ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา의 모든 챕터: 챕터 1 - 챕터 10

276 챕터

บทที่ 1

ค่ำคืนฤดูเหมันต์ ได้ยินเสียงลมพายุหิมะพัดกระหน่ำดังหวีดหวิว คลอด้วยเสียงม่านหน้าต่างถูกลมตีดังพึ่บพั่บจี้หานอีหรี่ตาลง ปลายนิ้วอันเย็นเฉียบเลิกม่านที่ตากลมจนแข็งกระด้างขึ้น สายตามองฝ่าความมืดมิดในคืนหิมะตกหนักออกไปไกล แม้เสียงเกือกม้าที่ควบตะบึงมาจะปะปนไปกับเสียงพายุหิมะฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่นางก็ยังได้ยินพลันมีเสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลังว่า "พี่สะใภ้ ท่านพี่จะมารับพวกเราหรือไม่"จี้หานอีปล่อยม่านลง ไม่ได้ตอบคำ เพียงหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้านางรู้ดี เขาต้องมาแน่ไม่ว่าพายุหิมะจะรุนแรงเพียงใด เขาก็ต้องมาวันนี้ เดิมทีนางไม่ได้คิดติดตามหลี่หมิงโหรวมาที่เรือนน้ำพุร้อนเลย แต่เขากลับกล่าวว่า "หานอี เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของหมิงโหรว หมิงโหรวมีโรคหนาวเข้าแทรก เจ้าควรต้องดูแลนาง"ยามเขาเอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงช่างเย็นชานัก ทั้งยังจัดแจงทุกอย่างไว้เสร็จสรรพคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วเพียงแต่ขณะเดินทางกลับ หิมะตกหนักปิดกั้นถนน ล้อไม้แตกหัก จึงมีรถม้าจำนวนมากติดค้างอยู่กลางทางสารถีขี่ม้ากลับไปส่งข่าว นี่ก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว อีกประเดี๋ยวคงกลับมาเสียงเกือกม้าที่ดังขึ้นเดี๋ยวใก
더 보기

บทที่ 2

พายุหิมะอันหนาวเหน็บนำพาความเย็นเยียบซึมลึกถึงกระดูก จี้หานอีรอจนล่วงเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของราตรี ถ่านไฟในเตาน้อยที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวมอดดับเย็นชืดไปนานแล้ว เหลือเพียงโคมแก้วหลิวหลีบนหลังคารถม้าที่ยังคงส่องแสงวูบไหวลงมาริบหรี่เท่านั้นรถม้าที่ว่าจะมารับนางก็ยังคงไม่มาเสียทีหิมะคืนนี้ตกหนักยิ่ง นางรู้ดีว่าเขาคงไม่มาแล้วยังดีที่แม้ราตรีจะยาวนาน แต่สุดท้ายก็ต้องผันผ่านสู่วันใหม่กระทั่งขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสว่างเรืองรอง รถม้าคันใหม่จึงค่อยเคลื่อนตัวมาถึงอย่างเชื่องช้าสารถีรถม้ารีบวิ่งเข้ามาพลางยื่นเสื้อคลุมขนจิ้งจอกให้แก่นาง พร้อมรายงานว่า "เมื่อคืนหิมะตกหนักเหลือเกินขอรับ หากไม่ใช่เพราะโชคดีพบขุนนางมีกิจด่วนต้องรีบออกจากเมือง จึงสั่งให้คนกวาดหิมะเปิดทาง เกรงว่าป่านนี้ข้าน้อยคงยังมารับฮูหยินน้อยไม่ได้เลยขอรับ""นับว่าโชคดีที่เจอคนเหล่านั้น หาไม่แล้ว หากฮูหยินน้อยต้องติดอยู่ในหิมะจะทำอย่างไร"นิ้วมือของจี้หานอีกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแน่นขึ้น ก่อนหลุบตาลงสารถีรถม้าผู้อยู่นอกหน้าต่างยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไป "เดิมทีข้าน้อยเตรียมเตาอุ่นมือมาด้วย แต่เสียดายที่ป่านนี้คงเย็นชืดไปหมดแล้
더 보기

