Masukบนรถม้ากำลังมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
“ท่านลุง ระยะทางจากหมู่บ้านหลินเจียเข้าเมืองหลวงใช้เวลาอีกนานเท่าใดเจ้าคะ?” หลินเยว่ชิงเอ่ยถามชายชราผู้บังคับรถม้าเทียมโค
“เดินทางมาตั้งแต่รุ่งสาง กว่าจะถึงประตูเมืองหลวงคงเป็นยามอู่ เจ้าเพิ่งเคยเข้าเมืองครั้งแรกหรือแม่นางน้อย ทนเมื่อยล้าอีกสักหน่อยเถิด” ชายชราหันมาตอบพลางสะบัดแส้
“ขอบพระคุณท่านลุงที่ให้ข้าติดรถมาด้วยเจ้าค่ะ” เยว่ชิงค้อมศีรษะ
“เจ้าเข้ามาในเมืองหลวงตัวคนเดียว มีญาติพี่น้องให้พึ่งพิงหรือ?” ชายชราถามด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นหญิงสาวเดินทางลำพัง
“ข้ามาตามหาพี่สาวเจ้าค่ะ นางถูกคัดเลือกเข้าวังไปเมื่อครึ่งปีก่อน ทว่าหลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวส่งกลับมาอีกเลย ข้าจึงร้อนใจอยากมาสอบถามความคืบหน้าจากกรมวัง”
ครั้นชายชราได้ยินคำว่าวังหลวง ใบหน้าเหี่ยวย่นก็พลันถอดสี “คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า วังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่ชาวบ้านอย่างพวกเราจะแตะต้องได้ แม่นางน้อย ข้าขอเตือนด้วยความหวังดี เจ้าจงระวังตัวให้มาก อย่าได้ไปถามไถ่ผู้ใดสุ่มสี่สุ่มห้า หากพูดจาผิดหูขุนนางเข้า อาจถูกจับโยนเข้าคุกโดยไม่รู้ตัว”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะระมัดระวังตัว” เยว่ชิงตอบรับ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความกังวล กระนั้นความตั้งใจออกตามหาพี่สาวก็มิได้ลดน้อยลงเลย
ณ โรงน้ำชาอวี้ชุน ย่านชานเมืองหลวง
ในที่สุดรถม้าก็เดินทางมาถึงย่านการค้าชานเมือง เยว่ชิงตัดสินใจหยุดพักที่นี่เพื่อหาเบาะแสเบื้องต้น นางเดินตรงเข้าไปยังโรงน้ำชาขนาดใหญ่ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ก่อนแทรกตัวเข้าไปหาชายวัยกลางคนหลังโต๊ะคิดเงิน
“เถ้าแก่ ข้าขอสมัครเป็นเด็กยกน้ำชา ท่านพอจะรับคนเพิ่มหรือไม่เจ้าคะ?” หญิงสาวเอ่ยถาม
ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นจากลูกคิด “ข้ามีลูกจ้างพอแล้ว แม่นางไปหาที่อื่นเถิด”
“ข้าขอค่าแรงเพียงครึ่งเดียว ขอแค่ข้าววันละสองมื้อและที่หลับนอนก็พอเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งเดินทางมาจากต่างเมืองไม่มีที่ไปจริง ๆ” เยว่ชิงพยายามต่อรอง
เถ้าแก่หรี่ตามองร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้า “เห็นแก่ที่เจ้าดูหน่วยก้านคล่องแคล่ว ข้าจะรับไว้ชั่วคราวก็แล้วกัน เปลี่ยนชุดเสียแล้วรีบนำน้ำชาไปเสิร์ฟโต๊ะมุมสุดตรงนั้น ทหารสองคนนั้นเป็นแขกประจำ อย่าทำให้ขุ่นเคืองใจเด็ดขาด”
