Share

บทที่ 2

Penulis: หยกงาม
พายุหิมะอันหนาวเหน็บนำพาความเย็นเยียบซึมลึกถึงกระดูก จี้หานอีรอจนล่วงเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของราตรี ถ่านไฟในเตาน้อยที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวมอดดับเย็นชืดไปนานแล้ว เหลือเพียงโคมแก้วหลิวหลีบนหลังคารถม้าที่ยังคงส่องแสงวูบไหวลงมาริบหรี่เท่านั้น

รถม้าที่ว่าจะมารับนางก็ยังคงไม่มาเสียที

หิมะคืนนี้ตกหนักยิ่ง นางรู้ดีว่าเขาคงไม่มาแล้ว

ยังดีที่แม้ราตรีจะยาวนาน แต่สุดท้ายก็ต้องผันผ่านสู่วันใหม่

กระทั่งขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสว่างเรืองรอง รถม้าคันใหม่จึงค่อยเคลื่อนตัวมาถึงอย่างเชื่องช้า

สารถีรถม้ารีบวิ่งเข้ามาพลางยื่นเสื้อคลุมขนจิ้งจอกให้แก่นาง พร้อมรายงานว่า "เมื่อคืนหิมะตกหนักเหลือเกินขอรับ หากไม่ใช่เพราะโชคดีพบขุนนางมีกิจด่วนต้องรีบออกจากเมือง จึงสั่งให้คนกวาดหิมะเปิดทาง เกรงว่าป่านนี้ข้าน้อยคงยังมารับฮูหยินน้อยไม่ได้เลยขอรับ"

"นับว่าโชคดีที่เจอคนเหล่านั้น หาไม่แล้ว หากฮูหยินน้อยต้องติดอยู่ในหิมะจะทำอย่างไร"

นิ้วมือของจี้หานอีกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแน่นขึ้น ก่อนหลุบตาลง

สารถีรถม้าผู้อยู่นอกหน้าต่างยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไป "เดิมทีข้าน้อยเตรียมเตาอุ่นมือมาด้วย แต่เสียดายที่ป่านนี้คงเย็นชืดไปหมดแล้วขอรับ"

"ถ่านไฟในรถม้าก็มอดหมดแล้ว ต้องโทษข้าน้อยเองที่ไม่ได้เตรียมมาให้มากหน่อย"

จี้หานอีนั่งฟังอย่างเงียบงัน ไม่ได้ตำหนิสิ่งใด เพียงเลิกม่านขึ้นเท่านั้น

สายลมและหิมะพัดพาเส้นผมของนางยุ่งเหยิง ความขาวโพลนของหิมะที่ปกคลุมทุกสิ่ง ทำให้นางรู้สึกแสบตา

เสียงของสารถีรถม้ายังคงดังไม่ขาดตอน "เมื่อวานนี้หลังนายท่านทราบว่าฮูหยินน้อยกับคุณหนูติดอยู่กลางทางก็ร้อนใจแทบแย่ ตั้งท่าจะมารับพวกท่านให้ได้ นายท่านงานยุ่งถึงเพียงนั้น แต่แทบไม่คิดสนใจงานราชการบ้านเมืองอีก เมื่อคืนกลับ..."

เขาพูดออกมาได้ครึ่งทางก็พลันชะงัก รีบปิดปากเงียบคล้ายนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จากนั้นจึงลอบสังเกตสีหน้าของจี้หานอี

แต่ใบหน้าที่ก้มต่ำของฮูหยินน้อยผู้นี้ยังคงอ่านอารมณ์ไม่ออก เขาได้แต่นึกอยากตบปากตัวเองนัก ทำไมถึงปากมากพูดเรื่องนี้ขึ้นมานะ? สุดท้ายก็รีบวางม้านั่งสำหรับเหยียบลงจากรถม้าโดยเร็ว

จี้หานอีกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกโดยไร้สุ้มเสียง ก่อนก้าวลงจากรถม้า

