บทที่ 1 คืนวิวาห์แดนเหนือ
ลมเหนือพัดกระหน่ำมาตั้งแต่ยามเย็น หิมะสีขาวโปรยปรายลงจากท้องฟ้ามืดครึ้มอย่างไม่ขาดสาย ปกคลุมกำแพงเมือง หลังคาเรือน และถนนทุกสายจนแทบไม่เห็นสีเดิมของพื้นดิน โคมมงคลสีแดงที่แขวนเรียงรายอยู่ตามชายคาจวนอ๋องถูกลมพัดแกว่งไปมา แสงไฟภายในสั่นไหวอยู่ท่ามกลางม่านหิมะ ดูห่างไกลเสียจนคล้ายไม่ได้อยู่บนโลกเดียวกัน คืนนี้เป็นคืนมงคล อ๋องพิทักษ์ชายแดนแต่งพระชายา เจ้าสาวเดินทางมาไกลนับพันลี้จากเมืองหลวง เป็นคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น นางคือหลานสาวคนโปรดคนหนึ่งของฮองเฮา ราชโองการประทานสมรสถูกส่งมายังแดนเหนือตั้งแต่หลายเดือนก่อนผู้คนต่างกล่าวว่านี่เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง อ๋องพิทักษ์ชายแดนสร้างผลงานในสนามรบมาตั้งแต่วัยเยาว์ ยึดเมืองคืนให้ราชสำนัก ปราบชนเผ่านอกด่าน รักษาชายแดนเหนือมานานหลายปี จนวันนี้มีกองทัพจำนวนมหาศาลอยู่ในมือ ฝ่าบาทไม่เพียงพระราชทานบรรดาศักดิ์อ๋องให้บุรุษที่เกิดจากชนชั้นสามัญ ยังทรงเลือกสตรีสูงศักดิ์ถึงเพียงนี้มาเป็นพระชายา ไม่ว่ามองอย่างไรก็เป็นเกียรติ เพียงแต่เกียรตินี้มีไว้ให้ผู้คนภายนอกมองเท่านั้น คนที่อยู่ภายในหมากกระดานต่างรู้ดีว่า การพระราชทานสตรีจากตระกูลฮองเฮาให้แม่ทัพผู้กุมกำลังทหารอยู่ห่างเมืองหลวงนับพันลี้นั้น ไม่ได้มีเพียงความเมตตาอย่างแน่นอน
ภายในห้องหอ หญิงสาวในชุดวิวาห์สีแดงนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียง ผ้าคลุมหน้าสีแดงบดบังทัศนวิสัยเกือบทั้งหมด นางมองเห็นเพียงชายกระโปรงของตนกับพื้นห้องส่วนเล็ก ๆ เบื้องหน้านางนั่งอยู่เช่นนี้มานานเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว สาวใช้ที่ติดตามมาจากเมืองหลวงถูกสั่งให้ออกไปตั้งแต่ส่งนางเข้าห้อง ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้อยู่เฝ้า รอบกายจึงเงียบอย่างยิ่ง เงียบจนได้ยินเสียงลมกระแทกหน้าต่างเป็นระยะ มือขาวละเอียดวางซ้อนอยู่บนตัก เครื่องประดับบนข้อมือสะท้อนแสงเทียนเป็นประกายจาง ๆ ทุกสิ่งบนร่างของนางคืนนี้ถูกเลือกมาอย่างดีที่สุด มงกุฎหงส์ฝังไข่มุกเม็ดงาม ปิ่นทองประดับหยก กำไลมันแพะเนื้อดี แม้กระทั่งด้ายที่ใช้ปักลายหงส์บนชุดวิวาห์ยังเป็นของที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงโดยเฉพาะ ฮองเฮาทรงตรวจดูด้วยพระองค์เองแทบทุกชิ้น ก่อนออกเดินทาง ผู้เป็นป้าเคยจับมือนางเอาไว้ ตรัสถ้อยคำมากมาย บางคำเป็นคำปลอบโยน บางคำเป็นคำสั่งสอน และบางคำคือภาระที่นางไม่อาจปฏิเสธ
