Masuk“มีอะไร? ทำหน้าเหมือนตัวเองเสียผลประโยชน์” เจ้าของใบหน้าคมเข้มเอ่ยถามคนที่นั่งขมวดคิ้วมองกระดาษสีขาวในมือ ตอนนี้บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟาที่ทั้งคู่นั่งอยู่มีเอกสารหลายแผ่นวางไว้ ซึ่งแต่ละแผ่นสโรชาอ่านมาแล้วทุกตัวอักษร
“เรื่องเทคโอเวอร์กับรายละเอียดการจัดการบริษัทฉันเข้าใจค่ะ ไม่มีอะไรโต้แย้ง เรื่องที่คุณให้คนนัดวันเจรจาใหม่กับพ่อก็ไม่มีปัญหาค่ะ แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมฉันต้องมีคนติดตามหรือบอดี้การ์ดด้วย” คิ้วเรียวย่นชนกันพร้อมเงยหน้าไปสบตาเขาอย่างไม่เข้าใจ “หรือคุณกลัวว่าฉันจะหนี”
“ทำไมต้องกลัว” ริมฝีปากหนามีเคราอ่อน ๆ ปกคลุมเอ่ยพร้อมช้อนตามองสาวน้อยตรงหน้า “ยังไงเธอก็หนีฉันไม่พ้นอยู่ดี” ความมั่นใจในตัวเองของเขาทำสโรชาหมั่นไส้ แต่ก็ต้องทนไว้เพราะข้อตกลงของเขามันเป็นผลดีต่อกิจการของครอบครัว
“ตอบให้ตรงคำถามสิคะ จู่ ๆ ก็มีใครไม่รู้มาติดตามทุกฝีก้าว คุณไม่คิดว่าพ่อแม่ฉันจะสงสัย หรือคนอื่นจะมองแปลก ๆ เหรอคะ”
“งั้นจะให้ตามห่าง ๆ ก็แล้วกัน”
“เหตุผลที่ฉันต้องมีบอดี้การ์ดส่วนตัวคืออะไรคะ”
“คิดว่าเป็นผู้หญิงของฉันแล้วชีวิตเธอจะปลอดภัยหรือไง เธอไม่ได้เข้ามาคืนเดียวแล้วแยกย้ายเหมือนผู้หญิงคนอื่นนะ เราต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน ก่อนจะเข้ามายื่นข้อเสนอให้ฉัน เธอไม่ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับฉันมาอย่างดีแล้วเหรอ” คำถามสุดท้ายทำสโรชาใจหายวาบ แต่นั่นไม่จริงเลย เธอพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับเขาแล้วแต่ไม่เจออะไรเลยสักอย่าง ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อแล้วจะหาเจอได้ยังไง
“แล้วใครคะที่คุณจะให้เป็นบอดี้การ์ดของฉัน”
“คาริบจะเป็นคนดูแลเธอ” เสียงทุ้มเอ่ยตอบสั้น ๆ พร้อมบุ้ยปากไปยังบานประตูที่เปิดออกพอดี ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสูทสีดำกำลังเดินเข้ามา
“แต่คุณคาริบเป็นประธานบริษัทนะคะ” เสียงแหลมร้องท้วงด้วยความตกใจจนต้องรีบป้องปากไว้เมื่อนึกได้ว่าตัวเองกำลังเสียงดัง “ขอโทษค่ะ พอดีฉันตกใจน่ะ” สาวน้อยรีบเอ่ยก่อนจะเหลือบมองคนมาใหม่ที่นั่งลงบนโซฟาอีกตัว
“ก่อนอื่นทั้งสองคนเซ็นสัญญาก่อนเถอะครับ” ท่านประธานบริษัทที่ต่อไปต้องทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย เขาเพิ่งประชุมเรื่องจะเดินหน้าเทคโอเวอร์จบไปหมาด ๆ แต่เจ้านายกลับบอกให้ยกเลิกเลยต้องรีบส่งข่าวบอกทีมงานและคณะกรรมการ ไหนจะต้องเตรียมการเรื่องเดินทางกลับประเทศอีก แล้วนี่จู่ ๆ เจ้านายเขาก็ให้ทำเอกสารสัญญาอะไรไม่รู้ขึ้นมา “ผมไม่รู้ว่าทั้งสองคนคิดอะไรอยู่ถึงทำแบบนี้” คนพูดคลึงขมับไปด้วย