ยามที่ลงมาจากรถม้าคันที่เสียนั้น นางก็ยกชายกระโปรงขึ้น เหยียบย่ำลงบนพื้นหิมะหนาเตอะ แต่ร่างกายที่แข็งทื่อนั้นไร้ความรู้สึกไปนานแล้ว แม้แต่ความรู้สึกที่เท้าก็ไม่มีเหลือ

หลายครั้งที่เกือบล้มลง แต่ก็ได้หรงชุนผู้อยู่ข้างกายคอยช่วยประคอง

ขอบตาของหรงชุนแดงก่ำ เช่นเดียวกับผู้เป็นนายหญิง นางเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน ไม่มีเสียงก่นด่าสักคำ

ขณะรถม้าแล่นกลับมาถึงจวนสกุลเซี่ย บ่าวชายหน้าประตูก็รีบเข้าไปรับจี้หานอีลงจากรถม้า เมื่อเห็นฮูหยินน้อยผู้เคยมีกิริยาเรียบร้อยงดงาม บัดนี้กลับเดินเหินอย่างยากลำบาก สภาพย่ำแย่ ก็อดมองดูด้วยความเห็นอกเห็นใจไม่ได้

ทั้งที่ไปเรือนน้ำพุร้อนด้วยกันแท้ ๆ แต่นายท่านกลับไปรับคุณหนูคนเดียว ส่วนฮูหยินน้อยต้องติดอยู่กลางหิมะตลอดทั้งคืน

ได้ยินว่าหลังรับคุณหนูกลับมาแล้ว ในจวนยังวุ่นวายกันพักใหญ่ ถึงขั้นเชิญหมอยามาตรวจดูอาการของนาง คล้ายลืมไปแล้วว่าฮูหยินน้อยยังอยู่กลางหิมะอีกทั้งคน

แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผลรองรับอยู่หรอก

คนทั้งจวนในปีนั้น มีใครบ้างไม่คิดว่าผู้ที่จะได้แต่งงานกับนายท่านย่อมต้องเป็นคุณหนู

จี้หานอีไม่ได้สนใจสายตาของผู้ใด นางอดทนเดินโซเซกลับเรือน ฝ่ามือจับอยู่บนข้อมือของหรงชุน ข้อนิ้วซีดขาว ร่างกายโงนเงนแทบทรงตัวไม่อยู่

ถ่านไฟในห้องกำลังลุกโชน แต่จี้หานอีกลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่น เมื่อมองเห็นแสงไฟนั้น นางถึงกับต้องย่อกายลงหน้าเตาถ่านเพื่ออังมือรับความอบอุ่นจากเปลวไฟ

ฝ่ามือของนางกดลงต่ำ แม้เปลวไฟสัมผัสถูกฝ่ามือ นางก็ยังไม่รู้สึกร้อน

ในสมองว่างเปล่าไร้ความคิดอื่นใด ยิ่งไม่มีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ กลับรู้สึกโล่งอกคล้ายได้ปลดเปลื้องภาระหนักอึ้ง

ซ้ำนางยังรู้สึกยินดี ยินดีที่ตนเองตาสว่างในวันที่ยังไม่สายเกินไป

หรงชุนยกน้ำขิงเข้ามาให้จี้หานอีเพื่อเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย เมื่อเห็นฮูหยินน้อยที่ปกติมักให้ความสำคัญกับกิริยามารยาทเสมอมากำลังนั่งห่อกาย ก็ต้องพูดเสียงสะอื้นว่า "ฮูหยินน้อยแช่น้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ ร่างกายจะได้อุ่นขึ้นบ้าง"

จี้หานอีประคองถ้วยน้ำขิง นิ้วมือที่แข็งเกร็งยังคงไร้ความรู้สึก แม้น้ำขิงร้อนแรงจะไหลผ่านลำคอ แต่ร่างกายก็ยังคงหนาวเหน็บอยู่ดี

