ฉันยืนมองตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ของห้องนอนแคบๆ ที่ตั้งอยู่ปีกหลังสุดของคฤหาสน์ตระกูล ‘วรโชติ’
เด็กสาววัยยี่สิบเอ็ดปีในกระจกส่งยิ้มบางๆ กลับมาหาฉัน ดวงตากลมโตสุกใสปราศจากเดียงสา ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดที่ได้รับสืบทอดมาจากผู้เป็นแม่ ริมฝีปากอวบอิ่มสีพีชระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติโดยแทบไม่ต้องพึ่งเครื่องสำอางราคาแพง
วันนี้ฉันเลือกสวมเดรสผ้าคอตตอนสีขาวบริสุทธิ์ ดีไซน์เรียบง่ายแต่ทิ้งตัวพลิ้วไหวไปตามสัดส่วน ช่วงคอเป็นสี่เหลี่ยมกว้างพอให้เห็นไหปลาร้าสวยงาม สวมทับด้วยคาร์ดิแกนสีเบจตัวบางเพื่อเพิ่มความละมุนตา เส้นผมสีน้ำตาลเข้มถูกปล่อยสยายดัดลอนคลายๆ ดูไม่ได้ตั้งใจจัดทรงนัก
ใครเห็นก็คงคิดว่าฉันคือ ‘น้องมิน’ ลูกสาวคนเล็กผู้อ่อนหวาน อ่อนโลก และบอบบางราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
หึ... ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ซ่อนใบมีดอาบยาพิษเอาไว้ข้างในน่ะสิ
ฉันแค่นยิ้มให้ตัวเอง ก่อนจะหยิบน้ำหอมขวดโปรดขึ้นมา มันไม่ใช่กลิ่นหอมฉุนยั่วยวนแบบที่ ‘พี่พิมพ์’ ลูกสาวสุดที่รักของพ่อกับแม่เลี้ยงชอบใช้ แต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้และวนิลาจางๆ ให้ความรู้สึกเหมือนแป้งเด็กผสมกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ฉันฉีดมันลงบนจุดชีพจร ข้อมือ หลังใบหู และที่ปลายผมเพียงเล็กน้อย... แค่พอให้คนเดินสวนกันได้กลิ่นจางๆ ลอยตามลม ไม่ใช่กลิ่นที่ตะโกนเรียกร้องความสนใจ แต่เป็นกลิ่นที่กระซิบให้คนสูดดมต้องเหลียวหลังกลับมามองหา
วันนี้คือวันเริ่มต้นแผนการล่าของฉัน เป้าหมายของฉันไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นผู้ชายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ... ‘อัครินทร์ วัชรเมธากุล’ หรือคุณอาคิน
ผู้ชายวัยสามสิบแปดปีที่ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชา เด็ดขาด สุขุม และไร้หัวใจ เขาคือคนที่ตระกูลวรโชติกำลังประเคน ‘พิมพ์มาดา’ พี่สาวต่างแม่ของฉันให้ใส่พานถวาย เพื่อแลกกับการกอบกู้สถานะทางการเงินที่กำลังเน่าเฟะอยู่รอมร่อของครอบครัว
พ่อกับแม่เลี้ยงหวังพึ่งบารมีของตระกูลวัชรเมธากุลเพื่อเชิดหน้าชูตาในสังคมต่อไป พวกเขาฝันหวานถึงงานแต่งงานแห่งปี ฝันถึงอำนาจและเงินทองที่จะไหลมาเทมา
พวกเขาพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากแม่ของฉัน... บีบคั้น กดขี่ จนแม่ต้องตรอมใจตาย ทิ้งให้ฉันต้องโตมาในบ้านหลังนี้ด้วยสถานะที่แทบไม่ต่างจากเด็กรับใช้ที่บังเอิญใช้นามสกุลเดียวกัน
ถ้าพิมพ์มาดาคือดวงใจของพวกเขา อัครินทร์ก็คือมงกุฎเพชรที่พวกเขากำลังจะสวมลงบนหัว ...และฉัน นี่แหละ จะเป็นคนกระชากมงกุฎวงนั้นมาสวมไว้ที่หัวของฉันเอง
