Beranda / รักโบราณ / วสันตกาลพานพบ / ตอนที่ 4 เสิ่นชิวผู้อาภัพ

Share

ตอนที่ 4 เสิ่นชิวผู้อาภัพ

last update Terakhir Diperbarui: 2024-10-23 18:03:11

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองเล็ก ๆ ทางทิศใต้ของภูเขาลูกใหญ่ เด็กชายอายุสิบขวบกำลังนั่งขอทานอยู่ริมถนนในตลาด สภาพหน้าตามอมแมมของเขาจำแทบไม่ได้เลยว่าเป็นลูกของผู้ใด เขานั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เช้าตรู่จนกระทั่งบ่ายก็ยังไม่ได้เงินสักอีแปะเดียว เวลานี้ขอเพียงมีคนใจดีแบ่งปันซาลาเปาซักลูกแก่เขาก็ดีใจมากแล้ว

“นี่เจ้าตัวอัปมงคล ไปนั่งที่อื่นไกล ๆ พวกข้าเสียที มีเจ้าอยู่แถวนี้ พวกข้าเลยพลอยไม่ได้เงินขอทานสักอีแปะ” ชายวัยกลางคนโพล่งขึ้นทำลายความเงียบ ทุกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กันเห็นด้วยกับคำพูดของเขา พยายามจะพูดไล่ให้เด็กชายสิบขวบไปไกล ๆ แต่พอเห็นเขาไม่ขยับคล้ายไม่ยอมฟังคำพูดทำหูทวนลม ก็พาลโกรธคิดว่าเด็กชายกำลังท้าทาย

“พูดดี ๆ ด้วย ไม่ได้ยินหรืออย่างไร ข้าบอกให้ไปซะ” เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ลุกขึ้นยืนแล้วถุยน้ำลายใส่ แต่เด็กน้อยยังคงไม่ขยับ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะร่างกายเขาแทบจะไม่มีแรงลุกขึ้นไปที่ไหน ท่าทางของเขายิ่งทำให้ขอทานโมโหจนออกแรงยกเท้าเตะไปที่ลำตัวแห้งผอมของเขา หวังให้ตกใจรีบวิ่งหนีไป แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เด็กชายล้มลงไปตามแรงที่ส่งมา โดยไม่มีเสียงร้องสักแอะ

“มันตายแล้วหรือ” ขอทานคนหนึ่งพูดขึ้นมา ต่างคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กรีบวิ่งหนีแยกย้ายกันไป

เด็กชายนอนอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานจนตะวันลับฟ้าจึงได้ลืมตาตื่นขึ้น เมื่อเห็นท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีไปแล้วก็ทำให้นึกถึงคนที่รออยู่บ้าน เขารีบวิ่งกลับไป ลืมความเจ็บปวดและความหิวโหยเพราะเป็นห่วงคน ๆ นั้นมากกว่าตัวเอง

“ท่านแม่ ข้าขอโทษที่กลับบ้านช้า ท่านแม่หิวหรือไม่” เขาเอ่ยปากถามทันทีที่เปิดประตูบ้านเข้ามา เมื่ออยู่ต่อหน้านาง เขาพยายามฝืนทำตัวให้แข็งแรงเพราะไม่อยากให้นางกังวล

“เสิ่นชิว ข้ายังไม่หิว รอเจ้ากลับมาค่อยกินพร้อมกัน” น้ำเสียงแหบของนางพยายามตอบเขาเท่าที่จะมีแรงไหว หญิงวัยกลางคนผู้นี้ป่วยออดแอดมานานแล้ว นางรู้สึกผิดอยู่บ้างที่ไม่อาจดูแลบุตรชายตัวเล็กเพียงคนเดียวให้ดีกว่านี้ได้