ทันใดนั้น ม่านประตูพลันถูกใครบางคนเลิกขึ้นด้วยความร้อนรน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าแผ่วเบา หลี่หมิงโหรวเดินเข้ามาสีหน้าเป็นกังวล นางมองดูจี้หานอีผู้นั่งยอง ๆ อยู่หน้าเตาถ่านด้วยความตะลึงงัน ก่อนรีบเข้ามากล่าวว่า "ข้าได้ยินว่าพี่สะใภ้กลับมาแล้ว ท่านป้าให้ข้ามาดูพี่สะใภ้ บอกให้พี่สะใภ้พักผ่อนให้สบาย ยังไม่ต้องไปหาท่านป้าที่เรือนเจ้าค่ะ"

พูดจบ นางก็เข้ามานั่งยอง ๆ ข้างกายจี้หานอี พลางถามด้วยแววตาห่วงใย "พี่สะใภ้คงไม่เป็นไรกระมัง?"

"หลังท่านพี่ส่งข้ากลับมาแล้ว ข้าก็บอกให้ท่านพี่รีบไปรับพี่สะใภ้ทันที แต่ท่านพี่เป็นห่วงสุขภาพของข้าจึงยืนกรานอยู่เป็นเพื่อน ตอนนี้เห็นพี่สะใภ้กลับมาอย่างปลอดภัย ข้าก็โล่งใจแล้วเจ้าค่ะ"

"หากท่านพี่เลิกงานกลับมาเห็นพี่สะใภ้สบายดี ก็คงโล่งใจเช่นกัน"

จี้หานอีเอียงศีรษะเล็กน้อยมองไปทางหลี่หมิงโหรว

เห็นเพียงนางสวมเสื้อคลุมสีเหลืองสวย รอบลำคอประดับด้วยผ้าพันคอขนจิ้งจอก เส้นผมเกล้าเก็บเรียบร้อย ใบหน้าขาวผ่องอมชมพู ไม่มีร่องรอยของการฝ่าพายุหิมะแม้แต่น้อย

ใบหน้าอ่อนเยาว์งดงามนั้น ช่างขาวเนียนกระจ่างใส คล้ายดอกไม้แรกแย้มที่มีหยาดน้ำค้างเกาะพราว ซึ่งได้รับการปกป้องดูแลมาเป็นอย่างดี ทว่าในส่วนลึกของดวงตาที่ดูอ่อนแอแต่ทอประกาย กลับแฝงไว้ด้วยความลำพองใจและความดูแคลนบางเบา

สายตาคู่นั้นคล้ายบอกจี้หานอีอยู่ตลอดเวลาว่า นางไม่มีวันเอาชนะหลี่หมิงโหรวได้

แต่จี้หานอีก็ไม่เคยคิดจะเอาชนะอยู่แล้ว

จี้หานอีละสายตากลับมา ขณะตอบแผ่วเบา "ไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องมาดูข้าหรอก สุขภาพของเจ้าสำคัญกว่า"

พูดจบ จี้หานอีก็ใช้มือยันเข่าลุกขึ้นยืน ก่อนเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้เท้าแขนทางด้านข้าง และเรียกหรงชุนให้ยกน้ำชามาต้อนรับหลี่หมิงโหรว

หลี่หมิงโหรวชะงักไปเล็กน้อยหลังเห็นแววตาอันสงบนิ่งของจี้หานอี นางจินตนาการถึงสีหน้าของจี้หานอีไว้หลายรูปแบบ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะดูสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้

เนื่องจากก่อนหน้านี้ จี้หานอีมักพูดเสมอว่านางยังไม่ออกเรือน ไม่ควรมาใกล้ชิดกับท่านพี่เกินไป สีหน้าท่าทางล้วนแสดงออกชัดว่าไม่ชอบใจและต้องการอบรมสั่งสอน รวมถึงความเจ็บปวดเสียใจที่เคยฉายชัดในแววตา หลี่หมิงโหรวย่อมเคยเห็นมาหมดสิ้น สรุปก็คือจี้หานอีไม่ควรสงบนิ่งเช่นนี้

