Mag-log inชาติก่อนนางไร้เดียงสาจนเกินไป กระทั่งสิ้นใจจึงตระหนักว่าความรักมิใช่ทุกสิ่ง เมื่อได้โอกาสกลับมาวันที่สามารถเริ่มต้นทุกอย่างอีกครั้ง นางจึงเลือกที่จะไม่ข้องเกี่ยวกับชะตาที่เคยเกิดขึ้น
view moreความรัก...มิใช่ทุกสิ่ง
ชาติก่อนอวิ๋นซูฮวาแต่งให้กับแม่ทัพเยี่ย เป็นฮูหยินน้อยจวนแม่ทัพที่สูงส่งและเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ จวนตระกูลเยี่ยนับสิบชั่วคนมีผลงานความดีความชอบ นางกับเยี่ยชิงอันมีใจรักใคร่ตั้งแต่แรกพบ เมื่อครางานเลี้ยงตระกูลเยี่ยเขามอบปิ่นรักจับจองใจ ให้คำมั่นเมื่อกลับจากสมรภูมิจะแต่งนางเข้าจวนอย่างถูกต้อง
นาง..เป็นบุตรสาวคนที่สามของเยี่ยนกั๋วกง มีชื่อเสียงจากการเล่นฉินอันโด่งดังและได้รับคำชมจากไทเฮาของแคว้น
ปีนั้นบิดาไม่เห็นด้วยที่นางจะแต่งเข้าจวนแม่ทัพ นางไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของบิดา ดึงดันจะแต่งให้เขาแต่เพียงผู้เดียว ไม่เผื่อใจ ไม่ยินยอม กระทั่งในที่สุดไทเฮาก็ทรงออกหน้า เป็นผู้ที่ไกล่เกลี่ยและส่งเสริม
อวิ๋นซูฮวานั่งเกี้ยวแปดคนหามแต่งเข้าจวนตระกูลเยี่ย เป็นฮูหยินน้อยจวนแม่ทัพที่สตรีทั้งเมืองหลวงอิจฉา ฉากหน้าของความงดงาม ความรักที่กลบฝังความจริงตรงหน้า นางแต่งเข้าจวนตระกูลเยี่ยได้สองปีเยี่ยชิงอันก็รับอนุเข้าจวนสองคน
นางเป็นสตรีที่ใจกว้าง ไม่อาจหึงหวง ไม่อาจคัดค้าน ด้วยตัวนางเองก็ยังไม่ตั้งครรภ์ อีกทั้งมารดาสามีก็อยากให้ตระกูลเยี่ยมีทายาทเร็ววัน
ปีที่สามนางค้ำจุนจวนตระกูลเยี่ยด้วยสินเดิมของตน เงินมหาศาล โรคระบาดที่ทำให้ผู้คนล้มตาย ในฐานะจวนแม่ทัพตระกูลเยี่ยย่อมต้องลงทั้งแรง ลงทั้งเงิน
ปีที่สี่ในที่สุดตระกูลเยี่ยก็มีทายาท นางมีข่าวดีเพราะมีสัญญาณการตั้งครรภ์ ทว่าในปีนั้นเพราะกรำงานหนักหน่วง ดูแลจวนและค้ำจุนคนมากกว่าสามร้อยชีวิต อวิ๋นซูฮวาแท้งบุตรหลังจากได้รับข่าวจากสมรภูมิ เยี่ยชิงอันหายตัวไปไม่ทราบข่าวหลังจากถูกข้าศึกโจมตีป้อมทางใต้
ชีวิตแทบเอาไม่รอด แท้งบุตรต้องนอนซมบนเตียงนับเดือน ทว่าหลังจากนั้นสามีกลับพาอนุอีกคนเข้ามา กล่าวว่าข่าวลือนั่นเป็นเพียงกลลวงเพื่อให้ข้าศึกตายใจ!!!
