เข้าสู่ระบบ"ข้าเหนื่อยแล้ว ขอยื่นใบลาออกล่วงหน้าสามสิบวันเจ้าค่ะ!" "เหนื่อยก็พักเถิด งานในจวนข้าจะให้พ่อบ้านจัดการแทน" "มิใช่เจ้าค่ะ! ข้าหมายถึงลาออกจากการเป็นภรรยาท่าน หย่า! เลิกรา! แยกย้าย!" สิ้นคำอธิบายของภรรยา กระดาษในมือของท่านแม่ทัพก็ถูกขยำจนแหลกละเอียด ร่างสูงผุดลุกขึ้นตวาดลั่นจนจวนแทบแตก "หย่ารึ? ไอ้ใบลาออกบ้าบอนี่ข้าไม่อนุมัติ! เล่อซาน! สั่งทหารร้อยนายมาปิดประตูจวนเดี๋ยวนี้ หากข้าไม่สั่ง ห้ามฮูหยินก้าวเท้าออกไปแม้แต่ครึ่งก้าว!"
ดูเพิ่มเติมกาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน วสันตฤดูที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกเหมยได้ผ่านพ้นไป ผลัดเปลี่ยนเข้าสู่คิมหันตฤดูที่แสงตะวันเจิดจ้าและต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีไปทั่วทั้งเมืองหลวงรุ่ยอาน นับตั้งแต่วันที่หลี่มู่หรงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นอี้ผิ่นกั๋วฟูเหริน เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปถึงสามปีเต็ม กิจการของสมาคมการค้าหลวงและจวนหนิงหย่วนโหวเจริญรุ่งเรืองจนแทบจะกลายเป็นเสาหลักแห่งเศรษฐกิจของแผ่นดินหลีซางทว่าในเวลานี้ สิ่งที่ทำให้ผู้คนในจวนหนิงหย่วนโหววุ่นวายและตื่นเต้นที่สุดหาใช่ยอดผลกำไรในสมุดบัญชี ทว่าคือครรภ์แฝดของฮูหยินโหวที่บัดนี้ขยายใหญ่จนใกล้จะถึงกำหนดคลอดเต็มที!ยามโฉ่ว ท้องฟ้ายังคงมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวที่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว ทว่าภายในเรือนอวิ๋นลั่วกลับสว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมไฟนับสิบดวง เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่เดินขวักไขว่ไปมาอย่างเร่งรีบ สาวใช้หลายคนยกอ่างน้ำร้อนและผ้าสะอาดเดินเข้าออกห้องนอนใหญ่อย่างไม่ขาดสาย บรรยากาศตึงเครียดเสียยิ่งกว่ายามที่กองทัพฉีหลินเตรียมตัวออกศึก“โอ๊ย...” เสียงครางแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวดดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มที่บัดนี้ซีดเผือดบนเตียงไม้หลังใหญ่ หลี่
เมื่อกาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ลมเหมันต์พัดผ่าน วสันตฤดูนำพาความอบอุ่นเข้าสู่แผ่นดินหลีซาง แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมากระทบผืนหลังคาของพระราชวังหลวงจนส่องประกายเรืองรองราวกับเกล็ดมังกรสวรรค์ ต้นหลิวริมสระน้ำผลิใบอ่อนสีเขียวขจีลู่ลมพลิ้วไหว ดอกท้อและดอกเหมยเบ่งบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งเมืองหลวง ณ ประตูเมืองทางทิศเหนือ เสียงแตรเขาสัตว์และเสียงกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ทว่ามิใช่เสียงแห่งการประกาศสงคราม หากแต่เป็นเสียงแห่งการเฉลิมฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคว้นหลีซาง ธงประจำกองทัพฉีหลินโบกสะบัดอย่างสง่างามท่ามกลางสายลม นำหน้าขบวนทัพที่ก้าวเข้าสู่เมืองหลวงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทหารทุกนายยืดอกอย่างภาคภูมิ แววตาเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมและเกียรติยศที่ได้รับมาด้านหน้าขบวน เซี่ยอวิ๋นเจิงในชุดเกราะสีเงินสลักลายพยัคฆ์คำราม นั่งหลังตรงตระหง่านอยู่บนอาชาศึกสีนิล กลิ่นอายของแม่ทัพผู้เกรียงไกรแผ่ซ่านจนผู้คนที่มารอรับสองข้างทางต่างพากันโห่ร้องสรรเสริญด้วยความเคารพ ทว่าสิ่งที่ทำให้ชาวเมืองตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าอำนาจทางการทหาร คือขบวนม้าศึกสายพันธุ์ดีจากทุ่งหญ้าเป่ยโม
