เข้าสู่ระบบ“รู้สึกว่าป้าอามาร่าจะไปตลาดแล้ว” “ก็ตามผู้หญิงคนอื่นมาช่วยฉันก็ได้!” “วันนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนว่างหรอก ส่วนใหญ่ไปเตรียมงานฉลองอยู่นะ” เขาหัวเราะเสียงดัง “ขึ้นมาเถอะ เราจะช่วยเอง” ยังไม่ทันพูดจบราเฟย์ก็ก้มลงช้อนร่างที่อยู่ในน้ำขึ้นมา “อย่าดิ้นนะ ไม่งั้นเราอาจล้มทั้งคู่”อารยาได้แต่ตกตะลึงจะลืมดิ้นแต่เพราะกลัวตกจึงโอบคอเขาแน่นซุกหน้ากับแผงอกกว้าง ขายาวของเขาพามาที่นั่งเตียงนอน ไม่สนใจว่าน้ำจะหยดเป็นรอยทาง ร่างเล็กสั่นสะท้านเขารีบคลี่ผ้าเช็ดตัวคลุ่มร่างเธอเพื่อซับน้ำ“พะ...พอ...พอแล้วค่ะ” เสียงเธอเบาราวกับเสียงลมพัดแม้ว่ามือเล็กจะพยายามปิดป้องร่างกายของตน แต่ก็ไม่อาจห้ามไม่ให้เขาเช็ดเนื้อเช็ดตัวเธอได้ ชายหนุ่มอยากหัวเราะออกมาดังๆ กับท่าทีเขินอายของหญิงสาวตรงหน้า หากเธอล่วงรู้ว่าเขาร่างกายเปลือยเปล่าของเธอมาก่อนหน้านี้แล้ว เธอจะโกรธเคืองเขามากมายแค่ไหน แต่ตอนนั้นร่างกายเธอมีแต่บาดแผลจากรอยแส้ มาวันนี้แผลเหล่านั้นยังทิ้งร่องรอยไว้แต่เบาบางลง มันทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก“วันนี้มีงานเลี้ยง เราเอาเสื้อผ้าของหญิงบาฮาเนียมาให้ใส่ เดี๋ยวเราจะช่ว
เสียงกระซิบที่ริมหูทำให้เธอร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ตลอดชีวิตยี่สิบสี่ปีไม่เคยอยู่ใกล้ผู้ชายคนไหนขนาดนี้ “ห่างๆ หน่อยก็ได้มั้งคะ ผมฉันเหม็นนะ” เขาหลิวตามองร่างเนียนนุ่มที่อยู่ในวงแขน “เหม็นเหรอ ทำเราไมไม่ได้กลิ่นละ” ว่าแล้วก็จรดปลายจมูกที่หลังใบหูแรงๆ เหมือนแกล้ง “ว๊าย!คุณทำอะไรหน่ะ” เธอดิ้นเร้าๆ เมื่อถูกจมูกโด่งและใบหน้าเปื้อนเคราบางๆ ซุกไซไปทั่วใบหน้าเรื่อยลงมาที่ลำคอระหง ริมฝีปากหยักของเขาร้อนจัดไม่ว่าจะแตะต้องโดนจุดไหนก็ราวกับจะเผาไหม้เธอไปด้วย “ราเฟย์” อารยาเรียกชื่อเขาอย่างละเมอไม่รู้ว่าเพราะยังเจ็บป่วยอยู่หรือไร ร่างกายจึงไร้เรี่ยวแรงต่อต้านขัดขืน เขาถอนหายใจอย่างอึดอัดดวงตาสีฟ้าเข้มเครียดจัดยิ่งเห็นร่างบางหอบหายใจแรงในวงแขนของเขาก็ยิ่งหงุดหงิดแต่ต้องสะกดอารมณ์ตัวเองไว้ ใบหน้าที่ยังมีผ้าพันแผลปิดดวงตาเธออยู่ทำให้เขาต้องยิ่งข่มอารมณ์ปรารถนาของตนเอง ยิ่งหญิงสาวขยับตัวเพื่อออกจากตัวเขาร่างกายแต่กลับยิ่งเบียดชิดกันมากขึ้นเขาชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่ทำอยู่จะเป็นเรื่องดี “อย่าดิ้นซิ!”อารยาไม่กล้าแม้แต่จะกระด
