Se connecterชาติก่อนนางถูกทอดทิ้งและพบกับชะตากรรมอันเลวร้าย ชาตินี้นางจะต้องกอบกู้ตระกูลและกลายเป็นคุณหนูที่รวยที่สุดในเมืองหลวง
Voir plusหากกล่าวถึงตระกูลที่กำลังเป็นที่เลื่องลือของเมืองหลวงในตอนนี้คงจะหนีไม่พ้นตระกูลเฉิน สกุลเฉินเคยเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลมากที่สุดแต่นั่นคงเป็นเหตุการณ์ก่อนที่ผู้นำตระกูลจะเปลี่ยนมือ ในเวลานี้ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูที่เคยมีกลับมลายหายสิ้นภายในเวลาแค่ไม่ถึงปี กลายเป็นเรื่องเล่าตลกขบขันของเหล่าขุนนางและเหล่าประชาชน
สตรีร่างกายซูบผอมนางหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสถานที่ที่นางเคยอาศัยอยู่หลายปี ภาพความทรงจำมากมายกำลังวนเวียนในความคิด แม้ความทรงจำส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่ไม่น่าจดจำก็ตาม แต่ละย่างก้าวทั้งเชื่องช้าและอ้อยอิ่ง ลมหายใจคล้ายจะขาดช่วง
“พวกเราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกัน” เฉินซินหยานทรุดลงนั่งกับพื้นในห้องหนังสือของท่านปู่ที่เขามักจะใช้มันในการทำงานต่างๆมากมาย มือเรียวเอื้อมไปด้านหน้าลูบไล้โต๊ะทำงานของเขาด้วยความระลึกถึงอดีต
“คุณหนูอย่าเสียใจไปเลยนะเจ้าคะ” ซือเจียบ่าวคนสนิทของซินหยานบอกเจ้านายของนางเสียงสั่นเครือ
“เจ้าออกไปก่อนเถิดข้าอยากอยู่ในนี้สักพัก” ซินหยานต้องการที่จะอยู่คนเดียวเพื่อครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา
เมื่ออีกฝ่ายออกไปแล้วน้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลพรากโดยไม่สามารถหยุดมันได้เลย ถึงจะไม่ใช่หลานผู้เป็นที่รักของท่านปู่แต่เขาก็ถือว่าเป็นคนที่มีบุญคุณกับนางไม่น้อยเลย หากในตอนนั้นนางทำอะไรสักอย่างท่านปู่ก็คงจะไม่จากไปก่อนเช่นนี้
ถ้าจะให้หาจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งนี้มันก็คงจะเริ่มตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วท่านปู่ของนางล้มป่วย ในเวลานั้นท่านลุงผู้เป็นบุตรชายคนโตรีบยัดเยียดตัวเองเข้ามาจัดการทุกอย่างเพื่อครอบครองตำแหน่งหัวหน้าตระกูลจนไม่มีใครได้ตั้งตัวทัน
ด้วยความโง่เขลาและความโลภที่มีมากจนควบคุมไม่ได้ของชายผู้นั้นทำให้ตระกูลของนางพังไม่เป็นท่า ทรัพย์สินที่เคยมีมากมายถูกนำไปใช้หนี้พนันและจ่ายให้หนี้สินมหาศาลที่ท่านลุงของนางก่อไว้ กิจการที่มีถูกท่านลุงของนางทำลายจนขาดทุนแทบจะทุกอย่าง จวนที่เคยอาศัยก็ถูกขายเพื่อนำเงินไปใช้หนี้
สุดท้ายแค่ไม่ถึงปีตระกูลที่เคยร่ำรวยและมีอิทธิพลจนเชื้อพระวงศ์ยังต้องยำเกรงและไว้หน้าอยู่หลายส่วนก็พังทลายลงอย่างไม่มีทางให้หวนกลับ
เฉินซินหยานนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความเหนื่อยล้าจากการอดหลับอดนอนมาหลายวันทำให้ร่างบางหลับตาลงทีละนิด ภาพเบื้องหน้าจึงมืดสนิท มือที่เคยจับโต๊ะอยู่ก็ร่วงหล่น นี่คงเป็นความรู้สึกผ่อนคลายครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ท่านปู่จากไป