“เรื่องนี้ว่าเจ้านายคุณเถอะค่ะ ฉันน่ะขอเจรจาดี ๆ แบบที่นักธุรกิจเขาทำกันแล้ว แต่เจ้านายคุณน่ะสิให้ฉันเอาตัวเข้าแลก” คนหน้ามุ่ยพูดขึ้นอย่างไม่อาย ใช่ว่าเธอจะรู้สึกดีที่ทำ แต่มันจำเป็นต่างหาก
“อ่า ครับ… ก่อนอื่นคุณสโรชาต้องจำข้อมูลคร่าว ๆ ของท่านอาซิซให้ได้ครับ จะได้วางตัวและระวังเรื่องต่าง ๆ” คาริบยื่นไอแพดที่เปิดหน้าจอค้างไว้ให้สาวน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “จากนั้นก็ช่วยศึกษาประเพณีและวัฒนธรรมของเราไว้สักหน่อยด้วยก็ดีครับ”
“แล้วเจ้านายคุณล่ะคะ ต้องการข้อมูลของฉันไหม” ตาแป๋วมองสองหนุ่มอาหรับสลับกันไปมา แต่พอเห็นสีหน้าของทั้งคู่แล้วก็เดาคำตอบได้ไม่ยาก “อ้อ! รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับฉันอยู่แล้วสินะคะ” ศีรษะทุยพยักหน้าหงึกหงักเบา ๆ ขณะก้มมองข้อมูลบนหน้าจอไอแพด
“มีอะไรเหรอครับ” เจ้าของไอแพดขมวดคิ้วมองเด็กสาวที่ชะงักไป
“นามสกุลเจ้านายของคุณ…” ใบหน้าหวานมองหน้าอีกคนที่นั่งเอนหลังเงียบตั้งแต่คาริบเข้ามาด้วยความอึ้งปนตกใจแล้วพูดต่อ “นามสกุลคล้ายราชวงศ์เลยค่ะ…” น้ำเสียงของสโรชาเริ่มแผ่วลงเรื่อย จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมา ในหัวเริ่มประติดประต่อจิ๊กซอที่หายไปเข้าด้วยกัน หรือเพราะนามสกุลนี้กัน เธอจึงหาข้อมูลเกี่ยวกับนายทุนตัวจริงไม่เจอ แม้แต่พ่อเธอที่พอมีอิทธิพลอยู่บ้างก็ยังสืบเรื่องเขาไม่ได้
“ถ้ารู้แล้วก็ดีครับ ทีนี้เรื่องบอดี้การ์ดส่วนตัวคงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ”
ยิ่งคาริบยืนยัน ความชัดเจนนี้ก็ทำให้สโรชาเริ่มประหม่า นึกย้อนไปตอนโดนปืนจ่อหัวแล้วก็ใจหาย เกือบตายแล้วไหมล่ะ
“…ค่ะ” เสียงแผ่วตอบรับขณะก้มหน้ามองจอไอแพดบนตัก พอเริ่มอ่านข้อมูลของบุคคลตรงหน้าไปได้สักพัก ก็เริ่มสรุปใจความได้ ว่าเขาคือ…
ชีคอาซิซ บินอาเมียร์คาน อาลอัปซาล หรือชีคอาซิซ : เจ้าชายลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์อัปซาล ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้ครองหนึ่งในเจ็ดรัฐ เจ้าของกิจการผลิตและส่งออกอาวุธ หนึ่งในผู้ถือครองบ่อน้ำมันของอาหรับ นายทุนกระเป๋าหนักที่นักธุรกิจต่างชาติอยากเข้าหา และความเข้าใจสุดท้ายของสโรชาหลังจากได้อ่านข้อมูลพวกนี้… เขาคืออูฐแก่ที่สาวน้อยสาวใหญ่ต่างหมายตา
“มีข้อมูลของท่านประธานด้วยสินะคะ” สาวน้อยพึมพำขณะไล่ตามองอักษรบนหน้าจอ
“ครับ เพราะผมเป็นคนที่ใกล้ชิดชีคอาซิซที่สุด การที่ได้รู้ข้อมูลกันและกันน่าจะทำให้คุณสบายใจขึ้น”
คาริบ บินอาลี อาลบูลัต : ทายาทตระกูลบูลัต หนึ่งในตระกูลองครักษ์ประจำราชวงศ์อัปซาล มือขวาของชีคอาซิซ ประธานบริษัทฯ อาเมียร์คาน ซูเปอร์คาร์ เป็นผู้ครอบครองอสังหาฯ ลำดับ 7 ของอาหรับเอมิเรตส์ และข้อมูลสุดท้ายที่สโรชารู้มาจากพี่ ๆ ในแผนกที่เธอฝึกงานก็คือ คาริบเป็นผู้ชายที่มีคำขอนัดดูตัวมากที่สุดพอ ๆ กับเม็ดทรายในสะฮารา เขาคือเจ้าของฉายาสามีแห่งชาติ ทว่าสโรชาไม่รู้เรื่องนี้เพราะสเปคเธอคือหนุ่มฝรั่งหัวทอง เลยไม่ได้สนใจส่องหนุ่มฮอตของดินแดนอื่น