“ท่านแม่รอข้าสักครู่ ข้าจะต้มโจ๊กมาให้” เสิ่นชิวเดินออกมาข้างนอกบ้านเพื่อดูเสบียง เขาก้มลงเปิดฝาไหใบเล็ก ข้างในเหลือเม็ดข้าวไม่ถึงหนึ่งกำ จึงไม่รอช้ารีบก่อไฟ ตักน้ำมาต้มข้าวก่อนที่จะดึกไปมากกว่านี้

หลังจากที่นางหลับไปแล้ว เสิ่นชิวออกมานั่งข้างนอก คิดถึงเรื่องวันพรุ่งนี้ ที่ตรงนั้นในตลาดคงจะกลับไปไม่ได้แล้ว เขาควรจะต้องไปที่ไหน วันนี้ร่างกายมีรอยช้ำเพิ่มขึ้นอีก ดีที่ว่าสวมเสื้อทับอยู่ แม่ของเขาจึงไม่ทันสังเกตเห็น

เมื่อมองลอดหน้าต่างเข้าไปข้างในบ้าน แค่เพียงเห็นหน้ามารดาก็รู้สึกปวดใจ ตัดพ้อชีวิตที่ผ่านมา จะมีวันไหนบ้างที่โชคชะตาจะเห็นใจเขา “อย่างน้อยขอพรให้แม่ของข้าแข็งแรงได้หรือไม่ เพียงเท่านี้ ข้าก็พอใจมากแล้ว นางเป็นคนเดียวที่ยังอยู่เคียงข้างข้า ข้าไม่อยากเสียนางไป” เสิ่นชิวแหงนหน้ามองดวงจันทร์กลมโตที่ส่องแสงสีนวล

นับตั้งแต่ที่เสิ่นชิวจำความได้ เขาเห็นเพียงมารดาที่ดูแลเขาด้วยความรัก ทั้งชีวิตมีกันอยู่แค่สองคน และเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนรอบ ๆ ข้างต้องรังเกียจมารดากับเขาถึงเพียงนั้น ภาพที่นางใช้ตัวเป็นโล่กำบังไม่ให้ใครมาทำร้ายเขาตอนที่ยังเป็นเด็ก รอยช้ำบนใบหน้าของนางดูสาหัสแต่นางก็ไม่เคยบ่นหรือทำตัวอ่อนแอให้เขาเห็น

ยามที่มีคนมาดุว่าด่าทอเขา นางจะปิดหูเขาทั้งสองข้างเอาไว้ สาบานได้เลยว่าพวกเขาไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใครเลยจริง ๆ พอเข้าสู่ช่วงที่เขารู้ความมากขึ้น สิ่งที่เขาได้ยินตลอดทั้งชีวิตเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้อื่นรังเกียจ

“ไอ้ตัวอัปมงคล”

“ลางร้าย”

“อย่ามาใกล้ข้านะ ข้าไม่อยากโชคร้าย”

“ออกไปจากหมู่บ้านนี้ซะ ถ้าไม่อยากตาย”

สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือคำพูดที่ว่า

“แกมันตัวกาลกิณี อยู่ที่ไหน ไปที่ไหนก็มีแต่คนตาย ลูกของแกมันตัวกาลกิณี”

ในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจว่าคนที่ชาวบ้านเกลียดฝังกระดูกก็คือตัวเขานั่นเอง วันหนึ่งเสิ่นชิวจึงมีความคิดที่จะหนีออกจากบ้าน หากไม่มีเขาแล้ว อย่างน้อย นางจะยังมีที่ให้อยู่ ไม่ต้องพลอยลำบากอดอยาก โดนรังเกียจเพราะตัวเขาอีกต่อไป แต่นางกลับเก็บเสื้อผ้าใส่ย่ามเอาไว้แล้วพาเขาออกจากหมู่บ้านนั้นทันที

พวกเขาสองคนย้ายที่อยู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางขยันทำงานเพื่อหาเลี้ยงเขา เมินเฉยต่อคำด่าสารพัดเพื่อเลี้ยงดูเขา

