต์ ได้ยินเสียงลมพายุหิมะพัดกระหน่ำดังหวีดหวิว คลอด้วยเสียงม่านหน้าต่างถูกลมตีดังพึ่บพั่บ

จี้หานอีหรี่ตาลง ปลายนิ้วอันเย็นเฉียบเลิกม่านที่ตากลมจนแข็งกระด้างขึ้น สายตามองฝ่าความมืดมิดในคืนหิมะตกหนักออกไปไกล แม้เสียงเกือกม้าที่ควบตะบึงมาจะปะปนไปกับเสียงพายุหิมะฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่นางก็ยังได้ยิน

พลันมีเสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลังว่า "พี่สะใภ้ ท่านพี่จะมารับพวกเราหรือไม่"

จี้หานอีปล่อยม่านลง ไม่ได้ตอบคำ เพียงหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า

นางรู้ดี เขาต้องมาแน่

ไม่ว่าพายุหิมะจะรุนแรงเพียงใด เขาก็ต้องมา

วันนี้ เดิมทีนางไม่ได้คิดติดตามหลี่หมิงโหรวมาที่เรือนน้ำพุร้อนเลย แต่เขากลับกล่าวว่า "หานอี เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของหมิงโหรว หมิงโหรวมีโรคหนาวเข้าแทรก เจ้าควรต้องดูแลนาง"

ยามเขาเอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงช่างเย็นชานัก ทั้งยังจัดแจงทุกอย่างไว้เสร็จสรรพคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

เพียงแต่ขณะเดินทางกลับ หิมะตกหนักปิดกั้นถนน ล้อไม้แตกหัก จึงมีรถม้าจำนวนมากติดค้างอยู่กลางทาง

สารถีขี่ม้ากลับไปส่งข่าว นี่ก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว อีกประเดี๋ยวคงกลับมา

เสียงเกือกม้าที่ดังขึ้นเดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกลในค่ำคืนแห่งพายุหิมะนั้นไม่ต่างไปจากเสียงกลองรัวกระหน่ำ ยิ่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งร้อนรน กระทั่งเจ้าม้าส่งเสียงร้องกึกก้อง นอกรถม้าจึงมีเสียงทุ้มละมุนแฝงด้วยความกังวลเรียกหา "หมิงโหรว"

ทันใดนั้น ผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้น มือใหญ่เรียวยาวข้างหนึ่งยื่นเข้ามา

จี้หานอีหลุบตาลงมองมือข้างนั้น ชัดเจนว่าไม่ได้ยื่นมาเพื่อรับนาง

ข้างกายได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของหลี่หมิงโหรวดังขึ้น ช่างฟังดูทั้งอ่อนแอและน่าทะนุถนอมนัก "ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว"

หลี่หมิงโหรวจรดปลายนิ้วที่อ่อนนุ่มลงบนฝ่ามือเรียวยาวข้างนั้น บางทีอาจเพราะหวาดกลัวเกินไป ร่างอรชรในชุดสีชมพูจึงโถมเข้าใส่อีกฝ่ายคล้ายผีเสื้อตัวน้อย เสียงสะอื้นแผ่วเบาในค่ำคืนหิมะนั้นช่างไม่ต่างไปจากทิวทัศน์แห่งวสันตฤดูที่อบอุ่นยาวนาน ชวนให้ผู้คนพลอยลุ่มหลงไม่รู้ตัว

จี้หานอีเห็นนิ้วมือเรียวยาวซึ่งวางอยู่บนแผ่นหลังของผู้สวมอาภรณ์สีชมพูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะโอบกอดคนในอ้อมแขนแนบแน่นขึ้นในความเงียบ

หลังจากนั้น เสื้อคลุมขนจิ้งจอกหนานุ่มตัวหนึ่งก็ถูกคลี่คลุมลงบนไหล่อันบอบบางงดงามคู่นั้น

จี้หานอีถอนสายตากลับมา จับจ้องมองไปที่ม่านด้านข้าง

ผ้าม่านปลิวไสวตามแรงลมของพายุหิมะ เกล็ดหิมะสาดซัดเข้ามาตกกระทบลงบนแก้มของนาง แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บอีกแล้ว