ฉันสะพายกระเป๋าผ้าแคนวาสใบเก่ง หยิบแฟ้มสเก็ตช์ภาพและกล่องดินสอดำคู่ใจ เดินออกจากบ้านทางประตูหลังอย่างเงียบเชียบเหมือนทุกวัน ไม่มีใครสนใจหรอกว่าฉันจะไปไหนตราบใดที่ฉันไม่ไปขวางหูขวางตาพวกเขา
จุดหมายปลายทางของฉันในวันนี้คือ MUSE Contemporary Art Gallery หอศิลป์ใจกลางเมืองที่มีบรรยากาศเงียบสงบ เป็นส่วนตัว และมีค่าเข้าชมสูงลิ่วจนคัดกรองผู้คนได้ระดับหนึ่ง
จากการตามสืบอย่างลับๆ และอดทนอย่างยิ่งยวดของฉันตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันพบว่าอัครินทร์ วัชรเมธากุล ไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบปาร์ตี้ ไม่เที่ยวเลาจน์ ไม่ควงผู้หญิงดาราหรือนางแบบ เขาทำงานหนักเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีวันหยุด แต่ในทุกๆ บ่ายวันศุกร์สุดท้ายของเดือน เขาจะเคลียร์ตารางงานทั้งหมด เพื่อมานั่งเงียบๆ ที่หอศิลป์แห่งนี้เป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง
มันคือเซฟโซนของเขา... พื้นที่ที่เขาใช้หลีกหนีจากความวุ่นวายของธุรกิจและการแก่งแย่งชิงดี และมันกำลังจะกลายเป็นเวทีการแสดงฉากแรกของฉัน
เมื่อมาถึงหอศิลป์ แอร์เย็นฉ่ำและกลิ่นหอมของกาแฟคั่วอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นสีน้ำมันจางๆ ลอยมาเตะจมูก บรรยากาศที่นี่เงียบสงบ แสงไฟถูกจัดวางอย่างมีศิลปะ สาดส่องลงบนภาพวาดและประติมากรรมอย่างพอดิบพอดี ฉันเดินทักทาย ‘พี่นพ’ พนักงานดูแลหอศิลป์ที่ฉันมักจะมานั่งวาดรูปเล่นบ่อยๆ จนสนิทสนมกัน
“อ้าว น้องมิน วันนี้มาเร็วนะครับ” พี่นพยิ้มทักทาย
“มินไม่มีเรียนบ่ายน่ะค่ะ เลยกะจะมานั่งสเก็ตช์รูปยาวๆ เลย วันนี้คนน้อยดีจังนะคะ” ฉันส่งยิ้มหวานกลับไป เป็นยิ้มที่จริงใจที่สุดเท่าที่เด็กสาวคนหนึ่งจะมีให้ได้
“ครับ ช่วงบ่ายวันธรรมดาคนก็น้อยแบบนี้แหละ ตามสบายเลยนะน้องมิน มุมเดิมว่างอยู่พอดี”
“ขอบคุณค่ะพี่นพ”
ฉันเดินตรงไปยังมุมด้านในสุดของหอศิลป์ มันเป็นโซนจัดแสดงประติมากรรมหินอ่อนขนาดกลาง มีม้านั่งยาวบุนวมสีเทาเข้มตั้งอยู่กลางห้องเยื้องไปทางขวาเล็กน้อย ตรงนั้นคือที่ประจำของเขา...
ส่วนฉันเลือกไปนั่งลงบนเก้าอี้สตูลตัวเล็กๆ มุมซ้ายของห้อง ซึ่งเยื้องกับม้านั่งตัวนั้น ในมุมนี้ หากเขานั่งลงบนม้านั่ง เขาจะมองเห็นฉันอยู่ในหางตาพอดี แต่ไม่ใช่การนั่งประจันหน้ากันตรงๆ
ฉันกางเฟรมสเก็ตช์ภาพออก หยิบแท่งชาร์โคลขึ้นมา แล้วเริ่มจรดปลายมันลงบนกระดาษขาว ไม่ได้แกล้งทำเป็นวาด แต่ฉันวาดรูปจริงๆ ฉันมีสมาธิกับการแรเงาประติมากรรมหินอ่อนรูปเทวดาปีกหักตรงหน้า ปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า
สิบห้านาที... ครึ่งชั่วโมง... สี่สิบห้านาที...