บทที่ 3

เมื่อหรงชุนผู้ยืนอยู่ด้านหลังจี้หานอีได้ยินคำพูดนี้ ก็ถึงขั้นโกรธจนตัวสั่นไหนเลยหลี่หมิงโหรวจะทนกลิ่นต้นไห่ถังไม่ได้ เป็นนางทนเห็นฮูหยินน้อยมีความสุขไม่ได้ต่างหากยามใดที่เห็นความสัมพันธ์ของฮูหยินน้อยกับนายท่านดีขึ้นสักหน่อย หลี่หมิงโหรวก็เป็นต้องหาทางสร้างปัญหาขึ้นมาเสมอที่ฮูหยินน้อยชอบดอกไห่ถัง ก็เพราะมารดาของนางเคยชอบ ใต้เท้าผู้เป็นบิดาฮูหยินน้อยจึงลงมือปลูกไว้เต็มเรือน และบิดามารดาของนางก็มีวาสนาต่อกันเพราะดอกไห่ถังนี้เองดอกไห่ถังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของฮูหยินน้อย แต่ครั้งนั้นเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของหลี่หมิงโหรว นายท่านก็สั่งให้คนถอนต้นไห่ถังที่ฮูหยินน้อยปลูกกับมือทิ้งหมดสิ้นในวันนั้น ฮูหยินน้อยร่ำไห้ขอร้องให้นายท่านเหลือไว้สักต้น แต่นายท่านกลับไม่แยแส ยังคงสั่งให้คนถอนทิ้งทั้งหมดการขุดเรื่องที่ผ่านไปแล้วเกือบสองปีมาพูดเช่นนี้ ไม่เท่ากับโรยเกลือลงบนแผลของฮูหยินน้อยหรอกหรือจี้หานอีเอียงศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่างปีที่เพิ่งแต่งเข้าสกุลเซี่ยนั้น นางเคยคิดว่าจะได้ครองคู่กับเซี่ยอวี้เหิงด้วยความเคารพรักใคร่เช่นท่านพ่อกับท่านแม่ไปชั่วชีวิตเพราะเซี่ยอวี้เหิงนั้นทั้งสู
더 보기

บทที่ 4

เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ นางก็ชะงักงันเล็กน้อยที่แท้เซี่ยอวี้เหิงก็ไม่ได้มีความสำคัญต่อใจนางแล้ว คำถามเชิงตำหนิเช่นนั้นของเขา นางจึงไม่รู้สึกเสียใจสักนิดเซี่ยอวี้เหิงผู้สุภาพอ่อนโยนดั่งหยกงามในความทรงจำ เซี่ยอวี้เหิงผู้เคยให้คำมั่นสัญญากับนางว่าต่อให้ตระกูลตกต่ำก็ยังยืนยันมาสู่ขอ เซี่ยอวี้เหิงผู้เป็นวิญญูชนแสนเที่ยงธรรมในคำบอกเล่าของผู้อื่น บัดนี้ ไออุ่นสายสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในใจนางได้จางหายไปหมดสิ้นนางเพียงเหม่อลอยไปชั่วครู่ ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเซี่ยอวี้เหิงดังขึ้นอีกครั้ง "หานอี เจ้าควรหัดทำตัวให้สงบนิ่งเช่นหมิงโหรวบ้าง""ไม่ใช่เอาแต่ขลุกอยู่ในเรือนหลัง วันทั้งวันรู้จักแต่หึงหวงริษยา"หลังพูดจบ เขาก็หันกายเดินจากไปจี้หานอีมองตามแผ่นหลังของเซี่ยอวี้เหิงไปในความเงียบ ก่อนจะดึงสายตากลับมาหยิบตำราในมือขึ้นอ่านด้วยท่าทีเรียบเฉยนางแต่งเข้าสกุลเซี่ยมาสามปี ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเรือนหลังเพื่อเขา จัดเตรียมข้าวของทุกอย่างที่เขาจำเป็นต้องใช้ ไม่เคยปล่อยให้เกิดเรื่องจุกจิกกวนใจเขาสักครั้ง แม้แม่สามีจะคอยหาเรื่องตำหนิหรือกลั่นแกล้งในบางครั้ง แต่นางก็ไม่เคยปริปากบ่นให้เขาฟัง
더 보기

