ตอนที่ 2
หลันซู่ถงคนดี (คนซวย) 2018
รอดแล้ว!!!
เป็นคำเดียวที่ดังเข้ามาในหัวของเธอในขณะนี้เมื่อรู้สึกได้ว่าตัวเองนั้นไม่ได้ตกลงไปเจ็บตัวอย่างที่คิดเอาไว้
ตอนนี้เหมือนว่าร่างกายของเธอยังถูกใครสักคนจับเอาไว้อย่างดีอยู่เลย เธอลืมตาขึ้นทันทีเมื่อนึกถึงแม่เพื่อนสนิทตัวดีที่อาจจะเจ็บเพิ่มเพราะรถเข็นเลื่อนตกลงไปแบบนั้น
คิดได้ดังนั้นเธอก็ดันตัวเองออกมาจากตัวของคนที่ช่วยเธอซึ่งเธอยังไม่ทันได้เห็นใบหน้าของเขาด้วยซ้ำเพราะความสูงของเขาและเธอค่อนข้างแตกต่างกันอยู่พอสมควร
เธอยืนเต็มความสูงแล้วแต่กลับอยู่แค่เพียงระดับหน้าอกของเขาเพียงเท่านั้น ตอนนี้สิ่งที่เธอควรห่วงก็คือเฟ่งเสี่ยวซ่งเพื่อนสนิทของเธอ เธอเลยพักเรื่องที่จะจดจำหน้าของผู้มีพระคุณเอาไว้เสียก่อนและรีบวิ่งไปดูเพื่อนของเธอว่าเป็นอะไรรึเปล่า
“เสี่ยวซ่งแกเป็นอะไรรึเปล่า”
เธอเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่ตอนนี้ยังนั่งอยู่บนรถเข็นอย่างเดิม เพิ่มเติมคือรอบๆรถเข็นของเพื่อนเธอมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงหลายคนยืนรุมกันอยู่
“ฉันไม่เป็นไร โชคดีที่ได้ทุกคนช่วยกันจับรถเข็นของฉันเอาไว้ได้เสียก่อน”
เฟ่งเสี่ยวซ่งเอ่ยตอบเพื่อนสนิทของตัวเองก่อนจะหันมากล่าวขอบคุณผู้คนทั้งหลายที่ช่วยเธอเอาไว้
“ขอบคุณทุกคนมากนะคะ”
เมื่อเห็นว่าเพื่อนของเธอกล่าวขอบคุณเหล่าผู้คนที่ช่วยเพื่อนของเธอเอาไว้ หลันซู่ถงจึงได้กล่าวขอบคุณคนเหล่านั้นไปด้วยเช่นกัน ก่อนที่เธอจะรีบพาเพื่อนสนิทของตัวเองกลับไปยังห้องพักทันทีอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด
“ตกลงว่าแกไม่ได้เจ็บตรงไหนแน่นะ ให้ฉันเรียกพยาบาลให้พาแกไปตรวจเพิ่มดีไหม” ซู่ถงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงอีกครั้ง
แม้จะได้รับคำยืนยันจากปากเพื่อนสนิทตั้งแต่อยู่ที่สวนดาดฟ้าแล้วว่าไม่ได้เป็นอะไรแต่เธอก็ยังไม่เบาใจ
“ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆถ้าเจ็บฉันก็บอกแกไปแล้วไม่มานั่งทนอยู่แบบนี้หรอก ว่าแต่แกเถอะเป็นอะไรไหม” เฟ่งเสี่ยวซ่งพูดออกมากอย่างติดตลก ก่อนจะถามกลับไปยังเพื่อนสนิทของเธอบ้าง
“ฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรเลยแก ทีแรกนึกว่าจะต้องล้มลงไปเจ็บแน่ๆ แต่พอดีมีใครไม่รู้ช่วยฉันเอาไว้ก่อนที่จะตกลงไปฉันเองก็ยังไม่ทันได้มองหน้าเขาหรือบอกขอบคุณเขาเลย”
“ดีแล้วที่แกไม่ได้เป็นอะไร ส่วนเรื่องคนที่ช่วยแกคนนั้น คงมีแต่แกคนเดียวที่ไม่เห็นหน้าเขา ฉันและคนอื่นๆที่อยู่ตรงนั้นเห็นกันทุกคนนั่นแหละ”
“จริงเหรอแกรู้จักเขาไหม เขาคนนั้นคือใครเหรอฉันจะได้ไปขอบคุณเขาถูก”