“ถ้างั้น… ฉันต้องใช้ราชาศัพท์กับคุณไหมคะ” ดวงตากลมมองเจ้าของกรอบหน้าคมด้วยความประหม่า บรรยากาศน่าเกรงขามรอบตัวคนตรงหน้า ทำให้สโรชายิ่งทำตัวไม่ถูกหลังจากได้รู้ตัวตนของเขา
“ไม่ต้อง” เสียงทุ้มตอบสั้น ๆ “ทีนี้ก็ไปได้แล้ว” คนที่หยัดกายลุกเอ่ยปากไล่ ฝ่ายคาริบได้ยินแล้วก็รีบออกไปเพราะเขาอยากพักเต็มที
“แล้วคุณจะกลับมาเมืองไทยอีกเมื่อไรคะ”
“ทำไม? กลัวฉันไม่รักษาสัญญาเหรอ” ชีคหนุ่มมองดวงหน้าน้อยที่เก็บความกังวลไม่อยู่ด้วยความรู้สึกสนุก
“ประมาณนั้นค่ะ”
“ฉันรักษาสัญญาเสมอ” ร่างกำยำเดินเข้ามาโน้มตัวลงแล้วกักขังร่างน้อยที่ยังนั่งอยู่เอาไว้ด้วยสองแขน “เธอเองก็รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี เพราะจากนี้ไปจนกว่าจะครบหนึ่งปี คนที่ทำตำหนิบนตัวเธอได้คือฉันคนเดียว” เสียงทุ้มกระซิบข้างใบหูเล็กจนร่างน้อยขนลุกซู่
“ฉันเองก็เป็นคนรักษาสัญญาเหมือนกันค่ะ”
“ก็ดี” ชีคหนุ่มยืดกายตรงอีกครั้งแล้วหมุนตัวเดินออกไป ทว่าได้เพียงสองก้าวก็ต้องชะงักไว้เมื่อนึกบางอย่างออก “ตำหนิที่ว่าไม่ใช่แค่ตัว แต่หมายถึงหัวใจด้วยเข้าใจหรือเปล่า”
“…เรื่องนี้ฉันรู้ค่ะ” เธอหลับนอนกับเขาแล้วจะให้คบหาชายอื่นได้ยังไง ทำแบบนั้นก็เหมือนนอกใจผู้ชายที่คบกับเธอน่ะสิ
“ถ้ารู้แล้วก็เว้นระยะห่างจากพนักงานผู้ชายด้วย”
“คะ?”
“มีรายงานว่าเธอเนื้อหอม” ว่าจบก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้สโรชายืนอึ้งกับประโยคสุดท้ายที่ได้ยิน นี่เพิ่งเจอกันวันแรกเขาก็รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอแล้ว
“จะบ้าตาย”
กลับมาที่ปัจจุบัน…“อัสซาน! กลับมาแล้วเหรอ” เสียงใสขององค์หญิงตัวน้อยดังขึ้นทันทีที่รู้ว่าใครบางคนกลับจากโรงเรียนแล้ว แม้จะเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อนแต่อัสซานซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของคาริบกับโยธกาก็ยังไปเรียนอยู่ตลอด และเป็นโรงเรียนประจำที่กลับบ้านได้เฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่านั้นจึงทำให้เด็กชายไม่รู้เลยว่าตอนนี้ที่บ้านมีแขก“องค์หญิง…” ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินเสียงสดใสของใครบางคน ร่างร้อยในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องวิ่งลงจากบันไดมาด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดคนตรงหน้าที่ยังงงอยู่“ได้ยังไงพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงอยู่ที่นี่ได้ยังไง...” เด็กชายวัยสิบขวบมองเด็กน้อยตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เขาได้เจอเธอคือตอนไปคฤหาสน์ฟูไจราห์กับบิดา“อัสซานกลับมาแล้วเหรอลูก” คาริบเดินลงมาจากบันไดเอ่ยกับลูกชาย แม้จะจับปืนมาทั้งชีวิต แต่พอรับอัสซานมาเป็นลูกเขาก็อ่อนโยนขึ้นและทำหน้าที่ของพ่อได้อย่า