บทที่ 5

พายุหิมะในวันนี้ไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรงมากนัก แต่ยามที่จี้หานอีก้าวเท้าเดินออกจากห้อง นางกลับยังคงรู้สึกว่าสายลมที่พัดผ่านกายช่างหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจนางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่างให้แน่นขึ้น สายตามองดูเกล็ดหิมะซึ่งปกคลุมโคมแก้วหลิวหลีจนเลือนราง เลือนรางไม่ต่างไปจากเส้นทางข้างหน้าแม้แต่น้อยช่วงสองวันนี้นางหลินผู้เป็นแม่สามีล้มป่วย คนจากเรือนรองและเรือนที่สามต่างพากันมาเยี่ยมเยียน ตอนที่จี้หานอีไปถึง ในห้องจึงมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมดจี้หานอีปลดสายเสื้อคลุมส่งให้หรงชุน บ่าวอาวุโสด้านข้างช่วยเลิกม่านให้นางเดินเข้าไป เสียงพูดคุยกันอย่างคึกครื้นพลันดังถนัดหู แต่แล้วก็เงียบลงชั่วขณะ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่นางสีหน้าเหล่านั้นดูเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย และไม่อาจนับว่ามีความสนิทสนมอันใดในช่วงสามปีที่นางแต่งเข้ามา คนสกุลเซี่ยล้วนมองนางด้วยสายตาเช่นนี้มาโดยตลอด คล้ายไม่เคยเห็นนางเป็นสะใภ้สกุลเซี่ย จึงยิ่งไม่อาจสนิทใจต่อกันจี้หานอีเดินเข้าไปคารวะนางหลินผู้เป็นแม่สามีด้วยกิริยาปกติเช่นเคยนางหลินกล่าวแสดงความห่วงใยจี้หานอีไม่กี่คำ ถามไถ่อาการป่วยของนางอีกเล็กน้อย ก็บอกให้นางไปนั่
더 보기

บทที่ 6

ใบหน้าของหลี่หมิงโหรวพลันย่ำแย่ลงเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น แม้จี้หานอีเดินจากไปแล้ว นางก็ยังตั้งสติไม่ได้หรงชุนเดินตามติดจี้หานอี ขณะนึกถึงคำพูดของฮูหยินน้อยเมื่อครู่ ก็ให้รู้สึกสะใจขึ้นมาเล็กน้อยแต่นางก็อดกล่าวด้วยความกังวลไม่ได้ "หากนางไปฟ้องนายท่านอีกจะทำอย่างไรเจ้าคะ..."นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย หลี่หมิงโหรวภายนอกดูอ่อนหวานใจดี แต่ลับหลังมักชิงลงมือใส่ร้ายป้ายสีก่อนเสมอ และนายท่านก็เข้าข้างนางมาโดยตลอด ไม่เคยเชื่อฮูหยินน้อยเลยสักครั้งเดิมที จี้หานอีก็ตั้งใจจะพูดเรื่องหย่าขาดกับเซี่ยอวี้เหิงในเร็ววันนี้อยู่แล้ว ต่อให้หลี่หมิงโหรวไปฟ้องเซี่ยอวี้เหิงจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใดนางกับเซี่ยอวี้เหิงนั้น บางทีอาจไม่ได้คู่กันมาตั้งแต่แรกนางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่าง พลางกระซิบ "ไม่ต้องห่วง พวกเรากลับกันก่อนเถิด"ถนนหินเขียวชุ่มชื้นไปด้วยหยดน้ำ ยามชายกระโปรงกวาดผ่าน ก็สะท้อนเงาสีสันอันเลือนรางขณะเดินผ่านป่าไผ่ ก็แว่วเสียงผู้คนพูดคุยกันดังมาจากด้านหน้าว่า "เจ้าดูสิ เมื่อเช้านี้นางไม่กล้าพูดอะไรสักคำ ได้แต่กัดฟันกลืนเลือดลงท้องใช่หรือไม่?""ตอนที่นางแต่งเข้ามา สินเดิมยา
더 보기