นางทำเพียงซ่อนมือที่แข็งเกร็งไว้ในส่วนลึกของแขนเสื้อ

หลี่หมิงโหรวร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเซี่ยอวี้เหิงอยู่นาน ก่อนจะยอมสงบลงภายใต้การปลอบโยนอันอบอุ่นของชายหนุ่ม จากนั้น นางก็ถูกเขาอุ้มลงจากรถม้าไป

จี้หานอีได้ยินเสียงซึ่งยังคงสั่นเครือของหลี่หมิงโหรวดังขึ้นนอกรถม้าว่า "แล้วพี่สะใภ้เล่าเจ้าคะ"

คำพูดต่อมาของชายหนุ่มถูกกลืนหายไปในพายุหิมะ จี้หานอีฟังไม่ได้ยิน แต่มันก็ไม่ได้สำคัญถึงเพียงนั้น

นางเพียงกระชับเสื้อคลุมบนร่าง ขณะมองดูโคมแก้วหลิวหลีในรถม้าถูกสายลมพัดพาให้สั่นไหวอย่างเงียบงัน ทอดเป็นเส้นเงาแตกสลายลงบนร่างของนาง

ไม่นานนัก ผืนผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาสูงศักดิ์ซึ่งดูห่างเหินปรากฏขึ้นตรงหน้า และเขาก็กล่าวประโยคแรกกับนางในค่ำคืนนี้ "รถม้าที่จะมารับพวกเจ้าติดหิมะเดินทางมาไม่ได้ ข้าทำได้เพียงขี่ม้าล่วงหน้ามาก่อนเท่านั้น"

"หมิงโหรวกลัวความหนาวเย็นมาแต่ไหนแต่ไร คราวนี้นางตกใจจนขวัญเสีย บนหลังม้านั่งได้เพียงคนเดียว ประเดี๋ยวข้าจะพานางกลับไปส่งก่อน"

"รบกวนเจ้ารออีกสักหน่อย รถม้าคงรีบมารับในอีกไม่ช้า"

จี้หานอีพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ไม่ไต่ถามสิ่งใด เพียงรับคำว่า "ได้เจ้าค่ะ"

ใบหน้าของชายหนุ่มดูวูบไหวไม่ชัดเจนภายใต้แสงโคมสลัวราง เขามองใบหน้าที่เรียบเฉยของจี้หานอี จากนั้นจึงเห็นว่านางนั่งขดตัวหนาวสั่น ผิวพรรณซีดขาว เท้าที่กำลังจะก้าวเดินไปจึงชะงักกึก

เขามองนางอีกครั้ง เพื่ออธิบายเพิ่มหนึ่งประโยค "ตอนข้ามานำเสื้อคลุมขนจิ้งจอกมาได้เพียงตัวเดียว เจ้าเป็นพี่สะใภ้นาง คงต้องให้เจ้าอดทนแล้ว"

ถ้อยคำทำนองนี้จี้หานอีได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนหลังแต่งกับเขา คล้ายว่าการที่นางแต่งกับเขานั้น ก็สมควรได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้

หากเป็นเมื่อก่อน นางคงถามเขาไปแล้วว่า ผู้ใดคือภรรยาของท่านกันแน่?

แต่ถ้าถามไป เซี่ยอวี้เหิงย่อมต้องมองนางด้วยสายตาเย็นชายิ่งกว่าเดิม

เขาจะไม่พูด ไม่แม้แต่จะอธิบายเพิ่มเติมสักครึ่งคำ แต่เขาจะใช้สายตาซึ่งเสมือนลิ่มน้ำแข็งทิ่มแทงจิตใจนางไม่ให้เหลือชิ้นดี ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเสียสติไร้เหตุผล

จี้หานอีในยามนี้เหนื่อยล้าเกินกว่าจะเอ่ยถาม ในเมื่อถามไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่พานางกลับไปด้วยอยู่ดี ภรรยาเช่นนาง ไม่เคยมีความสำคัญในใจเขาอยู่แล้ว

นางเหนื่อยเสียจนคร้านจะพูดจา จึงทำได้เพียงพยักหน้า "รีบไปเถิดเจ้าค่ะ หมิงโหรวยังรอท่านอยู่บนหลังม้า"