ฮูหยินน้อยจวนแม่ทัพสมควรมีคุณธรรม เป็นฮูหยินขุนนางจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นสตรีชนชั้นสูงไม่อาจทำสิ่งที่เสื่อมเสียต่อจวน ต่อวงศ์ตระกูล อวิ๋นซูฮวานั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง กำชับผู้คนไม่ให้บอกสามีเรื่องที่นางแท้งบุตรเพราะข่าวลือ นางได้แต่ปลอบตัวเองว่าเพื่อบ้านเมือง เพื่อสามี ไม่อยากให้เขาเศร้าโศก
ปีต่อมาอนุของเขาตั้งครรภ์ นางยินดีและหวังว่าทารกน้อยจะเป็นความหวังของตระกูลเยี่ย ความหวังของนาง กระทั่งนางได้ยินมารดาสามีบีบบังคับให้เยี่ยชิงอันปลดนาง!!!
นางไม่มีทายาท นางใช้สินเดิมของตนค้ำจุนตระกูลเยี่ยจนแทบไม่เหลือ อนุของสามีมาจากตระกูลคหบดี มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล จะได้มาซึ่งทรัพย์สินเหล่านั้น ตระกูลของอนุผู้นั้นตั้งข้อแม้ว่าจะต้องยกบุตรสาวตนเป็นฮูหยินเอก
มองสามีลำบากใจทว่าไม่ปฏิเสธในทันที หัวใจของนางหล่นวูบ ความรักที่แท้ก็ไม่ได้งดงาม ความรักที่แท้ก็มิใช่ทุกสิ่งในชีวิต
นางรักเยี่ยชิงอันมาทั้งชีวิต ตระหนักดีว่าเขาเองก็รักนางเช่นกัน ทว่าชีวิตในจวนใหญ่ ชีวิตของจวนขุนนาง ชีวิตที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเองและการตัดสินใจของคนเพียงคนเดียว เขาถูกหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมไปถึงสถานการณ์บีบบังคับ ตัวนางเองก็ถูกคุณธรรมของการเป็นฮูหยินจวนแม่ทัพบีบคั้น กลางดึกของคืนวันหนึ่งนางกำลังใคร่ครวญเพื่อหย่าขาดจากเขา นึกไม่ถึงว่ามารดาสามีจะใจร้อน อีกฝ่ายให้คนบุกเขามาในเรือน ปลอมจดหมายลายมือของนาง จับนางแขวนคอด้วยแพรขาวยาวสามฉื่อ ชั่วขณะที่ดิ้นรนเพื่อลมหายใจเฮือกสุดท้าย นางหวังว่าเยี่ยชิงอันจะมาช่วยนาง หวังว่าความรักที่หลงเหลือในใจจะทำให้เขาเห็นแก่ความดีของนาง
เขามา...แต่เขากลับหลับตามองนางถูกจับแขวนคอบนขื่อ!!!
ทุกสิ่งพังทลาย ความรักจืดจาง ความดีที่เคยมีต่อกันเลือนหาย ชั่วขณะที่ลมหายใจของนางสิ้นสุด หัวใจกลับสงบกว่าที่คาด อวิ๋นซูฮวาเพียงกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ความโง่งมในวัยแรกแย้ม ความรักที่นางเคยให้ความสำคัญกว่าทุกสิ่ง ความไร้เดียงสาของวัยเยาว์ที่เคยคิดว่านางกับเขารักกัน ไม่ว่าสิ่งใดนางก็ทนได้ ไม่ว่าสิ่งใดนางล้วนสามารถยืนหยัด
ห้วงเวลาของชีวิตที่เป็นเหมือนบุปผาที่ผลิบาน นางใช้ทั้งหมดนั้นไปกับบุรุษที่นางรักหมดใจ มอบทุกอย่างให้เขาไม่มีเหลือ ไม่เคยคิดเผื่อให้ตัวเอง เพียงเพื่อหวังให้เขาได้ก้าวขึ้นไปยังจุดสูงสุดของความหวัง
นางได้เป็นฮูหยินเอกของเขา
นางได้เป็นฮูหยินน้อยจวนแม่ทัพ
นางคือคนที่อยู่เคียงข้างเขาในทุกๆ ช่วงเวลาหลังจากแต่งงาน
นางเป็นสตรีที่ผู้คนในเมืองหลวงอิจฉาริษยา
แล้วอย่างไร...สิ่งที่นางได้ตอบแทนคืนมาท้ายที่สุดก็คือความว่างเปล่านี่อย่างไรเล่า
ลมหายใจขาดห้วง ชีวิตหลุดลอย ความอึดอัดที่พรั่งพรู หน้าอกที่เจ็บร้าวและความมืดที่คืบคลาน ความกลัวในใจกลับกลายเป็นความสงบ กระทั่งทุกอย่างดำมืดอวิ๋นซูฮวาก็ยังยอมรับในทุกๆ ชะตาชีวิตที่เกิดขึ้น ไม่โทษฟ้า ไม่โทษผู้ใด ไม่กล่าวโทษแม้แต่ตัวเอง...