บทที่ 7

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเห็นเซี่ยอวี้เหิงและหลี่หมิงโหรวเดินเคียงคู่กัน ในใจของจี้หานอีก็มักเกิดความเจ็บปวดรวดร้าวอยู่เสมอความเจ็บปวดนั้นเกิดจากการที่นางเป็นภรรยาของเซี่ยอวี้เหิงแท้ ๆ แต่กลับต้องยืนมองดูความเหมาะสมระหว่างเซี่ยอวี้เหิงกับหลี่หมิงโหรวเสมือนตนเองเป็นคนนอกและนั่นก็ทำให้นางตระหนักรู้อย่างชัดเจนทุกครั้งว่าตนคือส่วนเกินทว่าบัดนี้ ในใจของจี้หานอีกลับสงบนิ่งดั่งผืนน้ำบางทีนางอาจไม่ได้รักเขามากถึงเพียงนั้น หรือบางที คนที่นางรักอาจเป็นเซี่ยอวี้เหิงผู้เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะแต่งงานกับนางในกาลก่อนต่างหากถ้วยยาอุ่นร้อนในมือยังคงส่งควันลอยกรุ่น กลิ่นขมฝาดลอยอวลอยู่ที่ปลายจมูก จี้หานอีก้มหน้าดื่มยาในถ้วยจนหมด ก่อนวางถ้วยเปล่าไว้ข้างตัวนางยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด เซี่ยอวี้เหิงก็ขมวดคิ้วกล่าวกับนางเสียก่อน ด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแฝงแววตำหนิเช่นเคย "หมิงโหรวพูดกับเจ้าอยู่นะ"จี้หานอีปรายตามองเซี่ยอวี้เหิง แววตาที่เขามองนางช่างดูเย็นชาเสมอ และยามที่มีหลี่หมิงโหรวอยู่ด้วย เขาก็มักขมวดคิ้วตำหนินางเช่นนี้ตลอดมาคล้ายไม่ว่านางทำสิ่งใด ล้วนไม่เคยได้ดั่งใจเขาสักอย่างนางเองก็ขมวดคิ้วมองเซี่ย
더 보기

บทที่ 8

จี้หานอีนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งภายในห้อง เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางอึกอักคล้ายอยากพูดแต่ไม่กล้าพูดของหรงชุน นางก็ยิ้ม "ข้ารู้ว่าเจ้าอยากพูดอะไร"พูดจบ จี้หานอีก็มองดูเงาสะท้อนของตนซึ่งยังคงดูซีดเซียวด้วยพิษไข้ในคันฉ่องทองแดง นางปลดเครื่องประดับบนเรือนผมออก พลางกล่าวเนิบช้า "หรงชุน เจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ข้าเข้าใจดีว่าตนเองกำลังทำสิ่งใด"นางเป็นหลานสะใภ้สกุลเซี่ย ส่วนเซี่ยอวี้เหิงก็เป็นหลานชายคนโตผู้มีอนาคตยาวไกลที่สุดประจำตระกูล จี้หานอีย่อมรู้ดีว่ามีดวงตาหลายคู่กำลังจับจ้องมองมา เพื่อหาโอกาสจับผิดนางก่อนหน้านี้เพื่อความปรองดอง และเพื่อความสงบสุขในเรือนหลัง นางจึงไม่กล้าทำผิด ไม่กล้าระบายอารมณ์ความรู้สึก ได้แต่อดทนอดกลั้นในทุกเรื่อง พยายามประคับประคองความสัมพันธ์กับเซี่ยอวี้เหิงให้ราบรื่น ด้วยเกรงว่าตนจะเป็นตัวถ่วงของเขาแต่ชีวิตที่เหลืออยู่อันหนักอึ้งซึ่งมองเห็นจุดจบได้อย่างง่ายดายนี้ กลับทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายนักหากต้องติดอยู่ในพันธนาการที่ทั้งน่าอึดอัด ไร้กำลัง และว่างเปล่าเช่นนี้ไปชั่วชีวิต นางก็คิดว่า ให้มันจบสิ้นกันไปเสียคงดีกว่าจี้หานอีรู้ดีว่าคืนนี้เซี่ยอวี้เหิงไม
더 보기