บรรยากาศในห้องจัดแสดงเงียบกริบ มีเพียงเสียงปลายชาร์โคลเสียดสีกับเนื้อกระดาษดังสวบสาบเบาๆ แสงแดดช่วงบ่ายแก่ๆ ส่องผ่านกระจกบานสูงด้านบน ทอดตัวลงมาเป็นลำแสงอาบไล้ตรงบริเวณที่ฉันนั่งอยู่พอดิบพอดี
ฉันถอดคาร์ดิแกนสีเบจออก วางพาดไว้บนตัก ปล่อยให้เดรสสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนกับแสงแดดที่ส่องลงมา ราวกับตั้งใจจัดแสงให้ตัวเองกลายเป็นภาพวาดอีกชิ้นหนึ่งในห้องนี้
และแล้ว... สัญชาตญาณของฉันก็บอกว่าเหยื่อเข้ามาในเขตแดนแล้ว
ฉันไม่ได้หันไปมอง แต่หูของฉันได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่น ทว่าเงียบกริบ ก้าวเข้ามาในห้องจัดแสดง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายแนว Woody Aromatic ที่ผสานความอบอุ่นของไม้สนและความเย็นเยียบลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่บ่งบอกถึงอำนาจ ความหรูหรา และระยะห่างที่ไม่อนุญาตให้ใครล้ำเส้น
อัครินทร์มาถึงแล้ว หางตาของฉันรับรู้ถึงการเคลื่อนไหว ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มสั่งตัดเนี้ยบกริบเดินเข้ามาในห้อง เขาดึงเนคไทให้คลายออกเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งยาวตัวนั้น... ตำแหน่งที่ฉันกะเกณฑ์เอาไว้เป๊ะๆ
ฉันทำเป็นไม่สนใจ ไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง ฉันเพียงแค่จรดปลายชาร์โคลลงบนกระดาษต่อไปอย่างแน่วแน่ แกล้งทำเป็นจมดิ่งอยู่ในโลกของศิลปะ โลกที่ตัดขาดจากความเป็นจริงภายนอก
สำหรับผู้ชายอย่างอัครินทร์ ผู้ชายที่มีผู้หญิงคอยวิ่งเข้าหา คอยทอดสะพาน และพยายามยัดเยียดตัวเองให้เขาตลอดเวลา... สิ่งที่จะดึงดูดสายตาเขาได้มากที่สุด ไม่ใช่ความสวยที่พยายามนำเสนอ แต่คือความไม่ใส่ใจ
ฉันรู้ว่าเขากำลังมองมา แม้จะไม่ได้หันไปมอง แต่ฉันสัมผัสได้ถึงสายตาคมกริบที่ทอดมองมายังมุมที่ฉันนั่งอยู่
มันไม่ใช่สายตาแทะโลมหรือคุกคาม แต่เป็นสายตาของการสำรวจและประเมินค่า ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยสีเอิร์ธโทนขรึมๆ ของหอศิลป์ และโลกสีเทาๆ ที่เขาแบกรับไว้บนบ่า
เดรสสีขาวบริสุทธิ์ของฉันคงสะดุดตาเขาไม่น้อย ยิ่งแสงแดดที่สาดลงมาไล้เส้นผมสีน้ำตาลที่เคลียอยู่ประบ่า และผิวแก้มที่ไร้เครื่องสำอางหนาเตอะ มันยิ่งขับเน้นความอ่อนเยาว์และไร้เดียงสาให้โดดเด่นขึ้นมา
ฉันค่อยๆ ยกมือขึ้นทัดปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าไปทัดไว้หลังใบหูอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นลำคอระหงและผิวขาวเนียน ก่อนจะก้มหน้าวาดรูปต่อ
ท่าทางทุกอย่างถูกคำนวณมาอย่างดีให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ให้ดูเหมือนจริตมารยา แต่ให้เหมือนความเผลอไผลของเด็กสาวที่กำลังมีสมาธิ
เราสองคนอยู่ในห้องเดียวกัน นั่งเยื้องห่างกันประมาณห้าเมตร โดยไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมา มีเพียงความเงียบและเสียงชาร์โคลของฉันเท่านั้น
ฉันปล่อยเวลาให้ผ่านไปอีกเกือบยี่สิบนาที ให้ภาพของฉัน ภาพเด็กสาวในชุดสีขาวที่นั่งสเก็ตช์ภาพอย่างสงบ ซึมซาบเข้าไปในความทรงจำของเขาอย่างช้าๆ ซึมลึกเข้าไปในความรู้สึกเหนื่อยล้าของเขา เหมือนหยดน้ำเย็นๆ ที่หยดลงบนดินที่แห้งผาก
เมื่อกะเวลาว่าพอสมควรแล้ว ฉันก็ค่อยๆ ปิดแฟ้มสเก็ตช์ภาพ เก็บแท่งชาร์โคลใส่กล่องอย่างเป็นระเบียบ ลุกขึ้นยืนช้าๆ หยิบคาร์ดิแกนขึ้นมาพาดไว้ที่แขน แล้วสะพายกระเป๋าผ้าแคนวาส
จังหวะนี้แหละ ที่สำคัญที่สุด
ฉันเดินออกจากมุมของตัวเอง ทิศทางที่เดินออกไปจะต้องผ่านหน้าม้านั่งที่เขานั่งอยู่ ฉันก้าวเดินด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ ไม่เร่งรีบ ไม่ทอดน่องจนเกินงาม แผ่นหลังตั้งตรงแต่ผ่อนคลาย สายตาของฉันมองตรงไปข้างหน้า... ไม่แม้แต่จะปรายตามองผู้ชายทรงอิทธิพลที่นั่งอยู่ห่างออกไปแค่ช่วงแขนเอื้อม