นางยอมรับ นางชอบมองดูแววตาที่ผิดหวังของจี้หานอี เพราะมันจะทำให้จี้หานอียิ่งเข้าใจแจ่มชัดว่า ในใจของท่านพี่นั้น ผู้ใดสำคัญที่สุด

หากจี้หานอีเป็นคนรู้ความ ก็ควรขอหย่าจากสามี ไม่ใช่ดันทุรังแต่งเข้าสกุลเซี่ย นางละดูแคลนจี้หานอีนัก

ฝืนเด็ดแตงย่อมไม่หวาน เหตุผลง่าย ๆ เพียงเท่านี้ จี้หานอีไม่เข้าใจหรือไร?

หลี่หมิงโหรวนั่งลงบนเก้าอี้เท้าแขนอีกตัว ตวัดสายตามองไปที่จี้หานอีด้วยความดูถูกเหยียดหยาม เห็นเพียงจี้หานอียังคงสวมอาภรณ์สีดำชุดเดิมจากเมื่อวาน ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย ปิ่นปักผมเสียบอยู่ในเรือนผมสีดำขลับ นางนั่งหันข้างก้มหน้าจิบน้ำชา

แสงสว่างจากนอกหน้าต่างตกกระทบลงบนร่างของนาง ผิวพรรณขาวเนียนราวหิมะ คิ้วตางดงามดุจภาพวาด ดูแล้วช่างวางตัวได้เหมาะสมตลอดเวลา

แต่นางก็เหลือเพียงความดูดีภายนอกเท่านี้เอง

ความจริงแล้ว หลี่หมิงโหรวอยากบีบคั้นจี้หานอีให้เสียกิริยา อยากฉีกกระชากหน้ากากจอมปลอมของสตรีที่สามีไม่รักแต่ยังแสร้งทำเป็นสงบนิ่งนั่นทิ้งเสีย

หลี่หมิงโหรวมองด้วยท่าทีเรียบเฉย ก่อนพูดขึ้นอีกครั้ง "ข้าเองก็เป็นห่วงพี่สะใภ้เจ้าค่ะ ร้อนใจอยากรีบมาดูอาการ"

"แต่พี่สะใภ้ดูท่าจะไม่ชอบใจที่ข้ามาพิกล คงเป็นเพราะเมื่อคืนท่านพี่พาข้ากลับมาก่อน ทำให้พี่สะใภ้ไม่พอใจอีกแล้ว ใช่ไหมเจ้าคะ?"

หรงชุนผู้อยู่ด้านข้างย่อมได้ยินคำพูดทำนองนี้จากปากหลี่หมิงโหรวมานับครั้งไม่ถ้วน ภายนอกทำตัวน่าสงสาร แลดูอ่อนแอเปราะบาง และที่นายท่านลำเอียงก็เป็นเรื่องจริง ยิ่งหลี่หมิงโหรวพูดเช่นนี้ ก็จะกลายเป็นว่าฮูหยินน้อยใจแคบ ดูท่านางคงอยากให้นายท่านตำหนิฮูหยินน้อยอีกเป็นแน่

จี้หานอีวางถ้วยชาในมือลง กลิ่นหอมของชาชุนเสวี่ยลอยอบอวล นางมองไปทางหลี่หมิงโหรวแววตาเรียบเฉย น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน "เจ้าไม่ต้องคิดเช่นนั้นหรอก ข้าเพิ่งกลับมา ไอเย็นในกายยังไม่จางหาย ร่างกายเจ้าทนความหนาวเย็นไม่ได้ รีบกลับไปพักผ่อนสักหน่อยเถิด"

"อย่าทำให้พี่ชายเจ้าต้องเป็นห่วงเลย"

