ログイン
ล้อมรักสามีแสนเลว…1
ภายในห้องแกรนด์บอลรูมขนาดใหญ่คลาคล่ำไปด้วยแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว ทุกคนมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าสมกับที่มาร่วมงานมงคล จะมีก็แต่คู่บ่าวสาวเท่านั้นที่ไม่มีรอยยิ้มปรากฏให้เห็นเลย “ช่วยทำหน้าให้มันดีกว่านี้หน่อยเถอะ ฉันเองก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับเธอนักหรอกนะ!” นลินดารีบก้มหน้าซ่อนน้ำตาที่เอ่อรื้นของตัวเองเมื่อได้ยินประโยคนั้น หากเธอมีความกล้ามากพอก็คงจะถามกลับไปแล้ว ว่าถ้าหากไม่ได้ต้องการแต่งงานกับเธอเหตุใดจึงต้องป่าวประกาศว่าเธอกับเขามีอะไรกัน ซ้ำชัชวินทร์ไม่เพียงแค่บอกเล่าถึงความสัมพันธ์ที่น่าละอาย แต่เขายังพูดออกมาเองว่าต้องการแต่งงานเพื่อรับผิดชอบเธอ “หยุดน้ำตาของเธอซะ! ถ้าเธอปล่อยให้มันไหลออกมาอย่ามาหาว่าฉันใจร้าย!” ชัชวินทร์กดเสียงต่ำบอกกับเจ้าสาวที่ยืนเคียงข้างกัน น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมท่าทางดุดันราวกับต้องการจะฉีกเธอให้เป็นชิ้น ๆ ทุกครั้งที่มองมา มันทำให้นลินดายิ่งเกิดความสงสัยในใจ ว่าเหตุใดเขาจึงต้องการให้งานแต่งงานในวันนี้เกิดขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากความสงสัยแล้วในใจของหญิงสาวก็มีแต่ความขมขื่น เธอต่อว่าตัวเองซ้ำ ๆ ที่ปล่อยให้เรื่องราวในคืนนั้นเกิดขึ้น... (หลายเดือนก่อน) (คฤหาสน์ รุ่งกิจวัฒนา) นลินดามองคฤหาสน์หลังงามตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ก่อนจะหันมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยแววตาซึ่งบ่งบอกถึงความคลางแคลงใจ “ทำไมมองพี่แบบนั้นล่ะ” ชินวุฒิเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะพลางยื่นมือไปจับศีรษะเล็กโยกไปมาด้วยความเอ็นดู “พี่ชินแน่ใจแล้วเหรอว่าความจำพี่กลับมาแล้วจริง ๆ” “แน่ใจสิ ทำไมถามแบบนั้น” ถึงแม้ชายหนุ่มจะยืนยันอย่างนั้นแต่นลินดาก็ยังไม่สิ้นสงสัย ความจริงแล้วที่เธอต้องถามย้ำไม่ใช่เพราะสงสัยเท่านั้น แต่ยังรู้สึกเหลือเชื่อที่อีกฝ่ายบอกว่านี่คือบ้านของเขา จริงอยู่ว่าตอนที่เธอพบเขาครั้งแรกชินวุฒิแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูแล้วราคาน่าจะไม่ธรรมดา แต่มันก็เชื่อได้ยากเหลือเกินว่าบ้านที่ใหญ่โตงดงามราวกับวังในความคิดของเธอจะเป็นบ้านของเขา “มีอะไรหรือเปล่า...” “หมอกกลัวพี่จะจำผิดจำถูกน่ะจ้ะ” “หึ หึ กลัวพี่พาเข้าผิดบ้านแล้วหน้าแตกล่ะสิ” ชินวุฒิยิ้มขบขันเพราะรู้เท่าทันความคิดของหญิงสาว “ไม่ต้องกังวลหรอก