เธอเอ่ยถามเพื่อนสนิทอย่างอยากรู้ ก็เธอรีบร้อนผละออกมาอย่างเสียมารยาทอย่างนั้น คนเขาอุตส่าห์ช่วยเธอกับทำตัวไร้มารยาทใส่ แต่ก็ช่วยไม่ได้จริงๆตอนนั้นเธอเป็นห่วงเสี่ยวซ่งที่สุด
อย่างน้อยๆเธอก็ยังพอมีหวังในเรื่องตามไปขอบคุณผู้มีพระคุณของเธอได้อยู่ ก็ในเมื่อเขาขึ้นไปที่สวนดาดฟ้าแสดงว่าต้องเป็นคนที่มีญาติมารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้แน่ๆหรืออาจจะเป็นหมอสักคนที่ผ่านมาพอดีที่เป็นคนช่วยเธอเอาไว้
“ฉันรู้จัก และก็ทุกคนในโรงพยาบาลนี้ก็น่าจะรู้จักกันทุกคนนั่นแหละ เพราะคนที่ช่วยแกไว้ก็คือคุณหมอแรร์ไอเทมของฉันไงคุณหมอเฟิงฉางเหอนั่นแหละที่เป็นคนช่วยแกเอาไว้”
“อ้าวเหรอ นี่แกพูดจริงใช่ไหม” เธอถามซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เพราะคิดว่าไม่น่าจะใช่คุณหมอเฟิงฉางเหอคนนั้นที่เป็นคนช่วยเธอไว้ เพราะเธอเห็นอยู่ว่าเขา เดินออกไปจากประตูทางออกแล้วนี้แล้วเขาจะกลับมาช่วยเธอได้ยังไง
“ฉันพูดจริง เป็นคุณหมอเฟิงฉางเหอรูปหล่อหมอแรร์ไอเทมไม่ผิดแน่ๆ”
“อย่างนี้ฉันควรรีบไปขอโทษเขาเลยไหม หรือแกคิดว่ายังไง” เธอหันมามองสบตาของเพื่อนสนิทก่อนจะถามออกไป
“ถามฉันเหรอ ฉันว่าพรุ่งนี้แกจัดกระเช้าดอกไม้เล็กๆมาขอบคุณแบบเป็นทางการเลยดีกว่า ฉันว่าถ้าเกิดแกไปขอพบคุณหมอตอนนี้พวกพยาบาลที่คงกันท่ากันยกใหญ่”
“กันท่าเหรอ ถึงขนาดนั้นเลย”
“ก็ใช่น่ะสิไม่ใช่แกคนเดียวนะที่อยากเข้าพบคุณหมอเฟิงฉางเหอของฉันน่ะ พวกชะนีอื่นๆเขาก็หาทางเข้าพบคุณหมอเขาอยู่เหมือนกัน ถ้าพรุ่งนี้เขาไม่ให้แกพบแกก็แค่ฝากกระเช้าดอกไม้แทนคำขอบคุณเอาไว้ให้เขาเป็นอันถือว่าจบและก็ง่ายดีด้วย”
“โอเค เอาเป็นว่าฉันจะทำแบบที่แกบอกก็แล้วกัน พรุ่งนี้ฉันค่อยมาขอพบคุณหมอเฟิงฉางเหอ”
เมื่อได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอก็นั่งเล่นเป็นเพื่อนเฟ่งเสี่ยวซ่งอีกพักหนึ่งก่อนที่จะบอกลาเพื่อนสนิทกลับไปยังร้านและที่พักของเธอ
รุ่งขึ้นเธอจัดกระเช้าดอกไฮเดรนเยียสีขาวสลับฟ้าก่อนจะรีบนำมันไปขอเข้าพบคุณหมอเฟิงฉางเหอ และก็เป็นไปอย่างที่เพื่อนของเธอบอกพยาบาลที่เธอเข้าไปติดต่อจากคราวแรกที่ยิ้มแย้มให้อย่างเป็นมิตร จากรอยยิ้มก็แปรเปลี่ยนเป็นสายตาแปลกๆ ก่อนจะบอกเธอว่าคุณหมอเฟิงฉางเหอไม่อนุญาตให้ใครเข้าพบทั้งนั้น
ซึ่งเธอก็ไม่ได้คะยั้นคะยออะไรกับพยาบาลคนนั้นอีก เพียงแต่ฝากกระเช้าดอกไฮเดรนเยียให้คุณหมอเฟิงฉางเหอ ซึ่งพยาบาลคนนั้นก็รับเอาไว้อย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่อย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน
แต่ก็เอาเถอะอย่างน้อยๆก็ถือว่าเธอได้ขอโทษเขาแล้วก็แล้วกัน
หลันซู่ถงคิดในใจก่อนจะเดินออกมาจากหน้าเคาน์เตอร์ที่เธอยืนคุยกับพยาบาลเมื่อครู่และรอลิฟต์เพื่อที่จะลงไปยังชั้นที่เพื่อนสนิทของเธอพักรักษาตัวอยู่
