Masuk"ข้าเองก็จะได้อุ้มเจ้าหลานชายจ้ำม่ำเร็วขึ้นด้วย"จี้หานอีได้ยินดังนั้นก็พลันหน้าร้อนผ่าว เสิ่นซื่อถึงกับกล้ากล่าวถ้อยคำเช่นนี้ต่อฮูหยินผู้เฒ่าเชียวหรือ และฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็มีแววตาเปี่ยมด้วยความยินดี ราวกับปรารถนาให้นางกับเสิ่นซื่อเป็นเช่นนั้นใจจะขาดผู้คนที่อยู่เต็มห้องต่างพากันจับจ้องนาง จี้หานอีไม่รู้จริง ๆ ว่าควรตอบรับถ้อยคำนี้อย่างไร จึงก้มหน้าลง แสร้งทำเป็นเอียงอายเล็กน้อยฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นสั่งให้หญิงรับใช้สูงวัยข้างกายไปยกน้ำแกงบำรุงมาให้ ก่อนจะหันมากล่าวกับจี้หานอีว่า "ยาชุดนี้ข้าให้คนไปสืบหามา เห็นว่าได้ผลชะงัดนัก เจ้าก็ลองดูเถิด"ชามน้ำแกงสมุนไพรถูกยกมาส่งให้อย่างรวดเร็ว กลิ่นยาขมฝาดเตะจมูกชวนให้พะอืดพะอม จี้หานอีรับมาด้วยความลำบากใจ เดิมทีนางไม่คิดจะดื่ม แต่เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นผู้อยู่ข้างกายกำลังมองมาด้วยรอยยิ้ม กอปรกับนางไป๋ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ยิ้มกล่าวกับนางว่า "น้องสะใภ้ อย่าได้ปฏิเสธน้ำใจท่านแม่เลยนะ""ได้ยินมาว่าหากดื่มน้ำแกงสมุนไพรนี้ ครรภ์แรกก็จะได้บุตรชายด้วย"จี้หานอีไม่ได้ปักใจเชื่อเรื่องนั้นเท่าใดนัก แต่ยามนี้นางตระหนักดีว่าไม่อาจขัดศรัทธาผู้อื่น แ
จี้หานอีมองดูแผ่นหลังของเสิ่นซื่อ ในใจนึกอยากหยิบหมอนข้างกายปาใส่เขาเสียเหลือเกินแต่เมื่อลองตรองดูอีกที การกระทำเช่นนั้นช่างขัดกับนิสัยของตนเองนัก ซ้ำยังเกรงว่าบรรดาบ่าวไพร่จะนำไปนินทา จึงทำได้เพียงข่มกลั้นความขุ่นเคืองหยัดกายลุกขึ้นนั่งนางพลันนึกขึ้นได้ว่าแค่เสิ่นซื่อไม่ให้นางอ่าน นางก็ต้องไม่อ่านตามนั้นหรือ เป็นเขาเองที่เอาแต่ใจและเผด็จการโดยไร้เหตุผล เช่นนั้นนางก็ยิ่งจะอ่านให้จงได้ จึงเรียกหรงชุนเข้ามาหา สั่งความให้อีกประเดี๋ยวออกไปหาซื้อมาอ่านต่อหรงชุนเองก็อยากรู้ใจแทบขาดว่าสุดท้ายแล้วแม่หม้ายหลี่จะเลือกผู้ใด มิเช่นนั้นคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ นางจึงรับคำทันทีเวลานี้ภายในใจของจี้หานอีถึงค่อยรู้สึกดีขึ้นบ้าง ประกอบกับนึกขึ้นได้ว่าในเมื่อเสิ่นซื่อไปแจ้งแก่แม่สามีแล้วว่านางจะไม่ไปคารวะยามเช้า จึงล้มตัวลงนอนต่อด้วยความสบายใจความจริงตอนที่ล้มตัวลงนอนจี้หานอีก็หวนคิดว่า เมื่อคืนนี้เพื่อทำตัวแง่งอนใส่เสิ่นซื่อ กลางดึกนางถึงกับดิ้นรนให้หลุดพ้นจากอ้อมกอดของเขา แต่เสิ่นซื่อกลับหลับสนิท ไม่รู้สึกรู้สาแม้แต่น้อย ซ้ำยังนอนหลับไปจนถึงรุ่งสาง กลับกลายเป็นตัวนางเองที่เอาแต่นอนพลิกไปพลิกมาจน