ซินหยานไม่รู้ว่านางหลับไปนานถึงขนาดไหน นางเพียงรับรู้ได้ถึงแสงสว่างบางอย่างที่พาให้ต้องลืมตาขึ้นมา แต่ก็หลับตาลงอีกครั้งเพราะแสงที่จ้าจนเกินไป
“ซินซิน” เสียงเรียกแผ่วเบาของใครบางคนทำให้เฉินซินหยานชะงัก
เสียงเรียกที่คุ้นเคยแต่ไม่ได้ยินมาเนิ่นนานทำให้ร่างบางเบิกตาโพลง ภาพของคนที่นางคุ้นเคยยืนอยู่เบื้องหน้า ไม่ทันได้คิดอะไรให้มากความซินหยานก็พุ่งตัวไปกอดเขาไว้
“ท่านตา ท่านตาจริงๆด้วย” ซินหยานพึมพำด้วยความดีใจ
น้ำเสียงสั่นเครือของเด็กน้อยทำให้ผู้เป็นตาต้องเป็นกังวล แรงกอดของเด็กตัวเล็กไม่ได้ทำให้เขาอึดอัดแต่อย่างใด แต่เขากลับรู้สึกได้ว่านางกอดเขาไว้สุดแรง เขาจึงยกแขนขึ้นมากอดนางไว้เช่นกัน
“ซินซินของตาบอกตาได้ไหมลูกว่าเป็นอะไร” เขาถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้า ฮึก ข้าไม่ได้เป็นอะไรเจ้าค่ะ”
นางรับรู้ได้ว่าร่างกายของนางมีบางอย่างแปลกไป ส่วนสูงที่เมื่อเทียบกับท่านตาแล้วเขาต้องย่อตัวลงเพื่อกอดนาง
ร่างบางค่อยๆคลายอ้อมกอดออกทีละนิด สายตาของนางมองไปตามเนื้อตัวก็สังเกตได้ว่าขนาดของแขนและขาเล็กกว่าเดิมมากนัก
ถ้านี่คือความฝันแล้วนั้นซินหยานก็อยากจะฝันต่อไปนานๆ ไม่ต้องตื่นขึ้นมาเลยก็ได้
เฉินซินหยานถูกส่งตัวไปอยู่กับท่านตาของนางตั้งแต่อายุห้าขวบเพราะเหตุการณ์บางอย่าง นางจึงผูกพันกับท่านตาเป็นอย่างมาก แต่เมื่ออายุได้สิบสามก็ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงและไม่มีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีกเลย
“ถ้าไม่ได้เป็นอะไรแล้วร้องไห้ทำไมกัน” น้ำเสียงของเขาก็ยังคงอบอุ่นอยู่เสมอไม่ว่าเมื่อใด
“ข้าฝันร้ายเจ้าค่ะ มันเป็นฝันที่น่ากลัวมากจริงๆ” นางพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ น้ำตาที่เคยคลอเคลียก็ถูกเช็ดออกไปจนหมด
“งั้นหรือ เช่นนั้นตาก็คงจะต้องปลอบใจเจ้าเสียหน่อยแล้ว”
“ปลอบใจหรือเจ้าคะ”
“พวกเราไปกินซาลาเปาที่ตลาดกันดีหรือไม่ ร้านโปรดของหลาน”
“อื้อ ! ไปเจ้าค่ะ”
“รอยยิ้มแบบนี้สิถึงจะถูกต้อง” เขาเอื้อมมือไปหยิกแก้มของหลานสาวอย่างเบามือด้วยความเอ็นดู
ถึงแม้ซินหยานจะยังสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เพราะความกลัวว่านี่จะเป็นเพียงแค่ฝันนางจึงตัดสินใจที่จะลืมทุกอย่างไปให้หมดก่อน และใช้เวลาอันมีค่านี้ให้คุ้มค่าที่สุด
สองตาหลานพากันซื้ออาหารและขนมที่ตลาดจนของล้นมือ ท่านตาของนางถึงจะไม่ได้ร่ำรวยเท่าท่านปู่แต่ก็ไม่ได้ขัดสนหรือลำบากอันใดมากมาย แต่คนพวกนั้นกลับรังเกียจที่บ้านฝั่งแม่ของนางไม่ได้ร่ำรวยหรือมีอำนาจเหมือนกับพวกเขา
เมื่อกลับมาถึงบ้านซินหยานก็ต้องหุบยิ้มลงทันที นางคงมีความสุขมากเกินไปจนลืมไปว่าที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงท่านตาของนางแค่คนเดียว