“ผู้หญิงคนเมื่อกี้ขึ้นมาทำไมครับ” เฟิงฉางเหอเอ่ยถามพยาบาลที่ทำหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์อยู่ทันที เมื่อตอนที่เขาออกมาจากลิฟต์อีกตัวและเดินผ่านลิฟต์ที่อยู่ข้างๆกัน สายตาของเขาก็ไปปะทะเขากับผู้หญิงคนหนึ่งที่เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
“เอ่ย หมายถึงผู้หญิงที่ลงลิฟต์ไปเมื่อครู่ใช่ไหมคะ”
พยาบาลสาวที่ทำหน้าที่ประจำหน้าเคาน์เตอร์ชั้นห้องทำงานประจำของเหล่าคุณหมอ เอ่ยถามกับไปอย่างตะกุกตะกัก เพราะเธอเป็นพยาบาลใหม่และก็ไม่เคยที่คุณหมอสุดหล่ออย่างหมอเฟิงฉางเหอจะมาคุยด้วย แค่ตายังแทบจะไม่เคยมองมาที่เธอเลยสักครั้ง ทำให้เธออดจะตื่นเต้นไม่ได้
“ครับ รีบตอบผมด้วยคุณกำลังจะทำให้ผมเสียเวลา” เฟิงฉางเหอเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าเคร่งครึมอย่างเริ่มไม่สบอารมณ์
“ผู้หญิงคนเมื่อครู่เธอมาขอพบคุณหมอเฟิงค่ะ ดิฉันรู้ว่าคุณหมอไม่ให้ใครเข้าพบทั้งนั้นเลยให้เธอกลับไป”
เธอเอ่ยบอกอย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มเห็นทีท่าว่าคุณหมอตรงหน้าซึ่งรวบตำแหน่งเจ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้เริ่มที่จะอารมณ์ไม่ดีสักเท่าไหร่แล้ว
“อีกอย่างคือเธอฝากกระเช้าดอกไม้เอาไว้ให้คุณหมอด้วยค่ะ คุณหมออยากให้ดิฉันเอาไปทิ้งเลยไหมคะ” เธอหยิบกระเช้าดอกไม้ขึ้นมาวางบนเคาน์เตอร์ก่อนจะเอ่ยถามต่อเมื่อเห็นว่าคุณหมอเฟิงยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่คล้ายกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่
และเมื่อเธอนำกระเช้าดอกไม้ดังกล่าวออกมาวางคุณหมอเฟิงก็จับจ้องที่กระเช้าดอกไฮเดรนเยียอันนี้ ก่อนที่จะขมวดคิ้วเข้าหากันแต่ใบหน้าก็ยังคงนิ่งเฉยเช่นเดิม
เฟิงฉางเหอมองกระเช้าดอกไม้ตรงหน้าอยู่นาน ก่อนที่อยู่ๆเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันที่เลือกหยิบกระเช้าดอกไม้ขึ้นมาและนำมันเดินไปที่ห้องทำงานของตัวเองเสียอย่างนั้น
ซ้ำยังวางมันเอาไว้บนโต๊ะทำงานของตัวเอง และนั่งมองมันทั้งวันอย่างไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
ผู้หญิงคนนั้น กับกระเช้าดอกไม้และก็ความคุ้นเคยแปลกๆแบบนี้มันคืออะไรกัน เขามั่นใจว่าไม่เคยเจอเธอมาก่อน ปกติแล้วเขาไม่ชอบที่จะถูกเนื้อต้องตัวกับใครโดยเฉพาะผู้หญิง แต่เมื่อวานเขากับเผลอสบตากับผู้หญิงคนนั้น ซ้ำยังเดินกลับไปหาเธอคนนั้นอีกครั้งเสียต่างหาก เมื่อเห็นเธอล้มเขาก็คว้าตัวเองอย่างไม่คิดอะไรทั้งนั้น
แน่นอนว่าถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่เธอคนนั้นล้มเขาก็คงจะช่วยแต่คงไม่ยืนและถูกเนื้อต้องตัวกลับผู้หญิงคนอื่นๆนานเท่ากับเธอคนนั้น เขาคงปล่อยเธอทันทีที่เธอปลอดภัย
