LOGINหกปีก่อน นางแบบสาวที่เพิ่งจะเข้าวงการใหม่ๆและเป็นที่โด่งดังข้ามคืน ตอนนั้นเธอได้รับงานไม่ขาดสายเนื่องจากความฮอตในหน้าตาที่สวยเก๋ และบุคลิกโดดเด่นกว่าใคร สิ่งที่ได้ยินจนหนาหูไม่มากที่สุดเป็นเรื่องของตระกูลนฤเบศร์วรโชติ ที่ลือกันว่าเป็นทายาทคนเดียวที่เหลืออยู่ และรวยมากๆ รวยแบบวัวตายควายล้มทุกๆงานเดินแบบมักจะมีบริษัทของเขาเป็นสปอนเซอร์เสมอ บางครั้งดอกไม้ที่ส่งมายังเธอก็มาจากนามสกุลนี้เช่นกัน คล้ายกับของขวัญให้กับพาร์ทเนอร์หรือคนสำคัญในทีม ซึ่งมีคุณสมบัติที่ทำงานร่วมกันแล้วจะต้องประสบความสำเร็จสูงสุดแต่เธอไม่เคยเจอเจ้าของดอกไม้นั้นเลยและนั่นคือ..ความฝันอย่างนึงการได้เจอเขาในวันใดสักวันจะถือว่าฝันของเธอเป็นจริง“คนๆนี้น่ะเหรอ ไม่ออกหน้าหรอก แต่เงินถึงแน่นอน เขาว่ากันว่าทุ่มไม่อั้นเพื่องานหน้ากากเวนิสปีนี้เชียวนะ น่าเสียดายที่เป็นยัยนานา”จิ๋วเอ่ยขณะทำผมให้กับเธอ“พี่นานาก็เหมาะสมดี”“แต่เธอเหมาะสมกว่า”“สายังใหม่ ทำแบบนั้นก็โดนตบตายพอดีสิ ค่อยๆก้าวน่ะถูกแล้ว”“จ้าแม่คนดี คุณหญิง แม่พระ”“หึ ประชดเก่ง ว่าแต่...สรุปตระกูลนี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรกันแน่”“เห็นว่าเยอะ มีที่ต่างประเทศด้วย
เสียงฝีเท้าของทนายที่ถูกส่งมาโดยคานโลดังก้องไปทั่วห้องทำงานที่เงียบงันของเขา เขาวางกระเป๋าหนังลงบนโต๊ะไม้โอ๊คตัวใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของจอมบงการผู้ล่วงลับ และตอนนี้กลายเป็นที่รับรองลลิสา เนื่องจากว่าถูกนัดหมายมาที่นี่ เธอยังอึ้งกับความใหญ่โตโอ่อ่าไม่หาย ก็ต้องมาตกใจกับทนายที่ถูกส่งมาอีก ผลของความห่างไกลจินตนาการที่คิดไปเองว่าเขาจะต้องแก่หงัก หากแต่ว่าตอนนี้ยังหนุ่มทั้งที่อายุปาเข้าไปสี่สิบแล้ว “คุณคือคุณ..ลลิสา” “ใช่ค่ะ ฉันเอง” “โอเคครับ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา งั้นเรามาเริ่มกันเลย” “ได้ค่ะ” “นี่คือพินัยกรรมฉบับสุดท้ายที่ท่านทำไว้ครับ” หญิงสาวรู้สึกใจหายวาบทันทีหลังจากที่นั่งลงบนโซฟาหรูและได้ยินประโยคนี้ คล้ายกับเป็นการตอกย้ำว่าเจ้าของพินัยกรรมนั้นถึงแก่กรรมแล้ว ทนายหนุ่มในชุดเนี้ยบขยับแว่นตา ก่อนจะคลี่เอกสารที่มีตราประทับออกมา ‘ตามหลักกฎหมายคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องคือทายาทโดยธรรมอันดับแรก ทรัพย์สินทั้งหมดในส่วนของสินสมรสและมรดกส่วนตัวของท่าน จะถูกโอนกรรมสิทธิ์ให้ภรรยาแต่เพียงผู้เดียว’
