LOGINแสงเทียนในห้องโถงรับประทานอาหารวูบไหวตามแรงลมที่พัดกรรโชกเข้ามาจากการเปิดประตูอย่างรุนแรง เงาของหลี่เฉิงทอดยาวพาดผ่านโต๊ะไม้แดงทรงกลมขนาดใหญ่ไปจนถึงผนังอีกฝั่ง กลิ่นหอมของอาหารที่ควรจะยั่วน้ำลายกลับเจือปนไปด้วยกลิ่นความเย็นชืดที่น่าอึดอัด
บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเมนูเลิศรสที่ถูกจัดวางไว้อย่างประณีต ไก่ย่างหนังกรอบที่เคยส่งกลิ่นหอมหวน บัดนี้ไขมันสีเหลืองทองได้จับตัวเป็นก้อนไขสีขาวขุ่นเกาะติดอยู่ตามหนังและจานกระเบื้องเคลือบ บ่งบอกว่ามันถูกวางทิ้งไว้เป็นเวลานานจนสูญเสียความร้อนไปจนสิ้น เช่นเดียวกับซุปกระเพาะปลาที่ผิวน้ำเริ่มจับตัวเป็นแผ่นฝ้าบางๆ ไร้ซึ่งไอควันพวยพุ่ง
ทว่าสิ่งที่ทำให้บรรยากาศในห้องนี้น่าอึดอัดยิ่งกว่าอาหารเย็นชืด คือสตรีที่นั่งอยู่เพียงลำพัง
หลินหว่านนั่งหลังตรงแน่วแน่อยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม อาภรณ์สีฟ้าซีดไร้ลวดลายที่นางสวมใส่ทำให้ดูราวกับกิ่งไผ่แห้งที่ถูกทิ้งไว้กลางหิมะ ใบหน้าขาวผ่องไร้เครื่องประทินโฉมก้มลงมองถ้วยข้าวต้มในมือ
นางค่อยๆ ใช้ช้อนกระเบื้องตักข้าวต้มสีขาวขุ่นที่มีเพียงเม็ดข้าวบานๆ กับน้ำใสๆ เข้าปาก เคี้ยวอย่างเชื่องช้าและเงียบกริบ โดยไม่ปรายตามองอาหารเหลาเต็มโต๊ะหรือบุรุษผู้มาใหม่แม้แต่น้อย
หลี่เฉิงยืนนิ่งอยู่ที่ธรณีประตู ลมหายใจสะดุดกึก ความคาดหวังที่จะได้รับการปรนนิบัติพังทลายลงซ้ำสอง เขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เดินกระแทกเท้าเข้าไปกระชากเก้าอี้หัวโต๊ะออกมานั่งเสียงดังสนั่น
ครืด!
ขาเก้าอี้ครูดกับพื้นหินเกิดเสียงแสบแก้วหู บ่าวไพร่ที่ยืนก้มหน้าอยู่มุมห้องสะดุ้งเฮือก แต่สตรีตรงหน้ากลับเพียงแค่กะพริบตาเบาๆ และตักข้าวต้มคำต่อไปเข้าปาก
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถง มีเพียงเสียงช้อนกระทบถ้วยเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ หลี่เฉิงจ้องมองชายาของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและโทสะ
นางไม่ลุกขึ้นมารินน้ำชา? นางไม่คีบกับข้าวให้? นางไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาถามไถ่ว่าการศึกเป็นอย่างไร?
"เจ้า..." หลี่เฉิงเอ่ยเสียงต่ำ พยายามข่มอารมณ์ "จะไม่พูดอะไรกับข้าหน่อยรึ?"
หลินหว่านวางช้อนลง แววตาที่เงยขึ้นมาสบตากับเขานั้นว่างเปล่าดุจบ่อน้ำลึกที่ไร้ก้นบึ้ง
"เครื่องเสวยเย็นชืดหมดแล้ว ท่านอ๋องคงเสวยไม่ลง หากต้องการสิ่งใดเพิ่ม สั่งพ่อบ้านหลิวเถิดเพคะ"
ประโยคนั้นราบเรียบไร้อารมณ์ ราวกับขุนนางผู้น้อยกำลังกราบทูลเจ้านาย มิใช่ภรรยาคุยกับสามี
"ข้าไม่ต้องการของเพิ่ม!" หลี่เฉิงตวาดลั่น "ข้าต้องการร่วมสำรับกับพระชายา!"