แตกต่างกับผู้หญิงคนนั้นที่เมื่อได้จับเขาก็ไม่รู้สึกว่าต้องปล่อยตัวเธอออก คล้ายกับว่าเขาไม่อยากออกห่างจากเธอเลยด้วยซ้ำไป
เขาได้แต่คิดแล้วก็สงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างไม่เข้าใจ
เฟิงฉางเหอเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใส ที่ทำให้เขามองเห็นด้านล่างของโรงพยาบาลอย่างชัดเจน บวกกับความสูงของชั้นที่เขาอยู่ทำให้ยิ่งมองเห็นได้ไกลยิ่งขึ้น
เขากำลังมองร่างเล็กของเธอที่เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดที่กำลังยืนรอสัญญาณไฟอยู่ที่ทางม้าลายหน้าโรงพยาบาลเขายืนมองเธออยู่อย่างนั้นโดยไม่อาจละสายตาได้ จนกระทั่งร่างเล็กเดินก้าวข้ามทางม้าลายตามเหล่าผู้คนที่เดินไปด้วยเป็นกลุ่มใหญ่ไป
เขาขมวดคิ้วอีกครั้งหนึ่งเมื่ออยู่ๆร่างเล็กที่สมควรเดินข้ามทางม้าลายไปถึงถนนอีกฝั่งแล้วกลับหันหลังและวิ่งกลับมาอีกครั้งก่อนจะก้าวไปหยุดอยู่ที่กลางทางม้าลายและก้มลงเก็บร่มคันหนึ่งมาถือเอาไว้ในมือ ก่อนที่เธอจะหันกลับไปมองสัญญาณไฟอีกครั้งหนึ่งและรีบออกวิ่งไปยังอีกฝากหนึ่งของถนนซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายเดิมของเธออีกครั้ง
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้เฟิงฉางเหอต้องละสายตาจากร่างเล็กและกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานอีกครั้งหนึ่ง“เชิญครับ” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อนำเอกสารขึ้นมาเปิดและทำเหมือนกำลังยุ่งกับงานอยู่
ในขณะเดียวกันหลันซู่ถงซึ่งยืนอยู่บนทางเดินเท้าของอีกฟากหนึ่งของถนนซึ่งตรงข้ามกันกับโรงพยาบาล
เธอยังคงยืนอยู่ไม่ไกลจากจุดข้ามทางม้าลายเท่าไหร่นัก และในมือของเธอยังคงถือร่มคันหนึ่งเอาไว้ ร่มคันนี้เป็นร่มที่เธอเก็บมันได้จากกลางทางม้าลาย
เธอก็ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของร่มคันนี้กันแน่ แต่ด้วยความกลัวว่าถ้าหากมีรถคันไหนขับมาและร่มมันตีใส่กระจกหน้ารถก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ เธอก็เลยเก็บมันออกมาจะดีกว่า
ร่มด้ามไม้อันยาวในมือของเธอเป็นร่มที่ดูๆไปแล้วก็เหมือนกับเป็นร่มโบราณเพราะลายที่วาดอยู่บนร่มก็เป็นลายวาดซึ่งสวยงามไม่น้อย
ความคิดของหลันซู่ถงเป็นอันต้องชะงักเมื่ออยู่ๆ เม็ดฝนเม็ดหนึ่งก็ตกลงมากระทบกับมือที่ถือร่มอยู่ของเธอ
เธอเงยหน้ามองขึ้นท้องฟ้าที่ยามนี้เริ่มที่จะปกคลุมไปด้วยเมฆฝนจำนวนมาก เธอไม่รอช้าที่จะกลางร่มในมือที่เธอเก็บได้เมื่ออยู่ๆฝนที่ลงเม็ดมาเมื่อครู่ก็กระหน่ำลงมาอย่างแรง
“นี่ฉันโชคดีใช่ไหมเนี่ย เจ้าร่มน้อยแกมาได้ทันเวลาพอดีเลยนะ”
เธอเอ่ยกับตัวเองอย่างขำๆก่อนจะค่อยๆก้าวเดินอย่างช้าๆเพื่อที่จะตรงกลับไปยังร้านดอกไม้ของเธอซึ่งอยู่อีกไม่ไกล
เปรี้ยง!!!