“ขอบพระคุณเถ้าแก่เจ้าค่ะ”
ขณะเดียวกันตรงบริเวณโต๊ะมุมสุดของร้าน ทหารสองนายในชุดเครื่องแบบครึ่งท่อนกำลังชนจอกสุรากันอย่างออกรส
ร่างบางของเยว่ชิงยกป้านน้ำชาเดินตรงเข้าไปใกล้ ทว่าเมื่อสังเกตเห็นป้ายไม้ห้อยเอวของทั้งสองสลักอักษรคำว่ากรมพิธีการ หญิงสาวจึงพยายามเดินให้เงียบเชียบที่สุด
“รินสุราเพิ่มสิ!” บุรุษมีรอยแผลเป็นบนใบหน้าตวาดสั่งเมื่อเห็นคนรับใช้เดินเข้ามาใกล้
“เจ้าค่ะ” เยว่ชิงก้มหน้าก้มตา ก่อนรินน้ำเมาลงในจอกอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงทำทีเป็นเช็ดโต๊ะตัวข้างเคียงเพื่อรั้งรอฟังบทสนทนา
“เจ้าได้ยินข่าวลือจากกรมวังหรือไม่?” ทหารใบหน้ามีรอยแผลเป็นเอ่ยถามสหายร่วมโต๊ะ
“เรื่องพิธีล้างอาเพศน่ะหรือ?” บุรุษอีกคนซึ่งมีรูปร่างผอมสูงตอบกลับพลางยกจอกสุราขึ้นจิบ “ปีนี้ฝนแล้งหนัก น้ำในแม่น้ำแห้งขอด เบื้องบนจึงเร่งรัดให้เตรียมการ ข้าเพิ่งเห็นรถม้าส่งสตรีเข้าไปในตำหนักชิงอันอีกแล้ว”
“เบาเสียงลงหน่อยเถิด” บุรุษมีแผลเป็นปราม “หากมีผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกเรานำความลับของราชสำนักมาพูดคุย ศีรษะจะหลุดจากบ่าเอาได้”
“ในโรงน้ำชาชานเมืองเช่นนี้ มีแต่ชาวบ้านร้านตลาด ผู้ใดจะมาสนใจเรื่องราวของชนชั้นสูงกัน” ทหารร่างผอมหัวเราะในลำคอ “ข้าสงสารก็แต่นางกำนัลชุดใหม่ที่เพิ่งถูกส่งตัวเข้าไปเมื่อวานนี้”
“เหตุใดจึงต้องสงสาร พวกนางได้ถวายงานในวังถือเป็นวาสนาที่ครอบครัวชาวนาจะได้ลืมตาอ้าปาก”
“วาสนาอันใดกัน” ทหารร่างผอมแค่นเสียง “นั่นมันเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้า เจ้าไม่รู้หรือว่าสตรีบางคนถูกคัดแยกออกไปตั้งแต่หน้าประตูวัง พวกนางไม่ได้ไปเป็นนางกำนัล แต่ถูกกักตัวไว้ในเขตฝ่ายใน”
เยว่ชิงชะงัก มือเรียวถือผ้าขี้ริ้วสั่นสะท้าน ‘ถูกคัดแยกตั้งแต่หน้าประตูวัง พี่หญิงเคยกล่าวถึงความผิดปกติของการคัดเลือก หรือว่านางจะพบเจอเรื่องนี้’
“ส่งไปกักตัวทำไม?” ทหารมีแผลเป็นขมวดคิ้ว
“เพื่อเตรียมเป็นหญิงตามตำราอย่างไรเล่า” ทหารร่างผอมกระซิบเสียงแผ่ว “พิธีล้างอาเพศเป็นคติความเชื่อโบราณ ต้องใช้สตรีที่มีคุณสมบัติตรงตามตำราบูชาฆาตเท่านั้น”
“ตำราบูชาฆาต ข้าเคยได้ยินแต่ชื่อ ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องจริง”
“จริงแท้แน่นอน กรมพิธีการร่วมมือกับกรมวัง พลิกแผ่นดินหาสตรีที่มีวันเดือนปีเกิดตรงตามกำหนด พวกนางถูกหลอกล่อด้วยเงินทองและคำหรูหราว่าได้เข้าวัง ทว่าแท้จริงแล้วกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีลับ”
“คุณสมบัติที่ว่านั้นคือสิ่งใด?”
“ข้าเคยแอบได้ยินใต้เท้าจากกรมพิธีการคุยกัน” ทหารร่างผอมลดเสียงลงอีก “ต้องเป็นสตรีวัยแรกรุ่น ชาติกำเนิดเป็นเพียงชาวนา และต้องเกิดปีระกาเดือนสิบเอ็ดยามจื่อเท่านั้น ถึงจะชำระล้างอาเพศได้หมดจด”
เคร้ง!
จอกชาบนโต๊ะข้างเคียงร่วงหล่นกระแทกพื้นจากการปัดกวาดพลาดพลั้งของเยว่ชิง
“ผู้ใดอยู่ตรงนั้น!” บุรุษมีแผลเป็นตบโต๊ะดังปัง ก่อนรีบผุดลุกขึ้นยืนพลางตวัดสายตาดุดันมองมายังร่างบาง
เยว่ชิงรีบก้าวออกมาทรุดตัวลงคุกเข่า มือเรียวสั่นเทารีบเก็บเศษกระเบื้องบนพื้น “ข้าน้อยสมควรตาย ข้าน้อยซุ่มซ่ามทำจอกชาตกหล่น ใต้เท้าโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ”
ทหารร่างผอมจ้องมองร่างบางด้วยสายตาจับผิด “เจ้าแอบฟังพวกเราคุยกันรึ?”
“ข้าน้อยเปล่าเจ้าค่ะ” เยว่ชิงเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวจากการจงใจเสแสร้ง “ข้าน้อยเพียงมารอรับคำสั่งเผื่อใต้เท้าต้องการสุราเพิ่ม เมื่อครู่หน้ามืดกะทันหันจึงทำของตกหล่น ข้าน้อยเป็นเพียงชาวบ้านโง่เขลา แถมยังหูตึงฟังสิ่งใดไม่ค่อยถนัดนักเจ้าค่ะ”
ทหารมีแผลเป็นแค่นเสียง “สตรีบ้านนอกหน้าตาตื่นกลัวเช่นนี้คงไม่ได้ยินสิ่งใดหรอก ปล่อยนางไปเถิด”
“รีบไสหัวไป! อย่ามาเกะกะแถวนี้อีก!” ทหารร่างผอมตวาดไล่
“ขอบพระคุณใต้เท้าเจ้าค่ะ” เยว่ชิงรีบก้มศีรษะ ก่อนลุกขึ้นและถอยร่นกลับเข้าไปในครัว หัวใจของนางเต้นกระหน่ำดั่งกลองรบ
หญิงสาวพิงแผ่นหลังเข้ากับกำแพงครัว ลมหายใจหอบถี่หยาดเหงื่อเย็นเฉียบผุดซึมตามไรผม ถ้อยคำของทหารร่างผอมเมื่อครู่ยังคงตอกย้ำซ้ำไปซ้ำมาในโสตประสาท
“เยว่ชิง เจ้ายืนเหม่ออันใดอยู่ตรงนี้?” อาลี่ หญิงรับใช้ในครัวเอ่ยถามเมื่อเห็นร่างบางยืนนิ่งงัน
“เปล่า ข้าเพียงรู้สึกล้าเล็กน้อย” เยว่ชิงปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “อาลี่ ทหารสองคนเมื่อครู่ พวกเขาเป็นคนของกรมพิธีการทั้งหมดเลยหรือ?”
“ใช่แล้ว คนสวมเกราะมีแผลเป็นคือรองแม่ทัพหน่วยลาดตระเวน ส่วนคนผอมสูงคือผู้คุมคลังเอกสารของกรมพิธีการ เจ้าอย่าได้ไปยุ่งเกี่ยวเชียว พวกขุนนางหรือทหารมักจะชอบใช้อำนาจรังแกชาวบ้าน หากเลี่ยงได้จงเลี่ยงเสีย”
“ขอบใจที่เตือน ข้าจะระวังตัว” เยว่ชิงตอบรับ ขณะในใจเริ่มวางแผนการบางอย่าง
ณ โถงหลักโรงน้ำชา ยามซวี
เยว่ชิงอาศัยจังหวะแขกเริ่มบางตา แอบย่องกลับมาหลบหลังฉากกั้นใกล้โต๊ะตัวเดิม ซึ่งทหารสองนายยังคงดื่มกินกันอย่างต่อเนื่องจนใบหน้าแดงก่ำ สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลาง
“แล้ว... อึก... สตรีที่ถูกส่งไปเป็นหญิงตามตำรา จะมีจุดจบเช่นไร?” บุรุษมีแผลเป็นเอ่ยถามด้วยเสียงอ้อแอ้
“จะเหลือสิ่งใดเล่า” ทหารร่างผอมหัวเราะเสียงเยียบเย็น “เมื่อส่งตัวเข้าพิธีลับ ก็ไม่มีผู้ใดเคยเห็นพวกนางกลับออกมาอีกเลย ทะเบียนฝ่ายในจะระบุเพียงว่าล้มป่วยเสียชีวิตหรือส่งตัวกลับบ้านเรือน เพื่อหลอกลวงครอบครัวชาวบ้าน”
“หากครอบครัวพวกนางเรียกร้องเล่า?”
“ใครจะกล้าเรียกร้องกับราชสำนักกัน” ทหารร่างผอมโบกมือ “เงินยี่สิบตำลึงที่จ่ายไปก็คือค่าปิดปากชั้นดีนั่นแหละ”
เยว่ชิงกลั้นหายใจ มือเรียวจิกเข้ากระโปรงจนแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์โกรธแค้น
“แล้วสตรีที่รับมาจากหมู่บ้านรอบนอกเมื่อครึ่งปีก่อนเล่า? จัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง” บุรุษมีแผลเป็นซักถามต่อ
ทหารร่างผอมรินสุราจอกสุดท้ายลงคอ ก่อนแสยะยิ้ม “เจ้าหมายถึงชุดของเดือนหกหรือ?”
“ใช่ สตรีที่มาจากหมู่บ้านหลินเจียอย่างไรเล่า ข้าจำได้ว่านางมีลักษณะตรงตามตำราบูชาฆาตทุกประการ”
ร่างบางหลังฉากกั้นตัวชาวาบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง ดวงตาหลับลงภาวนาต่อสวรรค์อย่าให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับพี่สาวนางเลย
ทหารร่างผอมวางจอกสุราลงบนโต๊ะ นัยน์ตาขุ่นมัวทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง มือหยาบกร้านลูบปลายคางตนเองเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของเยว่ชิงแทบหยุดนิ่ง
“อ้อ... หญิงจากหมู่บ้านหลินคนนั้นยังไม่ตาย”
ขบวนรถม้าสลักตราพยัคฆ์แห่งกองกำลังรักษาเมืองหลวงเคลื่อนตัวเข้าสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ แถบชานเมืองอย่างเงียบเชียบ ชาวบ้านต่างพากันชะเง้อคอผ่านรั้วไม้ไผ่ด้วยความแตกตื่น เมื่อรถม้าคันใหญ่หยุดลงหน้าเรือนไม้ซอมซ่อของสกุลหลินจากนั้นประตูรถม้าค่อย ๆ ถูกเปิดออก ก่อนร่างบางของหลินเยว่ชิงก้าวลงมาเป็นคนแรก หญิงสาวสูดกลิ่นไอดินและกลิ่นรวงข้าวแสนคุ้นชินเข้าเต็มปอด นัยน์ตากลมโตทอดมองบานประตูเรือนเปิดแง้มไว้ ก่อนหันไปประคองสตรีผู้เป็นพี่สาวให้ก้าวตามลงมา“พี่หญิง เรากลับมาถึงบ้านแล้วเจ้าค่ะ” เยว่ชิงเอ่ยเสียงสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาแห่งความปีติรื้นขึ้นมาในดวงตาหลินเยว่หลันในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนกวาดสายตามองลานหน้าบ้าน ซึ่งทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิมราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง ก่อนสตรีผู้รอดชีวิตจากขุมนรกวังหลวงยกมือขึ้นปิดปากสะอื้นไห้จนตัวสั่นเทา“ใครมาอยู่หน้าเรือนกัน” เสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้นจากด้านใน พร้อมบานประตูไม้ถูกผลักออกกว้าง ก่อนปรากฏร่างของมารดาสกุลหลินที่เดินถือไม้เท้าออกมา โดยมีบิดาเดินประคองอยู่เคียงข้างครั้นสายตาฝ้าฟางของคนทั้งสองปะทะเข้ากับใบหน้าของสตรีที่ยืนอยู่หน้าเรือน ไม้เท้าในมือมารดาก็ร่วงหล่นลงพ
“ปล่อยเชือกเดี๋ยวนี้เยว่ชิง! ปล่อย!”สุรเสียงตวาดลั่นของเซียวจิ่งเหยียนดังก้องแข่งกับเสียงปะทุของเปลวเพลิง ฝ่ามือหนาเต็มไปด้วยรอยแผลพุพองกำข้อมือบางของหลินเยว่ชิงไว้แน่นจนสั่นสะท้าน“ข้าน้อยปล่อยไม่ได้เจ้าค่ะ! หากหีบใบนี้ตกลงไป ขุนนางชั่วทั้งราชสำนักจะลอยนวล!” หญิงสาวกัดฟันแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มเพราะความร้อนระอุและควันไฟ สองมือยังคงกำเชือกเส้นหนาที่รั้งหีบเหล็กบรรจุเอกสารสำคัญไว้สุดกำลัง“ชีวิตของเจ้ามีค่ามากกว่าเศษกระดาษพวกนั้น! หากเจ้าตาย ความยุติธรรมจะมีประโยชน์อันใด!” นัยน์ตาคมกริบของบุรุษผู้สูงศักดิ์วาวโรจน์ด้วยความหวาดผวาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน “ข้าสั่งให้ปล่อย!”“ทว่า...” เปรี๊ยะ! แควก!เชือกเส้นหนาถูกไฟลามเลียทนรับน้ำหนักของหีบเหล็กไม่ไหวอีกต่อไป เส้นใยขาดผึงออกจากกันในเสี้ยววินาทีน้ำหนักที่รั้งร่างบางไว้พลันหายวับ เซียวจิ่งเหยียนใช้จังหวะนั้นออกแรงกระชากข้อมือเรียวสุดกำลัง ดึงร่างของเยว่ชิงให้ลอยข้ามขอบบ่อขึ้นมาบนพื้นหินอ่อนได้อย่างฉิวเฉียด!โครมมม!!!เสียงหีบเหล็กตกลงกระทบกรงเหล็กเบื้องล่าง ก่อนร่วงทะลุลงสู่ช่องระบายน้ำมัน เปลวเพลิงสีส้มแดงกลืนกินหลักฐานชิ้นสุดท้ายหาย
“เร่งม้าอีก! หากชักช้าแม้แต่ลมหายใจเดียว สตรีเหล่านั้นจะกลายเป็นเถ้าถ่าน!”เซียวจิ่งเหยียนตวาดก้องในยามวิกาล พร้อมควบม้าศึกสีนิลตะบึงเต็มฝีเท้า มุ่งหน้าสู่ลานพิธีใหญ่ของกรมพิธีการ โดยมีหลินเยว่ชิงกอดรัดเอวแกร่งของบุรุษเบื้องหน้าแน่น พร้อมหัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดผวา“ท่านอ๋อง ประตูลานพิธีถูกปิดตายจากด้านในพ่ะย่ะค่ะ!” แม่ทัพจ้าวตะโกนรายงานขณะควบม้าตีคู่ขึ้นมา“พังมันเข้าไป ใช้ท่อนซุงกระแทกให้แตก อย่าให้ผู้ใดรอดพ้นคมดาบไปได้!” สุรเสียงดุดันสั่งการเด็ดขาด“รับด้วยเกล้า!”ทหารกองกำลังรักษาเมืองหลวงหลายสิบนายกระโดดลงจากหลังม้า ร่วมแรงกันแบกท่อนซุงขนาดใหญ่พุ่งเข้ากระแทกบานประตูเหล็กของลานพิธีตึง! ตึง! โครม!ไม่นานบานประตูหนักอึ้งพังครืนลงมา พร้อมเผยให้เห็นภาพเบื้องหน้าที่ทำให้เลือดในกายของเยว่ชิงเย็นเฉียบลานหินอ่อนกว้างใหญ่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นฉุนกึกของน้ำมันยาง ตรงกลางลานคือตะแกรงเหล็กขนาดใหญ่เปิดอ้าออก เบื้องล่างคือห้องกรงใต้ดินซึ่งมีสตรีสวมชุดขาวหม่นนับสิบชีวิตถูกล่ามโซ่ตรวนติดกัน พวกนางกำลังกรีดร้องและกอดกันกลมด้วยความหวาดกลัวสุดขีดซึ่งรอบ ๆ ปากบ่อนั้นปรากฏร่างของนักบวชชุดดำและทหารเ
“ฝ่าบาท ขุนนางผู้ใดที่มีชื่ออยู่ในหน้าสุดท้ายกระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เซียวจิ่งเหยียนก้าวประชิดแท่นบัลลังก์ นัยน์ตาคมกริบจดจ้องพระพักตร์ซีดเผือดของผู้ครองแคว้น สุรเสียงของอ๋องหนุ่มเต็มไปด้วยความตึงเครียดขั้นสุดฮ่องเต้เซียวจิ่งเฉิงทรงทิ้งสมุดบัญชีเลือดลงบนโต๊ะทรงงาน พระหัตถ์สั่นสะท้านชี้ไปยังตัวอักษรแถวสุดท้าย “จ้าวถิง... อดีตเสนาบดีกรมพิธีการคนก่อน ผู้ล่วงลับไปเมื่อห้าปีที่แล้ว”“ฮ่า ๆ ๆ ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ!” เสิ่นเหวินจิ้งระเบิดเสียงหัวเราะก้องท้องพระโรง ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง “ผู้บงการปลอมแปลงตราพระราชลัญจกร ผู้ริเริ่มการสังเวยโลหิตและผู้ยักยอกเงินไปซ่องสุมกำลังพลที่หุบเขาซานหลิง... แท้จริงแล้วคือจ้าวถิง”“ใต้เท้าเสิ่น! ท่านกำลังโยนความผิดให้คนตาย!” หลินเยว่ชิงตวาดสวน ร่างบางก้าวออกมายืนประจันหน้าขุนนางโฉด “อดีตเสนาบดีจ้าวสิ้นชีพไปนานแล้ว ท่านจะกล่าวอ้างสิ่งใดก็ย่อมได้!”“ข้ากล่าวความจริง!” ขุนนางชราหันไปประสานมือถวายบังคมฮ่องเต้ “ฝ่าบาท เมื่อสิบปีก่อนข้าน้อยเป็นเพียงรองเสนาบดีไร้อำนาจ จ้าวถิงเป็นผู้สั่งทำตราประทับปลอมและบัญชาการทุกสิ่ง ข้าน้อยถูกบังคับให้ปิดปากเงียบเพื่
“หยุดมือเดี๋ยวนี้เสิ่นเหวินจิ้ง!”เซียวจิ่งเหยียนตวาดก้องขณะม้าศึกควบทะยานเข้าสู่ลานพิธีของกรมพิธีการ คบเพลิงในมือเสนาบดีเฒ่ากำลังถูกโยนลงไปในห้องใต้ดินซึ่งมีเสียงกรีดร้องของสตรีดังระงมร่างสูงไม่รอช้า ปามีดสั้นในมือออกไปสุดแรงเกิดเคร้ง!มีดสั้นกระแทกด้ามคบเพลิงจนหลุดจากมือเสนาบดีเฒ่า จนร่วงหล่นลงบนพื้นหินอ่อนเปียกชื้น องครักษ์เงาที่ตามมาติด ๆ พุ่งทะยานเข้าประชิดตัว พร้อมล็อกแขนชายวัยกลางคนกดลงกับพื้นอย่างแน่นหนาเยว่ชิงรีบกระโดดลงจากหลังม้า จากนั้นวิ่งตรงไปยังลูกกรงเหล็กของห้องใต้ดิน “สตรีทุกคนปลอดภัยหรือไม่เจ้าคะ”“พวกเราอยู่นี่! ช่วยด้วย!” เสียงสะอื้นไห้ดังลอดขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่างอ๋องหนุ่มก้าวอาด ๆ เข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าขุนนางโฉด นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ “แผนการของเจ้าจบสิ้นแล้ว นำตัวกบฏผู้นี้กลับไปชำระความต่อหน้าเบื้องพระพักตร์เดี๋ยวนี้”ณ ท้องพระโรงใหญ่ วังหลวงยามโฉ่วบรรยากาศหนักอึ้งดั่งขุนเขาตระหง่านทับ ฮ่องเต้เซียวจิ่งเฉิงประทับบนบัลลังก์มังกร พระพักตร์ถมึงทึงดุดัน เบื้องล่างมีเสนาบดีเสิ่นเหวินจิ้งถูกล่ามโซ่ตรวนคุกเข่าอยู่กลางโถง ขนาบข้างด้วยอ๋องเจิ้ง หลินเยว่ชิง และหลินเ
“ยิงพวกนางให้พรุน! สังหารฮ่องเต้และอ๋องเจิ้งให้สิ้นซาก!” สิ้นเสียงตวาดก้องของเสนาบดีเสิ่นเหวินจิ้ง ลูกธนูนับสิบดอกก็พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาจากแนวกำแพง หลินเยว่ชิงเบิกตากว้าง สองเท้าแข็งค้างอยู่กลางลานหินอ่อน ดวงตาทั้งสองหลับแน่นรอรับความเจ็บปวดทว่าแทนที่นางจะกรี๊ดร้องด้วยความเจ็บปวดจากลูกธนูทะลวงเนื้อหนัง กลับกลายเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากบนหลังคาตำหนักแทน“อ๊ากกก!”ร่างของพลธนูชุดดำร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหินอ่อนทีละคน เบื้องหลังมือสังหารเหล่านั้นปรากฏเงาร่างขององครักษ์หน้ากากเหล็กนับสิบนายซึ่งดักซุ่มอยู่ก่อนแล้ว คมดาบเงาวับตวัดฟาดฟันศัตรูบนกำแพงจนล้มตายเกลื่อนกลาดเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น ร่างสูงใหญ่ของเซียวจิ่งเหยียนพุ่งทะยานฝ่าสายฝนเข้ามา วงแขนแกร่งรวบเอวหลินเยว่ชิงและกระชากแขนหลินเยว่หลันให้ถอยร่นกลับมาอยู่เบื้องหลังโล่ของทหารกองกำลังรักษาเมืองหลวง“ท่านอ๋อง!” เยว่ชิงลืมตาขึ้น ลมหายใจหอบเหนื่อย“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าดื้อดึง” น้ำเสียงทุ้มดุดันตวาดลั่น นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ “หากองครักษ์เงาของข้าลงมือช้าเพียงก้านธูป เจ้าและพี่สาวคงกลายเป็นศพเฝ้าลานตำหนักไปแล้ว”“ข้าน้อยต้