วาจาของนางช่างเหมาะสมและสุขุม สีหน้าไม่ได้แสดงความอัปยศที่ถูกทอดทิ้งแม้แต่น้อย

จี้หานอีรู้ดีว่าหลี่หมิงโหรวอยากเห็นสิ่งใด แต่โชคร้ายที่คงไม่มีวันสมปรารถนา

หลี่หมิงโหรวตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ยิ้มกว้าง ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แผ่นหลังที่เหยียดตรงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเสียดายและเย้ยหยัน "ข้าจำได้ว่าปีแรกที่พี่สะใภ้แต่งเข้ามา ท่านเคยปลูกต้นไห่ถังไว้ริมหน้าต่างมากมาย พอถึงเดือนสาม ทิวทัศน์นอกหน้าต่างก็จะงดงามนัก"

พูดจบ นางก็หันกลับมามองจี้หานอี "น่าเสียดาย ข้าทนกลิ่นไห่ถังไม่ได้ ท่านพี่เพราะเห็นแก่ข้า จึงไม่ให้ปลูกต้นไห่ถังในจวนอีก แม้แต่ต้นที่พี่สะใภ้ปลูกไว้ ท่านพี่ก็สั่งให้คนถอนทิ้งไปเสียสิ้น"

"ข้าได้ยินว่าพี่สะใภ้ชอบดอกไห่ถังที่สุด เดือนสามปีนี้คงไม่ได้เห็นเสียแล้ว ไม่ทราบพี่สะใภ้เสียใจหรือไม่?"
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา    บทที่ 5

    พายุหิมะในวันนี้ไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรงมากนัก แต่ยามที่จี้หานอีก้าวเท้าเดินออกจากห้อง นางกลับยังคงรู้สึกว่าสายลมที่พัดผ่านกายช่างหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจนางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่างให้แน่นขึ้น สายตามองดูเกล็ดหิมะซึ่งปกคลุมโคมแก้วหลิวหลีจนเลือนราง เลือนรางไม่ต่างไปจากเส้นทางข้างหน้าแม้แต่น้อยช่วงสองวันนี้นางหลินผู้เป็นแม่สามีล้มป่วย คนจากเรือนรองและเรือนที่สามต่างพากันมาเยี่ยมเยียน ตอนที่จี้หานอีไปถึง ในห้องจึงมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมดจี้หานอีปลดสายเสื้อคลุมส่งให้หรงชุน บ่าวอาวุโสด้านข้างช่วยเลิกม่านให้นางเดินเข้าไป เสียงพูดคุยกันอย่างคึกครื้นพลันดังถนัดหู แต่แล้วก็เงียบลงชั่วขณะ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่นางสีหน้าเหล่านั้นดูเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย และไม่อาจนับว่ามีความสนิทสนมอันใดในช่วงสามปีที่นางแต่งเข้ามา คนสกุลเซี่ยล้วนมองนางด้วยสายตาเช่นนี้มาโดยตลอด คล้ายไม่เคยเห็นนางเป็นสะใภ้สกุลเซี่ย จึงยิ่งไม่อาจสนิทใจต่อกันจี้หานอีเดินเข้าไปคารวะนางหลินผู้เป็นแม่สามีด้วยกิริยาปกติเช่นเคยนางหลินกล่าวแสดงความห่วงใยจี้หานอีไม่กี่คำ ถามไถ่อาการป่วยของนางอีกเล็กน้อย ก็บอกให้นางไปนั่