เสียงฟ้าผ่าที่ดังขึ้นทำให้เธอสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจจนเกือบจะทำร่มในมือหล่นดีที่เธอกำเอาไว้ทัน
เปรี้ยง!!!เปรี้ยง!!!
เสียงฟ้าผ่าที่เริ่มดังขึ้นเลื่อยๆและแรงมากขึ้นทำให้เธอตัดสินใจที่จะวิ่งเข้าไปหลบฝนที่หน้าร้านสะดวกซื้อที่อยู่อีกไม่ไกลแทนที่จะเดินฝ่าฝนกลับไปที่ร้านของตัวเองเลย
ตอนนี้ทั้งลมทั้งฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เธอกลัวไปหมด เธอเห็นหลายคนที่วิ่งฝ่าฝนไปทั้งที่ไม่มีร่มวิ่งไปทั้งเปียกๆแบบนั้น แล้วนึกขึ้นในใจ
ไม่รู้ว่าโชคดีจริงหรือเปล่าเพราะแม้เธอจะมีร่มแต่เพราะแรงลมทำให้เธอถูกฝนจนเปียกไม่แพ้คนที่เดินลุยฝนไปด้วยซ้ำ หรือว่าเธอควรจะโยนลมอันนี้ทิ้งและรีบวิ่งไปกับคนอื่นๆ แบบนั้นจะเร็วกว่ารึเปล่านะ
อย่างน้อยๆก็ไม่ต้องค่อยกลางร่มต้านแรงลมอยู่แบบนี้ อย่างนั้นมันอาจจะทำให้เธอไปถึงร้านสะดวกซื้อข้างหน้าง่ายขึ้นด้วย
“เอาเถอะเจ้าร่มคันน้อยพี่ซู่ถงคงต้องทิ้งเจ้าแล้ว” เธอเอ่ยขึ้นพร้อมกับลูบด้ามจับของร่มคันนี้ไปด้วย
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้โยนร่มทิ้งอย่างที่ใจคิดเอาไว้จู่ๆฟ้าก็ผ่าลงมาอย่างแรงอีกหลายครั้งติดกัน
เปรี้ยง!!!เปรี้ยง!!!เปรี้ยง!!!เปรี้ยง!!!
และครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าเธอจะทำอย่างใจคิดไม่ได้แล้วเมื่อร่างของเธอล้มลงกับพื้นในขณะที่เสียงฟ้าผ่าครั้งสุดท้ายดังขึ้น ร่างกายของเธอรู้สึกเหมือนมีอะไรบ้างอย่างทำให้ไม่สามารถขยับตัวได้อีก
ร่มที่เธอถืออยู่ก็ปลิวไปไกลจากจุดที่เธอล้มลง และนั้นก็เป็นภาพสุดท้ายที่เธอเห็นก่อนที่เธอจะไม่ได้เห็นอะไรอีกเลย และก็ไม่อาจรับรู้ความรู้สึกใดๆได้อีก
ความรู้สึกล่องลอยแบบนี้มันคืออะไรกัน เธอรู้สึกว่าตัวเองต้องตื่นขึ้นมาได้แล้ว แต่เธอพยายามบังคับร่างกายตัวเองเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จสักที คล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอไม่สามารถบังคับตัวเองอย่างที่ใจคิดได้
เธอไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรความรู้สึกว่างเปล่าที่กำลังเกิดขึ้นนี้ด้วยมันคืออะไรกันนะ เธอรู้สึกราวกับว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ในที่ๆหนึ่งซึ่งว่างเปล่าไรสิ่งใดๆทั้งสิน ร่างกายของเธอคล้ายกับกำลังล่องลอยไปที่ไหนสักแห่งอย่างช้าๆ
“คุณหนู คุณหนู”
ราวกับว่าเธอจะได้ยินเสียงขอใครสักคน ใครสักคนกำลังร้องเรียกคนๆหนึ่งอยู่
“คุณหนู คุณหนู”
เสียงเรียกนั้นดังขึ้นและชัดเจนขึ้นเลื่อยๆราวกับว่าเธอกำลังเข้าใกล้เสียงนั้น
แต่คงเป็นไปไม่ได้ก็ไม่เมื่อเธอไม่ใช่คนที่ถูกเรียกแน่นอนอยู่แล้ว คงไม่มีใครบ้าพอที่จะเรียกผู้หญิงธรรมดาอย่างเธอว่าคุณหนูหรอกจริงไหม เธอก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาเกือบจะเรียกได้ว่าอยู่ตัวคนเดียวมาเกือบตลอด