ปิ้งป่อง.. ปิ้งป่อง.. คราวนี้เป็นเหนือเมฆที่อาสาเดินไปเปิดประตูให้ เพราะกลัวว่าเจ้าของบ้านที่อยู่ในสภาพใกล้ตายคงจะได้สะดุดอะไรเข้าสักอย่างก่อนจะไปถึงประตู “เอาอะไรมา” “เบียร์น่ะ คิดว่าสามันคงอยากดื่ม” “ไอ้เหี้ย กูรู้ว่ารักเพื่อน แต่ไม่ถึงสนับสนุนแบบนี้ก็ได้มั้ง” “น่า..มึงอย่าขัดดิ้” เสียงเถียงกันของคนทั้งคู่ดังแว่วอยู่นอกห้องก่อนจะเดินมายังเธอ ร่างเล็กที่ไม่ได้แตะมาม่าแม้แต่นิด ทั้งที่เหนือเมฆอุตส่าห์ตักและเลื่อนมาให้ตรงหน้าเป็นคนแรก “มากันทำไม อยากอยู่คนเดียว” พอเห็นคนทั้งสองร่างเล็กจึงทำหน้าเบื่อหน่าย เอาจริงเธอคิดว่าการอยู่คนเดียวมันดีกว่าเยอะ ถึงจะสภาพจะแย่แต่ก็คงจะแค่ช่วงนี้ เธอรู้กลไกของร่างกายและนิสัยตัวเองดี เสียใจแค่ไหนก็จะไม่โทรมนาน หากแต่ครั้งนี้ไม่รู้จะเหมือนกันไหม...เพราะมันไม่ใช่แค่เสียใจ เพียงแค่มองเพื่อนสลับกับมาม่าในชาม ริมฝีปากกลีบสวยก็ถูกเบ้ออกอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงสะอื้น นาทีนั้นเธอยกเข่าขึ้นมากอด กระชับแน่นและซบลงแนบหน้า “.......”
โทรศัพท์ที่ตกหล่นลงพื้นไม่ได้ถูกหยิบกลับขึ้นมา การยืนอยู่ตรงนี้ก็เช่นกันไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนไกล มีเพียงแก้วน้ำก่อนหน้านี้ที่เคยถือไว้โชคดีมากเธอวางลงบนโต๊ะไปก่อนที่จะกดรับสาย ไม่อย่างนั้นคงได้ตกแตกด้วย ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากปากเธอ และเหมือนว่าจะไม่มีน้ำตาภายในวินาทีนั้น เธอลืมวิธีหายใจ ลืมวิธีกลืนน้ำลาย ถึงได้บาดคอจนเจ็บ ไม่มีอะไรเลยในหัว มีแต่ความมืดดำที่ล้อมรอบตัว เป็นแบบนี้อยู่นานพอควรจนกระทั่ง.. “หะ เห เหมันต์...ฮือ...เหมันต์!!”.. แน่นอนว่าเสียงกรีดร้องลอดผ่านสายโทรศัพท์ที่ยังไม่กดวางมาถึงเจแปน คานโลข่มตาแน่น ความเจ็บปวดที่ระบายผ่านน้ำเสียงนั้นกรีดลึกถึงหัวใจของเขา คิดไว้ไม่มีผิดว่าเธอจะต้องเสียใจ และเหมือนจะยิ่งกว่าที่คิด “นายครับ..” “กูได้ยินแล้ว” หันไปเห็นสภาพของนายตัวเองก็ยิ่งเกิดคำถาม เหตุใดถึงต้องทรมานตัวเองด้วย ในเมื่อต่างฝ่ายต่างรักกันทำไมถึงไม่อยู่ด้วยกัน เขากดปุ่มวางสาย “นายครับ..” “กูรู้มึงจะถามอะไร” ดวงตาละห้อยหันกลับมามองลูกน้อง ภายในนั้นเต็มไปด้วยความหมองหม่น