ที่นี่พี่อยู่มาตั้งแต่เกิดจำได้แม่นไม่ผิดแน่” นลินดารู้ดีว่าคำพูดนั้นคือการปลอบใจให้เธอคลายกังวล และมันได้ผลเมื่อเธอเชื่อว่าที่นี่คือบ้านของเขาจริง ๆ แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกกังวลไปอีกเรื่อง ว่าถ้าหากต้องอยู่ที่นี่คงเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกินกับการปรับตัว “คุณชิน! คุณชินจริง ๆ ด้วย!” ความคิดของนลินดาหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงคนจากด้านใน ซึ่งตอนนี้เธอเห็นหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเจนเพราะถูกกั้นด้วยประตูรั้วอัลลอยด์ลายดอกบัวงดงาม “คุณชิน!” “อะไรล่ะแมว จะเรียกฉันทำไมนัก” ชินวุฒิรู้สึกขบขันจนอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นแม่บ้านเอาแต่เรียกชื่อเขาซ้ำไปซ้ำมา “ก็คุณชิน... โอ๊ย! คุณชินกลับมาแล้ว!” “แล้วนี่จะเปิดประตูให้ไหมเนี่ย” “เปิดค่ะเปิด!” แม่บ้านวัยกลางคนกุลีกุจอไปยังประตูเล็กแล้วเปิดออกด้วยท่าทางรีบร้อน และการกระทำนั้นก็ทำให้นลินดาโล่งใจว่าเขาไม่ได้พามาผิดบ้าน นลินดาเดินตัวลีบตามหลังชินวุฒิ ดวงตากวาดมองรอบตัวอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่เพราะกลัวอันตราย แต่กลัวว่าหากเลินเล่ออาจเดินชนเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องเรือนอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าจนเสียหาย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนมาชดใช้ ถึงจะไม่เคยได้ใช้ ไม่เคยสัมผัส และไม่เคยครอบครอง แต่นลินดาก็พอจะเดาออกว่าราคาของมันคงจะแพงระยับจนคนหาเช้ากินค่ำไม่อาจจับต้อง “ชิน!” นลินดาชะงักเท้าเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่แสดงถึงความตื่นเต้น ก่อนที่จะเห็นหญิงสูงวัยที่ยังดูสง่างามตรงเข้ามาทางเธอและชินวุฒิ “ลูกแม่! ชิน! ชินจริง ๆ ด้วย! ฮือ ๆ” มือเหี่ยวย่นที่ประดับแหวนเพชรลูบคลำไปทั่วใบหน้าและเนื้อตัวของลูกชายด้วยความยินดี และสรรพนามที่อีกฝ่ายเรียกขานก็ทำให้นลินดารับรู้ว่า หญิงสูงวัยที่แต่งหน้าทำผมเหมือนคุณหญิงคุณนายในละครเป็นมารดาของเขา “ฮือ ๆ...” “อย่าร้องสิครับ ผมกลับมาแล้วไง” ชินวุฒิปลอบโยนมารดาด้วยคำพูดและอ้อมกอดจนนางค่อย ๆ คลายสะอื้นลง “ไปอยู่ไหนมา! ทำไมหายไปเป็นเดือน ๆ แบบนี้ ใจแม่จะขาดรู้ไหม!” พอตั้งสติได้คุณวัลภาก็ตำหนิลูกชายทั้งน้ำตาที่ยังคงไหลไม่หยุดจนชินวุฒิต้องเช็ดให้อย่างอ่อนโยน “ผมขอโทษครับแม่ แต่ผมมีเหตุผล” “เหตุผลอะไร! ถ้าฟังไม่ขึ้นล่ะน่าดู!” “ฟังขึ้นแน่นอนครับ” “ชิน! ชินจริง