นางไม่เคยปล่อยมือจากเขาเลย ราวกับรู้ว่าเขาคิดเช่นไรจึงพูดกับเขาครั้งหนึ่ง “เจ้าคือลูกของข้า ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใด ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า คำพูดของผู้อื่น เจ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเจ้า”

ทุกครั้งที่หวนนึกถึงคำพูดของนาง เขาก็ยิ่งเจ็บปวดใจ กระทั่งอาหารวันละหนึ่งมื้อหรือแม้แต่ยารักษานาง เขายังหามาให้ไม่ได้ นานวันเข้าร่างกายของนางยิ่งทรุดโทรม ยาที่มีนั้นเหลือใช้เพียงแค่สองวัน ได้แต่หวังจริง ๆ ว่าโชคชะตาจะใจดีกับเขาบ้าง

รุ่งเช้า เสิ่นชิวรีบไปต้มข้าวที่เหลือก้นหม้อใหม่อีกครั้ง ก่อนจะเข้าไปที่ตลาดในเมือง แม่ของเขาคอยพร่ำสอนให้ยึดถือคุณธรรมความดีมาตลอด จึงทำให้เขาประพฤติตนอยู่ในกรอบ ในใจเพียงคิดว่าขอแค่ครั้งนี้ ชีวิตเขาหมดหนทางแล้วจริง ๆ

เสิ่นชิวดักรอบางอย่างอยู่ที่ซอยแคบ ๆ ตัวสั่นงันงกกังวลถึงสิ่งที่จะทำ “จนตรอกแล้วหนอ ชีวิตข้า” ความเป็นความตายของแม่อยู่ตรงหน้า ทำให้เขาไม่คิดถึงเรื่องใดอีกต่อไป เสิ่นชิวปราดตามองคนที่แต่งกายดี ใส่ของประดับมีค่าราคาแพงที่เดินผ่านไปมา พลันมองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนรอใครสักคนอยู่ จึงทำทีเดินไปใกล้นาง มือน้อย ๆ ของเขาค่อย ๆ ดึงถุงเงินที่นางเก็บไว้ออกมาอย่างเบามือก่อนจะรีบวิ่งหนีไปอีกทาง

ทว่าโชคไม่ได้เข้าข้างการกระทำครั้งนี้ เสิ่นชิวไม่ทันได้เปิดดูเงินในถุง ก็มีอันธพาลกลุ่มนึงโผล่มาดึงถุงจากมือเขา เสิ่นชิวยื้อแย่งไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ อย่างไรเสียต้องปกป้องเงินถุงนี้ไว้ให้ได้ แม่ของเขารอยาและอาหารจากเขาอยู่ เรี่ยวแรงของเขาเพิ่มขึ้นราวกับเป็นเฮือกสุดท้าย ในที่สุดอันธพาลทนไม่ไหวลงไม้ลงมือกับเขาอย่างไม่สนใจสายตาคนในตลาด แม้จะพยายามทำสุดความสามารถแล้ว ร่างกายที่บอบช้ำก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหวอีกต่อไป

“ท่านแม่ ข้าขอโทษ หากวันนั้น ข้าหนีไปให้ไกลจากท่าน ชีวิตของท่านคงจะดีกว่านี้ ข้าขอโทษจริง ๆ” เสิ่นชิวนึกภาพใบหน้าของนาง น้ำตารินไหลจากหางตา เขาหมดสิ้นเรี่ยวแรงนอนสลบอยู่ตรงนั้นท่ามกลางชาวบ้านที่มามุงดู