กองทัพ...ออกเดินทางแล้ว เซี่ยจื่อเตี๋ยรีบวิ่งไปยังรถมาคันหนึ่งที่จอดอยู่ นางรีบเปลี่ยนชุดจากนั้นโยนออกมาให้เสี่ยวฟาง “เจ้ารีบสวนเร็วเข้า อย่าลืมเล่าปลอมเป็นข้าให้แนบเนียนที่สุด จากนั้นกลับเข้าจวนแล้วแกล้งป่วยเสีย”“ไม่ให้ข้าน้อยไปด้วยจริงๆ หรือเจ้าคะ”“มีเจ้าอยู่ที่นี่ข้าจึงจะสบายใจ บอกเสี่ยวเหยียนให้เขาดูแลโรงหมอช่วงที่ข้าไม่อยู่”“เจ้าค่ะ”มองออกไปอีกด้านฮ่องเต้เพิ่งเสด็จมาถึง “พร้อมแล้วหรือยัง”“เพคะ” นางยิ้มกว้าง“ให้เราออกราชโองการดีๆ ก็ติดตามไปอย่างสง่าผ่าเผยได้แล้ว เหตุใดต้องทำลับๆ ล่อๆ”“หากตาแก่พวกนั้นยอมง่ายๆ หม่อมฉันคงทำเช่นนั้นไปแล้วเพคะ มัวพิรี้พิไรคัดค้านกันอยู่นั่นชายแดนเหนือก็เสียหายมากขึ้นกว่าจะได้ข้อสรุป”ฮ่องเต้พยักหน้าเห็นด้วย “ไม่ต้องทรงกังวลนะเพคะ หม่อมฉันจะดูแลท่านอ๋องแทนฝ่าบาทเอง”“อืมเราเชื่อเจ้า เจ้าเองก็ต้องดูแลตัวเองดีๆ เรามอบองครักษ์เงาของเราห้าสิบคนให้ติดตามไปช่วยคุ้มกันเจ้าระหว่างเดินทาง”“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันทูลลา”แล้วรถม้าและองครักษ์เงาก็ออกเดินทางติดตามกองทัพไปจากเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังชายแดนเหนือ...ทางหนึ่ง...กองทหารสู้รบรับมือกับศัตรูอีกทาง...ห
ชินหวางฝู่กำลังวุ่นวายตระเตรียมการ เซี่ยจื่อเตี๋ยกำลังช่วยเสียนจื่อเตรียมของใช้ที่จำเป็นระหว่างที่เขาเดินทางไปชายแดน นางเน้นหนักไปกับสมุนไพรห้ามเลือด ผงยาแก้ปวด ยาสมานแผล กระทั่งยาแก้ไข้นางก็ยังเตรียมเอาไว้ให้เขาเสียนจื่อมองนางที่เอาแต่คร่ำเครียดเตรียมของ แม้แต่เวลาจะนั่งสนทนากันก็แทบไม่มี เสียงถอนหายใจดังขึ้น “เสี่ยวเตี๋ยข้าอยากกินน้ำแกงสาลี่หวานของเจ้า”นางจึงเลิกคิ้วหันมามองเขา “อยากกินตอนนี้?”“ใช่”นางมองไปรอบๆ เพราะยังเตรียมของได้ไม่ครบ “เช่นนั้นข้าไปทำให้ท่านครู่เดียว”เขายิ้มออกมา “ข้าไปช่วยเจ้า”ในห้องครัวเล็กชายหนุ่มกำลังมองหญิงสาวที่ยุ่งง่วนอยู่กับการทำน้ำแกงสาลี่หวาน “เจ้าไม่กังวลเลยหรือ”“กังวลเรื่องใด”“เรื่องที่ข้าไปออกรบ”นางเลิกคิ้วหันไปมองเขา “เหตุใดต้องกังวล ท่านเพิ่งไปครั้งแรกหรือก็เปล่า รีบไปรีบกลับมาก็สิ้นเรื่อง ข้ารู้ว่าท่านเก่งกาจไม่มีใครเหมาะที่จะนำทัพเท่ากับท่านอีกแล้ว”เขาขมวดคิ้ว “ก็ควรดีใจที่เจ้าเชื่อใจข้า แต่ว่า...ส่งคนรักไปชายแดนเหตุใดเจ้าไม่มีท่าทางกังวลเลย” เขาถอนหายใจพึมพำเสียงเบาคนเดียวหลังจากเตรียมของให้เขาเสร็จแล้วหญิงสาวก็รีบกลับจวน เสียนจื่อนั่
หยวนเผิงหน้าซีด “ทะ...ท่านก็คือ... ที่แท้ก็เป็นท่าน ท่านคือ...” เขาพึมพำหญิงสาวอมยิ้มมองเสียนจื่อที่กำลังจะเดินกลับมา ในมือของชายหนุ่มมีมันเผาหนึ่งหัว...ในที่สุดก็เลือกได้เสียที นางลุกขึ้นกล่าว “ใช่แล้วข้าก็คือ...สตรีที่ถูกหย่าผู้นั้น เซี่ยจื่อเตี๋ย”หยวนเผิงประสานมือค้อมศีรษะ “ข้าน้อยไม่ได้... ข้าน้อยขออภัยที่ล่วงเกิน!!”“มิได้ๆ ข้าคงต้องขอตัวก่อน” นางเดินผ่านหยวนเผิงไปหาเสียนจื่อ“บุรุษหล่อเหลาผู้นั้นเจ้ารู้จัก??” เขาเลิกคิ้วถามนางนางเงยหน้าขึ้นมองเสียนจื่อ “หล่อเหลา??” นางหันกลับไปมองชายหนุ่มคนเมื่อครู่ “อ้อ...ก็พอดูได้” แต่ว่า...เมื่อหันกลับมามองใบหน้าของคนข้างๆ นางกลับยิ้มกว้าง นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าบุรุษหล่อเหลา “ท่านเลือกได้แล้วหรือ”เสียนจื่อยิ้มกว้าง “ได้แล้ว เจ้ารีบชิมดูว่าหวานหรือไม่” เขาบรรจงแกะมันเผานั้นส่งให้นางถึงปากสือเหยาที่เป็นเจ้าของเพิงน้ำชาอมยิ้ม ...มันเผาที่ท่านอ๋องยืนเลือกอยู่นานสองนาน แท้ที่จริงเขาไม่ได้เลือกให้ตัวเอง ทว่ากลับเดินไปเลือกให้ใต้เท้าหมอหญิงต่างหาก!!ปีที่สองที่โรงหมอแห่งราชสำนักทำการเปิด ศิษย์มากมายยังคงมาเรียนรู้แลกเปลี่ยน มีหมอหลายคนเข้ามาช่
ทางหนึ่งรับเขาเป็นศิษย์ ทางหนึ่งมอบหมายให้เขาเปิดร้านหมอตระกูลหวังดังเดิม แม้แซ่หวังทว่าคนตระกูลหวังกลับไม่อาจสอดไม้สอดมือกับทรัพย์สินที่หญิงสาวยกให้หวังเหยียน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยากกินแต่ก็ได้แต่นั่งมอง นี่เป็นการแก้แค้นคนใจแคบอย่างคนตระกูลหวังได้เป็นอย่างดี!!