“เด็กเปรตก็คือเด็กเปรตอยู่วันยันค่ำ” เธอไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเคืองกลับกัน ยังคงยกยิ้มและแค่นหัวเราะ ครั้งนี้อาคีราไม่ได้มาด้วย เนื่องจากภรรยาท้องโต ต้องอยู่ดูแลภรรยา “ขอบคุณที่ชม” เธอยกเหล้ากระดกเป็นแก้วที่สาม ครั้งนี้ไม่ได้ดื่มเพราะติดเป็นนิสัยชอบดื่ม แต่ดื่มเพราะในใจลึกๆรู้สึกอ่อนแอเหลือเกิน “ด่าก็หาว่าชม คนอะไร..” มีใครบ้างที่จะงงว่าตัวเองนั้นกำลังเผชิญอยู่กับอะไร มีใครบ้างจะนึกสงสัยแต่ไม่ยอมที่จะหาคำตอบ และมีใครบ้างที่รู้ทั้งรู้ว่าเขาโกหก แต่กลับเลือกที่จะเข้าข้างตัวเอง.. เขาก็แค่ยุ่ง ไม่มีเวลา.. ส่วนเรื่องตาย ตัดไปได้เลย ผู้ชายคนนี้เก่งเกินกว่าที่จะมีวันนั้น “ดึกแล้วจะกลับก่อนก็ได้นะ” ร่างบางลากสายตาจากจุดที่มองอยู่หลายนาทีไปมองหน้าคนข้างๆ “นั่น..ร้องไห้เหรอ” พลันชะงักก็ตอนโดนทัก ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกแค่อยาก และขอบตาร้อนผ่าว ไม่คิดว่าแค่เสี้ยววินาทีตอนกะพริบตาน้ำตาจะร่วงหล่นลงมาจริงๆ นี่จิตใจเธอเปราะบางขนาดนี้เชียว? “สาเหรอ?”
เสร็จจากนั่งคุยกับเพื่อนสนิท ที่บรรยากาศไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ลลิสาก็มุ่งหน้าไปหาแม่ของเธอทันที ร่างบางในภาพแว่นกันแดดสีดำคาดหน้า สะท้อนอยู่ในม่านตาผู้หญิงอายุราวห้าสิบ โดยมีกระจกกั้นกึ่งกลางระหว่างคนทั้งคู่ คนนึงนั่งอยู่ในร้านอาหารที่นัดเอาไว้ผ่านข้อความของลูกสาว ส่วนอีกคนยืนพิงประตูรถเบนซ์หลังลงมาจากรถแล้ว ด้วยความไม่สนิททำให้ต่างคนต่างหาเวลาของตัวเอง เวลาเล็กน้อยที่จะสูดลมหายใจเข้าปอดไป ก่อนจะเผชิญหน้ากันแบบจริงจังในรอบหกเดือน “สวัสดีค่ะคุณแม่” บางทีเธอก็แอบคิดว่า พี่ชายบุญธรรมของเธอเป็นลูกแท้ๆ ส่วนเธอเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่านะ ร่างบางนั่งลงฝั่งตรงข้าม ดวงตาคู่สวยหลังถอดแว่นกันแดดทอดมองใบหน้านั้นว่างเปล่า เข้าใจดีเหตุใดถึงไม่พูด แสดงความยินดีทีได้เจอ คงเป็นเพราะว่าเรื่องของเธอถึงหูหล่อนแล้ว และผลของมัน.. “พ่อของลูกตกเป็นเชลยของคนๆนั้นแล้วสินะ” ก็คือประโยคแดกดัน “คนที่ทำร้ายลูก แต่ลูกกลับเลือก” หญิงสาวไม่มีอะไรจะแก้ตัวถึงได้เงียบ เธอปิดปากสนิท มีแต่สายตาเท่านั้นที่เปิดเผย สมองกำ