ๆ!” คุณชาคริตตรงเข้ามาหาลูกด้วยความตื่นเต้นยินดีไม่แพ้ภรรยาเลยสักนิด “คุณพ่อ” “นี่แกไปไหนมา มันเกิดอะไรขึ้น!” “ผมจะเล่าทุกอย่างครับ แต่ก่อนอื่น...” ชินวุฒิหันมาจับข้อมือบางของนลินดาแล้วดึงให้เธอขยับมายืนข้าง ๆ “ผมขอแนะนำก่อน หมอก... นี่พ่อแม่ของพี่” “สะ... สวัสดีจ้ะ...” สองมือบางยกขึ้นประนมไหว้อย่างนอบน้อม “พ่อครับแม่ครับ นี่นลินดา เธอชื่อเล่นว่าหมอก เธอเป็น...” “ทำมาเป็นหายตัว ที่แท้ก็หนีไปกกอีหนูเพื่อเรียกร้องความสนใจ!” ยังไม่ทันที่ชินวุฒิจะแนะนำจนจบก็มีเสียงค่อนขอดดังขึ้นเสียก่อน “พูดให้ดีนะ หมอกไม่ใช่อีหนูของฉัน” ชินวุฒิบอกเสียงขรึมในขณะที่อีกฝ่ายเบ้ปากอย่างยียวน ในขณะเดียวกันนลินดาที่ลอบมองก็กำลังลงความเห็นในใจ ว่าชายหนุ่มผู้มาใหม่น่าจะเป็นพี่หรือน้องของชินวุฒิ เพราะมีใบหน้าเกินครึ่งที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่อีกฝ่ายดูดุดันร้ายกาจไม่อบอุ่นเหมือนพี่ชินของเธอ “ไม่ใช่อีหนูแล้วเป็นอะไรล่ะ เมียเหรอ!” “ไอ้ชัช!” “พอ! พอทั้งสองคนแล้วตามมานี่!” คุณชาคริตห้ามทัพแล้วเดินนำไปที่ห้องโถงใหญ่ของบ้าน “ไปหมอก...” นลินดาพยักหน้ารับรัวเร็วแล้วเดินตามชินวุฒิอย่างว่าง่าย เพราะรู้สึกอึดอัดกับสายตาของชายหนุ่มที่เธอยังไม่รู้ทั้งชื่อและสถานะ ทุกคนนั่งพร้อมหน้ากันในห้องโถงและแน่นอนว่านลินดานั่งข้างชินวุฒิ “ไหนมันยังไงเล่ามาสิ” คุณชาคริตเปิดประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อมเพราะอยากจะรู้สาเหตุที่ลูกชายหายไปนานนับเดือน “วันนั้นที่ผมบอกคุณแม่ว่าจะไปธุระ ผมไปดูที่ดินครับ ผมติดต่อขอซื้อที่ดินที่สระบุรีเพราะคิดอยากจะทำรีสอร์ต แต่ไม่รู้ตัวว่ามีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่อยากได้ด้วยเหมือนกัน และราคาที่ผมเสนอไปมันมากกว่าเขาเกือบเท่าตัว...” ตอนนี้ทุกคนเงียบฟังอย่างตั้งใจ แม้กระทั่งชัชวินทร์ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับพี่ชาย “เจ้าของที่เลยเลือกที่จะขายให้ผม ตอนกลับหลังจากผมไปดูที่ มีคนตามยิงผมครับ ทำให้รถเสียหลักชนกับต้นไม้ ผมยิงสู้กับพวกมันแล้วลงจากรถวิ่งหนีเข้าไปในป่า ตอนนั้นผมบาดเจ็บจากรถที่เกิดอุบัติเหตุเลยไปได้ไม่ไกล พวกมันตามมาทันแล้วยิงผม แต่ไม่โดนเพราะผมตกลงไปในน้ำตกซึ่งตอนนั้นน้ำแรงมาก ผมคิดว่าผมจะไม่รอดแล้ว...” “...