ทางฝั่งเหนือของลานกว้าง ฝุ่นควันสายหนึ่งลอยตลบขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับเสียงควบม้าอันดุดันของกลุ่มนักรบชนเผ่าเป่ยโม่นับร้อยคนที่มุ่งหน้าตรงเข้ามา ผู้เป็นหัวหน้าคือบุรุษร่างสูงใหญ่ล่ำสัน สวมชุดหนังสัตว์หยาบๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราดกหนา ดวงตาคมดุจเหยี่ยวทะเลทราย เขาคืออู่ลู่ข่าน ข่านน้อยแห่งเผ่าเป่ยโม่ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความห้าวหาญและไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดเมื่ออู่ลู่ข่านคว้าบังเหียนให้ม้าหยุดลงเบื้องหน้าป้อมปราการ เขากวาดสายตามองแถวทหารฉีหลินที่ยืนตระหง่านดุจกำแพงเหล็กกล้า ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะ “ข้าได้ยินข่าวว่า แม่ทัพใหญ่แห่งหลีซางผู้โหดเหี้ยม มิได้ยกทัพมาเพื่อทำศึก ทว่ากลับขนเกวียนสินค้ามาเพื่อขอเจรจาค้าขายกับพวกเราชาวทุ่งหญ้า ข้าใคร่อยากรู้นักว่า นี่คือเล่ห์กลอันใดของพวกเจ้ากันแน่!”เซี่ยอวิ๋นเจิงขี่ม้าออกไปเบื้องหน้าเพียงลำพัง แววตาและกลิ่นอายของแม่ทัพผู้ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน แผ่พุ่งออกมาจนม้าศึกของฝั่งตรงข้ามถึงกับส่งเสียงร้องและถอยหลังไปครึ่งก้าว “อู่ลู่ข่าน กองทัพฉีหลินของข้ามิเคยต้องใช้เล่ห์กลกับผู้ใด หากข้าคิดจะทำศึก พวกเจ้าคงไม่มีโอกาสได้มายืนส่งเสียงอยู่ตรงนี้ ทว่าวันนี้
เมื่อสายลมบูรพาพัดพาเอาความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ความหนาวเหน็บ เกล็ดหิมะที่เคยจับตัวหนาตามหลังคาเรือนไม้ในเมืองรุ่ยอานก็ค่อยๆ ละลายกลายเป็นหยาดน้ำใส ต้นไม้เริ่มผลิยอดอ่อนสีเขียวขจี กิ่งระย้าของต้นหลิวริมฝั่งแม่น้ำส่ายพลิ้วไปตามแรงลม บ่งบอกถึงกาลเวลาแห่งวสันตฤดูที่หมุนเวียนมาบรรจบอีกคราหนึ่งณ ใจกลางย่านการค้าอันคึกคัก ภัตตาคารซุ่ยอิงโหลวบัดนี้ได้รับการประดับประดาด้วยผ้าไหมสีแดงและโคมไฟมงคลเพื่อเฉลิมฉลองเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เหนือประตูทางเข้า ป้ายทองคำที่สลักอักษรพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ด้วยคำว่าอัญมณีแห่งการค้า ถูกแขวนตระหง่านสะท้อนแสงตะวันยามเช้าจนส่องประกายเจิดจ้า ราวกับเป็นดาวนำทางให้แก่บรรดาพ่อค้าวาณิชและผู้คนทั่วทั้งแคว้นที่หลั่งไหลเข้ามาชมบารมีและลิ้มลองรสชาติอาหารเลิศรสกันอย่างไม่ขาดสายหลังจากความพ่ายแพ้และการล่มสลายของตระกูลเสิ่นในท้องพระโรงใหญ่ ราชสำนักได้รับการกวาดล้างขุนนางกังฉินที่คอยยักยอกเสบียงและเบียดบังภาษีแผ่นดินจนหมดสิ้น กองทัพฉีหลินภายใต้การบัญชาการของแม่ทัพเซี่ยอวิ๋นเจิง ไม่เพียงแต่จะได้รับการฟื้นฟูงบประมาณและคลังเสบียงจนอุดมสมบูรณ์ ทว่ายังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากอ





