Mag-log in“เถ้าแก่ ข้าได้ยินว่าวันนี้มีคำสั่งซื้ออาหารและชาสร่างเมาไปส่งที่หอจดหมายเหตุของกรมพิธีการ ข้าขอรับหน้าที่นี้เองได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เยว่ชิงเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นเถ้าแก่โรงน้ำชาจัดเตรียมปิ่นโตไม้ไผ่สี่ชั้นเสร็จเรียบร้อย
“เจ้าแน่ใจหรือเยว่ชิง?” เถ้าแก่ขมวดคิ้ว “เมื่อวานเจ้าเพิ่งทำจอกชาแตกต่อหน้าทหารพวกนั้น ข้าเกรงว่าหากคนเหล่านั้นจำหน้าเจ้าได้ จะเกิดเรื่องวุ่นวายเอา”
“ข้าน้อยเปลี่ยนเสื้อผ้าและทำผมทรงใหม่แล้วเจ้าค่ะ อีกอย่าง เมื่อคืนใต้เท้าทั้งสองเมามายจนแทบไม่มีสติ คงจำใบหน้าข้าน้อยไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ข้าน้อยอยากได้เงินค่าจ้างเพิ่ม เถ้าแก่โปรดเมตตาด้วยเถิด” ร่างบางประสานมือโค้งคำนับ
ชายวัยกลางคนถอนหายใจยาว “เอาเถิด ๆ เห็นแก่ที่เจ้าขยันขันแข็ง ป้ายไม้นี้คือป้ายผ่านทางชั่วคราวสำหรับส่งเสบียง นำไปแสดงต่อทหารยามหน้าประตูหอจดหมายเหตุ ส่งเสร็จแล้วจงรีบกลับมา อย่าได้เดินเพ่นพ่านเด็ดขาด”
“ขอบพระคุณเถ้าแก่เจ้าค่ะ” หญิงสาวรับป้ายไม้และหิ้วปิ่นโตเดินออกจากโรงน้ำชาทันที
หอจดหมายเหตุของกรมพิธีการตั้งอยู่บริเวณเขตขุนนางชั้นนอก ห่างจากประตูวังหลวงเพียงไม่กี่ลี้ ใช้เวลาเดินเท้าเพียงหนึ่งก้านธูปก็มาถึงหน้าอาคารไม้ห้าชั้นอันโอ่อ่า
“หยุดอยู่ตรงนั้น! เขตหอจดหมายเหตุราชสำนัก ห้ามผู้ใดเข้าออกตามอำเภอใจ” ทหารยามร่างกำยำหน้าประตูตวาดเสียงกร้าว พร้อมยกหอกขึ้นขวางทาง
“ใต้เท้าโปรดระงับโทสะ ข้าน้อยเป็นเด็กรับใช้จากโรงน้ำชาอวี้ชุน นำอาหารและชาสร่างเมามาส่งให้ใต้เท้าจางผู้คุมคลังเอกสารเจ้าค่ะ” เยว่ชิงยื่นป้ายไม้ผ่านทางให้ตรวจสอบ พร้อมเอ่ยอ้างชื่อทหารร่างผอมที่จำได้จากเมื่อคืน
ทหารยามรับป้ายไม้ไปพลิกดู ก่อนแค่นเสียง “ใต้เท้าจางเมามายไม่ได้สติอยู่ด้านในตั้งแต่เมื่อคืน เข้าไปส่งในโถงพักผ่อนชั้นล่าง วางของเสร็จแล้วจงรีบไสหัวออกไป”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อก้าวพ้นประตูไม้บานใหญ่ เยว่ชิงพบว่าภายในหอจดหมายเหตุค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงเสมียนฝึกหัดสองสามคนนั่งคัดลอกตำราอยู่ในมุมห้อง ร่างบางจึงเดินตรงไปยังโถงพักผ่อนตามคำบอกเล่า และพบทหารร่างผอมนอนฟุบหลับอยู่บนโต๊ะไม้ สภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยกลิ่นสุราคละคลุ้ง
“พี่ชาย ใต้เท้าจางสั่งให้ข้าน้อยนำชาสร่างเมามาส่งเจ้าค่ะ” เยว่ชิงหันไปส่งเสียงเรียกเสมียนหนุ่มที่เดินผ่านมาพอดี
เสมียนหนุ่มส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “วางไว้ตรงนั้นแหละ ปล่อยให้นอนไปเถิด วันนี้ไม่มีขุนนางผู้ใหญ่เข้ามาตรวจงานเสียด้วย”
“พี่ชายเจ้าคะ ใต้เท้าจางยังกำชับข้าน้อยอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ” เยว่ชิงตีหน้าซื่อ “ใต้เท้าสั่งว่าหากนำอาหารมาส่งแล้ว ให้ข้าน้อยขึ้นไปทำความสะอาดปัดกวาดชั้นเก็บตำราพิธีกรรมโบราณ เพื่อแลกกับเศษเงินเล็กน้อย ไม่ทราบว่าชั้นตำรานั้นอยู่ทางทิศใดหรือเจ้าคะ?”
เสมียนหนุ่มมองร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้า “ใต้เท้าจางใช้งานสตรีสุ่มสี่สุ่มห้าอีกแล้วหรือนี่ ช่างเถอะ ชั้นเก็บตำราเก่าอยู่ชั้นสามห้องริมสุดทางเดินฝั่งขวา แต่จำไว้ว่าปัดกวาดแค่ภายนอกตู้ ห้ามแตะต้องหรือเปิดอ่านม้วนกระดาษเด็ดขาด หากของสำคัญเสียหาย สิบหัวของเจ้าก็ชดใช้ไม่พอ”
“ข้าน้อยจดจำใส่ใจแล้วเจ้าค่ะ ขอบพระคุณพี่ชายที่ชี้แนะ”
ร่างบางค้อมศีรษะ ก่อนรีบหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไม้แคบ ๆ อย่างเงียบเชียบ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวเมื่อรู้ว่าตนเองกำลังก้าวล่วงเข้าสู่เขตหวงห้าม
เมื่อถึงชั้นสาม เยว่ชิงไม่รีรอเดินตรงไปยังห้องริมสุดฝั่งขวาทันที จากนั้นแง้มบานประตูไม้แกะสลักเปิดออกช้า ๆ ซึ่งภายในห้องเต็มไปด้วยตู้ไม้ขนาดใหญ่เรียงราย พร้อมกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละอองลอยคลุ้งในอากาศ
หญิงสาวรีบหันหลังปิดประตูลงกลอนจากด้านในทันที แล้วเริ่มกวาดสายตาอ่านป้ายไม้ที่ติดอยู่หน้าตู้แต่ละใบอย่างรวดเร็ว
“พิธีบวงสรวงสวรรค์ พิธีมงคลสมรส พิธีฉลองชัยชนะ” เยว่ชิงพึมพำขณะไล่สายตาไปตามชั้นไม้ “ไม่ใช่ตู้พวกนี้ ต้องเป็นพิธีเกี่ยวกับการล้างอาเพศ”
หญิงสาวเดินลึกเข้าไปด้านในสุดของห้อง จนกระทั่งพบตู้ไม้สีดำสนิทถูกปิดล็อกด้วยกุญแจทองเหลือง ป้ายหน้าตู้สลักอักษรคำว่าพิธีการต้องห้าม
“ต้องเป็นตู้นี้แน่”
เยว่ชิงล้วงหยิบปิ่นปักผมเหล็กที่ซ่อนไว้ออกมา จากนั้นใช้มือเรียวสอดปลายปิ่นเข้าไปในรูกุญแจ ขยับหมุนซ้ายขวาอย่างใจเย็น
กริ๊ก!
เสียงแม่กุญแจทองเหลืองปลดล็อกออก
เยว่ชิงไม่รอช้าดึงบานประตูตู้ไม้ให้เปิดกว้าง ซึ่งภายในเต็มไปด้วยม้วนตำราสีหม่นและหนังสือปกหนังเก่าคร่ำคร่า
มือเรียวหยิบตำราเล่มบนสุดขึ้นมาเปิดดู “ตำราบูชาฆาต” หญิงสาวอ่านชื่อคัมภีร์บนหน้าแรกด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า นิ้วเรียวพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว สายตากวาดอ่านเนื้อหาสำคัญ
“อาเพศแห่งแผ่นดิน เกิดจากวิญญาณแค้นสะสมในแม่น้ำลี้คง การชำระล้างมิอาจใช้เพียงเครื่องหอมและสัตว์โลหิต ต้องใช้มนุษย์ผู้มีชะตาบริสุทธิ์เพื่อรองรับความอัปมงคล” เยว่ชิงอ่านข้อความเสียงแผ่วเบา เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมตามแผ่นหลัง
“คุณสมบัติแห่งสตรีผู้เป็นเครื่องบูชายัน ต้องเป็นสตรีวัยแรกรุ่น ชาติกำเนิดไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ และต้องถือเวลาตกฟากปีระกาเดือนสิบเอ็ดยามจื่อ...”
เสียงของหญิงสาวขาดหายไปในลำคอ ข้อความในตำรายืนยันทุกสิ่งที่ทหารร่างผอมพูดเมื่อคืน พี่สาวของนางไม่ได้เข้าวังไปเป็นนางกำนัล แต่ถูกส่งตัวไปเป็นเครื่องสังเวยในพิธีงมงายของราชสำนัก
“สตรีที่ถูกคัดเลือก จะถูกจองจำในตำหนักปิดตายเพื่อชำระล้างร่างกายด้วยน้ำหอมเก้าชนิดเป็นเวลาเจ็ดเดือน จากนั้นจึงนำตัวเข้าสู่ลานพิธีเบื้องหลังกำแพงวัง” เยว่ชิงกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด “เจ็ดเดือนเหรอ แต่พี่หญิงเข้าวังไปได้หกเดือนเศษแล้ว แสดงว่าเวลาของนางใกล้จะหมดลงเต็มที”
ร่างบางรีบวางตำราเล่มนั้นลงแล้วค้นหาเอกสารอื่น ๆ ในตู้ไม้สีดำต่อไป หากราชสำนักใช้สตรีเพื่อทำพิธี ย่อมต้องมีบันทึกบัญชีรายชื่อหรือหลักฐานการรับตัวอยู่แน่
ลึกเข้าไปด้านหลังกองตำรา มือเรียวสัมผัสโดนกล่องไม้ใบเล็กขนาดเท่าฝ่ามือก่อนดึงมันออกมาเปิดดู ภายในมีสมุดข่อยปกสีแดงสดเล่มหนึ่งซ่อนอยู่ ซึ่งหน้าปกไร้ซึ่งอักษรระบุชื่อ ทว่าเมื่อเปิดกางออกดู เนื้อหาด้านในกลับเป็นตารางรายชื่อสตรีจำนวนมาก
“บัญชีรายชื่อสตรีผู้ชำระล้างอาเพศ” เยว่ชิงกวาดสายตาอ่านบรรทัดแรก
“รัชศกเซิ่งอู่ปีที่สี่ หวังซิ่วอิงหมู่บ้านหลงถาน สถานะชำระล้างเสร็จสิ้นสมบูรณ์”
“รัชศกเซิ่งอู่ปีที่เจ็ด หลี่จิงเมืองเฉวียนโจว สถานะชำระล้างเสร็จสิ้นสมบูรณ์”
รายชื่อหลายสิบคนถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดง พร้อมระบุสถานะว่าสมบูรณ์ซึ่งหมายถึงความตายอย่างไม่ต้องสงสัย เยว่ชิงมือสั่นเทาขณะพลิกกระดาษไปยังหน้าสุดท้าย ซึ่งเป็นรายชื่อของสตรีชุดปัจจุบัน
“รัชศกเซิ่งอู่ปีที่สิบ ซุนเยวี่ยหมู่บ้านซานเหอ สถานะรอประกอบพิธี”
มือเรียวพยายามไล่ปลายนิ้วลงตามบรรทัดอย่างร้อนรน หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบหลุดออกมานอกอก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อสายตาปะทะเข้ากับตัวอักษรสามตัวคุ้นเคย
“หลินเยว่หลันหมู่บ้านหลินเจีย สถานะรอประกอบพิธี”
ขบวนรถม้าสลักตราพยัคฆ์แห่งกองกำลังรักษาเมืองหลวงเคลื่อนตัวเข้าสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ แถบชานเมืองอย่างเงียบเชียบ ชาวบ้านต่างพากันชะเง้อคอผ่านรั้วไม้ไผ่ด้วยความแตกตื่น เมื่อรถม้าคันใหญ่หยุดลงหน้าเรือนไม้ซอมซ่อของสกุลหลินจากนั้นประตูรถม้าค่อย ๆ ถูกเปิดออก ก่อนร่างบางของหลินเยว่ชิงก้าวลงมาเป็นคนแรก หญิงสาวสูดกลิ่นไอดินและกลิ่นรวงข้าวแสนคุ้นชินเข้าเต็มปอด นัยน์ตากลมโตทอดมองบานประตูเรือนเปิดแง้มไว้ ก่อนหันไปประคองสตรีผู้เป็นพี่สาวให้ก้าวตามลงมา“พี่หญิง เรากลับมาถึงบ้านแล้วเจ้าค่ะ” เยว่ชิงเอ่ยเสียงสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาแห่งความปีติรื้นขึ้นมาในดวงตาหลินเยว่หลันในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนกวาดสายตามองลานหน้าบ้าน ซึ่งทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิมราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง ก่อนสตรีผู้รอดชีวิตจากขุมนรกวังหลวงยกมือขึ้นปิดปากสะอื้นไห้จนตัวสั่นเทา“ใครมาอยู่หน้าเรือนกัน” เสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้นจากด้านใน พร้อมบานประตูไม้ถูกผลักออกกว้าง ก่อนปรากฏร่างของมารดาสกุลหลินที่เดินถือไม้เท้าออกมา โดยมีบิดาเดินประคองอยู่เคียงข้างครั้นสายตาฝ้าฟางของคนทั้งสองปะทะเข้ากับใบหน้าของสตรีที่ยืนอยู่หน้าเรือน ไม้เท้าในมือมารดาก็ร่วงหล่นลงพ
“ปล่อยเชือกเดี๋ยวนี้เยว่ชิง! ปล่อย!”สุรเสียงตวาดลั่นของเซียวจิ่งเหยียนดังก้องแข่งกับเสียงปะทุของเปลวเพลิง ฝ่ามือหนาเต็มไปด้วยรอยแผลพุพองกำข้อมือบางของหลินเยว่ชิงไว้แน่นจนสั่นสะท้าน“ข้าน้อยปล่อยไม่ได้เจ้าค่ะ! หากหีบใบนี้ตกลงไป ขุนนางชั่วทั้งราชสำนักจะลอยนวล!” หญิงสาวกัดฟันแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มเพราะความร้อนระอุและควันไฟ สองมือยังคงกำเชือกเส้นหนาที่รั้งหีบเหล็กบรรจุเอกสารสำคัญไว้สุดกำลัง“ชีวิตของเจ้ามีค่ามากกว่าเศษกระดาษพวกนั้น! หากเจ้าตาย ความยุติธรรมจะมีประโยชน์อันใด!” นัยน์ตาคมกริบของบุรุษผู้สูงศักดิ์วาวโรจน์ด้วยความหวาดผวาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน “ข้าสั่งให้ปล่อย!”“ทว่า...” เปรี๊ยะ! แควก!เชือกเส้นหนาถูกไฟลามเลียทนรับน้ำหนักของหีบเหล็กไม่ไหวอีกต่อไป เส้นใยขาดผึงออกจากกันในเสี้ยววินาทีน้ำหนักที่รั้งร่างบางไว้พลันหายวับ เซียวจิ่งเหยียนใช้จังหวะนั้นออกแรงกระชากข้อมือเรียวสุดกำลัง ดึงร่างของเยว่ชิงให้ลอยข้ามขอบบ่อขึ้นมาบนพื้นหินอ่อนได้อย่างฉิวเฉียด!โครมมม!!!เสียงหีบเหล็กตกลงกระทบกรงเหล็กเบื้องล่าง ก่อนร่วงทะลุลงสู่ช่องระบายน้ำมัน เปลวเพลิงสีส้มแดงกลืนกินหลักฐานชิ้นสุดท้ายหาย
“เร่งม้าอีก! หากชักช้าแม้แต่ลมหายใจเดียว สตรีเหล่านั้นจะกลายเป็นเถ้าถ่าน!”เซียวจิ่งเหยียนตวาดก้องในยามวิกาล พร้อมควบม้าศึกสีนิลตะบึงเต็มฝีเท้า มุ่งหน้าสู่ลานพิธีใหญ่ของกรมพิธีการ โดยมีหลินเยว่ชิงกอดรัดเอวแกร่งของบุรุษเบื้องหน้าแน่น พร้อมหัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดผวา“ท่านอ๋อง ประตูลานพิธีถูกปิดตายจากด้านในพ่ะย่ะค่ะ!” แม่ทัพจ้าวตะโกนรายงานขณะควบม้าตีคู่ขึ้นมา“พังมันเข้าไป ใช้ท่อนซุงกระแทกให้แตก อย่าให้ผู้ใดรอดพ้นคมดาบไปได้!” สุรเสียงดุดันสั่งการเด็ดขาด“รับด้วยเกล้า!”ทหารกองกำลังรักษาเมืองหลวงหลายสิบนายกระโดดลงจากหลังม้า ร่วมแรงกันแบกท่อนซุงขนาดใหญ่พุ่งเข้ากระแทกบานประตูเหล็กของลานพิธีตึง! ตึง! โครม!ไม่นานบานประตูหนักอึ้งพังครืนลงมา พร้อมเผยให้เห็นภาพเบื้องหน้าที่ทำให้เลือดในกายของเยว่ชิงเย็นเฉียบลานหินอ่อนกว้างใหญ่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นฉุนกึกของน้ำมันยาง ตรงกลางลานคือตะแกรงเหล็กขนาดใหญ่เปิดอ้าออก เบื้องล่างคือห้องกรงใต้ดินซึ่งมีสตรีสวมชุดขาวหม่นนับสิบชีวิตถูกล่ามโซ่ตรวนติดกัน พวกนางกำลังกรีดร้องและกอดกันกลมด้วยความหวาดกลัวสุดขีดซึ่งรอบ ๆ ปากบ่อนั้นปรากฏร่างของนักบวชชุดดำและทหารเ
“ฝ่าบาท ขุนนางผู้ใดที่มีชื่ออยู่ในหน้าสุดท้ายกระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เซียวจิ่งเหยียนก้าวประชิดแท่นบัลลังก์ นัยน์ตาคมกริบจดจ้องพระพักตร์ซีดเผือดของผู้ครองแคว้น สุรเสียงของอ๋องหนุ่มเต็มไปด้วยความตึงเครียดขั้นสุดฮ่องเต้เซียวจิ่งเฉิงทรงทิ้งสมุดบัญชีเลือดลงบนโต๊ะทรงงาน พระหัตถ์สั่นสะท้านชี้ไปยังตัวอักษรแถวสุดท้าย “จ้าวถิง... อดีตเสนาบดีกรมพิธีการคนก่อน ผู้ล่วงลับไปเมื่อห้าปีที่แล้ว”“ฮ่า ๆ ๆ ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ!” เสิ่นเหวินจิ้งระเบิดเสียงหัวเราะก้องท้องพระโรง ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง “ผู้บงการปลอมแปลงตราพระราชลัญจกร ผู้ริเริ่มการสังเวยโลหิตและผู้ยักยอกเงินไปซ่องสุมกำลังพลที่หุบเขาซานหลิง... แท้จริงแล้วคือจ้าวถิง”“ใต้เท้าเสิ่น! ท่านกำลังโยนความผิดให้คนตาย!” หลินเยว่ชิงตวาดสวน ร่างบางก้าวออกมายืนประจันหน้าขุนนางโฉด “อดีตเสนาบดีจ้าวสิ้นชีพไปนานแล้ว ท่านจะกล่าวอ้างสิ่งใดก็ย่อมได้!”“ข้ากล่าวความจริง!” ขุนนางชราหันไปประสานมือถวายบังคมฮ่องเต้ “ฝ่าบาท เมื่อสิบปีก่อนข้าน้อยเป็นเพียงรองเสนาบดีไร้อำนาจ จ้าวถิงเป็นผู้สั่งทำตราประทับปลอมและบัญชาการทุกสิ่ง ข้าน้อยถูกบังคับให้ปิดปากเงียบเพื่