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 56 จบบริบูรณ์

    ณ ตำหนักโคมดวงจิตเจียลี่นั่งรำลึกความหลังตอนที่นางเป็นเซียนน้อยดูแลตำหนัก แล้วชี้ให้หลินเซินดูว่าโคมดวงจิตของเขาเคยตั้งอยู่ตรงนี้“ข้าไม่นึกเลยว่าจะเป็นเจ้า” เจียลี่หันมามองหลินเซิน “ผู้เฒ่าหยางคงจะหมดห่วงแล้วล่ะ”“ข้าติดหนี้เจ้าแล้ว มากมายจนนับไม่ถ้วน หากไม่มีเจ้า จิตวิญญาณของข้าคงแตกสลายไป” น้ำเสียงของหลินเซินแผ่วเบา“ไม่มีทางยอมให้เป็นเช่นนั้นหรอก” เจียลี่ส่ายหน้า นางกุมมือเขาเอาไว้ ทำสีหน้าจริงจัง “ข้าจะปกป้องเจ้าเอง ไม่ว่าใครหน้าไหนกล้าทำร้ายเจ้าอีก ข้าไม่ปล่อยไว้แน่”หลินเซินเลิกคิ้วแล้วยิ้มให้นาง “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าเป็นถึงอดีตเทพสงคราม จะมีใครกล้าทำอะไรข้า”“นั่นสิเนอะ” เจียลี่หัวเราะกับคำตอบของเขา “หลินเซิน ไปดูก้อนเมฆสีรุ้งกันเถอะ ข้าไม่ได้เห็นนานแล้ว” นางเอ่ยปากชวนเขาไปที่ผาน้ำตกทั้งสองนั่งเล่นชมทิวทัศน์อยู่นานจนถึงเวลาพลบค่ำที่ตะวันเริ่มลาลับขอบฟ้า จู่ ๆ เจียลี่ก็นึกได้ว่าเวลาบนดินแดนสวรรค์กับดินแดนมนุษย์ไม่เหมือนกัน“ข้าว่ารีบกลับลงไปที่บ้านเถอะ ไม่รู้ป่านนี้เยี่ยนฟางกับหมิงเฟยจะเป็น

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 55 สลาย

    ช่วงสายของวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส หลินเซินนั่งกินถังหูลู่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมบ่อน้ำ เขาหันมามองเจียลี่ที่กำลังหัดร่ายเวทด้วยความจริงจังนึกขำในใจ“เจียลี่ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปเถิด เจ้าทำหน้าเครียดเกินไปแล้ว” นับตั้งแต่ที่เขาคืนพลังเซียนเพื่อฟื้นชีวิตนาง หลินเซินก็กลายเป็นชนเผ่าหมาป่าธรรมดาที่มีพลังเวทนิดหน่อย กระนั้นยังคงเป็นหมาป่ากินพืชเช่นเดิม“ข้าอยากเป็นเร็ว ๆ นี่ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ข้าจะได้ช่วยพวกเจ้าได้” เจียลี่ยังคงพยายามจ้องไปที่มือข้างหนึ่งของนางที่มีพลังเซียนส่องแสงวิบวับ“เจ้าต้องผ่อนคลายให้มากกว่านี้แล้วเจ้าจะเข้าใจว่าต้องทำเช่นไร” หลินเซินให้กำลังใจ เขารินน้ำชาดอกท้อให้นาง “ดื่มก่อน”“อื้ม” เจียลี่พยักหน้า แล้วนึกถึงเรื่องที่นางมีความสุข พลันกลีบดอกท้อปรากฏขึ้นอยู่รอบตัวทั้งคู่ นางโบกมือไปทางซ้ายขวาบังคับสายลมพัดกลีบดอกท้อปลิวไสวไปทั่วทั้งป่า “ข้าเข้าใจแล้วหลินเซิน” นางยิ้มดีใจทั้งคู่พูดคุยกันกระหนุงกระหนิงทั้งวันจนตะวันลับฟ้าจึงพากันเดินกลับบ