“ไม่เป็นอันตรายมากครับ แค่ฝุ่นทรายเข้าตาจนอักเสบ แต่ต้องปิดตาสักหนึ่งสัปดาห์ถึงจะดีขึ้น เพื่อให้ดวงตาได้พักผ่อนเต็มที่” หมอใหญ่เอ่ยขึ้นหลังจากตรวจดวงตาของอารยาเสร็จเรียบร้อย ตอนนี้นอกจากที่หลังจะมีแผลที่เริ่มตกสะเก็ดแล้วที่ใบหน้ายังมีผ้าพันแผลสีขาวสะอาดปิดดวงตาทั้งสองข้างอยู่ “ขอบใจมาก” ราเฟย์ถอนหายใจอย่างโล่งอก คงเพราะฝุ่นทรายคงเข้าตาตอนที่เธอร้องไห้แถมยังวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงจนลงไปคลุกฝุ่น แค่คิดภาพของหญิงสาวร่างบอบบางที่พยายามหนีเขาสุดชีวิตในทะเลทรายก็ผุดขึ้น หลังจากหมอกลับไปแล้วร่างสูงสง่าก็เดินเข้ามาในห้องอีกครั้ง เขารู้ดีว่าหญิงสาวฟังภาษาบาฮาเนียนไม่ออกแต่เพื่อความมั่นใจเรียกหมอมาคุยข้างนอกห้องจะดีกว่า ร่างบอบบางกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนที่นอนหนานุ่ม อามาร่ากำลังถักเปียหลวมๆ ให้ผมยาวสลวยของอารยา แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวและดวงตาถูกผ้าผันแผลปิดไว้แต่ริมฝีปากน้อยๆ ก็คลี่ยิ้มอยู่เสมอ “ขอบคุณค่ะป้าอามาร่า ผมไม่ได้สระหลายวันหวียากมากใช่มั๊ยคะ” “ไม่หรอกคะคุณ ขนาดไม่ได้สระหลายวันผมยังนุ่มแถมลื่นเหมือนแพรไหม” อามาร่ายิ้ม นางเป
“องค์รัชทายาท อุ๊ย!” คานันที่เปิดประตูเข้ามาเจอภาพหาดูยากได้แต่ยืนตกตะลึง ตั้งแต่เป็นองครักษ์ประจำพระองค์ เขาไม่เคยเห็นเจ้านายของตนทำแบบนี้กับหญิงสาวคนไหน ดวงตาคมกริบปรายตามองก่อนที่จะวางมือของ อารยาลงข้างตัวเธอเบาๆ จัดแจงห่มผ้าให้เรียบร้อยก่อนลุกขึ้นยืนเดินนำคานันออกมา“ข้าคุยกับราชสีห์แห่งทะเลทรายแล้ว...” ราเฟย์เดินมานั่งที่เก้าอี้รับแขกซึ่งตั้งอยู่ริมระเบียง “เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพียงการสร้างสถานการณ์โดยการโยนความผิดให้อาเนีย ซึ่งตรงกับที่สายของเจ้ารายงานมาเมื่อคราวก่อน...”“ก่อนที่กระหม่อมจะมา...ท่านคาร์ดัลได้นำกำลังคนไปล้อมจับท่านนาวาทแล้วพระเจ้าข้า”“ฮืม...” ราเฟย์ระบายลมหายใจหนักๆ “ศึกใดก็ไม่น่ากลัวเท่ากับศึกภายใน ทั้งที่เราไม่เคยคิดแก่งแย่งราชบัลลังก์กับผู้ใด”“ใช่ว่าผู้ที่ได้ครองราชย์ฯจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ผู้ที่ครองใจและเป็นศูนย์ร่วมจิตใจของประชาชนได้นับว่าสำคัญยิ่งกว่าพระเจ้าข้า”“เจ้าคิดว่าเราเหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์แห่งบาฮาเนียต่อจากเสด็จพ่องั้นรึ” ราเฟย์เข่นเสียงหัวเราะออกมา“พระองค์เป็นนักปกครองที่ดี และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นอำดับแรก หากพระองค์ปล่อยราชบั