หลังพูดประโยคนี้จบ จี้หานอีก็เห็นหัวคิ้วของเซี่ยอวี้เหิงขมวดมุ่น ขณะมองนางด้วยสายตาหลายความรู้สึก

จี้หานอีหลับตาลง ไม่ใช่เพราะอื่นใด แต่เป็นเพราะไม่มีอะไรให้พูดแล้วเท่านั้น

เซี่ยอวี้เหิงเม้มริมฝีปาก ไม่ได้พูดคำใดอีก เพียงปรายตามองจี้หานอีแวบหนึ่ง จากนั้นจึงปล่อยม่านลง

ได้ยินเสียงเกือกม้าดังขึ้นนอกรถม้า ก่อนที่เสียงนั้นจะเลือนหายไปในพายุหิมะอย่างรวดเร็ว

พลัน เสียงเศร้าสร้อยของสาวใช้นามหรงชุนก็ดังขึ้นข้างกาย "นายท่านทิ้งฮูหยินน้อยไว้ที่นี่คนเดียว ไม่คิดเป็นห่วงเลยหรือเจ้าคะ"

จี้หานอีค่อย ๆ เอนกายพิงไปทางหรงชุนผู้อยู่ด้านข้าง นางซบลงบนไหล่ของสาวใช้ พลางหลุบตาลงมองถ่านไฟในเตาน้อยปลายเท้าซึ่งเหลือเพียงแสงไฟริบหรี่

หลังระบายลมหายใจอันเย็นเยียบคำรบหนึ่ง นางก็รู้สึกว่าตนชักจะเริ่มชอบความโดดเดี่ยวเช่นนี้เสียแล้ว

นางหลับตาลงในความเงียบก่อนกระซิบ "หรงชุน เดี๋ยวข้าขอนอนสักงีบ"

ชั่วขณะที่หลับตาลง นางก็มองเห็นตนเองเมื่อสามปีก่อน

นั่นคือช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงปีหนึ่ง นางรออยู่ที่หน้าประตูจวนสกุลเซี่ยอยู่นาน กระทั่งเซี่ยอวี้เหิงปรากฏตัว

ในมือนางกำหนังสือหมั้นหมายกระชับแน่นขณะวิ่งเข้าไปหา ในใจทั้งตื่นเต้นและประหม่า แต่กลับแสร้งทำเป็นสงบนิ่งยามเงยหน้ามองเขา "ข้าคือบุตรสาวสกุลจี้"

"ข้ามาเพื่อจะถามท่านว่า สัญญาหมั้นหมายของพวกเรายังมีผลอยู่หรือไม่?"

จี้หานอีในยามนั้นถึงวัยปักปิ่นแล้ว และนั่นก็นับเป็นความใจกล้าเพียงครั้งเดียวในชีวิตของนาง

ในตอนนั้น นางตื่นเต้นเสียจนฝ่ามือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะได้รับคำตอบเช่นไร

เวลานั้น บิดานางถูกจับเข้าคุก จวนสกุลจี้เองก็โดนยึดทรัพย์ ยามต้นไม้ล้มลิงค่างต่างหนีหาย จวนสกุลจี้ซึ่งเคยมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย กลับเหลือเพียงผู้คนที่คอยซ้ำเติมยามตกต่ำเท่านั้น

แม้นางกับมารดาจะได้รับความเมตตาละเว้นโทษ ไม่ต้องติดร่างแหตามไปด้วย แต่ก็ต้องไปอาศัยอยู่กับท่านตาซึ่งตกอับไปแล้ว และหากเซี่ยอวี้เหิงจะกลับคำไม่แต่งงานด้วย ก็คงไม่มีผู้ใดตำหนิเขาได้

นับเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ กาลเวลาย่อมแปรเปลี่ยนทุกสิ่ง

แม้แต่ตัวจี้หานอีเอง ในครั้งนั้นก็เตรียมใจไว้แล้วว่า หากเซี่ยอวี้เหิงกลับคำ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นหมายทิ้งเสียตรงนั้น

เพราะเซี่ยอวี้เหิงขณะนั้นมีชื่อเสียงในเมืองหลวงพอสมควร ถือเป็นขุนนางตั้งแต่อายุน้อย บุรุษผู้สง่างามดั่งดวงจันทร์กระจ่าง ย่อมมีหญิงสาวตระกูลผู้ดีนับไม่ถ้วนในเมืองหลวงหมายปองอยากแต่งกับเขา