“เฮ้ย! ห้องนั้นเข้าไปไม่ได้นะคุณ”“ทามมาย” ศีรษะทุยหันมาถามคนที่รั้งแขนเอาไว้ทัน แต่มืออีกข้างของเธอก็เกาะขอบประตูไว้แน่น“โอเค ถ้าจะนอนก็นอนเงียบ ๆ เดี๋ยวผมจะไปนอนห้องคุณโอเคไหม แต่ห้ามรื้อค้นอะไรทั้งนั้น”“อู้หูววว” เหมือนคนเมาจะไม่ฟังอะไร สายตาหยาดเยิ้มจ้องมองมาที่แผ่งอกแกร่งแล้วทาบฝ่ามือร้อน ๆ ลง “ผู้ชายอะไรนมโต๊โต”“คุณโยธกา” มือใหญ่รีบคว้าข้อมือเล็กไว้พร้อมเค้นเสียงลอดไรฟัน ถลึงตาใส่คนตรงหน้าด้วยแววตาดุ ๆ ทว่าคนเมาจะไปรู้อะไร เธอไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเขาจะทำหน้าแบบไหน“เรียกทำไมจ๊ะคนหล่อ”“เอามือออกจากหน้าอกผม”“อ๋อ หวงเหรอจ๊ะ ขอจับหน่อยหนึ่งก็ไม่ได้”“คุณนี่แปลกตั้งแต่วันแรกที่เจอยังไง วันนี้ก็แปลกอย่างนั้นนะครับ”“แปลกแต่แซ่บนะจ๊ะ ถ้าลองแล้วจะติดใจ”“คุณโยธกา”
หลังงานแต่งงานของเชคอาซิซกับเชคคาห์สโรชาจบลง ไม่นานงานหมั้นของคาริบกับโยธกาก็ถูกจัดขึ้น แน่นอนว่าหลังหมั้นกันแล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ได้ติดต่ออะไรกันราวกับว่าการหมั้นหมายไม่เคยเกิดขึ้น โยธกาอยู่ที่เมืองไทยเพราะยังติดเรื่องฝึกงานและวางแผนไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ส่วนเพื่อนซี้เธอนั้นเพราะฝึกงานในบริษัทฯ ของสามีตัวเองจึงไม่มีปัญหาเรื่องชั่วโมงฝึก และเพราะมีเบบี๋แล้วเลยต้องยกเลิกแพลนเรียนต่อไปก่อน คาริบเองก็ไป ๆ มา ๆ ระหว่างเมืองไทยกับฟูไจราห์ แต่หลังจากเจ้านายแต่งงานเขาก็มาอยู่เมืองไทยเป็นหลักเพราะเชคคาห์ตั้งท้อง คนเป็นสามีเลยต้องอยู่ดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้งานทุกอย่างในเมืองไทยและประเทศใกล้เคียงตกอยู่ที่เขา“อีกห้าวันก็ได้ถอนหมั้นแล้วสินะ” คนที่หยิบเสื้อคลุมมาสวมเอ่ยกับเงาตัวเองที่สะท้อนในกระจก แม้โยธกาจะยังไม่ได้ไปเรียนต่อแต่เธอก็รักษาระยะห่างจากเขาและแสดงให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจไปเองว่าทั้งคู่กำลังห่างเหินกัน คาริบซึ่งยุ่งกับงานอยู่แล้วจึงไม่ต้องแสดงละครเพราะเขายุ่งจริง ๆ ทำให้ความสมจริงเ
แปดปีก่อน…ทันทีที่กลับเข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานแสนคุ้นเคย ชายหนุ่มผู้ที่เป็นทั้งหัวหน้าหน่วยอารักขาและเลขาคนสนิทของผู้นำรัฐก็ต้องตกใจ เมื่อสายเรียกเข้าจากพ่อบังเกิดเกล้าทำให้เขาได้ยินเรื่องประหลาดเข้า“ผมไปมีแฟนตั้งแต่ตอนไหนครับ? ไม่เห็นจะรู้เลย” หลังโวยวายไปแบบนั้น เรื่องยาวยืดน่าปวดหัวก็ทำให้เขารีบนั่งเครื่องบินส่วนตัวของเจ้านายจากฟูไจราห์ตรงไปอาบูดาบีบ้านเกิดทันทีเมื่อจัดการเรื่องวุ่นวายที่บ้านเสร็จแล้วเขาก็รีบกลับมายังฟูไจราห์เพื่อรอคอยเจ้านายทั้งสองอย่างใจจดใจจ่อ นี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มมากความสามารถรู้สึกเหมือนคอตัวเองวางอยู่บนแท่นประหาร รอวันที่เจ้านายจะมาช่วยเหลือ“หัวหน้า ท่านเชคกับท่านเชคคาห์กลับมาแล้วครับ” คาริบถอนหายใจหนัก ๆ ออกมาด้วยความโล่งอก เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์กว่า ๆ ที่เจ้านายทั้งสองของเขาทิ้งงานหลายอย่างไว้ให้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้นยังให้เขาไปออกงานแทนจนมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็
เสียงกรีดร้องของเชคคาห์สาวทำให้ภายในกองเกิดความโกลาหลไปชั่วขณะ แต่ก็จบลงด้วยการที่เชคอาซิซออกมาบอกว่ามีงูทะเลทรายเข้าไปในกระโจม แต่เขาจัดการมันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่เฝ้ายามและบางส่วนก็แยกย้ายกันไปนอนต่อ“เกือบเป็นเรื่องแล้วไหมคะ” พอกลับเข้าไปในกระโจมร่างน้อยก็หันไปดุคนข้าง ๆ การที่เขาพลิกตัวกะทันหัน ทำให้เธอที่กลายเป็นฝ่ายอยู่ใต้ร่างเผลอกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ แถมแสงไฟจากตะเกียงที่กระทบใบหน้าของเขาก็ทำให้คนที่อยู่ใต้ร่างรู้สึกไม่ปลอดภัย หากข้ารับใช้ไม่ร้องถามและไม่เกิดความโกลาหลขึ้นเสียก่อน เธอคงได้นอนหอบอยู่ใต้ร่างเขาไปแล้ว“ก็ใครเป็นคนเริ่มก่อนล่ะ” เสียงทุ้มเถียงกลับขณะมองภรรยาล้มตัวนอนลงบนฟูกผืนหนา ร่างกำยำรีบกระตุกเชือกเสื้อคลุมออกอย่างรวดเร็วทำเอาคนที่เพิ่งเอนกายลงรีบร้องท้วง“จะทำอะไรคะ”“มาต่อให้จบเถอะ ไม่งั้นคืนนี้ฉันหลับไม่ลงแน่ ๆ” ก็เธอยั่วให้อยากแล้วจากไปอย่างนั้น เขาทนได้จนถึงตอนนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว
ผ่านมาสองวันแล้วที่กองคาราวานของเชคอาซิซยังปักหลักอยู่ที่โอเอซิสแห่งใหม่ เพื่อให้ความร่วมมือกับทางโอมานที่ส่งคนเข้ามาวัดระดับของน้ำเพื่อติดป้ายเตือนความลึกตื้น และปักธงของประเทศรวมถึงป้ายถือครองกรรมสิทธิ์ ทำให้แนวชายแดนระหว่างโอมานกับเอมิเรสต์มีทหารติดอาวุธของสองประเทศคอยลาดตระเวนอยู่ ทั้งที่ปกติแล้วในทะเลทรายไม่จำเป็นต้องมีทหารลาดตระเวน และสองวันที่ผ่านมาการอารักขาบริเวณกระโจมของฟูไจราห์ก็แน่นหนาขึ้น อีกทั้งเหนือน่านฟ้าของสองประเทศยังมีเฮลิคอปเตอร์ของสองกองทัพบินวนอยู่แทบจะทั้งวัน“ผมกลับแล้วนะท่านพี่ ไว้พบกันใหม่นะครับพี่สะใภ้” เชคอาคิมบอกลาพี่ชายและพี่สะใภ้ก่อนจะบังคับอูฐให้เดินออกไปกับขบวน“น้องชายของคุณจะแต่งงานจริง ๆ เหรอคะ ดูไม่เหมือนคนที่กำลังจะแต่งงานเลย” เสียงหวานหันไปถามสามีขณะเดินกลับเข้ามาในกระโจม สีหน้าของอีกฝ่ายดูกลัดกลุ้มอยู่ตลอด ทำให้ตลอดเวลาของการพบกันเชคคาห์สาวไม่กล้าเอ่ยถึงผู้ที่จะมาเป็นน้องสะใภ้“ถูกคลุมถุงชน คงไม่ดีใจหรอก” คนตอบแค่นยิ้ม




![[Bad Loves] บำเรอแค้นศัตรูพี่ชาย (3P)](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