เพิงน้ำชาฝั่งตรงข้ามโรงหมอแห่งราชสำนัก เสียนจื่อรินชาส่งให้หญิงสาวทันทีที่นางเดินเข้ามานั่ง ผู้คนหันมามองทั้งสองคนด้วยสายตาสนอกสนใจข่าวลือมากมายหนาหู ชื่อเสียงแม้กู้คืนกลับมาได้ ทว่าอย่างไรนางก็เป็นสตรีที่เคยแต่งงานมาก่อน อีกทั้งยังเคยมีเรื่องมีราวจนหย่าขาดกับสามีคนก่อนตอนนี้ยังมีเรื่องพัวพันคลุมเครือกับจื่อเสียนชินหวาง ให้อย่างไรฐานะของนางก็ไม่มีใครมองว่าเหมาะสมกับเขาไม่ว่าจะไปที่ใดข้างกายนางก็จะมีเขาเสมอ ไม่ว่านางจะทำอะไรเขาเองก็จะวนเวียนอยู่เคียงข้าง นานวันเข้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าทั้งสองจะประกาศข่าวดี ขุนนางที่รอวันคัดค้านถูมือรอ ขุนนางที่รอคอยชมความครื้นเครงเบิกตาเพื่อชมดูความวุ่นวายถึงอย่างนั้นจนแล้วจนรอดโรงหมอแห่งราชสำนักเปิดได้ครบปี ข่าวดีที่ทุกคนรอวิพากษ์วิจารณ์ก็ยังไม่ถูกประกาศมีครั้งหนึ่งเสนาบดีกรมคลังทนไม่ไหว ค
รถม้าเหล่านั้นเพิ่งแล่นพ้นประตูทางเข้าหมู่บ้าน กลุ่มทหารม้ากลุ่มหนึ่งก็ควบม้าเข้ามาจนฝุ่นตลบ อวิ๋นซูฮวาถึงกับอ้าปากค้าง มารดาของนางพาน้องๆ วิ่งมาจากด้านหลัง“ฮวาฮวาแม่ดูผิดหรือไม่ นะ...นั่น...”“เจ้าค่ะท่านแม่ไม่ได้ดูผิด นั่นคือเยวี่ยอันหวาง”!!! ขณะที่รถม้าของวังหลวงวิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน นึกไม่ถึงว
เป็นอีกครั้งที่เยี่ยชิงอันมีอันต้องเย็นสันหลังวาบ ยิ่งตอนที่คนของเขาที่มีหน้าที่รายงานวิ่งมาจากที่ไกลๆ สีหน้าของอีกฝ่ายทำให้เขาเป็นกังวล และยิ่งเป็นกังวลกว่าเมื่อได้ยินสิ่งที่อวิ๋นซูฮวากราบทูล“หม่อมฉันออกมาตรวจตราเมล็ดพันธุ์และการนึ่งข้าวเปลือกของหมู่บ้านเปี้ยนหลี่ของจวนเยี่ยนกั๋วกง ทว่าอยู่ๆ แม่ท
เขาใจลอยอยู่นานมากเมื่อเหลือบมองอีกครั้งโจ๊กก็หมดถ้วย!!! ฝานจิ่นสิงมองถ้วยยาที่ถูกส่งมา “ขมมาก แค่กลิ่นยังรู้ได้ทันที ท่านจะต้อง...กลั้นใจดื่มให้หมด” นางหน้าเบ้เขาหัวเราะ “ข้าไม่ใช่เด็ก” จากนั้นเขาก็กรอกยาลงไปทั้งถ้วยในคราวเดียว “เจ้าบอกว่าจะมีคนมารับข้าในวันสองวัน ข้าอยากฟังแผนการของเจ้า”“ไม่มี”
นางก้มลงมองตัวเองที่ยังคงอยู่ในชุดสาวใช้ “จวนอัครมหาเสนาบดี” ทว่า...ที่นั่นเต็มไปด้วยองครักษ์วังหลวงที่ปิดล้อมแม้แต่แมลงยังบินผ่านยาก!!!“คุณหนูมิสู้เราไปขอความช่วยเหลือฮูหยินรองเจ้ากรมอาญา”“ไม่ได้” นางจะดึงพี่ใหญ่กับพี่เขยเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ หากถูกจับได้... ยังไม่ทันได้รวบรวมความคิดก็มีกองทหาร






Rebyu