เขาไม่ได้ขาดแคลนคู่ครองที่ดีกว่านางเลย

นางถึงขั้นเตรียมพูดว่า หากเขาไม่เต็มใจ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นทิ้ง ถือเสียว่าไม่เคยมีสัญญานี้ และนางก็ไม่คิดโทษเขาด้วย

แต่เซี่ยอวี้เหิงกลับเอ่ยปากตอบรับ

จี้หานอีลืมไปแล้วว่าเวลานั้นเซี่ยอวี้เหิงมีสีหน้าเช่นไร นางจำได้เพียงเสียงของเขา มันทั้งทุ้มละมุนและเนิบช้า ให้ความรู้สึกคล้ายดั่งกองไฟกลางหิมะในวันฤดูใบไม้ร่วงที่ยังไร้ความอบอุ่น เขากล่าวว่า "ในเมื่อเป็นคำสั่งของบิดามารดา สัญญาหมั้นย่อมต้องมีผล"

"เช่นนั้นข้าน้อยจะให้ท่านแม่ไปพูดคุยเรื่องฤกษ์แต่งที่จวนนะเจ้าคะ"

ชั่วขณะนั้น จี้หานอีคิดว่าตนเองได้พบเจอกับคู่ครองที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว

คู่ครองผู้เป็นเสมือนกองไฟกลางหิมะ ย่อมต้องดีต่อนางดังเช่นที่บิดาดีต่อมารดาของนางเป็นแน่

นางคิดว่าตนเองจะได้มีบ้านอีกครั้ง

แต่แล้วคู่ครองที่นางวาดหวัง กลับแต่งนางเพียงเพราะต้องการรักษาชื่อเสียง ส่วนในใจเขานั้นมีผู้อื่นอยู่แล้ว

ภายใต้หิมะขาวโพลน นางหมุนตัวกลับด้วยความพิศวงคล้ายเพิ่งตื่นจากความฝันตื่นหนึ่ง ก่อนสบตากับดวงตาที่ผิดหวังคู่นั้นในความฝันยามดึก "เจ้าจงดูให้ชัด นี่คือสามีที่เจ้าเลือกเอง"

ลมหนาวบาดผิวระลอกหนึ่งพัดผ่านผ้าม่านหนาหนัก ปลุกคนในห้วงฝันให้ตื่นขึ้นมา

จี้หานอีลืมตาโพลง มองดูถ่านไฟที่มอดดับไปนานแล้ว

นิ้วมือแข็งเกร็งไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะไปเขี่ยมันอีก

นางหวนนึกถึงปีนั้นที่ตนเองอายุสิบสี่ ขณะไปเยี่ยมบิดาในคุกเป็นครั้งสุดท้าย บิดายังคงกุมมือนางไว้ด้วยความเมตตาพร้อมกล่าวอย่างแช่มช้าว่า "หานอี เจ้าอย่าได้ร้องไห้ไปเลย โลกนี้ไม่มีถูกผิดที่แท้จริงฉันใด ก็ไม่มีดีเลวที่แน่นอนฉันนั้น"

"ก็เหมือนดั่งราชสำนักที่มีขึ้นมีลง ผู้ชนะไม่แน่ว่าจะชนะตลอดไป และผู้แพ้เองก็ย่อมมีความหวังกลับมายิ่งใหญ่ได้เช่นกัน"

"เจ้าอย่าได้คิดเคียดแค้น อย่าได้คิดห่วงหา และอย่าได้คิดยึดติด"

"ปล่อยวางอดีต และจงก้าวเดินไปข้างหน้าเสมอ"

จี้หานอีมองดูหิมะนอกหน้าต่างรถม้า

นางพลันตาสว่าง คงต้องยุติความสัมพันธ์อันหยุดนิ่งในฤดูเหมันต์ที่แสนหนาวเหน็บนี้ลงเสียที นางถึงจะสามารถทำตามที่ท่านพ่อบอก ก้าวเดินไปข้างหน้าได้ตลอดไป

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App
Mga Comments (2)
goodnovel comment avatar
เต้า ญาณพิพัฒน์
หนังจีนโบราณ x
goodnovel comment avatar
เต้า ญาณพิพัฒน์
หนังจีนโบราณ
Tignan lahat ng Komento

Pinakabagong kabanata

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 714

    เมื่อจี้หานอีได้ยินคำตอบของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ก็พลันเข้าใจเรื่องราวกระจ่างทั้งยังได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกล่าวต่อ “บัญชีก่อนหน้านี้ก็ถือเสียว่าเป็นบัญชีเก่า ไม่ต้องนำมาคิดเล็กคิดน้อย ภายหน้าเมื่อมอบหมายให้เจ้าเป็นคนดูแลบัญชีโรงครัว ข้าก็วางใจ”จี้หานอีมองฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น หญิงชราย่อมต้องทราบดีว่าต้นตอของปัญหาในบัญชีนั้นอยู่ที่ใด แต่นางกลับไม่เอ่ยถึงแม้เพียงครึ่งคำ นั่นแสดงให้เห็นว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นไม่ได้คิดจะเอาความกับนางไป๋การที่จี้หานอีนำบัญชีนี้มา ประการแรกก็เพื่อดูว่าจะจัดการกับผู้ดูแลเริ่นอย่างไร และประการที่สองก็เพื่อดูท่าทีของแม่สามีที่มีต่อนางไป๋นั่นเองและตอนนี้นางก็ดูออกแล้วว่า ฮูหยินผู้เฒ่าค่อนข้างผ่อนปรนต่อนางไป๋อยู่มากทีเดียวความจริง นางเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะสืบสาวราวเรื่องกับบัญชีเหล่านี้ บัญชีเก่าเก็บที่เน่าเฟะในสมุดบัญชีเล่มหนาเตอะพวกนั้นมีมากเกินไป ทั้งยังเกี่ยวพันกับผู้ดูแลและผู้ที่เคยผ่านมืออีกมากมาย บางคนก็จากไปแล้ว บางคนก็ถูกโยกย้ายไปรับหน้าที่อื่น การจะไปตามสืบดูบัญชีเหล่านั้นทีละรายการ รังแต่จะทำให้วุ่นวายและทำให้ผู้คนตกใจเสียเปล่า ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 713

    เสียงของจี้หานอีทั้งเยือกเย็นและสงบนิ่ง แม้ไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน ผู้ดูแลจางถึงกับแข้งขาอ่อน ร่างกายสั่นเทา แต่ก็ทำได้เพียงส่งเสียงรับคำรัว ๆ เท่านั้นเขารู้สึกโชคดีที่เมื่อก่อนตนยังพอตักตวงผลประโยชน์มาได้บ้าง แต่ยามนี้เมื่อต้องนำมาอุดรอยรั่วของบัญชีก็คงเหลืออยู่ไม่เท่าใด เกรงว่าส่วนแบ่งก้อนใหญ่คงตกไปอยู่ที่ฮูหยินใหญ่เสียหมดแล้วแต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่กล้าซัดทอดฮูหยินใหญ่อยู่ดี หากเขาสารภาพเรื่องฮูหยินใหญ่ออกไป เรื่องนี้ก็จะไม่ใช่แค่การที่คนแก่หูตาฝ้าฟางลงบัญชีผิดพลาดอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นการปลอมแปลงบัญชีเพื่อยักยอกเงินโดยเจตนา ซึ่งเขาอาจถูกโบยจนตายก็เป็นได้ ถึงอย่างไรฮูหยินใหญ่ก็เป็นเจ้านาย อย่างมากคงถูกลงโทษสถานเบาเพื่อตักเตือนเท่านั้น เป็นตัวเขาเองนั่นแหละที่จะไม่เหลืออะไรเลยยามนี้ขอเพียงเขากัดฟันยืนกรานว่าตนเองหูตาไม่ดี ก็ยังพอจะหวังพึ่งให้ฮูหยินใหญ่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้บ้างจี้หานอีปรายตามองผู้ดูแลจาง นางย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใด บัญชีที่บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งทำขึ้นมาจะโปร่งใสหรือไม่ นางไป๋ย่อมต้องรู้เห็นเป็นใจแน่นอนนางเม้มริมฝ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 712