ฮึก...” ถึงแม้ลูกชายจะปลอดภัยกลับมาแล้ว แต่คุณวัลภาก็ยังรู้สึกสะเทือนใจจนร้องไห้ออกมา “อย่าร้องสิครับแม่ ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” “แล้วไงต่อล่ะชิน” คุณชาคริตเร่งเร้าให้ลูกชายเล่าต่อ ตอนนี้ทั้งตกใจทั้งคับแค้นปนเปกันไปหมด “ผมตื่นขึ้นมาอีกทีสมองก็ว่างเปล่าไปหมดครับ ผมจำอะไรไม่ได้เลยแม้กระทั่งชื่อตัวเอง ผมความจำเสื่อม... ตื่นมาอยู่ในบ้านของหมอก เล่าสิหมอก” นลินดารู้สึกประหม่าเมื่อสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เธอ “คือ... พ่อหมอกเจอพี่ชินสลบอยู่เลยพากลับบ้านจ้ะ พ่อไม่กล้าพาไปโรงพยาบาลเพราะก่อนหน้านั้นมีคนของเสี่ยเม้งมาตามหาคนแปลกหน้า แล้วก็มีข่าวลือกันทั่วว่ามีคนจากกรุงเทพมีเรื่องกับลูกน้องเสี่ย” นลินดาเล่าทุกอย่างตามความจริงซึ่งทุกคนก็เป็นผู้ฟังที่ดี “พ่อซื้อของมาให้หนูทำแผลให้พี่ชิน พอเขาฟื้นแล้วจำอะไรไม่ได้เลยจ้ะ เราก็เลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงนอกจากรักษาเขาให้หายแล้วอยู่กับเราไปก่อน” “ไร้สาระ ถ้าเกิดเขายังจำไม่ได้เธอก็จะให้เขาอยู่ด้วยตลอดไปเลยรึไง” เป็นครั้งแรกที่ชัชวินทร์เปิดปากหลังจากนั่งฟังมาตั้งแต่แรก “คือ...” “ที่หมอกกับพ่อไม่กล้าพาผมไปรักษาหรือแจ้งตำรวจ ก็เพราะกลัวอิทธิพลของเสี่ยเม้งครับพ่อ ซึ่งผมเข้าใจตรงนั้น... คนเราน่ะต้องรู้จักเข้าใจคนอื่นเสียบ้าง ไม่ใช่จะเอาแต่คิดเห็นแก่ตัว” ชินวุฒิค่อนขอดน้องชายอยู่ในทีเพราะรู้สึกไม่พอใจกับคำพูดของอีกฝ่าย “ขอบคุณหนูกับพ่อหนูมากเลยนะ ถ้าไม่ได้หนูตาชินคงแย่” “ไม่เป็นไรจ้ะ... เอ่อ... คุณนาย” คุณวัลภายิ้มเอ็นดูเมื่อได้ยินสรรพนามที่นลินดาเรียกตน “เรียกป้าดีกว่าจ้ะ” “จ้ะ... คุณป้า” “ที่ผมพาหมอกมาด้วยก็เพราะตอนนี้พ่อเธอเสียแล้วครับ ท่านเป็นโรคร้ายจากไปตั้งแต่เดือนก่อน ตอนนั้นผมยังจำอะไรไม่ได้เลย แต่ท่านก็ฝากฝังให้ผมช่วยดูแลหมอกเพราะมีกันแค่สองคนพ่อลูก ซึ่งผมก็รับปากเอาไว้ครับ” “หมายความว่าหนูหมอกจะมาอยู่กับเราที่นี่ใช่ไหม” “ใช่ครับคุณแม่” “เอาเถอะ ๆ ยังไงเราก็ต้องขอบคุณครอบครัวหนูด้วย บ้านเราออกกว้างมาอยู่ด้วยกันได้สบาย” นลินดารู้สึกใจชื้นขึ้นมากเมื่อทุกคนไม่ได้แสดงความรังเกียจเธอ “ยังไงผมฝากหมอกกับคุณแม่ด้วยนะครับ” “ได้จ้ะ ไม่มีปัญหา” “เสียเวลาจริง ๆ” ชัชวินทร์พูดลอย ๆ พลางลุกขึ้นจากโซฟา “ฉันไม่ได้ขอร้องให้แกมานั่งฟัง” “อะไรกันอีกล่ะสองคนนี้ โต ๆ กันแล้วแม่ขอล่ะ” นลินดามองสองพี่น้องสลับกันไปมาแล้วนึกปลงในใจ ว่าคนเราแต่ละคนไม่อาจมีความสุขหรือสมบูรณ์พร้อมได้ทุก ๆ อย่าง ดูอย่างที่เธอกำลังเห็นตอนนี้เป็นตัวอย่าง พวกเขามีครอบครัวพร้อมหน้า มีบ้านหลังโตและเงินมากมาย แต่สองพี่น้องก็ยังคงขัดแย้งกันจนน่าหนักใจ …พอกินอิ่มกันแล้วสองพ่อลูกก็ออกจากคาเฟ่กลับบ้าน เด็กชายชลธีก็ไปเล่นกับเด็ก ๆ แถวนั้นตามประสา แต่ก็ไม่ได้ไปไกลเกินบริเวณบ้าน ส่วนชัชวินทร์ก็ไปที่ห้องทำงานเพื่อทำงานต่อ เวลาไม่ได้ออกไปดูงานที่ไร่เขาก็จะมานั่งทำเอกสารบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่ที่ห้องทำงานทั้งวัน เมื่อถึงเวลาบ่ายอุ๊ยจันทร์ก็ส่งตะกร้าสานใบใหญ่ที่มีฝาปิดด้านบนให้พ่อเลี้ยง "เที่ยวให้สนุกนะคะพ่อเลี้ยง" "อืม เดี๋ยวผมกลับมาตอนเย็น" ชัชวินทร์รับตะกร้ามาแล้วเดินออกจากบ้าน เรียกลูกชายที่วิ่งเล่นแถวนั้นมาหา "พ่อจะไปไหนฮะ" "พาแม่กับชลเที่ยวไงครับ ไปเถอะ" "เที่ยวเหรอ" เด็กชายชลธีสายตาเป็นประกายเมื่อผู้เป็นพ่อจะพาไปเที่ยว ซึ่งนาน ๆ ครั้งจึงจะได้ออกจากเขตพื้นที่ไร่แสนกว้างใหญ่ จึงทำให้เด็กน้อยตื่นเต้นมาก ชัชวินทร์ขับรถไปที่ฟาร์มแกะเพื่อรับภรรยา จากนั้นก็ขับรถออกจากไร่ไปตามถนนที่คดเคี้ยว สักพักก็เลี้ยวเข้าทางแยกที่เป็นถนนแคบ ๆ ของชาวบ้าน "คุณชัชจะไปที่ไหนคะ" นลินดาอดถามไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่เส้นทางไปในเมือง แต่เหมือนจะเป็นป่ามากกว่า "ปิกนิกไง" "ในป่าเนี่ยนะ" นลินดายิ่งไม่เข้าใจมากขึ้น แต่ชัชวินทร์ไม่ตอบเธออีก เธอ
หลังจากมื้อเช้ากันแล้ว ชัชวินทร์ก็เตรียมตัวไปทำงานที่ไร่ ส่วนนลินดาก็เตรียมไปดูแลคาเฟ่ของเธอที่ฟาร์มแกะ ทุกๆอย่างคือกิจวัตรประจำวันที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่มีความสุขสงบใบแบบที่ทั้งเขาและเธอต่างต้องการ "ไปป้อนหญ้าแกะกัน" ชัชวินทร์อุ้มลูกชายออกจากบ้านไปทางฟาร์มแกะที่ตอนนี้เปิดเป็นฟาร์มกึ่งสวนสัตว์สำหรับนักท่องเที่ยว ซื้อแกะมาเพิ่ม และยังปรับพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน สร้างคอกกวาง คอกนกกระจอกเทศ มีนกยูงกับไก่ฟ้าที่ปล่อยให้เดินเล่นบนสนามหญ้าที่กั้นตาข่ายเอาไว้ และมีร้านค้าของที่ระลึกกับของพื้นเมืองที่เปิดให้ชาวบ้านมาขายของ รวมถึงคาเฟ่ที่นลินดาบริหารงานเอง จัดโซนพักผ่อนและมุมถ่ายรูปสวย ๆ ไว้หลายจุด มีบ่อปลาคาร์ปสีสวยตลอดแนวทางเดินจนทั่วฟาร์ม ส่วนไร่ชา ไร่สตรอว์เบอร์รี่ ไร่องุ่น ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวมาเก็บชิมและซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างไวน์องุ่น ไวน์สตรอว์เบอร์รี่ ใบชาอบแห้ง สตรอว์เบอร์รี่อบแห้งติดมือกลับไปได้ ไร่อุ่นไอหมอกจึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ ชัชวินทร์จูงมือลูกชายเดินเข้าไปที่คอกแกะที่ตอนนี้นักท่องเที่ยวหลายคนกำลังรับหญ้าเส้นยาวจากมือคนเลี้ยงเอาไปป้อนแกะในคอกที