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา    บทที่ 4

    เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ นางก็ชะงักงันเล็กน้อยที่แท้เซี่ยอวี้เหิงก็ไม่ได้มีความสำคัญต่อใจนางแล้ว คำถามเชิงตำหนิเช่นนั้นของเขา นางจึงไม่รู้สึกเสียใจสักนิดเซี่ยอวี้เหิงผู้สุภาพอ่อนโยนดั่งหยกงามในความทรงจำ เซี่ยอวี้เหิงผู้เคยให้คำมั่นสัญญากับนางว่าต่อให้ตระกูลตกต่ำก็ยังยืนยันมาสู่ขอ เซี่ยอวี้เหิงผู้เป็นวิญญูชนแสนเที่ยงธรรมในคำบอกเล่าของผู้อื่น บัดนี้ ไออุ่นสายสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในใจนางได้จางหายไปหมดสิ้นนางเพียงเหม่อลอยไปชั่วครู่ ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเซี่ยอวี้เหิงดังขึ้นอีกครั้ง "หานอี เจ้าควรหัดทำตัวให้สงบนิ่งเช่นหมิงโหรวบ้าง""ไม่ใช่เอาแต่ขลุกอยู่ในเรือนหลัง วันทั้งวันรู้จักแต่หึงหวงริษยา"หลังพูดจบ เขาก็หันกายเดินจากไปจี้หานอีมองตามแผ่นหลังของเซี่ยอวี้เหิงไปในความเงียบ ก่อนจะดึงสายตากลับมาหยิบตำราในมือขึ้นอ่านด้วยท่าทีเรียบเฉยนางแต่งเข้าสกุลเซี่ยมาสามปี ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเรือนหลังเพื่อเขา จัดเตรียมข้าวของทุกอย่างที่เขาจำเป็นต้องใช้ ไม่เคยปล่อยให้เกิดเรื่องจุกจิกกวนใจเขาสักครั้ง แม้แม่สามีจะคอยหาเรื่องตำหนิหรือกลั่นแกล้งในบางครั้ง แต่นางก็ไม่เคยปริปากบ่นให้เขาฟัง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา    บทที่ 3

    เมื่อหรงชุนผู้ยืนอยู่ด้านหลังจี้หานอีได้ยินคำพูดนี้ ก็ถึงขั้นโกรธจนตัวสั่นไหนเลยหลี่หมิงโหรวจะทนกลิ่นต้นไห่ถังไม่ได้ เป็นนางทนเห็นฮูหยินน้อยมีความสุขไม่ได้ต่างหากยามใดที่เห็นความสัมพันธ์ของฮูหยินน้อยกับนายท่านดีขึ้นสักหน่อย หลี่หมิงโหรวก็เป็นต้องหาทางสร้างปัญหาขึ้นมาเสมอที่ฮูหยินน้อยชอบดอกไห่ถัง ก็เพราะมารดาของนางเคยชอบ ใต้เท้าผู้เป็นบิดาฮูหยินน้อยจึงลงมือปลูกไว้เต็มเรือน และบิดามารดาของนางก็มีวาสนาต่อกันเพราะดอกไห่ถังนี้เองดอกไห่ถังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของฮูหยินน้อย แต่ครั้งนั้นเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของหลี่หมิงโหรว นายท่านก็สั่งให้คนถอนต้นไห่ถังที่ฮูหยินน้อยปลูกกับมือทิ้งหมดสิ้นในวันนั้น ฮูหยินน้อยร่ำไห้ขอร้องให้นายท่านเหลือไว้สักต้น แต่นายท่านกลับไม่แยแส ยังคงสั่งให้คนถอนทิ้งทั้งหมดการขุดเรื่องที่ผ่านไปแล้วเกือบสองปีมาพูดเช่นนี้ ไม่เท่ากับโรยเกลือลงบนแผลของฮูหยินน้อยหรอกหรือจี้หานอีเอียงศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่างปีที่เพิ่งแต่งเข้าสกุลเซี่ยนั้น นางเคยคิดว่าจะได้ครองคู่กับเซี่ยอวี้เหิงด้วยความเคารพรักใคร่เช่นท่านพ่อกับท่านแม่ไปชั่วชีวิตเพราะเซี่ยอวี้เหิงนั้นทั้งสู