“เจ้าบังคับให้ท่านตาของเจ้าซื้อของให้มากมายขนาดนี้เลยหรือหลานรัก”
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกหนาวเหน็บเย็นยะเยือก หากเป็นเมื่อสิบปีก่อนซินหยานคงกลัวจนร้องไห้ไปแล้ว แต่นางในตอนนี้ไม่ใช่เด็กขี้แยคนนั้นอีกแล้ว ซินหยานเงยหน้าขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายด้วยสายตาท้าทาย
“ท่านน้าสะใภ้มีปัญหาอะไรหรือเจ้าคะ หรือว่าเงินที่ข้าใช้มันเป็นของท่านงั้นหรือ”
เสียงของเด็กน้อยถึงจะไม่ได้ฟังแล้วดูน่าเกรงขามแต่น้ำเสียงและท่าทางของนางกลับทำให้คนฟังชะงัก
“หึ กล้าทำตัวปากเก่งแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”
ถึงจะแปลกใจกับท่าทีของเด็กน้อยตรงหน้าแต่ต่อให้เด็กคนนี้จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่ความจริงที่ซินหยานเป็นเด็กที่โดนบิดาและมารดาทิ้งทำให้เด็กคนนี้ไม่มีคนปกป้องก็ยังไม่หายไป
“ใครมันจะไปปากดีเท่าท่านน้าสะใภ้กัน ข้าไม่กล้าเทียบหรอกเจ้าค่ะ” รอยยิ้มยียวนปรากฏบนใบหน้าจิ้มลิ้ม
“เจ้า ! เจ้ามันก็แค่เด็กกำพร้ากล้าพูดจากับข้าอย่างนี้ได้อย่างไร” นางไม่เคยโดนเด็กนี่แสดงท่าทีแบบนี้ใส่มาก่อนก็เริ่มเก็บอารมณ์ไม่อยู่
“พอๆ พอได้แล้ว หลานก็ตัวแค่นี้จะดุด่าอะไรกันนักหนา” คนเป็นตาที่ทนฟังไม่ไหวก็ยกมือห้าม
“ท่านพ่อเข้าข้างนางเด็กกำพร้าคนนี้หรือเจ้าคะ ถึงข้าจะเป็นลูกสะใภ้ของท่านแต่ท่านอย่าลืมสิว่าท่านพ่อของข้าเป็นใคร”
เฉินซินหยานตวัดสายตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาแข็งกร้าว เป็นแบบนี้ทุกครั้งไป พอมีเรื่องอะไรก็ยกบ้านตัวเองมาขู่ตลอด คิดว่าท่านตากลัวหรือไงกัน ท่านตาของนางแค่ไม่อยากให้มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันก็แค่นั้น
“หลานก็ตัวแค่นี้เจ้าจะอะไรกับเด็กนักหนา เจ้าเข้าห้องไปก่อนแล้วกันซินซิน” ประโยคหลังเขาหันไปพูดกับหลานสาวให้นางหลบหน้าไปก่อน
ซินหยานยอมทำตามแต่โดยดี แต่ก็ยังไม่พ้นที่จะจ้องน้าสะใภ้ของนางเขม็ง จนอีกฝ่ายทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามาหานางแต่ท่านตาก็ห้ามไว้
ก่อนจะเปิดประตูห้องโถงกลางบ้านเพื่อกลับไปยังห้องของตัวเองซินหยานก็หันหน้ากลับมาหาน้าสะใภ้ของนางอีกครั้ง ซินหยานทำท่าแลบลิ้นล้อเลียนทำให้อีกฝ่ายโมโหและโวยวายชี้หน้านางราวกับจะกินเลือดกันเนื้อให้ได้
บทส่งท้าย เป็นระยะเวลากว่าสี่ปีที่ซินหยานแต่งงานกับสามีอันเป็นที่รัก เขายังคงดีต่อนางสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปร ยิ่งทวีความรักมากขึ้นเมื่อนางได้ให้กำเนิดเจ้าตัวน้อยทั้งสองคน “เจ้าก็รักแต่เจ้าใหญ่ยัยหนูรองน้อยใจแย่” คนเป็นพ่ออุ้มลูกสาวคนเล็กเอาไว้ในอ้อมอกและตระกองกอดไว้ด้วยความรักแสนทะนุถนอม “แอ้” เจ้าตัวน้อยที่อายุได้เพียงหกเดือนร้องอ้อแอ้และแย้มยิ้มให้พ่อจนเห็นเหงือกสีชมพู