Mag-log inจี้หานอีตอบกลับด้วยเสียงแหบพร่า “เรื่องตรวจสอบบัญชีของไร่นา ข้ามอบให้แม่นมฟางจัดการทั้งหมดแล้วเจ้าค่ะ ช่วงนี้ข้าจะจัดการเรื่องงานวันเกิดของท่านแม่ก่อนเท่านั้น”เสิ่นซื่อฟังแล้วก็รู้สึกปวดใจ เขากุมมือของจี้หานอีไว้ “ก่อนหน้านี้ข้ากังวลว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับกิจธุระในเรือนหลัง จึงให้เจ้าช่วยดูแลก่อน บัดนี้เห็นว่าเจ้าจัดการทุกอย่างได้ดี หากรู้สึกเหนื่อย ก็คืนหน้าที่ให้พี่สะใภ้สี่ไปเถิด”“ถึงอย่างไรวันหนึ่งก็ต้องแยกเรือนกันอยู่แล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้”จี้หานอีชะงักงันเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองเสิ่นซื่อ “เกรงว่าจะทำเช่นนั้นไม่ได้กระมังเจ้าคะ อีกไม่นานก็จะถึงวันเกิดท่านแม่แล้ว หากข้าคืนงานดูแลโรงครัวในเวลานี้ ท่านแม่จะคิดอย่างไร พี่สะใภ้จะคิดอย่างไร แล้วบ่าวไพร่ในจวนสกุลเสิ่นจะคิดอย่างไร เกรงว่าคงพากันนินทาว่าข้าไม่เอาไหนเป็นแน่”เสิ่นซื่อกล่าวด้วยความจนใจ “หากเจ้าพูดลำบาก เช่นนั้นข้าไปพูดให้ก็ได้”จี้หานอีรีบห้าม “อย่าเชียวนะเจ้าคะ พอท่านพี่ไปแล้ว เวลาข้าไปคารวะท่านแม่ ท่านแม่ต้องตำหนิข้าอีกแน่”กล่าวแล้วจี้หานอีก็เสริมต่อ “อีกอย่าง ข้ารู้สึกว่าช่วงนี้ท่านแม่เริ่มชอ
น้ำเสียงของเสิ่นซื่อทุ้มหนัก จี้หานอีฟังแล้วก็รู้ทันทีว่า ต่อไปนี้คงไม่อาจหยอกล้อกับเขาเช่นนี้อีกนางกล่าว “ข้าจะให้ผู้ใดมองกันเล่า ในหมู่สตรีด้วยกันย่อมหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบไม่ได้ ไม่ว่าฮูหยินเว่ย คุณหนูสามชุย แล้วก็บรรดาคุณหนูในจวนสกุลเสิ่น แต่ละคนล้วนงดงาม หากข้าอ้วนจนตัวกลม มิถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะเอาหรือ บางทีอาจพลอยทำให้ท่านพี่ต้องเสียหน้าด้วยก็ได้”จี้หานอีอธิบายเหตุผลที่แท้จริง ทั้งยังยอมรับตามตรงว่าเมื่อครู่นางเพียงตั้งใจหยอกเย้าเสิ่นซื่อเท่านั้นกล่าวจบจี้หานอีก็ถอนหายใจ ปลายนิ้วแตะลงบนหัวไหล่ของเสิ่นซื่อ “ท่านพี่ยังคงเป็นคนที่หยอกเล่นด้วยไม่ได้เหมือนเดิมเลยนะเจ้าคะ”เสิ่นซื่อมองจี้หานอีเงียบ ๆ “ไม่เคยมีผู้ใดกล้าพูดหยอกล้อกับข้า ส่วนคดีความยิ่งไม่อาจนำมาล้อเล่น มีเพียงเจ้าเท่านั้น”คำพูดของเสิ่นซื่อฟังดูแข็งกระด้างอยู่บ้าง จี้หานอีคร้านจะถือสา จึงเตรียมลงจากตักของเขาทว่าเอวของนางกลับถูกเสิ่นซื่อกอดรั้งไว้ ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้น “หานอี หากอยากกินก็กินเถิด เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจสายตาผู้อื่น ไม่ว่าเมื่อใดก็ไม่จำเป็น”“วันหน้าข้าเองก็ต้องแก่ชราและรูปโฉมเสื่อมถอยเช่นก