หญิงสาวหลุบตาลงภายใต้ผ้าคลุมหน้า นางไม่ได้อยากมา แต่เรื่องนั้นไม่มีความหมายอีกแล้ว ราชโองการลงมาแล้ว นางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวแล้วเดินทางผ่านภูเขา แม่น้ำ และเมืองน้อยใหญ่มานับไม่ถ้วน จนกระทั่งมาถึงดินแดนซึ่งหนาวเย็นเสียจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวผ่านประตูจวนแห่งนี้ นางก็รู้ดีว่า ต่อให้อยากหันกลับเพียงใด เส้นทางข้างหลังก็ถูกปิดลงแล้ว เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นด้านนอก หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ประตูถูกผลักเปิด ลมหนาวพัดเข้ามาวูบหนึ่ง ก่อนบานประตูจะปิดลงอีกครั้ง ไม่มีสาวใช้ มีเพียงบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามา เสียงฝีเท้าหยุดตรงหน้า หญิงสาวมองเห็นรองเท้าหนังสีดำคู่หนึ่งอยู่ใต้ชายผ้าคลุมหน้านาง จากนั้นมือใหญ่ก็ยื่นเข้ามา ผ้าสีแดงถูกเปิดขึ้น แสงจากเทียนมงคลพลันสาดเข้าดวงตา นางกะพริบตาเบา ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้น และเป็นครั้งแรกที่สามีภรรยาได้มองหน้ากันอย่างแท้จริง
บุรุษตรงหน้าอายุสามสิบสองปี รูปร่างสูงใหญ่กว่าบุรุษในเมืองหลวงที่นางคุ้นเคย ไหล่กว้าง ช่วงเอวแข็งแรง แม้สวมชุดมงคลสีแดงก็ยังไม่อาจกลบกลิ่นอายของคนที่คลุกคลีอยู่กับสนามรบมานานปีได้ ใบหน้าของเขาหล่อเหลา แต่ไม่ใช่ความหล่อเหลาสำอางเช่นคุณชายผู้สูงศักดิ์ คิ้วเข้ม ดวงตาลึก สันกรามชัด และมีรอยแผลจาง ๆ อยู่ใกล้คิ้วข้างหนึ่ง นี่คือบุรุษที่นางเคยรู้จักเพียงจากคำเล่าลือ ชายผู้จับอาวุธลงสนามรบตั้งแต่อายุสิบกว่าปี ฆ่าคนครั้งแรกเมื่อยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม จากทหารชั้นต่ำค่อย ๆ ไต่เต้าขึ้นมาเป็นแม่ทัพ และจากแม่ทัพกลายเป็นอ๋องพิทักษ์ชายแดนที่แม้แต่ราชสำนักยังไม่อาจมองข้าม
เขาเองก็มองนางอยู่เช่นกัน และนิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ งามจริง ข่าวลือจากเมืองหลวงไม่ได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย หญิงสาวตรงหน้ามีใบหน้าเล็กได้รูป ผิวขาวละเอียดจนแทบโปร่งแสงภายใต้แสงเทียน ดวงตางามกระจ่าง ริมฝีปากแดงระเรื่อ เครื่องประดับหนักอึ้งบนศีรษะไม่ได้กลบความงามของนาง กลับยิ่งขับให้นางดูสูงศักดิ์จนแทบไม่เข้ากับดินแดนแห่งนี้ ฮ่องเต้เฒ่าช่างเลือกนัก ยอมสละหลานสาวของฮองเฮาที่งดงามถึงเพียงนี้ ส่งมาอยู่ข้างกายเขาไกลถึงแดนเหนือ เห็นทีราชสำนักจะหวาดระแวงเขาไม่น้อยจริง ๆ เขาวางผ้าคลุมหน้าลง ไม่มีคำชม หญิงสาวเองก็ไม่ได้คาดหวัง สุรามงคลถูกเทลงในจอก ทั้งสองทำตามธรรมเนียมอย่างเรียบง่าย ไม่มีผู้ใดพูดมากกว่าที่จำเป็น เมื่อพิธีสุดท้ายจบลง ความเงียบจึงกลับมาอีกครั้ง หญิงสาวรู้ดีว่าหลังจากนี้ควรเกิดอะไร ก่อนออกเรือน นางได้รับการสั่งสอนมาแล้ว นางอายุสิบแปด ไม่ใช่เด็กหญิงไร้เดียงสาที่จะไม่เข้าใจความหมายของคำว่าสามีภรรยา ตลอดการเดินทาง นางเตรียมใจสำหรับคืนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาเป็นสามี