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา    บทที่ 2

    พายุหิมะอันหนาวเหน็บนำพาความเย็นเยียบซึมลึกถึงกระดูก จี้หานอีรอจนล่วงเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของราตรี ถ่านไฟในเตาน้อยที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวมอดดับเย็นชืดไปนานแล้ว เหลือเพียงโคมแก้วหลิวหลีบนหลังคารถม้าที่ยังคงส่องแสงวูบไหวลงมาริบหรี่เท่านั้นรถม้าที่ว่าจะมารับนางก็ยังคงไม่มาเสียทีหิมะคืนนี้ตกหนักยิ่ง นางรู้ดีว่าเขาคงไม่มาแล้วยังดีที่แม้ราตรีจะยาวนาน แต่สุดท้ายก็ต้องผันผ่านสู่วันใหม่กระทั่งขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสว่างเรืองรอง รถม้าคันใหม่จึงค่อยเคลื่อนตัวมาถึงอย่างเชื่องช้าสารถีรถม้ารีบวิ่งเข้ามาพลางยื่นเสื้อคลุมขนจิ้งจอกให้แก่นาง พร้อมรายงานว่า "เมื่อคืนหิมะตกหนักเหลือเกินขอรับ หากไม่ใช่เพราะโชคดีพบขุนนางมีกิจด่วนต้องรีบออกจากเมือง จึงสั่งให้คนกวาดหิมะเปิดทาง เกรงว่าป่านนี้ข้าน้อยคงยังมารับฮูหยินน้อยไม่ได้เลยขอรับ""นับว่าโชคดีที่เจอคนเหล่านั้น หาไม่แล้ว หากฮูหยินน้อยต้องติดอยู่ในหิมะจะทำอย่างไร"นิ้วมือของจี้หานอีกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแน่นขึ้น ก่อนหลุบตาลงสารถีรถม้าผู้อยู่นอกหน้าต่างยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไป "เดิมทีข้าน้อยเตรียมเตาอุ่นมือมาด้วย แต่เสียดายที่ป่านนี้คงเย็นชืดไปหมดแล้

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา    บทที่ 1

    ค่ำคืนฤดูเหมันต์ ได้ยินเสียงลมพายุหิมะพัดกระหน่ำดังหวีดหวิว คลอด้วยเสียงม่านหน้าต่างถูกลมตีดังพึ่บพั่บจี้หานอีหรี่ตาลง ปลายนิ้วอันเย็นเฉียบเลิกม่านที่ตากลมจนแข็งกระด้างขึ้น สายตามองฝ่าความมืดมิดในคืนหิมะตกหนักออกไปไกล แม้เสียงเกือกม้าที่ควบตะบึงมาจะปะปนไปกับเสียงพายุหิมะฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่นางก็ยังได้ยินพลันมีเสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลังว่า "พี่สะใภ้ ท่านพี่จะมารับพวกเราหรือไม่"จี้หานอีปล่อยม่านลง ไม่ได้ตอบคำ เพียงหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้านางรู้ดี เขาต้องมาแน่ไม่ว่าพายุหิมะจะรุนแรงเพียงใด เขาก็ต้องมาวันนี้ เดิมทีนางไม่ได้คิดติดตามหลี่หมิงโหรวมาที่เรือนน้ำพุร้อนเลย แต่เขากลับกล่าวว่า "หานอี เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของหมิงโหรว หมิงโหรวมีโรคหนาวเข้าแทรก เจ้าควรต้องดูแลนาง"ยามเขาเอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงช่างเย็นชานัก ทั้งยังจัดแจงทุกอย่างไว้เสร็จสรรพคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วเพียงแต่ขณะเดินทางกลับ หิมะตกหนักปิดกั้นถนน ล้อไม้แตกหัก จึงมีรถม้าจำนวนมากติดค้างอยู่กลางทางสารถีขี่ม้ากลับไปส่งข่าว นี่ก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว อีกประเดี๋ยวคงกลับมาเสียงเกือกม้าที่ดังขึ้นเดี๋ยวใก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status