ฝ่ามือของเสิ่นซื่อจับอยู่บนเอวของจี้หานอี ความจริงมองแทบไม่ออกเลยว่านางอ้วนขึ้น ด้วยช่วงเอวยังคงนุ่มนิ่ม สัมผัสแล้วคล้ายมีเนื้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ต่างจากยามปกติสักเท่าใดเขาจึงปลอบนาง “ถึงอ้วนขึ้นก็ไม่เป็นไร ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ยังคงเป็นเจ้า และไม่ว่าเจ้าจะเป็นเช่นไรข้าก็ชอบทั้งสิ้น”จี้หานอีโอบแขนรอบลำคอเสิ่นซื่อ ก่อนวางคางลงบนไหล่ของเขา แล้วกล่าวเสียงแผ่วเบา “ท่านพี่ไม่รังเกียจก็จริง แต่ข้ายังต้องออกไปพบปะผู้คนนะเจ้าคะ”เสิ่นซื่อคลี่ยิ้มบาง “สตรีที่อ้วนกว่าเจ้ามีอยู่น้อยหรือไร แล้วพวกนางออกไปพบผู้คนกันอย่างไรเล่า?”จี้หานอีกัดริมฝีปาก “มันไม่เหมือนกันนี่”เสิ่นซื่อโอบกอดเรือนร่างอันนุ่มนิ่มของจี้หานอี แม้อีกประเดี๋ยวจะต้องไปห้องหนังสือ แต่ยามนี้กลับยังคงพูดคุยกับนางด้วยความอดทน “ไม่เหมือนกันอย่างไร?”จี้หานอีตอบกลับมาด้วยเสียงแผ่วเบา “อ้วนแล้วไม่งามเจ้าค่ะ”“ข้าไม่อยากไม่งาม”เสิ่นซื่อยกยิ้มมุมปาก ขณะเอนกายถอยออกไปเล็กน้อย ก่อนยื่นมือประคองใบหน้าของจี้หานอีไว้และพินิจโดยละเอียด ไม่นึกเลยว่านางจะใส่ใจกับรูปลักษณ์ของตนเองถึงเพียงนี้เขาพลันนึกถึงบรรดาน้ำอบ น้ำมันดอกไม
เมื่อสาวใช้กลับมารายงานจี้หานอีว่านางจางได้พบกับนางไป๋และพูดคุยกัน จี้หานอีก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อยสิ่งที่พวกนางพูดคุยกันย่อมหนีไม่พ้นเรื่องเดิม ๆ เป็นแน่ความจริงช่วงนี้นางไป๋เริ่มทำตัวสงบเสงี่ยมลงแล้ว ไม่ได้หาเรื่องยุ่งยากให้จี้หานอีอีก ตรงกันข้าม กุญแจคลังใหญ่ของจวนสกุลเสิ่นอยู่ในมือนางไป๋ ทุกครั้งที่ต้องไปหานาง นางไป๋ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่เคยเกิดปัญหาอันใดยามค่ำเมื่อเสิ่นซื่อกลับมา จี้หานอีไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องในวันนี้ กลับเป็นเสิ่นซื่อที่ถามขึ้นก่อน “วันนี้ป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้ามาหาหรือ?”จี้หานอีผงกศีรษะ พลางกินขนมที่เสิ่นซื่อนำกลับมา ก่อนเงยหน้ามองเขาแล้วถาม “มีอันใดหรือเจ้าคะ?”เสิ่นซื่อมองท่าทางยามจี้หานอีกินขนม นางยังคงเป็นคนช่างกิน แม้กำลังพูดอยู่ แต่มือก็ไม่เคยชะลอการส่งขนมเข้าปาก เขาจึงยิ้มเล็กน้อย “คุยอะไรกันบ้าง”จี้หานอีจึงเล่าเรื่องนายท่านสามสกุลไป๋ให้เขาฟังจากนั้นจึงถามด้วยความอยากรู้ “ท่านพี่คิดปล่อยตัวเขาเมื่อใดหรือเจ้าคะ”เสิ่นซื่อปรายตามองจี้หานอีปราดหนึ่ง “น่าจะเดือนหน้า”“ขังเขามานานพอสมควรแล้ว บทเรียนที่ควรให้จดจำก็น่าจะมากพอแล้วเช่นกัน”