ดวงตากลมโตราวกับถอดแบบมารดาออกมาจ้องมองใบหน้าคมของบิดาด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ท่านก็เอาแต่เล่นกับยัยหนูรองจนลืมเจ้าใหญ่เหมือนกันนั่นแหละ” ซินหยานหันไปมองค้อนสามีที่ชอบเข้มงวดกับบุตรชาย แต่กับบุตรสาวเขาทะนุถนอมและตามใจยิ่งกว่าพวกองค์หญิงในวังหลวงเสียอีก พอได้มาเป็นแม่คนครั้งแรกซินหยานก็คิดอะไรได้หลายๆอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของท่านแม่ นางเคยคิดว่าที่ท่านแม่ทำไปเพราะรักแต่นั่นเป็นความคิดเพ้อฝันเข้าข้างตัวเองของนาง ความรักที่ซินหยานมีให้ลูกนั้นแตกต่างจากที่เคยได้รับจากมารดาโดยสิ้นเชิง ตอ
บทที่ 177 ครอบครัวสุขสันต์ วันนี้ถือเป็นวันพิเศษต้นวสันตฤดูแสงแดดอ่อนๆทอผ่านกิ่งไม้ ใบไม้เขียวขจีพัดไหวเบาๆตามแรงลมที่พัดโชย กลิ่นดอกไม้ที่บานสะพรั่งอบอวลในอากาศ เสียงนกร้องคลอเบา ๆ เป็นทำนองแห่งธรรมชาติ ยามเช้าหลังจากที่เรื่องเลวร้ายทั้งหมดทั้งมวลถูกกาลเวลาพัดพาออกไป ครอบครัวสกุลเฉินนั่งทานข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา เสียงพูดคุยหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ ซินหยานเฝ้ามองทุกคนด้วยใจที่รู้สึกอบอุ่นและอิ่มเอมกว่าครั้งไหนๆ นางได้ย้อนกลับมาแก้ไขทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ช่วยแคว้นไว้ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนางสามารถช่วยทุกคนในครอบครัวเอาไว้ได้ ไม่มีใครล้มหายตายจากถึงแม้ระหว่างทางจะมีเรื่องให้ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่บ่อยครั้ง เพี๊ยะ ! ร่างบางตีมือของพี่ชายคนโตของบ้านที่กำนั่งแย่งน่องไก่ชิ้นสุดท้ายไป เขามองนางตาขวาง แต่เมื่อเห็นสายตาคู่คมที่จ้องมองเขาราวกับศัตรูของคนที่อยู่ข้างกายนางเจียเผิงก็ยอมปล่อยน่องไก่ชิ้นนั้นไป “หึ ถือว่ามีคนปกป้องแล้วจะรังแกข้ายังไงก็ได้หรือไง” เจียเผิงบ่นเสียงเบาไม่กล้าพูดให้อีกฝั่งได้ยิน
บทที่ 176 ไม่มีทางเอาชนะได้ “พาเสด็จพ่อของเจ้าไปที่ห้องทรงพระอักษร” ท่านน้าขององค์ชายรองกล่าวและเดินไปรอที่ห้องนั้นตามคำของตน สารสละราชสมบัติถูกวางเอาไว้พร้อมกับแต่งตั้งองค์ชายรองขึ้นแทนฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระองค์มองสิ่งเหล่านั้นด้วยความทอดถอนใจมิได้เกรงกลัวต่อการข่มขู่ของคนทั้งสอง คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายจะมาหวาดกลัวกับเรื่องแค่นี้ได้อย่างไร และทุกอย่างก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องมีจุดจบเช่นไร เขาไม่ใช่กษัตริย์ที่หลงมัวเมาในอำนาจห่วงก็แต่เพียงคนที่ขึ้นมาแทนที่คนต่อไปจะรักแคว้นและทำเพื่อแคว้นได้ไม่เท่าที่เขาทำ พระองค์ทรงประทับตามที่พระโอรสบอก มือก็คว้าตราประทับมาจับเอาไว้มั่น ในพระทัยก็ได้แต่ภาวนาว่าโอรสจะเปลี่ยนใจ “เจ้ามั่นใจแล้วนะว่าต้องการเช่นนี้” พระองค์ทรงใช้วาจาธรรมดากับโอรสองค์รอง ในที่นี้มีเพียงแค่พ่อกับลูกมิใช่กษัตริย์และพระโอรสผู้ยิ่งใหญ่ “ลูก...กระหม่อม” องค์ชายรองตัวสั่นและไม่กล้ากล่าวสิ่งใด “เจ้าอย่ามาพูดให้มากความ หน้าที่ของเจ้าตอนนี้คือต้องประทับสารสละราชสมบัติ