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 54 สัญญา

    เจียลี่ลุกขึ้นมานั่งร้องไห้เป็นเผาเต่าทันทีที่ฟื้นขึ้นมา นางไม่อยากให้หลินเซินต้องทำเช่นนี้ จนหมิงเฟยต้องเข้ามาปลอบใจ“ท่านพี่ ทำใจดี ๆ ไว้เถิด ถ้าเขาเห็นว่าท่านเป็นเช่นนี้ วิญญาณคงจะไม่สงบสุข” หมิงเฟยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นางซับน้ำตา“ข้าขออยู่คนเดียวได้หรือไม่” นางคงยังไม่อยากพูดกับใคร ในใจเศร้าสร้อยเกินจะคิดอะไร“ขอรับ” หมิงเฟยพยักหน้าแล้วเดินออกมานอกห้องในป่าลึกท้ายหมู่บ้าน เยี่ยนฟางกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ น้ำตานองหน้าเพราะนึกถึงสิ่งที่นางทำ ทั้งยังไม่กล้าสู้หน้าหมิงเฟยจึงหลบออกมานั่งคนเดียวครั้นเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ นางจึงเงยหน้ามองผู้มาเยือน“หลินเซินนนน” เยี่ยนฟางกลั้นใจไม่ไหว ร้องไห้โฮจนตัวโยนหลินเซินจึงนั่งลงข้าง ๆ ลูบหัวของนางเหมือนอย่างเคย “จำได้หรือไม่ วันแรกที่ข้าเจอเจ้า”“อื้ม”“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจ อย่าโทษตัวเองนักเลย” หลินเซินยื่นขนมหวานให้นาง “หมิงเฟยตามหาเจ้าอยู่ ไม่อยากเ

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 53 ไม่มีทางเลือก

    เวลานี้ หลินเซินจำเรื่องราวในอดีตได้หมดทุกอย่างแล้ว พลังตบะเซียนและร่างกายของเขากลับมาเป็นเช่นเดิม เขาร่ายเวทก้าวเข้าสู่หุบเขากองกระดูกในทันทีการปรากฏตัวของเขาทำให้หมิงเฟยและพรรคพวกรู้สึกโล่งใจ ยามนี้เขาแทบจะทนแรงฟาดฟันของเยี่ยนฟางไม่ไหวแล้ว หลินเซินมองเห็นความโกลาหลที่พื้นเบื้องล่าง เขามองหาเยี่ยนฟางและหมิงเฟยเป็นลำดับแรก จากนั้นก็เคลื่อนที่มาหยุดตรงหน้านางในพริบตา“จงหลับ!” นิ้วชี้ของเขาจิ้มไปหว่างกลางหน้าผากของเยี่ยนฟาง เขาเอื้อมมือคว้าตัวนางเอาไว้ แล้วส่งให้หมิงเฟย จากนั้นตรงดิ่งไปที่ร่างของเจียลี่พูดกับหมิงเฟยว่า “พาคนออกไปจากที่นี่แล้วร่ายเวทหล่อเลี้ยงร่างของนางเอาไว้”หมิงเฟยพยักหน้ารับคำ ครั้นหลินเซินร่ายม่านเขตแดนของตนขึ้นมา หุบเขากองกระดูกที่แสนอึมครึมจึงมีโพรงแห่งแสงสว่างเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น“เฉิงซาน ทางนี้” หมิงเฟยตะโกนบอกพรรคพวกเมื่อทุกคนในที่แห่งนี้มองเห็นทางออกต่างพยายามสลัดให้หลุดจากคู่ต่อสู้ของตนเองหลินเซินมองเห็นเทพมารลอยอยู่เหนือเทพอาวุโส กำลังจะร่ายเวทใส่ร่างของเขา เพียงแต่ได้ยินเสียงร้อ