นางเป็นภรรยา บางสิ่งเป็นหน้าที่ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ นางยอมรับมันแล้ว ทว่าเสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นกลับทำให้สิ่งที่เตรียมใจมาตลอดทางพังทลายลงอย่างง่ายดาย “ถอดออก” หญิงสาวชะงัก “อะไรนะเจ้าคะ” “อาภรณ์ของเจ้า” นางเงยหน้ามองเขา เขากล่าวซ้ำอย่างเรียบเฉย “ถอดออกให้หมด” ความร้อนแล่นขึ้นมาบนใบหน้าแต่ก่อนนางจะเข้าใจความหมายไปไกลกว่านั้น เขาก็พูดต่อ “รวมเครื่องประดับทุกชิ้น มงกุฎ ปิ่น กำไล ถอดออกทั้งหมด” บางอย่างในน้ำเสียงทำให้นางเริ่มรู้สึกผิดปกติ “เพราะเหตุใด” “ข้าต้องตรวจ” หัวใจที่เต้นแรงเมื่อครู่พลันเย็นวาบ “ท่านจะตรวจสิ่งใด” “อาวุธ ยาพิษ ของใช้ส่งข่าว หรือสิ่งใดก็ตามที่เจ้าอาจนำเข้ามา” หญิงสาวมองเขาอยู่นาน นานจนรู้สึกว่าปลายนิ้วของตัวเองเริ่มเย็น นางเข้าใจแล้ว เขาไม่ได้กำลังปฏิบัติต่อนางในฐานะเจ้าสาว เขากำลังตรวจค้นนาง เหมือนเชลย เหมือนคนแปลกหน้าที่เพิ่งถูกจับเข้าค่ายทหาร เหมือนสิ่งของชิ้นหนึ่งซึ่งถูกส่งมาจากเมืองหลวง และเขาจำเป็นต้องตรวจดูให้แน่ใจว่า ภายใต้ห่อผ้าอันงดงามนี้ไม่มีคมมีดซ่อนอยู่ “ท่านคิดว่าข้าจะฆ่าท่านหรือ” “ข้ายังไม่รู้ว่าเจ้าคิดจะทำอะไร” เขาตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า นางเม้มริมฝีปาก คำปฏิเสธติดอยู่ตรงลำคอ น่าขันนัก เพราะแม้นางไม่มีความคิดจะฆ่าเขา แต่เรื่องหนึ่งที่เขาระแวงกลับไม่ได้ผิดเสียทั้งหมด นางถูกส่งมาจับตาเขาจริง เพียงแต่การรู้ว่าตนไม่บริสุทธิ์จากเจตนาของราชสำนัก ไม่ได้ทำให้ความอับอายลดลงแม้แต่น้อย นางเป็นหลานฮองเฮา เป็นบุตรสาวที่ครอบครัวประคบประหงม ตลอดสิบแปดปี แม้แต่บ่าวไพร่ยังรู้ว่าควรให้เกียรตินางเพียงใด วันนี้นางเดินทางนับพันลี้มาเป็นภรรยาของเขา และสิ่งแรกที่สามีมอบให้กลับเป็นความสงสัย หญิงสาวสูดลมหายใจช้า ๆ “ต้องถอดเองหรือ”
“อย่าให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว” เขาย้ำชัดเจน นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ได้” มือเรียวยกขึ้นแตะมงกุฎหงส์ นางถอดมันลงเป็นสิ่งแรก ของหนักอึ้งซึ่งฮองเฮาทรงเลือกให้นางด้วยพระองค์เองถูกวางลงบนโต๊ะ ตามด้วยปิ่นทอง ปิ่นหยก ต่างหู กำไล ทุกชิ้นถูกถอดออกอย่างช้า ๆ จากนั้นจึงเป็นอาภรณ์ ชั้นหนึ่ง อีกชั้นหนึ่ง เสียงผ้าเสียดสีกันเบาบางอยู่ท่ามกลางความเงียบ นางไม่ขอให้เขาหันหลัง ไม่ยกมือปิดบัง ในเมื่อเขาต้องการตรวจ ก็จงตรวจให้พอ สิ่งเดียวที่นางยังเหลืออยู่คือศักดิ์ศรี และนางจะไม่ยอมให้เขาเห็นว่ามันกำลังสั่นคลอนเพียงใด เมื่อไม่มีสิ่งใดเหลือให้ซ่อนเร้นอีก หญิงสาวจึงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “พอหรือยัง” คราวนี้เขาไม่ได้ตอบทันที เขาเป็นบุรุษ ใช้ชีวิตมาสามสิบสองปี ไม่ใช่พระอรหันต์ผู้ตัดขาดจากโลกีย์ แม้จะระแวงนางเพียงใด ก็ต้องยอมรับว่าฮ่องเต้เฒ่าส่งของบรรณาการที่งดงามเกินคาดมาให้จริง ๆ ภายนอกว่างามแล้ว ยามไร้อาภรณ์และเครื่องประดับบดบังกลับยิ่งชวนให้สายตาหยุดนิ่ง สวรรค์ดูจะลำเอียงกับหญิงผู้นี้ไม่น้อย ทุกสัดส่วนถูกสร้างขึ้นอย่างพอเหมาะ ราวกับตั้งใจปั้นหญิงสาวผู้นี้ขึ้นมาเพื่อล่อลวงสายตาบุรุษโดยแท้ จิ้งจอกน้อยจากเมืองหลวง เขาคิดอย่างเย็นชา หากราชสำนักตั้งใจใช้ความงามมาผูกเขาไว้จริง ก็นับว่าเลือกเครื่องมือได้ไม่เลว
แต่ภายใต้ความงามนั้น ไม่มีอาวุธ ไม่มียาพิษ ไม่มีสิ่งผิดปกติ “พอแล้ว” นางหัวเราะแผ่วเบา เสียงนั้นไม่มีความขบขันแต่กลับแฝงความเยาะหยันตัวเองอยู่ราง ๆ “เช่นนั้นคืนนี้ท่านคงนอนได้โดยไม่ต้องกลัวว่าข้าจะใช้ปิ่นแทงคอแล้วกระมัง” “ข้ายังไม่ไว้ใจเจ้า” ตรงเสียจนความรู้สึกบางอย่างในอกนางดิ่งลงอีกครั้ง หญิงสาวมองเขา ก่อนพยักหน้าช้า ๆ “ดี” เขาเลิกคิ้ว “อย่างน้อยเราก็เข้าใจกันตั้งแต่คืนแรก ท่านไม่ไว้ใจข้า ส่วนข้าก็ไม่ได้มาที่นี่เพราะต้องการท่าน” สายตาทั้งสองประสานกัน ไม่มีผู้ใดยอมหลบ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงกล่าวเพียงว่า “แต่เจ้ามาแล้ว” ใช่ นางมาแล้วราชโองการลงมาแล้ว พิธีวิวาห์เสร็จสิ้นแล้ว ไม่ว่านางจะเต็มใจหรือไม่ นางก็เป็นพระชายาของเขาและในความเข้าใจของบุรุษที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกฎอันตรงไปตรงมาของกองทัพ เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน
สิ่งที่ต้องระแวงก็ระแวง สิ่งที่ต้องตรวจก็ตรวจ ส่วนสิ่งที่สามีภรรยาต้องทำ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คืนนั้นจึงไม่มีคำหวานหู ไม่มีคำสัญญา และไม่มีความรัก มีเพียงชีวิตสมรสที่เริ่มต้นขึ้นภายใต้ความไม่ไว้วางใจ หญิงสาวไม่ได้ต่อต้าน นางเตรียมใจมาแล้วว่าคืนนี้ต้องเกิดขึ้น จึงกัดฟันรับความใกล้ชิดของชายแปลกหน้าที่นับจากวันนี้ต้องเรียกว่าสามี และพยายามโอนอ่อนเท่าที่ตนทำได้ นางไม่ได้มาเพื่อขอความรัก ไม่เคยหวังว่าแม่ทัพใหญ่ผู้มีชื่อเสียงน่าหวาดกลัวจะทะนุถนอมนางเหมือนบุรุษในนิยายรักเช่นกัน สิ่งที่นางต้องการมีเพียงการอยู่รอดในสถานที่แห่งนี้ให้ดี และนางรู้ว่าตนมีอะไรอยู่ในมือ ชาติกำเนิด ฐานะ ความรู้ รวมถึงความงามที่ผู้คนกล่าวขานมาตั้งแต่นางยังเยาว์
หากสิ่งสุดท้ายทำให้บุรุษผู้นี้พอใจได้บ้าง อย่างน้อยชีวิตของนางในแดนเหนือก็คงไม่ลำบากเกินไปนัก นางคิดเช่นนั้น กระทั่งทุกอย่างสงบลงภายในม่านมุ้งที่รวบไว้ครึ่งหนึ่ง ปล่อยอีกครึ่งให้สยายลงบดบังแสงเทียนมงคลซึ่งเหลือเพียงริบหรี่ หญิงสาวกลับลืมตาโพลงอยู่ในความมืด แขนหนักของบุรุษข้างกายพาดอยู่เหนือร่างนางอย่างเป็นธรรมชาติ นางนอนนิ่ง รออยู่เช่นนั้นเกือบหนึ่งชั่วยาม กระทั่งเสียงลมหายใจของเขาสม่ำเสมอและแน่ใจว่าเขาหลับสนิทแล้วจริง