    กระทั่งตอนที่เขาก้มหน้าลงมองจี้หานอี ภายในแววตาก็ยังแฝงรอยยิ้มเล็กน้อย “หากเจ้าคิดว่าทำเช่นนี้แล้วดี ก็จงทำเถิด”เสิ่นซื่อเป็นคนเคร่งขรึมไม่ค่อยยิ้ม ต่อให้บางครั้งจะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขากำลังเบิกบานใจอยู่จริง ๆแต่ยามนี้เมื่อจี้หานอีมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นซื่อ กลับรู้สึกว่าเขาดูอ่อนโยนขึ้นมาก กอปรกับได้ยินถ้อยคำที่คล้ายเป็นการยอมรับจากเขา ภายในใจจึงรู้สึกสงบลง นางยื่นมือไปหยิบสมุดบัญชีมาจากเขา พลางขยับตัวหยัดกายขึ้น “คืนนี้ข้าจะเขียนให้เสร็จเจ้าค่ะ”เมื่อเสิ่นซื่อมองดูท่าทีของจี้หานอีที่คิดผละกายจากไป เขาจึงกดเอวของนางไว้พลางขมวดคิ้ว “เมื่อครู่พูดไว้ว่าอย่างไร?”ก่อนกล่าวต่อ “อีกอย่างเจ้ายังมีเรี่ยวแรงเหลืออีกหรือ?”หลังจี้หานอีถูกเสิ่นซื่อทักท้วงเช่นนั้น นางก็คล้ายเพิ่งรู้ตัวว่าไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจริง ๆ ทั่วทั้งร่างอ่อนปวกเปียก และเริ่มรู้สึกง่วงงุนขึ้นมาจี้หานอีเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นซื่อ “คืนนี้ท่านพี่ไม่ยุ่งหรือ?”เสิ่นซื่อหลุบตาลงประสานสายตานาง “ไม่ยุ่ง”จี้หานอีชะงักไปเล็กน้อย ครั้นเห็นว่าเสิ่นซื่อยังคงสวมชุดขุนนางอยู่ จึงเอ่ย “เช่นนั้นข้

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 711

    จี้หานอีคิดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นซื่อจะยอมเป็นฝ่ายรับผิดอย่างอ่อนโยนถึงเพียงนี้ จึงลอบคิดในใจว่าวิธีนี้ช่างได้ผลดีนักดูท่าเสิ่นซื่อกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคงมีอุปนิสัยเหมือนกันกระมัง นั่นคือชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็งแม้บนใบหน้าของจี้หานอีจะยังคงดูแฝงความน้อยใจอยู่บ้าง แต่ภายในใจกลับรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อคิดได้ว่าตนเองมีวิธีรับมือเสิ่นซื่อแล้ว ภายหน้าหากเขายังคงทำตัวเผด็จการหรืออารมณ์เสียใส่อีก นางก็รู้แล้วว่าควรต้องจัดการอย่างไรยามนี้จี้หานอีได้แต่แอบดีใจอยู่เงียบ ๆ แต่ก็เกรงว่าอารมณ์บนใบหน้าจะเปิดเผยจนถูกเสิ่นซื่อจับได้ จึงซุกใบหน้าลงไปในอ้อมอกของเสิ่นซื่ออีกครั้ง ท่าทางดูน้อยเนื้อต่ำใจอย่างถึงที่สุด ทว่าลับหลังกลับลอบฉีกยิ้มกว้างนานแล้วเสิ่นซื่อก้มหน้าลงมองเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างอันขาวผ่องของจี้หานอี แสงสว่างอันอ่อนโยนสาดส่องลงบนแผ่นหลังของนาง ลวดลายบุปผาดูมีชีวิตชีวา เนื้อตัวของนางนั้นทั้งอ่อนนุ่มและหอมกรุ่น กอปรกับการที่นางเป็นฝ่ายซุกตัวเข้าหาอ้อมอกเขาอย่างหาได้ยากยิ่ง หัวใจของเสิ่นซื่อจึงพลันอ่อนยวบลง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ขณะโอบเอวของจี้หานอีไว้ ก่อนก้มหน้าลงคลอเคลียกับเรือน