จี้หานอีมักเป็นคนอ่อนโยนและไม่เคยแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับผู้คนมาแต่ไหนแต่ไร ทว่านางกลับส่ายหน้าปฏิเสธนางจาง “ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ”นางจางถึงกับซวนเซไปเล็กน้อยทันทีที่นางจางและกู้หว่านอวิ๋นเดินออกไป หรงชุนก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า “ฮูหยินกู้เปลี่ยนไปแล้วหรือไรกัน นี่เป็นครั้งแรกเลยนะเจ้าคะที่บ่าวเห็นนางร้องไห้”“อีกทั้งเมื่อครู่นี้จู่ ๆ นางก็คุกเข่า ทำเอาบ่าวเองตกใจแทบแย่”จี้หานอีก้มหน้าลงจิบน้ำชา ความหอมของชาชุ่มชื่นรื่นคอ นางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ก่อนหน้านี้นางคิดว่าที่จวนหรงกั๋วกงหมายตากู้หว่านอวิ๋น ย่อมเป็นเพราะพวกเขาถูกใจกู้หว่านอวิ๋นจริง ๆ นางจึงรู้สึกภาคภูมิใจ”“แต่ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่พวกเขาหมายตาไว้คืออะไรกันแน่”อีกด้านหนึ่ง กู้หว่านอวิ๋นและนางจางเพิ่งเดินออกมาจากเรือนของจี้หานอีได้ไม่นาน ระหว่างทางก็บังเอิญพบเข้ากับนางไป๋พอดีไม่ต้องสงสัยเลยว่า นางไป๋ทราบดีว่านางจางมาเยือน จึงจงใจมาดักรออยู่บริเวณทางแยกนางไป๋ส่งยิ้มพลางบอกให้สาวใช้ข้างกายจี้หานอีที่เดินมาส่งกลับไปก่อน นางกล่าวกับสาวใช้ผู้นั้นอย่างเปิดเผยว่าจะขอสนทนากับนางจางสักครู่ จากนั้นจึงชวนนางจางให้แวะไปนั่งพ
การคุกเข่าของนางจางในครั้งนี้ช่างกะทันหันเสียจริง จี้หานอีเองก็คาดไม่ถึงว่าอยู่ดี ๆ นางจางจะคุกเข่าลงมาเช่นนี้กู้หว่านอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านข้างยิ่งเบิกตาโตจ้องมองมารดาผู้คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความตกตะลึง รู้สึกเพียงว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อยิ่งนักจี้หานอีย่อมไม่อาจรับการคุกเข่าเช่นนี้ได้ ยามนี้ชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงผู้น้อย หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงทำให้ชื่อเสียงของนางต้องมัวหมองเป็นแน่ยังนับว่าโชคดีที่นางสั่งให้บรรดาสาวใช้ภายในห้องถอยออกไปก่อนแล้ว จึงช่วยลดทอนเรื่องยุ่งยากไปได้บ้างจี้หานอีโน้มกายลงประคองท่อนแขนของนางจาง ขณะจ้องมองดวงตาอันรื้นด้วยหยดน้ำตาของอีกฝ่าย นางไม่ได้คิดอยู่แล้วว่านางจางจะสำนึกผิดจริง ๆ เนื่องจากคนเห็นแก่ตัวย่อมไม่มีวันสำนึกผิดนี่เป็นเพียงการกระทำที่ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้วก็เท่านั้นหากนางจางไม่โง่เขลา ย่อมต้องรู้ดีว่าเหตุใดจวนหรงกั๋วกงถึงได้อยากจัดงานมงคลครั้งนี้นางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ยิ่งท่านป้าสะใภ้ทำเช่นนี้ วันหน้าข้าก็ยิ่งไม่อยากพบหน้าท่านป้าสะใภ้อีกนะเจ้าคะ""หากวันหน้าท่านป้าสะใภ้ยังทำเช่นนี้อ