บทที่ 9

ยามสาย ท่านหมอยามาตรวจดูรอบหนึ่ง หลังจับชีพจรก็กล่าวว่าอาการโดยรวมดีขึ้นแล้ว เพียงแต่ไอเรื้อรังนั้นหายยาก จำต้องพักรักษาตัวอีกหลายวันจี้หานอีรู้สึกว่าแค่อาการหนาวสั่นจับไข้ทุเลาลงก็ดีมากแล้ว เหลือเพียงอาการไอกำเริบหนักหน่อยในช่วงกลางคืน ส่วนกลางวันนั้นแทบไม่มีอาการเท่าใดทว่าในขณะที่อาการของจี้หานอีเริ่มดีขึ้น อาการป่วยทางฝั่งแม่สามีกลับทรุดหนักลงจี้หานอีย่อมต้องไปปรนนิบัติข้างกายแม่สามี นางหลินอาเจียนไม่หยุด หมอหลวงมาตรวจดูบอกว่าความเย็นกระทบกระเพาะอาหาร จึงจัดเทียบยาให้ บรรดาผู้คนในห้องต่างพากันวุ่นวายโกลาหลคนจากเรือนรองและเรือนที่สามต่างพากันมาแสดงความห่วงใย กลิ่นยาสมุนไพรลอยปะปนไปกับเสียงพูดคุย ทำให้ภายในห้องถูกปกคลุมด้วยความร้อนรุ่มและแออัดจี้หานอีโดนเบียดไปอยู่ด้านข้าง นางรู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย ลมหายใจติดขัดอึดอัดยิ่งยังดีที่คนเหล่านี้เพียงแวะมาถามไถ่อาการพอเป็นพิธี เมื่อเห็นนางหลินอ่อนเพลียเสียจนไม่อยากพูดจา ก็พากันยกขบวนกลับ ภายในห้องจึงว่างเปล่า เหลือเพียงจี้หานอีเฝ้าอยู่ผู้เดียวเท่านั้นพิษไข้ของจี้หานอียังไม่หายดี แต่ก็ต้องมาปรนนิบัติดูแลแม่สามีตลอดช่วงบ่าย
더 보기

บทที่ 10

จี้หานอีส่ายหน้า ไอออกมาเล็กน้อยขณะมองเปลวเทียนที่วูบไหวไม่พูดคำใดจดหมายฉบับนี้เป็นท่านยายส่งมา แจ้งว่านายกองฝ่ายตะวันออกของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจับกุมตัวกู้สวิน ญาติผู้พี่ของนางซึ่งร่ำเรียนอยู่ในสำนักศึกษากั๋วจื่อเจี้ยนและวันนี้ เขาก็ถูกส่งตัวไปที่กองปราบฝ่ายเหนือแล้วส่วนจะได้รับการปฏิบัติเช่นไรในกองปราบฝ่ายเหนือ ไม่ต้องเดาก็รู้ผู้คนต่างทราบดีว่าทัณฑ์ทรมานของกองปราบฝ่ายเหนือนั้น ไม่มีผู้ใดทานทนไหว ไม่นานก็ต้องยอมรับสารภาพ และคนที่ตายในคุกกองปราบก็มีไม่น้อยนางรู้ดีว่าเหตุใดท่านยายถึงร้อนใจส่งจดหมายมาหา เพราะสามีของคุณหนูใหญ่สกุลเซี่ยนามเซี่ยจิ่นก็คือผู้บัญชาการประจำกองปราบฝ่ายเหนือนั่นเองถ้าเขาจะสั่งให้ปล่อยตัวพี่กู้สวิน ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใดจี้หานอีพลันรู้สึกปวดศีรษะ ได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับการที่กู้สวินถูกนายกองจับตัวไป เพียงเพราะลอบวิพากษ์วิจารณ์ตำราพิชัยสงครามค่ายกลและวิชาพยากรณ์ไท่อี่กับผู้อื่นครั้งนี้ จะว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเป็นเรื่องเล็กก็เล็ก ขึ้นอยู่กับว่าเบื้องบนต้องการตัดสินอย่างไรราชสำนักกวดขันตรวจสอบตำราต้องห้ามมาโดยตลอด ผู้ที่ถูกซัดทอดติดร่า
더 보기
이전
123456
...
28
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status