จี้หานอีช้อนดวงตาอันฉ่ำน้ำขึ้นมองเสิ่นซื่อ เสียงของนางแผ่วเบา "ก็แค่หนังสือนิยายเล่มหนึ่ง แล้วเหตุใดท่านถึงต้องโยนทิ้งด้วยเล่า?"เสิ่นซื่อนิ่งเงียบ ก่อนพูดอย่างเนิบช้า "หานอี หากเจ้าต้องการเหตุผลให้ได้ ย่อมเป็นเพราะข้าไม่ชอบให้เจ้าอ่านนิยายพวกนั้น"จี้หานอีเหม่อมองดวงตาของเสิ่นซื่อผู้กำลังมองมา อารมณ์ของเสิ่นซื่อมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ คล้ายคลึงกับยามที่เขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มไม่มีผิดหากเสิ่นซื่อบอกว่าไม่ได้ เขาก็คร้านจะอธิบายเหตุผล และสิ่งที่เขากล่าวย่อมต้องถูกเสมอเขาจัดการทุกสิ่ง ควบคุมทุกอย่าง ไม่เคยแยแสผู้ใด และยิ่งคร้านที่จะรับฟังคำพูดของใครทั้งสิ้นจี้หานอีรู้สึกว่าการที่ตนเองหลั่งน้ำตาต่อหน้าเสิ่นซื่อนั้นช่างไม่เอาไหนยิ่งเสิ่นซื่อเห็นจี้หานอีไม่ยอมตอบคำใด หยดน้ำตากลิ้งลงไปตามเส้นผมข้างขมับยามที่นางหลับตาลง ใบหน้าอันขาวผ่องหมดจดเปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตา เขายื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้นางจนสะอาด ก่อนขยับเข้าไปกอดจี้หานอีไว้ในอ้อมอกหัวใจของเขาคล้ายถูกบีบรัด ทรมานจนปวดร้าวเหลือทนเขาตบแผ่นหลังของจี้หานอีเบา ๆ "มะรืนนี้ข้าพอจะมีเวลาว่าง ถึงตอนนั้นข้าจะพาเจ้าออกไปเดินเล่นข้างนอกแล้ว
จี้หานอีมองดูแผ่นหลังของเสิ่นซื่อ ด้วยคิดว่าเสิ่นซื่อมักจะมีเหตุผลของเขาเสมอ จึงก้าวเดินตามหลังเขาไปทว่าใครจะคาดคิด พอเดินตามเสิ่นซื่อเข้าไปในห้องนอน ก็พลันได้ยินเขาพูดขึ้นว่า "หนังสือเล่มนั้นไม่ต้องอ่านแล้ว"จี้หานอีชะงักงันไปเล็กน้อย ไม่เข้าใจความหมายของเสิ่นซื่อ หนังสือเล่มนั้นมีคนอ่านตั้งมากมาย แล้วเหตุใดนางถึงอ่านไม่ได้เล่านางพยายามอธิบายความคิดของตนเองให้เสิ่นซื่อฟัง การอ่านหนังสือนิยายไม่ได้ผิดกฎบ้านเมืองเสียหน่อย นางก็แค่อ่านฆ่าเวลา ซ้ำยังรอคอยที่จะได้อ่านตอนจบ ทั้งยังเดิมพันกับหรงชุนไว้ตั้งสิบตำลึง ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงลุ้นระทึก หากไม่ให้อ่านตอนนี้ ย่อมทรมานใจแสนสาหัสเสิ่นซื่อนั่งลงบนขอบเตียง ขณะชำเลืองมองคนที่เดินเข้ามาใกล้ด้วยความเกียจคร้าน ครั้นเห็นท่าทางแง่งอนของจี้หานอีในใจก็พลันรู้สึกว่าน่าเอ็นดูนัก แต่เขากลับไม่คิดอธิบายเหตุผลใด ๆเขาเพียงจ้องมองนางพลางกล่าว "หนังสือในหอตำราของข้ามีตั้งมากมาย ยังไม่พอให้เจ้าอ่านอีกหรือ?"จี้หานอีเบิกตาโตจ้องมองเสิ่นซื่อ สุดท้ายการที่คืนนี้เขาพานางไปหอตำรา ก็เพราะต้องการให้นางอ่านแค่หนังสือในนั้นสินะจี้หานอีรู้สึกว่าเรื่องนี้ช