เพื่อระบายความหงุดหงิดและแสดงให้นางเห็นว่าเขาไม่ยี่หระกับท่าทีปั้นปึงนี้ แม่ทัพหนุ่มคว้าตะเกียบงาช้างขึ้นมา เอื้อมมือไปคีบน่องไก่ย่างที่เย็นชืดมาวางบนชามข้าวของตน เขาใช้ตะเกียบฉีกเนื้อไก่ที่เหนียวหนึบเพราะความเย็น แล้วยัดเข้าปากเคี้ยวอย่างดุดัน
รสชาติของไขมันที่จับตัวเป็นก้อนเคลือบลิ้นจนเลี่ยน ผสมกับความเหนียวของเนื้อสัตว์ที่ไร้ความร้อน ทำให้รสชาติอันโอชะกลายเป็นความฝืดเคืองที่ยากจะกลืนลงคอ
หลี่เฉิงฝืนกลืนก้อนเนื้อนั้นลงไปเหมือนกลืนก้อนกรวด สายตายังคงจับจ้องไปที่หลินหว่าน หวังจะเห็นปฏิกิริยาตอบโต้ หรือแววตาห่วงใยที่นางมักจะมีให้เสมอเวลาเขากินของไม่ถูกปาก
แต่ไม่มี... หลินหว่านเพียงแค่เป่าข้าวต้มในช้อน แล้วกินต่อราวกับเขาเป็นธาตุอากาศ
ความเมินเฉยนี้เปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงในใจ
"อะแฮ่ม!"
หลี่เฉิงแกล้งกระแอมไอเสียงดังในลำคอ หวังทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้
หลินหว่านยังคงเคี้ยวข้าวต้ม
"แค่ก! แค่ก!"
เขาไอแรงขึ้น จงใจกระแทกศอกลงบนโต๊ะจนจานชามสั่นไหว
นางยังคงไม่เงยหน้า
ความอดทนขาดผึง มือหนาที่กำตะเกียบคลายออก ปล่อยให้ตะเกียบงาช้างราคาแพงร่วงหล่นลงกระทบพื้นหิน
เคร้ง!
เสียงตะเกียบตกดังก้องกังวาน บ่าวไพร่รีบกุลีกุจอจะเข้ามาเก็บ แต่ถูกสายตาอำมหิตของท่านอ๋องตวาดไล่กลับไป หลี่เฉิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ กอดอกมองชายาด้วยท่าทางท้าทาย รอคอยให้นางลุกขึ้นมาเก็บตะเกียบให้เขา พร้อมกับคำขอโทษหวานหูเหมือนทุกครั้ง
ทว่า... หลินหว่านวางช้อนลงช้าๆ นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับมุมปากอย่างบรรจง กิริยาท่าทางสง่างามแต่เย็นชาจนน่าใจหาย ราวกับนางกำลังสร้างกำแพงล่องหนขึ้นมากั้นขวางระหว่างนางกับเขา
นางหันหน้าไปทางด้านข้าง ไม่ใช่มองที่หลี่เฉิง แต่เรียกหาสาวใช้คนสนิท
"เสี่ยวจู"
"เจ้าค่ะ พระชายา" สาวใช้ร่างเล็กก้าวออกมาจากเงามืด
"ท่านอ๋องไอหนักเช่นนี้ สงสัยพระศอคงระคายเคืองจากการตรากตรำเดินทาง" น้ำเสียงของหลินหว่านราบเรียบเป็นงานเป็นการ "ไปตามหมอฝังเข็มมาตรวจพระอาการเสียหน่อย แล้วกำชับห้องยาให้ต้มยาแก้เจ็บคอมาถวาย... อ้อ บอกให้พ่อบ้านหลิวเปลี่ยนเครื่องเสวยใหม่ให้ท่านอ๋องด้วย ของเย็นชืดเช่นนี้เสวยไปจะเสียพระพลานามัย"
พูดจบนางก็ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วหันมาค้อมกายคารวะสามีอย่างงดงาม ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนทุกประการ... แต่ไร้ซึ่งหัวใจ
"ส่วนหม่อมฉันอิ่มแล้ว... ทูลลาเพคะ"
ร่างบางในชุดสีฟ้าหมุนตัวกลับโดยไม่รอคำอนุญาต เดินผ่านหน้าสามีผู้ยิ่งใหญ่ไปราวกับเดินผ่านรูปปั้นหินประดับสวน
หลี่เฉิงนั่งแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงที่แปรเปลี่ยนเป็นโทสะอันรุนแรง เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจที่สูบฉีดเลือดด้วยความโกรธ
นางกล้า... นางกล้าเดินหนีเขา? นางกล้าทิ้งเขาไว้กับโต๊ะอาหารที่เย็นชืดและตะเกียบที่ตกพื้น โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง?
ความคิดหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในสมองของแม่ทัพหนุ่ม... การกระทำเช่นนี้มันผิดวิสัยสตรีที่เคยรักเขาหัวปักหัวปำ
'เรียกร้องความสนใจ...'
หลี่เฉิงแค่นหัวเราะในลำคออย่างเหยียดหยาม ใช่แน่ๆ นางกำลังเล่นละครฉากใหญ่ แสร้งทำเป็นเย็นชาไม่แยแส หวังเพียงกดดันให้ร้อนรนจนต้องตามง้อ และบีบคั้นให้สำนึกผิดที่ทิ้งนางไปนาน
มารยาหญิง!
เพล้ง!
ฝ่ามือหนาปัดถ้วยแกงจืดตรงหน้าตกลงพื้นแตกกระจาย น้ำแกงที่เย็นสนิทกระเซ็นเปรอะเปื้อนรองเท้าหนังของเขา แต่หลี่เฉิงหาได้สนใจไม่ เขามองตามแผ่นหลังบอบบางที่ค่อยๆ หายลับไปในความมืดของโถงทางเดินด้วยสายตาหมายมาด
"คิดจะเล่นกับข้าหรือ หลินหว่าน... ได้ ในเมื่อเจ้าอยากเล่นแง่นัก ข้าก็จะสนองให้ ดูสิว่าคนอย่างเจ้าจะทนใจแข็งไปได้สักกี่น้ำ!"
เหมันตฤดูปีนี้หนาวเหน็บกว่าทุกปี เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของคฤหาสน์ตระกูลหลี่จนขาวโพลน ราวกับสวรรค์กำลังโปรยดอกไม้เงินดอกไม้ทองเพื่ออวยพรทว่าความหนาวเย็นภายนอกมิอาจกล้ำกรายเข้ามาภายในห้องโถงใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยไอร้อนแห่งความปิติยินดี วันนี้คืองานมงคลครั้งประวัติศาสตร์... งานฉลองอายุวัฒนมงคลครบแปดสิบปีของสองผู้เฒ่าเสาหลักตระกูลหลี่ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพนายกอง และหมอหลวงจากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมาคารวะจนหน้าประตูจวนแน่นขนัดดุจตลาดนัด ของขวัญล้ำค่ากองพะเนินเป็นภูเขาเลากา สูงท่วมหัวยิ่งกว่าท้องพระคลังของฮ่องเต้กลางโถงใหญ่ หลี่เนี่ยน อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายในชุดขุนนางสีม่วงปักลายกระเรียน ยืนต้อนรับแขกด้วยท่วงท่าสง่างาม สุขุมลุ่มลึกถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว ข้างกายเขาคือ โม่ชิง บุรุษวัยกลางคนผู้มีแววตาดุจเหยี่ยว หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์หลวงและองครักษ์คู่ใจที่ยืนเคียงข้างไม่ห่างกายถัดไปไม่ไกล หลี่หยาง แม่ทัพใหญ่พิทักษ์ชายแดนเหนือในชุดเกราะไหมทองรูปร่างสูงใหญ่กำยำ กำลังหัวเราะร่าเริงขณะดื่มเหล้ากับเหล่ารองแม่ทัพ ข้างกายเขาคือส