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 710

    จี้หานอีเดิมทีก็ดูเป็นคนเนิบนาบเรียบง่าย ยามเอ่ยปากเจรจาก็ใช้น้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง ซ้ำเวลาพูดคุยกับบ่าวไพร่ในโรงครัวหน้าตาก็ยิ้มแย้มเสมอ ในช่วงสองวันนี้ ปัญหาและความยากลำบากที่เคยหยิบยกขึ้นมาพูดคุยเมื่อคราวก่อนล้วนได้รับการแก้ไขหมดสิ้น ต่อให้เป็นบ่าวชราฝ่ายล้างจานที่บ่นว่าพวกนางต้องรับผิดชอบเรื่องการหาบน้ำไปกลับจนร่างกายรับไม่ไหว จี้หานอีก็ยังช่วยจัดแจงให้มีบ่าวชายสำหรับหาบน้ำมาคอยดูแลโดยเฉพาะเพียงผ่านไปไม่เกินสามวัน บ่าวไพร่ในโรงครัวต่างก็เกิดความประทับใจที่ดีต่อจี้หานอี เมื่อนึกถึงใจเขาใจเรา และความที่จี้หานอีคอยเอาใจใส่ความยากลำบากของพวกนาง ทุกคนจึงกระตือรือร้นและขยันทำงานกันมากขึ้นยามค่ำคืนเมื่อเสิ่นซื่อกลับมา ก็เห็นเงาของจี้หานอีกำลังก้มหน้าทำงานอยู่ตรงโต๊ะหนังสือข้างหน้าต่างเสิ่นซื่อไพล่มือยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง แม่นมฟางขยับเข้ามาใกล้ก่อนกระซิบ “หลายวันนี้ฮูหยินใส่ใจเรื่องในโรงครัวยิ่ง ยามมีเวลาว่างหากไม่แวะไปเดินดูที่โรงครัว ก็จะคอยเปิดดูสมุดบัญชี ช่วงเย็นหลังทานอาหารเสร็จ ฮูหยินก็ขลุกอยู่แต่ในห้องหนังสือตลอดเลยเจ้าค่ะ”เสิ่นซื่อตวัดสายตาหันไปมองแม่นมฟาง “หากทางฝั่งโ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 709

    ตอนที่จี้หานอีได้ยินคำพูดของพระชายารัชทายาทเมื่อครู่ ก็รู้สึกตกใจเล็กน้อยจริง ๆ การพาเด็กเข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด แต่หากต้องรั้งอยู่ในตำหนักของฮองเฮาเป็นการถาวร เช่นนั้นนางย่อมไม่ยอมแน่แต่นางก็ฟังความหมายของพระชายารัชทายาทออกเช่นกัน น่าจะเป็นเพราะองค์ชายน้อยถูกฮองเฮาอุ้มไป จึงได้หยิบยกเรื่องของนางขึ้นมาบังหน้าเพื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ จี้หานอีรู้ดีว่ายามนี้ตนเองไม่สะดวกเอ่ยปาก จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดคำใดเวลานั้นเองภายในตำหนักก็พลันแว่วเสียงร้องไห้ดังขึ้น ทันทีที่พระชายารัชทายาทได้ยินเสียงร้องก็ร้อนใจยิ่ง รีบลุกขึ้นหมายพุ่งตัวเข้าตำหนักด้านใน แต่ก็ถูกแม่นมข้างกายฮองเฮาขวางไว้เสียก่อนเห็นเพียงฮองเฮาปรายตามองพระชายารัชทายาทด้วยความเรียบเฉย ก่อนขมวดคิ้วกล่าว “อวี้เอ๋อร์เพียงหิว เจ้าร้อนรนไปไย? หรือคิดว่าคนในตำหนักข้าจะดูแลเขาไม่ดี?”“นี่คือหลานชายคนโตของข้า ข้าย่อมต้องดูแลเขาด้วยความเอาใจใส่ เจ้าเลิกวุ่นวายได้แล้ว”เสียงร้องไห้จากตำหนักด้านในยังคงดังให้ได้ยิน ซ้ำยังแว่วเสียงนางกำนัลกำลังหลอกล่อปลอบประโลม ขอบตาของพระชายารัชทายาทเอ่อคลอด้วยหยดน้ำตา ขณะทรุดกายลงคุ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status