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 52 ซ่งเทียนเย่

    “เทียนจวิน วันนี้มีเรื่องอะไรหรือถึงได้อารมณ์ดี” ซ่งเสวี่ยหยางถามเขา“แค่วันธรรมดาหนึ่งวันบนดินแดนสวรรค์ เห็นเจ้าเพิ่งกลับมาเลยอยากทวงของฝาก” ซ่งเทียนเย่ยิ้มแป้นให้เขา“ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้ไปเที่ยวเล่น ปราบปีศาจที่มีพลังมารก็ทำให้ข้าเหนื่อยไม่น้อย” เขาส่ายหน้าพลางเดินไปที่มุมหนึ่งของตำหนัก “แต่ก็เอาเถอะ ข้าได้ยินมนุษย์พูดกันว่าสุราแคว้นเป่ยรสชาติดีจึงได้ถือติดมือมาด้วย” เขายื่นสิ่งที่พอจะเรียกว่าของฝากให้ซ่งเทียนเย่“เจ้าช่างรู้ใจ ดื่มเป็นเพื่อนกันสักหน่อยดีหรือไม่”หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ออกไปนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่บนเกาะลอยฟ้าของตำหนักเทพสงคราม ดื่มสุรากันคนละจอกสองจอกพลางพูดคุยเรื่องที่ได้พบเจอในแต่ละวัน“ท่านอา” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยสองคนเรียกซ่งเสวี่ยหยาง เขาหันไปมองต้นเสียงแล้วพูดว่า “พวกเจ้าสองคน ช้า ๆ หน่อย” แต่เด็กทั้งสองกลับวิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิมเพราะคิดถึงเขา“เฮ้อ ดูสิ บิดาของเขานั่งอยู่ตรงนี้แท้ ๆ” ซ่งเทียนเย่พูดหยอกผู้เป็นน้องชาย“ช่วยไม่ได้ ข้าไม่อยู่ตำหนักตั้งนาน เอ้า! นี่ของฝากพวกเจ้า” เขาร่ายเวทเรียกไข่ของวิหคเพลิงออก

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 51 ด้ายสีทอง

    TW: ความรุนแรง อดีตของหลินเซินและเจียลี่ราวกับเรื่องราวของเยว่เล่อกับนางยังไม่หนักหนาพอ ใต้เท้าหนุ่มเปิดประตูเข้ามาเห็นภาพที่นางกำลังนั่งกอดเขาอยู่บนเตียงจึงเกิดความเดือดดาล ปรี่เข้ามากระชากคอเสื้อของเยว่เล่อแล้วออกหมัดใส่หน้าเขาไปหนึ่งทีนางรีบวิ่งเข้ามาประคองเขาพยายามห้ามไม่ให้เยว่เล่อโต้ตอบแต่กลับกลายเป็นว่าใต้เท้าหนุ่มยิ่งไม่พอใจที่ผู้หญิงของเขาทำเช่นนั้น“มันเป็นชู้รักของเจ้างั้นรึ” เขาตวาดเสียงดังก้องแล้วเข้าไปกระชากตัวนางจากเยว่เล่อ บีบข้อมือของนางแรงจนช้ำแดงเถือกเยว่เล่อไม่อาจทนเห็นใครทำร้ายนางได้อีก เขาขัดคำสัญญาของนางแล้วพุ่งตรงมาบีบคอของใต้เท้าหนุ่มในทันที เยว่เล่อกัดคอของเขาแล้วสูบเลือดที่มีจนหมดตัว ทิ้งร่างเหี่ยว ๆ กองไว้บนพื้นนางไม่เคยเห็นเขาในสภาพเช่นนี้มาก่อนจึงตกตะลึงไปชั่วขณะแต่แล้วก็เดินมากอดเขาเอาไว้“ไปจากที่นี่กันเถิดนะเยว่เล่อ” นางมองหน้าเขาสายตาอ้อนวอนทั้ง ๆ ที่บริเวณบ้านเงียบงันแต่กลับมีเสียงหนึ่งคล้ายเสียงของใต้เท้าหนุ่มตะโกนโวยวายไม่เป็นเรื่อง คนใช้ในจวนจึงรีบวิ่งตาลีตาเหลือกเข้ามาในห้อง ครั้นได้เห็นภาพเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status