ลมหนาวพัดผ่านกิ่งเหมยฮวาที่กำลังผลิดอกสีแดงสด ตัดกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมหลังคาคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ฤดูหนาวปีนี้ดูเหมือนจะยาวนานกว่าทุกปี แต่ภายในหอโถงรับรองกลับอบอุ่นด้วยไออุ่นจากเตาถ่านและการรอคอยข่าวดีหลี่เฉิงในวัยย่างห้าสิบห้าปี นั่งอยู่บนตั่งไม้พะยูง เส้นผมสีดำขลับที่เคยดกหนาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาแซมไปทั่วศีรษะ แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรง สง่างามดุจขุนเขาไท่ซาน ข้างกายเขาคือ หลินหว่านที่แม้วัยจะล่วงเลยแต่ผิวพรรณยังผุดผ่อง นางกำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น"นายท่าน! ...นายท่านขอรับ!"เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นดังมาจากหน้าประตูจวน พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตึกตักเข้ามา พ่อบ้านวัยชราวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมม้วนกระดาษสีแดงสดในมือ"ม้าเร็วจากเมืองหลวง... จดหมายจากคุณชายใหญ่และราชโองการขอรับ!"หลี่เฉิงวางถ้วยชาลงทันที มือที่เคยนิ่งสนิทในสนามรบกลับสั่นไหวเล็กน้อยยามรับจดหมายฉบับนั้นมา เขาคลี่ออกอ่านด้วยดวงตาที่เป็นประกาย เนื้อความในจดหมายสั้นกระชับ แต่เปี่ยมด้วยความปิติ'ลูกอกตัญญู หลี่เนี่ยน... บัดนี้ได้ผ่านการสอบหน้าพระ
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลหลี่เงียบสงัดลงถนัดตาหลังจากเหล่าลูกนกบินออกจากรัง เสียงหัวเราะของเด็กแฝดและเสียงท่องตำราของอาเนี่ยนที่เคยดังเจื้อยแจ้ว บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมพัดใบไม้แห้งกลิ้งไปตามพื้นหินฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนเจียงหนานเร็วกว่าปกติ ต้นท้อใหญ่กลางลานผลัดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับท้องฟ้าสีหม่นที่เริ่มทอแสงสีส้มแดงยามอัสดงเอี๊ยด... อ๊าด...ใต้ร่มเงาของกิ่งท้อที่ไร้ใบ เก้าอี้โยกตัวเก่าทำจากไม้หวายส่งเสียงดัง เป็นจังหวะเชื่องช้าร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาหม่นนั่งเอนกายอยู่อย่างสงบ 'มั่วเวิ่น' ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง ผอมลงจนหนังหุ้มกระดูก เส้นผมและหนวดเคราขาวโพลนราวกับหิมะบนยอดเขาเทียนซาน ดวงตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยว บัดนี้ฝ้าฟางลงตามกาลเวลา เหม่อมองไปยังทิศเหนือ... ทิศที่ลูกศิษย์คนโปรดและหลานๆ เพิ่งจากไปข้างกายเขา... มิใช่ความว่างเปล่า แต่มีเด็กสาววัยสิบสองปี หน้าตางดงามเฉลียวฉลาดนั่งคุกเข่าอยู่ หลี่ซินบุตรสาวคนเล็กของหลินหว่าน ผู้มีแววตาซุกซนแต่เปี่ยมด้วยปัญญา กำลังตั้งใจฟังคำสอนสุดท้ายอย่างจดจ่อ"ซินเอ๋อร์..." มั่วเวิ่นเอ่ยเสียงแหบพร่า มือสั่นเทาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ห