‘นั้นสินะถ้าได้เป็นคุณหนูดูสักครั้งจะเป็นยังไงนะ’
เธอคิดไปอย่างติดตลก ก่อนที่ปล่อยให้ตัวเองล่องลอยไปกับความว่างเปล่านั้นอีกครั้ง
ตอนพิเศษว่าด้วยเรื่องสถานะใหม่ หลังจากที่เธอต้องใส่เผือกและถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากแฟนหนุ่มอยู่เกือบสามเดือนในที่สุดเธอก็ได้ถอดเผือกและ กลับมาใช้ข้อมือได้อย่างอิสระอีกครั้งแน่นอนว่าเธอรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งเพราะสามารถกลับมาจัดดอกไม้ที่เธอรักได้อย่างถนัดอีกครั้ง อีกอย่างคือไม่ต้องถูกฉางเหอตามคุมเข้มอีกต่อไปแล้ว แม้เธอจะรู้ดีว่าเขาเป็นกังวลมากเกินไปเพราะกลัวเธอทำตัวซุ่มซ่ามจนเจ็บตัวกว่าเดิมก็ตามแต่การที่ถูกแฟนซึ่งพ่วงด้วยตำแหน่งคุณหมอและซีอีโอรูปหล่อคอยตามดูแลอยู่ไม่ได้ห่างช่างเป็นอะไรที่หลบการตกเป็นเป้าสายตาต่อผู้คนไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ดีใจที่เขามาค่อยดูแล แต่ความดีใจกับมาพร้อมกับการที่มักจะทำตัวไม่ถูกของเธอ หลายครั้งที่เธอนึกอิจฉาความเฉยชาต่อสายตาเหล่านั้นของแฟนหนุ่มไม่ได้มีครั้งหนึ่งเธอเคยถามเขาว่า เขาไม่รู้สึกรำคาญหรืออะไรบ้างหรือเวลาที่ต้องตกเป็นเป้าสนใจเช่นนี้ เขาตอบกลับมาแค่ว่า “ผมไม่จำเป็นต้องแค่ใครนอกจากคุณ” เพียงแค่ประโยคเดียวจากเขาฉันกลับเขาใจทุกอย่างได้เป็นอย่างดีตั้งแต่เธอใส่เผือกก็ถูกมัดมือชกแกล้มบังคับให้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านเขา ไม่ใช่สิต้องเรียกว่าคฤหาสน์ถึงจะถูก ที
“มาครับผมช่วยคุณเปลี่ยนเสื้อเอง” เขาเอ่ยขึ้นกับเธอด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ ตอนนี้เขาค่อนข้างจะปรับอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติบ้างได้แล้วนิดหน่อยเมื่อเขาพูดขึ้นด้วยท่าทีผ่อนคลายขึ้นหลันซู่ถงจึงยิ้มออกมาให้เขาอย่างเอาใจ ก่อนจะปล่อยให้ร่างสูงช่วยนางเปลี่ยนชุดไปเป็นชุดคนไข้ชุดคนไข้ที่พยาบาลส่งให้เขาเมื่อครู่ยามนี้เขานำมาวางเอาไว้บนตักของเธอตัวเธอนั้นถูกเขาประคองให้ขึ้นมานั่งอยู่ที่ริมเตียงคนไข้ เนื่องจากเธอสูงไม่มากจึงขาลอยเมื่อนั่งหย่อนขาที่ริมเตียงคนไข้เช่นนี้ ในหัวอดคิดไปถึงคนไข้คนอื่นๆไม่ได้ว่าพวกเขาก็ขาไม่ถึงพื้นเช่นเธอเหมือนกันหรือไม่เวลาที่นั่งอยู่ริมเตียงคนไข้แบบนี้ตอนที่รอให้คุณหมอตามมาตรวจ “ข้อมือขวาคุณน่าจะหักผมว่าคุณอย่าขยับมันจะดีกว่าครับ” เสียงเข้มเอ่ยดุเธอทันที เมื่อเธอเผลอเกือบจะยกมือขึ้นมาหลังจากที่เขาเอื้อมมือมาหมายจะช่วยเธอปลดกระดุมชุดเดรสยีนส์ที่มีกระดุมเป็นแทบตั้งแต่ช่วงอกจนกระทั่งถึงช่วงเข่าของเธอ “เอ่อ ฉางเหอคะ ฉันว่าคุณให้พยาบาลเขามาช่วยฉันเปลี่ยนชุดน่าจะสะดวกกว่านะคะ” เธอเอ่ยขึ้นเสียงเบา แน่นนอนว่าเมื่อกล่าวออกไปร่างสูงเบื้องหน้าเธอก็ขมวดค