จังหวะที่ฉันเดินสวนผ่านหน้าเขา ฉันจงใจเบี่ยงตัวเล็กน้อยให้ลมจากเครื่องปรับอากาศพัดเอากลิ่นน้ำหอมกลิ่นดอกไม้และวนิลาอ่อนๆ จากตัวฉัน ลอยไปปะทะจมูกเขา
มันเป็นเสี้ยววินาทีเท่านั้น... เสี้ยววินาทีที่ฉันเดินผ่านร่างสูงใหญ่ที่แผ่รังสีความเย็นชา ฉันรับรู้ได้ว่าเขาชะงักไปนิดหนึ่ง สายตาของเขามองตามจังหวะก้าวเดินของฉัน กลิ่นหอมจางๆ ของฉันคงไปเตะจมูกเขาเข้าอย่างจัง
มันเป็นกลิ่นที่แตกต่างจากน้ำหอมกลิ่นฉุนจัดของผู้หญิงในสังคมไฮโซที่เขาเคยเจอ มันเบาบาง สะอาด และน่าค้นหา ฉันเดินตรงไปที่ประตูทางออกของโซนจัดแสดง พี่นพกำลังยืนจัดเอกสารอยู่แถวนั้นพอดี
“กลับแล้วเหรอน้องมิน ได้รูปสวยไหมวันนี้” พี่นพเงยหน้าขึ้นมาทัก
ฉันหยุดเดิน หันไปหาพี่นพ แล้วส่งรอยยิ้มกว้างที่สดใสที่สุด... ยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและบริสุทธิ์ใจ
“ได้โครงร่างมานิดหน่อยค่ะพี่นพ แต่มินเริ่มหิวแล้ว เลยว่าจะไปหาอะไรกินก่อน” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงกังวานใส นุ่มนวลและร่าเริง
“เดินทางกลับดีๆ นะครับ ไว้เจอกันใหม่”
“ขอบคุณค่ะพี่นพ ขอบคุณสำหรับพื้นที่เงียบๆ นะคะ วันนี้มินมีความสุขมากเลย” ฉันค้อมหัวให้เล็กน้อยอย่างมีมารยาท ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากหอศิลป์ไป
ตลอดเวลาที่ยืนคุยกับพี่นพ ฉันรู้ดีว่า... มีสายตาคู่หนึ่งจากชายหนุ่มบนม้านั่ง กำลังจับจ้องมาที่แผ่นหลังและรอยยิ้มของฉัน
ฉันไม่ได้ยิ้มให้เขา ไม่ได้มองหน้าเขา ไม่ได้ทำความรู้จักเขา แต่ฉันจงใจทิ้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะใสๆ นั้นไว้ให้เขาเห็นผ่านมุมมองของบุคคลที่สาม ให้เขาได้เห็นว่าโลกที่สดใสและปราศจากการเสแสร้งมันเป็นยังไง
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูหอศิลป์ออกมาสัมผัสกับความร้อนของกรุงเทพมหานคร รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของฉันก็ค่อยๆ จางหายไป เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหยียดที่มุมปาก แววตาที่เคยเป็นประกายไร้เดียงสาแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบและมาดมั่น
ฉันหันกลับไปมองป้ายหอศิลป์ MUSE อีกครั้ง
นี่เป็นเพียงแค่ครั้งแรกเท่านั้นนะคะคุณอัครินทร์... คุณอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าภาพของเด็กสาวในชุดสีขาว กลิ่นหอมจางๆ และรอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งให้คุณนั้น มันได้ถูกประทับลงในความทรงจำส่วนลึกของคุณไปแล้วเรียบร้อย
มนุษย์เรามักจะโหยหาสิ่งที่ตัวเองไม่มี และมักจะอยากครอบครองสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่สนใจตัวเองเสมอ โดยเฉพาะผู้ชายที่ชินกับการเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างอย่างคุณ
คุณกำลังจะกลายเป็นหมากตัวสำคัญที่สุดในกระดานของฉัน
เตรียมตัวรับมือกับของขวัญชิ้นใหญ่จากตระกูลวรโชติให้ดีเถอะ... เพราะงานหมั้นที่คุณคิดว่าเป็นแค่การทำธุรกิจ มันกำลังจะถูกพังทลายลงด้วยน้ำมือของขยะในบ้านหลังนั้นที่พวกคุณมองข้าม
ฉันกระชับสายกระเป๋าเป้ แล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้าพร้อมกับหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะของการแก้แค้น เกมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และฉันมีเวลาเหลือเฟือที่จะค่อยๆ ลากเขาลงมาติดกับดักที่ปูด้วยกลีบกุหลาบอาบยาพิษนี้อย่างช้าๆ ... และงดงามที่สุด.