“หยุดมือเดี๋ยวนี้เสิ่นเหวินจิ้ง!”เซียวจิ่งเหยียนตวาดก้องขณะม้าศึกควบทะยานเข้าสู่ลานพิธีของกรมพิธีการ คบเพลิงในมือเสนาบดีเฒ่ากำลังถูกโยนลงไปในห้องใต้ดินซึ่งมีเสียงกรีดร้องของสตรีดังระงมร่างสูงไม่รอช้า ปามีดสั้นในมือออกไปสุดแรงเกิดเคร้ง!มีดสั้นกระแทกด้ามคบเพลิงจนหลุดจากมือเสนาบดีเฒ่า จนร่วงหล่นลงบนพื้นหินอ่อนเปียกชื้น องครักษ์เงาที่ตามมาติด ๆ พุ่งทะยานเข้าประชิดตัว พร้อมล็อกแขนชายวัยกลางคนกดลงกับพื้นอย่างแน่นหนาเยว่ชิงรีบกระโดดลงจากหลังม้า จากนั้นวิ่งตรงไปยังลูกกรงเหล็กของห้องใต้ดิน “สตรีทุกคนปลอดภัยหรือไม่เจ้าคะ”“พวกเราอยู่นี่! ช่วยด้วย!” เสียงสะอื้นไห้ดังลอดขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่างอ๋องหนุ่มก้าวอาด ๆ เข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าขุนนางโฉด นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ “แผนการของเจ้าจบสิ้นแล้ว นำตัวกบฏผู้นี้กลับไปชำระความต่อหน้าเบื้องพระพักตร์เดี๋ยวนี้”ณ ท้องพระโรงใหญ่ วังหลวงยามโฉ่วบรรยากาศหนักอึ้งดั่งขุนเขาตระหง่านทับ ฮ่องเต้เซียวจิ่งเฉิงประทับบนบัลลังก์มังกร พระพักตร์ถมึงทึงดุดัน เบื้องล่างมีเสนาบดีเสิ่นเหวินจิ้งถูกล่ามโซ่ตรวนคุกเข่าอยู่กลางโถง ขนาบข้างด้วยอ๋องเจิ้ง หลินเยว่ชิง และหลินเ
“ยิงพวกนางให้พรุน! สังหารฮ่องเต้และอ๋องเจิ้งให้สิ้นซาก!” สิ้นเสียงตวาดก้องของเสนาบดีเสิ่นเหวินจิ้ง ลูกธนูนับสิบดอกก็พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาจากแนวกำแพง หลินเยว่ชิงเบิกตากว้าง สองเท้าแข็งค้างอยู่กลางลานหินอ่อน ดวงตาทั้งสองหลับแน่นรอรับความเจ็บปวดทว่าแทนที่นางจะกรี๊ดร้องด้วยความเจ็บปวดจากลูกธนูทะลวงเนื้อหนัง กลับกลายเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากบนหลังคาตำหนักแทน“อ๊ากกก!”ร่างของพลธนูชุดดำร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหินอ่อนทีละคน เบื้องหลังมือสังหารเหล่านั้นปรากฏเงาร่างขององครักษ์หน้ากากเหล็กนับสิบนายซึ่งดักซุ่มอยู่ก่อนแล้ว คมดาบเงาวับตวัดฟาดฟันศัตรูบนกำแพงจนล้มตายเกลื่อนกลาดเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น ร่างสูงใหญ่ของเซียวจิ่งเหยียนพุ่งทะยานฝ่าสายฝนเข้ามา วงแขนแกร่งรวบเอวหลินเยว่ชิงและกระชากแขนหลินเยว่หลันให้ถอยร่นกลับมาอยู่เบื้องหลังโล่ของทหารกองกำลังรักษาเมืองหลวง“ท่านอ๋อง!” เยว่ชิงลืมตาขึ้น ลมหายใจหอบเหนื่อย“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าดื้อดึง” น้ำเสียงทุ้มดุดันตวาดลั่น นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ “หากองครักษ์เงาของข้าลงมือช้าเพียงก้านธูป เจ้าและพี่สาวคงกลายเป็นศพเฝ้าลานตำหนักไปแล้ว”“ข้าน้อยต้