เมื่อคลายปมใที่เคยผูกไว้ในใจได้ชัชวินทร์ก็คือผู้ชายที่สมบูรณ์แบบในทุกๆด้าน เขาไม่เคยทำให้นลินดารู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่เลือกให้โอกาส เพราะทุกนาทีที่เธอเคียงข้างเขามันผ่านไปอย่างมีความสุข "หมอกว่าเอาสีอะไรดี" นลินดาเงยหน้ามองร้านคาเฟ่ของไร่อุ่นไอหมอกอย่างครุ่นคิด "คุณชัชว่าสีอะไรดีคะ" "สีขาวสิ หรือหมอกว่าไง" "สีขาวหมอกก็ว่าดีค่ะ ร้านคาเฟ่เล็กๆสีขาวท่ามกลางธรรมชาติสีเขียว หมอกคงมีความสุขกับที่นี่ทั้งวันแน่ๆค่ะ" "หืม..." เขาทำเสียงในลำคอพร้อมเลิกคิ้วใส่ภรรยา "ฉันไม่ยอมให้หมอกมาอยู่ที่นี่ทั้งวันหรอกนะ ให้ทำแก้เหงานิดหน่อยเท่านั้น ยิ่งตอนเจ้าตัวน้อยคลอดหมอกก็ยิ่งต่องดูแลลูก ต้อง..." "พอค่ะ เรื่องนั้นหมอกรู้แล้ว หมอกแค่เปรียบเทียบเฉยๆ" ฟู่!! ชัชวินทร์ถอนใจโล่งอกทำราวกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย "ค่อยยังชั่ว นึกว่าคิดจะมาขลุกอยู่ที่นี่ทั้งวันจริงๆจะได้สั่งรื้อเลย" ดวงตาคู่สวยค้อนขวับใส่สามีทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น "ล้อเล่นจ้า...คาเฟ่ของเมียผัวจะไปกล้าแตะได้ยังไง" ชัชวินทร์ไม่ใช่เพียงพูดเอาใจแต่หมายความตามนั้นจริงๆ ทุกวันนี้อะไรที่จะทำให้เธอกระทบกระเทือนความรู้สึกเขาจะไม่ทำอย่างเด็ด
นอกจากจะมีบรรยากาศที่ดีแล้วเชียงรายยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และวัดต่างๆที่งดงามตระการตา บางที่ก็เก่าแก่ควรค่ากับการอนุรักษ์ ทริปสุดท้ายของครอบครัวก่อนที่พวกเขาจะกลับกรุงเทพฯ ชัชวินทร์จึงเลือกพาไปไหว้พระตามวัดต่างๆ ซึ่งดูเหมือนสาวๆจะถูกใจมากเป็นพิเศษ "วัดต่อไปชื่อวัดป่าแฝกนะ ที่นั่นมีที่ให้อาหารปลาด้วย" "ดีจ้ะ แม่ชอบ ทำบุญแล้วก็ต้องทำทานด้วย" "วันนี้คุณไม่บ่นปวดเมื่อยเลยนะลืมหรือเปล่า" คุณชาคริตแซวภรรยาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่คนถูกแซวกลับส่งยิ้มกว้างตอบมา "เหมือนอาการปวดเมื่อยจะหายไปเลยค่ะ สงสัยจะสนุกจนลืมเจ็บลืมปวด" "ผมจำได้นะครับว่าครั้งสุดท้ายที่เราไปเที่ยวกันเป็นครอบครัวก็ตอนผมเป็นเด็กๆ จากนั้นเราก็ไม่ได้ไปกันอีกเพราะบ้านเรามีเด็กขี้น้อยใจอยู่คนนึง" ชินวุฒิบอกเสียงกลั้วหัวเราะพลางปรายตามองน้องชาย "แหม...ทีแบบนี้จำแม่นะไอ้พี่ชาย" "แม่นสิ เด็กอะไรก็ไม่รู้โคตรใจน้อยโคตรงอแง ระวังเถอะหมอกลูกออกมาจะงอแงเหมือนพ่อมัน" "ไม่หรอกค่ะ ขนาดคุณชัชหมอกยังเปลี่ยนจากสามีเจ้าอารมณ์ให้น่ารักได้ขนาดนี้ กับลูกหมอกเชื่อว่าไม่เกินความสามารถค่ะ แต่ถ้ามีพ่อคอยให้ท้ายหมอกก็จะกำราบทั้งพ่อทั้งลูก" "ฮ