“โธ่! ทำไมฉันไม่เรียนแม้ไม้มวยไทยมาบ้างนะ” อารยาบอกกับตัวเอง ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งวิ่งไปปาดน้ำตาที่ไหลเป็นทาง ไม่รู้ว่าเพราะทรายที่เข้าตาหรือโมโหโชคชะตาที่เล่นตลก เธอรู้สึกถึงฝีเท้าม้าที่วิ่งมาตามหลังเพียงแค่หันไปเห็นชายชุดดำทั้งชุดบนอาชาสีขาววิ่งเข้ามาใกล้ เท้าเล็กๆ ที่ไร้เรี่ยวแรงก็ยิ่งพยายามจะวิ่งหนี“ฉันทำบาปทำกรรมอะไรนักหนา ถึงต้องมาเจอแต่เรื่องร้าย ๆ นะ”แข็งขาที่หมดแรงทำให้ร่างเล็กๆ ล้มกลิ้งไถลไปกับพื้น เธอเจ็บฝ่ามือไปหมด รวมทั้งแผ่นหลังที่แสบร้อนเหมือนถูกไฟนาบ อาชาสีขาวยังไม่ทันหยุดดี ชายชุดดำก็กระโดดแล้ววิ่งตามมาตะครุบร่างบาง เขาจำชุดกระโปรงสีครีมตามคำบอกเล่าของน้องสาวต่างมารดาได้ แต่เลือดที่เลอะเป็นรอยแนวแส้ฟาดทำให้ใบหน้าที่เคร่งขรึมอยู่แล้วเครียดและโกรธจัดขึ้นอีก จนเผลอกระชากคนที่นอนคว่ำบนพื้นทรายอย่างแรงเพื่อให้เห็นใบหน้าหวานซึ้งชัด ๆ“ปล่อยนะ เจ้าโจรบ้า ปล่อย!” อารยาทั้งหยิกทั้งข่วนทั้งที่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะพยุงตัว“อารยา!”ดูเหมือนหญิงสาวจะขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว ใบหน้าที่เคยงดงามน่ามองก็มอมแมมเต็มไปด้วยฝุ่นทราย ดวงตาเธอบวมปูดและฉ่ำไ
“กรี๊ด!” อารยากรีดร้องอย่างหวาดกลัว ความเจ็บปวดแทรกผิวหนังทันที่ที่แส้กระทบเนื้อจนเลือดกระเซ็น แต่พวกมันไม่เวทนาเธอเลยสักนิดยังคงสะบัดข้อมือหวดแส้ลงมาอีกสองครั้งติดต่อกัน แผ่นหลังที่เคยเนียนไร้ริ้วรอยกลายเป็นรอยแดงและเลือดซึมออกมาตามบาดแผล เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อเป็นเหยื่อพวกโจรราคะพวกนี้! แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอทำอะไรผิด! “ราเฟย์ คุณอยู่ที่ไหน ราเฟย์” น้ำตาไหลรินจากดวงตาที่เคยสดใส ใบหน้าเคร่งขรึมและดวงตาสีฟ้าเข้มคู่นั้นลอยเข้ามาสมอง เธอไม่รู้ว่าทำไมต้องคิดถึงเขา คิดถึงวงแขนที่เคยโอบประคองยามเธอเดินพลาดหกล้ม สายตาที่เคยมองเธออย่างอ่อนโยนและห่วงใย แต่เธอเป็นใครละ เขาจะมาเป็นห่วงเธอเหรอ บางทีเขาอาจดีใจที่เธอหายไปจากชีวิตเขาก็ได้“คนสวยทำอะไรก็สวย ขนาดร้องไห้ยังสวยเลยนะเนี่ย” ชายร่างยักษ์เจ้าของแส้เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม มือใหญ่หยาบกร้านบีบคางมนไม่ให้หันหน้าหนี เขาพอใจที่ได้เห็นแววหวาดกลัวในดวงตาของเหยื่อ“เอาสิ! ร้องขอชีวิตจากข้า!”ถุย!“นังนี่! กล้าถ่มน้ำลายใส่หน้าข้างั้นเรอะ!” ชายร่างยักษ์ทะลึ่งกายขึ้นแล้วหวดแส้ลงไปอีกนับครั้งไม่ถ้วนจนเส