ๆ จึงค่อย ๆ ใช้สองมือยกแขนที่พาดทับตัวเองออก นางเลื่อนตัวลงจากเตียงอย่างช้า ๆ ทันทีที่ปลายเท้าแตะพื้นเย็นเยียบ เรี่ยวแรงซึ่งฝืนประคองมาตลอดทั้งคืนพลันหายไป ร่างบางทรุดฮวบลงบนแท่นเตี้ยสำหรับพักเท้าข้างเตียง นางไม่ได้หยิบอาภรณ์ขึ้นมาสวม ไม่ได้สนใจความหนาวเย็นซึ่งกำลังไต่ขึ้นมาตามผิวกาย เพียงยกเข่าขึ้น กอดมันไว้แน่น แล้วซุกใบหน้าลง นางขดตัวเล็กลงเรื่อย ๆ ราวกับทารกที่พยายามหวนกลับเข้าไปซ่อนตัวในครรภ์มารดา สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอบอุ่นและไม่มีผู้ใดแตะต้องนางได้
น้ำตาหยดแรกตกลงบนน่องเปลือยเปล่าอุ่นร้อนจนแทบแสบร้อนบนผิวที่เย็นเฉียบ จากหนึ่งหยดเป็นสอง แล้วค่อย ๆ ไหลเป็นสาย นางกัดริมฝีปากจนเจ็บ ไม่ยอมให้เสียงสะอื้นหลุดออกมา คืนนี้นางจะไม่ร้องไห้ต่อหน้าเขา แม้แต่ตอนที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ในสายตาสามี นางเป็นทั้งภรรยา หมากของราชสำนัก และสิ่งของที่ต้องตรวจสอบ นางก็ยังเชิดหน้าได้ แต่ตอนนี้ไม่มีผู้ใดมองแล้ว นางฝืนต่อไปไม่ไหว หญิงสาวกอดตัวเองแน่นขึ้น หากเลือกได้...นางอยากกลับบ้านความคิดนั้นเรียบง่ายเสียจนยิ่งคิดยิ่งเจ็บ อยากกลับไปยังเรือนที่คุ้นเคย อยากตื่นขึ้นมาแล้วพบสาวใช้เปิดม่านหน้าต่าง อยากได้ยินมารดาบ่นเรื่องนางเลือกอาหาร อยากเข้าไปในวัง นั่งข้างกายฮองเฮาเหมือนทุกครั้ง อยากกลับไปเป็นเพียงคุณหนูวัยสิบแปดที่ยังมีสิทธิ์คิดว่า วันพรุ่งนี้จะสวมชุดสีใด หรือมื้อเย็นอยากกินอะไร ไม่ใช่พระชายาของอ๋องพิทักษ์ชายแดน ไม่ใช่หลานฮองเฮาที่ถูกส่งมาเป็นหูเป็นตาให้ราชสำนัก ไม่ใช่หญิงสาวที่ต้องทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง แล้วมอบชีวิตทั้งชีวิตให้ชายแปลกหน้าผู้หนึ่ง ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของนางในเวลานี้กลับเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น ข้าไม่น่ามาที่นี่ตั้งแต่ต้น แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป กงล้อแห่งโชคชะตาของนางยังไม่สิ้นสุด วันพรุ่งนี้นางยังต้องตื่น ต้องเดินออกไปให้คนทั้งจวนเห็นว่า นางคือพระชายาผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวง
ไม่มีผู้ใดจำเป็นต้องรู้ว่า คืนแรกในจวนอ๋อง นางเคยนั่งกอดเข่าอยู่ข้างเตียง ร้องไห้เงียบ ๆ จนร่างสั่นสะท้าน หญิงสาวหลับตาแน่น ข้าต้องอดทน นางย้ำกับตัวเองเช่นนั้น ต้องอดทน แม้หัวใจจะไร้เรี่ยวแรงเต็มที เพราะนับจากวันนี้ หากนางไม่ประคองตัวเองเอาไว้—ในแดนเหนืออันห่างไกลแห่งนี้ ก็ไม่มีผู้ใดประคองนางอีกแล้ว ด้านหลังม่านมุ้ง บุรุษบนเตียงยังคงนอนนิ่ง นอกหน้าต่าง หิมะยังตกไม่หยุด และค่ำคืนแรกของชีวิตสมรสเพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งคืนเท่านั้น