สยบเข่าวลือศึกสายเลือดได้ชนิดที่ว่าขาเม้าท์ต้องถึงกับหน้าหงาย เมื่อสะใภ้คนโตของรุ่งกิจวัฒนาโพสต์ภาพสามีที่นอนกอดกับพ่อและน้องชายที่ก่อนหน้านี้มีวงในบอกว่าเกิดศึกสายเลือดแย่งชิงมรดกกัน แต่จากภาพที่เห็นทำให้ทุกคนรู้ว่าข่าวลือก็คือข่าวลือ เพราะสองพี่น้องเขารักกันแน่นแฟ้นเอามากๆ... ทุกสำนักข่าวพาดหัวด้วยข้อความที่ไปในทิศทางเดียวกันซึ่งมันเกิดผลดีอย่างเกินคาด และเมื่อสามหนุ่มได้เห็นภาพของตัวเองโชว์หราอยู่ในข่าว ก็ถึงกับเขินจนหน้าแดงเพราะทุกครั้งที่ออกสื่อ พวกเขาจะต้องหล่อเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า "เอมอะ จะถ่ายก็ไม่บอกพี่ก่อน พี่ไม่หล่อเลย" "เขาเรียกภาพหลุดไงคะ" "แล้วมีเด็กซนคนนึงไปคอมเมนต์ว่า 'เมาแล้วก็นอน' ด้วยนะพี่เห็น" ชัชวินทร์พูดพลางปรายตาไปหาภรรยาที่ยิ้มแหยอยู่ข้างๆ "แหม...ก็ภาพมันฟ้องนี่คะ หมอกก็อดคอมเมนต์ไม่ได้" นลินดาซบใบหน้ากับต้นแขนของสามีอย่างออดอ้อน เพียงเท่านั้นชัชวินทร์ก็แทบจะใจละลาย "พ่อไม่เคยสนุกอย่างนี้มานานมากๆแล้วนะเนี่ย" "เชื่อค่ะ เห็นนอนกลิ้งเมื่อคืนก็รู้แล้ว แก่แล้วเมากลิ้งกับลูกได้ ห้ามไปเมากลิ้งที่อื่นนะคะเตือนไว้ก่อน" คุณวัลภาเอ่ยแซวจนทุกคนอมยิ้มไปตามๆกัน
กองไฟเล็กๆถูกก่อขึ้นที่ลานข้างบ้าน ทุกคนในครอบครัวล้อมรับรับไออุ่น ชัชวินทร์ร้องเพลงคลอเบาๆในขณะที่ชินวุฒิดีดกีตาร์ให้จังหวะ นลินดานั่งมองสามีด้วยแววตาเปี่ยมรักซึ่งชัชวินทร์เองก็มองภรรยาด้วยแววตาเช่นเดียวกัน เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อเพลงจบต่างคนต่างจูบแก้มสามีเป็นการตอบแทนบทเพลงที่เพิ่งจบไป "สามีหมอกร้องเพลงเพราะจังค่ะ..." "สามีเอมก็ดีดกีตาร์เก่งมากค่ะ" สองสาวต่างก็อวยสามีอย่างไม่มีใครยอมใครจนสองพี่น้องยิ้มแก้มปริ "ผมมีความสุขจังคุณ" "ฉันเองก็มีความสุขค่ะ" คุณวัลภาบอกสามีแล้วส่งยิ้มให้คู่ชีวิต ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าสามีสุขแค่ไหนที่เห็นลูกชายทั้งสองรักใคร่กัน "ชัช..." "ครับพ่อ" "พ่ออยากคุยด้วยเรื่องบริษัทก่อสร้างของเรา" "ครับ" "พ่ออยากส่งต่อให้ลูกดูแล" "ผมไม่..." "อย่าปฏิเสธเลยนะพ่อตั้งใจยกให้แกจริงๆ" "อย่ามาทำเป็นลังเลเลยว่ะ แกจะปฏิเสธพ่อลงเลยหรือไง คุณพ่อตั้งใจยกให้แกจริงๆนะชัช" ชินวุฒิรีบสนับสนุนคำพูดของบิดาเมื่อเห็นน้องชายทำสีหน้าคล้ายลำบากใจ "ฉันชอบที่นี่ว่ะชิน อยากอยู่กับหมอกแล้วก็ลูกที่นี่ ถ้าฉันต้องดูแลบริษัทก่อสร้างก็ต้องไปๆมาๆระหว่างกรุงเทพ-เชียงราย ฉันไม่อยากทิ้ง