ตอนพิเศษเธอเปรียบเสมือนความสุขทั้งหมดของผม หน้าฝนเช่นนี้แน่นอนว่าคงจะไม่แปลกเท่าไหร่นักหากคนส่วนให้ในเมืองจะเป็นหวัดกันไปหมด บางคนก็เป็นหวัดเพราะร่างกายปรับตัวกับสภาพอากาศที่สุดแสนจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างวันนี้ร้อนพรุ่งนี้พายุฝนตกกระหน่ำ อีกวันหนึ่งกับมีลมหนาว บางคนเดินๆอยู่ฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวทำเอาหาที่หลบไม่ทัน กว่าจะวิ่งหาที่หลบฝนได้ก็เปียกไปกว่าครึ่งแล้วหลันซู่ถงเองเธอก็เป็นหนึ่งในผู้ป่วยจำนวนมากนี้ด้วย ทั้งที่เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้านก็ยังดีๆอยู่แท้ๆแต่พอไปถึงบริษัทเหม่ยหลง ซึ่งเป็นบริษัทเล็กๆที่เธอและเพื่อนอีกคนหนึ่งพึ่งจะร่วมทุนกันตั้งเป็นบริษัทสำหรับการรับตกแต่งสถานที่โดยมีดอกไม้เป็นตัวหลักวันนี้หลังจากที่ประชุมเรื่องเกี่ยวกับงานตกแต่งฉากโฆษณาเสร็จ เธอจึงได้คิดที่จะแวะเข้าไปให้หมอตรวจอาการของเธอก่อนจะตรงเข้าไปหาแฟนหนุ่มซึ่งทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนั้นเช่นเดียวกัน “ขอบคุณที่มาส่งนะหนิงจู” เธอเอ่ยขอบคุณหุ้นส่วนที่ควบตำแหน่งเพื่อนสนิทของเธออีกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“ไม่เป็นไรหรอก แกรีบเข้าไปให้หมอตรวจอาการเถอะ แน่ใจนะว่าไม่ต้องให้ฉันเข้าไปเป็นเพื่อน” หนิง
ตอนพิเศษ เจ้าแม่แรร์ไอเทมจะว่าไปแล้วเธอก็งงอยู่เหมือนกันว่า ฉายาเจ้าแม่แรร์ไอเทมที่เธอได้มา ได้มายังไงจนเดือดร้อนถึงแม่เพื่อนสนิทของเธออย่างเฟ่งเสี่ยวซ่งต้องมาอธิบายไขข้อข้องใจ ให้เธอเสียยกให้“แม่เจ้านี่แกไม่รู้จริงๆ หรือตั้งใจจะถามให้ฉันอิจฉาตาร้อนเล่นห๊ะ”“ถ้ารู้ฉันก็ไม่ถามแกหรอกจริงไหม เลิกกัดฉันด้วยคำพูดแล้วก็รีบบอกมาเร็วเข้า” เธอเอ่ยขึ้นอย่างขำๆ เมื่อเห็นท่าทางไม่ค่อยพอใจของแม่เพื่อนตัวดีของเธอ“แฟนแกเป็นสุดยอดแรร์ไอเทมไง คนที่ได้เป็นแฟนกับเขาได้นั้นแปลว่าต้องเป็นนักชกมือฉกาจ และในเมื่อแกเก่งกล้าถึงขนาดนั้น เหล่าแฟนคลับเขาเลยเรียกแกว่า เจ้าแม่แรร์ไอเทม ไงเก็ทเนอะ”“เก็ทก็ได้ค่ะคุณเพื่อน”“ว่าแต่แกเถอะจะย้ายร้านเมื่อไหร่”“ก็คงจะสิ้นเดือนนี้พอดีนั้นแหละ ร้านใหม่ในพื้นที่ของโรงพยาบาลของฉางเหอน่าจะตกแต่งเสร็จพอดี”“ฉันขออนุญาตหมั่นไส้แกแรงๆหน่อยได้ไหม”“แกมาหมั่นไส้ฉันทำไมเนี่ย”เธออดจะขำออกมาเสียงดังไม่ได้ กับท่าทีที่ดูตลกของเฟ่งเสี่ยวซ่ง ที่เดียวๆทำคิ้วขมวด เดียวก็ทำหน้าบิดเบี้ยว“แกรู้ตัวไหมว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากเดิมมากแค่ไหน” เฟ่งเสี่ยวซ่งเดินเข้ามาใกล้เพื่อนสนิทก่อนจะจับที่แข