จี้หานอียังคงรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้างหากไม่นึกรังเกียจ แล้วเหตุใดในอดีตทุกครั้งที่เขามองนาง จึงแสดงท่าทีคล้ายไม่สบอารมณ์อยู่ร่ำไปพลันได้ยินเสิ่นซื่อกล่าวอีกว่า “ทัศนียภาพที่มองจากตรงนี้งดงามยิ่ง ในเมื่อเจ้าชอบอ่านหนังสือ วันหน้าก็แวะมานั่งเล่นที่นี่ให้บ่อยขึ้นเถิด”จี้หานอีถามด้วยความไม่แน่ใจนัก “ข้าสามารถมาที่นี่ได้จริงหรือเจ้าคะ?”ในความทรงจำของนาง สถานที่แห่งนี้นับเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเสิ่นซื่อโดยเฉพาะ ได้ยินว่าแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็ยังไม่อาจย่างกรายเข้ามา ซ้ำตรงทางเข้าก็ยังมีคนคอยเฝ้ายามตลอดเวลาในอดีตแม้นางจะเข้าออกห้องหนังสือของเสิ่นซื่อได้ตามใจชอบ แต่สำหรับที่แห่งนี้นางกลับไม่เคยได้มาเยือนสักครั้งเสิ่นซื่อมองนาง “เจ้าย่อมมาได้อยู่แล้ว บัดนี้เจ้าเป็นภรรยาของข้า สถานที่ใดที่ข้าไปได้ ย่อมเป็นสถานที่ที่เจ้าก็ไปได้เช่นกัน”กล่าวพลางเสิ่นซื่อก็มองจี้หานอีด้วยแววตาล้ำลึกอีกครั้ง “ตำราที่นี่หากเทียบกับพวกหนังสือประโลมโลกที่เจ้าชอบอ่าน ก็นับว่ามีค่าควรเมืองและน่าอ่านกว่ามากนัก”จี้หานอีพลันเข้าใจความหมายทันที ถ้อยคำนี้ของเสิ่นซื่อกำลังตำหนิว่าการที่นางอ่านนิยายประโลมโลกนั้
เรื่องราวตอนตกน้ำในปีนั้น สำหรับจี้หานอีนับว่าเป็นอดีตที่ค่อนข้างยาวไกลทีเดียวนางถึงขั้นนึกถึงมันอย่างเลือนรางอยู่เสมอ แม้บอกว่าภาพสุดท้ายที่เห็นก็เป็นเสิ่นซื่อ แต่ในใจกลับยังคงไม่ชัดเจนอยู่ดีความทรงจำเกี่ยวกับเสิ่นซื่อในเหตุการณ์ครั้งนั้นช่างเลือนราง เลือนรางเสียจนราวกับว่าเขาไม่เคยปรากฏตัวเลยด้วยซ้ำจี้หานอีหันกลับไปมองเสิ่นซื่อ ชายหนุ่มกำลังยืนอยู่ด้านหลังนางในระยะห่างเพียงหนึ่งก้าว นัยน์ตาสีดำขลับจ้องมองนางพลางถาม “เจ้ายังจำได้หรือไม่”จี้หานอีส่ายหน้า “เรื่องหลังจากตกน้ำไปแล้ว จำไม่ได้เลยเจ้าค่ะ”ภายในใจนางเกิดความลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็อดถามถึงความสงสัยในอดีตขึ้นมาไม่ได้ “หลังจากนั้น ท่านพี่ก็คล้ายไม่อยากพบหน้าข้าอีก”เสิ่นซื่อปรายตามองจี้หานอี “ก็แค่ไม่อยากพบเจ้าเท่านั้น”ในเวลานั้นเสิ่นซื่อปล่อยมือไปแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องพบนางอีกจี้หานอีถามต่อ “เหตุใดถึงไม่อยากพบหรือเจ้าคะ?”เสิ่นซื่อหมุนตัวเดินไปหยุดอยู่ข้างหน้าต่างของหอสูง น้ำเสียงเรียบเฉยยิ่ง “น่ารำคาญ”จี้หานอีเหม่อมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเสิ่นซื่อ การที่เสิ่นซื่อบอกว่านางน่ารำคาญก็คล้ายจะเป็นเช่นนั้นจริง