บทที่ 175 คำสารภาพใต้แสงจันทร์ ลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดไว้เพียงครึ่ง ทุกอย่างรอบกายสงบนิ่งมีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมที่ปะทะกับต้นไม้ด้านนอก อากาศเย็นเฉียบราวกับจงใจให้ร่างบางต้องขยับตัวเข้าหาอ้อมกอดแสนอบอุ่นของเขา มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากข้างเตียงที่ทำให้นางมองเห็นใบหน้าคมที่กำลังทำหน้าจริงจัง คำพูดที่เหมือนกับหยุดทุกสิ่งรอบกายของเขาทำให้ซินหยานแทบจะวิญญาณหลุดจากร่าง แค่เขาถามนางว่าอยากอยู่กับเขาไปทั้งชีวิตหรือไม่ในใจมันก็กู่ร้องกังวาน “ข้าพูดจริงๆนะซินหยาน” เขาเน้นย้ำคำพูดของตนเมื่อนางนิ่งเงียบไป จุดประสงค์แรกที่มาหานางนั้นไม่ได้มาเพื่อทำเรื่องนี้ แต่เมื่อได้สวมกอดนางเอาไว้เขาก็รู้ตัวทันทีว่าชีวิตเขาขาดนางไปไม่ได้อีกแล้ว หากไม่รีบก็อาจจะช้าเกินไป เขาจะปล่อยให้นางหลุดมือไปไม่ได้ “ท่านชอบข้าหรือ” ซินหยานถามด้วยสีหน้าสับสน นางรู้ตัวว่าชอบเขามาก แต่ไม่เคยนึกถึงอีกฝ่ายเลยว่าจะชอบนางเหมือนกันหรือไม่ เพราะความไม่ประสาในเรื่องความรักทำให้ซินหยานไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร คำถามง่ายๆสั้นๆแต่ทำให้เข
บทที่ 84 ผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือ “ท่านปู่ กระดาษของข้าล่ะเจ้าคะ” ซินหยานกำลังนั่งอยู่บนรถม้ากับท่านปู่ของนางเพื่อเดินทางไปตลาด แต่เส้นทางที่รถม้าวิ่งผ่านกลับเป็นคนละทางกัน นางจึงทักท้วงพร้อมกับเขย่าแขนท่านปู่ของนาง “กระดาษปู่สั่งให้คนไปซื้อแล้ว” เขาตอบนางเพี
บทที่ 68 คำขอร้องครั้งแรก วันที่ต้องนั่งรวมตัวกินข้าวร่วมโต๊ะดำเนินมาถึงอีกครั้ง หลังจากที่ซินหยานโดนเจียเผิงตบหน้านี่ก็เป็นการพบหน้ากันครั้งแรก นางไม่มีความประหม่าเลยแม้แต่น้อย อันที่จริงนางพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม ถึงเวลาแล้วที่ซินหยานจะเริ่มเงยหน้าขึ้นต่อสู้กับคนพวกนั้น
บทที่ 67 คนนอกยังมองออก รอยแผลที่มุมปากหยักยังคงชัดเจนต่อให้ผ่านมาแล้วหนึ่งวัน ซินหยานถือกระจกในมือเพื่อสำรวจใบหน้าของนาง แม้กระทั่งรอยช้ำยังเป็นรูปฝ่ามือของเจียเผิง นี่เขาตบนางแรงขนาดนี้เลยหรือ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผิวของนางที่ขาวสว่างเมื่อเกิดรอยก็จะเห็นได้ชัดเจน
บทที่ 62 แค่หยอกล้อ ภายใต้บรรยากาศการเรียนที่กำลังวุ่นวายเพราะการเรียนวันนี้เป็นแบบถามตอบ ท่านอาจารย์จะถามคำถามและให้ทุกคนแสดงความเห็น มีเพียงเฉินซินหยานที่นั่งหน้ามุ่ยตั้งแต่เช้าที่เดินทางมาถึงโถงศึกษา ปกติซินหยานมักจะยกมือตอบคำถามอยู่บ่อยๆ นางสนุกกับการเรียนมากขึ้นเรื่อยๆไ


















commentaires