ตอนที่ 20 ความปรารถนาที่แท้จริง(ตอนจบ)นี่ก็ผ่านมาเกือบจะหนึ่งอาทิตย์แล้วที่เธอตื่นขึ้นมาที่ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล ด้วยสาเหตุที่ว่าเธอสลบไปเพราะตกใจเสียงฟ้าผ่า ไม่ใช่เพราะถูกฟ้าผ่าใส่แต่อยากใดทุกครั้งที่เธอหลับตา เธอยังคงนึกไปถึงเรื่องในอีกมิติหนึ่งที่เกิดขึ้น เธอกำลังสับสนไม่แน่ใจแล้วว่าเรื่องที่เธอพลัดไปอยู่ในอีกมิติหนึ่งนั้นเป็นความจริง หรือเป็นเพียงเรื่องที่เธอฝันไปเองเท่านั้นยามที่เธอตื่นขึ้นมาครั้งแรก ก็เจอเข้ากับเฟ่งเสี่ยวซ่งเพื่อนสนิทของเธอเท่านั้นที่มาเฝ้าเธออยู่พอดี เฟ่งเสี่ยวซ่งบอกกับเธอเพียงว่าร่างกายของเธอปกติทุกอย่างแต่กับนอนไม่ได้สติมาถึงสองอาทิตย์เต็ม ซึ่งถ้าเทียบกับเวลาในอีกมิติหนึ่งนั้นค่อนข้างที่จะแตกต่างกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว เพราะเธออยู่ในมิตินั้นราวๆสามเดือนเห็นจะได้วันนี้เป็นวันที่เธอออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ผู้ที่มารับเธอออกจากโรงพยาบาลก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเฟ่งเสี่ยวซ่งเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอนั้นแหละ“ซู่ถงแกเดินไหวแน่นะ ไม่ใช่ว่าเดินๆไปแล้วแกล้มขึ้นมาฉันจับไม่ทันแกจะเจ็บตัวเอานะ”เฟ่งเสี่ยวซ่งเอ่ยถามเพื่อนสาวที่ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาก็เงียบผิดปกติ อีกท
ตอนที่ 19 จากไปในที่ๆจากมาหานอี้มองภาพของฮูหยินน้อยของนางที่กำลังพิงอยู่ที่ตัวของท่านเขยอย่างสงสารจับใจ นางพยายามที่จะไม่ร้องไห้ออกมาให้ท่านเขยเห็นเพราะกลัวจะยิ่งทำให้ท่านเขยใจไม่ดีฮูหยินน้อยเริ่มมีอาการไม่ค่อยดีมาตั้งแต่ช่วงค่ำ หากนางเชิญท่านหมอมาดูฮูหยินน้อยตั้งแต่ตอนนั้นคงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นไม่นานนักฟ่งสือก็เดินเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับท่านหมอตงและผู้ช่วยคนหนึ่ง “เรียนนายท่านฉู่ข้าน้อยได้ตรวจอาการของฮูหยินน้อยดูแล้ว มิมีสิ่งใดผิดปกติเลย มิได้มีโรคอันใดแทรกซ้อน มีเพียงแค่ชีพจรเท่านั้นที่เต้นอ่อนยิ่งนักขอรับ” หมอตงเอ่ยออกมาอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก “เช่นนั้นแล้วนางเป็นอันใดถึงได้กระอักเลือดออกมาเช่นนี้!!!” เขาลูบใบหน้าเล็กที่ยามนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด ของคนในอ้อมแขนก่อนที่จะเอ่ยขึ้น “ข้าน้อยก็พึ่งเคยพบอาการเช่นฮูหยินน้อยเป็นเป็นครั้งแรกขอรับ”หมอตงเอ่ยขึ้น เขาเป็นหมอมาหลายสิบปีกับไม่เคยเห็นอาการเช่นนี้ ทุกอย่างรวมไปถึงชีพจรแม้จะเต้นอ่อนยิ่งนักแต่ก็เป็นปกติอยู่ แต่กับมีอาการกระอักเลือดออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ“ฟ่งสือ เจ้าไป