สายหมอกยามเช้าปกคลุมแม่น้ำแยงซีจนขาวโพลน อากาศเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าสู่ผิวเนื้อ บรรยากาศที่ท่าเรือส่วนตัวตระกูลหลี่ในวันนี้เงียบสงัด แตกต่างจากความคึกคักในวันวานเรือสำเภาขนาดย่อมจอดเทียบท่า โคลงเคลงตามแรงคลื่นเบาๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบาในความเงียบ บ่าวไพร่ยืนก้มหน้านิ่งสำรวมกิริยา ไม่มีใครกล้าส่งเสียงรบกวนช่วงเวลาสำคัญของเจ้านายอาเนี่ยนในวัยสิบเก้าปี สวมชุดบัณฑิตสีน้ำเงินเข้มเรียบง่าย ยืนตัวตรงสง่าผ่าเผยอยู่หน้าบิดามารดา เขาสะพายห่อผ้าเพียงใบเดียว ไม่นำทรัพย์สินมีค่าติดตัวไปมากมาย เพื่อยืนยันปณิธานที่จะสร้างตัวด้วยตนเองทว่า... เขาไม่ได้ไปเพียงลำพังข้างกายเขาคือบุรุษหนุ่มร่างสันทัดในชุดรัดกุมสีดำสนิท ใบหน้าคมเข้มฉายแววตื่นตัวตลอดเวลา 'โม่ชิง' บุตรชายของโม่หยิง ที่บัดนี้รับหน้าที่เป็นองครักษ์เงาติดตามนายน้อย สะพายดาบคู่ไขว้หลัง ยืนสงบนิ่งดุจรูปปั้น"พี่ใหญ่..." หลี่เยว่เสียงเครือ น้ำตาคลอเบ้า "ท่านไปเมืองหลวงแล้ว... ต่อไปใครจะคอยห้ามศึกเวลาข้าตีกับเจ้าบ้าหยางเล่า"อาเนี่ยนยิ้มบางๆ ยกมือลูบหัวน้องสาวและน้องชายด้วยความเอ็นดู"พวกเจ้าก็โตแล้ว... แถมยังขอท่านพ่อไปฝึกทหารท
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องหน้าต่าง สิบปีผ่านไปไวเหมือนฝันตื่นหนึ่งต้นหลิวหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลี่ที่เคยเป็นเพียงต้นกล้าสูงท่วมหัว บัดนี้แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตครึ้มเขียวขจี รากไม้ชอนไชยึดเกาะพื้นดินแน่นหนาดุจรากฐานของตระกูลที่หยั่งลึกลงในแผ่นดินเจียงหนานป้ายชื่อ 'หอโอสถจี้ซื่อ' ที่เคยเป็นเพียงแผ่นไม้ธรรมดา บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นป้ายไม้มู่หนานเนื้อแข็งสีเข้ม สลักลวดลายเมฆมงคลและนกกระเรียน ลงรักปิดทองอย่างวิจิตรบรรจง ดูโอ่อ่าสมฐานะสำนักแพทย์อันดับหนึ่งแห่งภาคใต้ ที่ผู้คนต่างยกย่องว่าช่วยต่ออายุขัยให้ยืนยาวดุจนกกระเรียนสวรรค์กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ผสมผสานกับเสียงท่องตำรายาของลูกศิษย์นับร้อยคนที่นั่งเรียงรายอยู่กลางลานบนระเบียงชั้นสองที่สามารถมองเห็นความวุ่นวายเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน หลินหว่าน ในวัยสี่สิบปียังคงงดงามสะพรั่ง กาลเวลาไม่อาจพรากความงามไปจากนางได้ เพียงแต่เพิ่มกลิ่นอายความสง่างามและทรงภูมิปัญญาเข้ามาแทนที่ความสดใสในวัยเยาว์ข้างกายของนาง... สตรีร่างท้วมเล็กน้อยในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำตาลเข้มกำลังรินชาเก๊กฮวยให้อย่างรู้ใจ เสี่ยวจูอดีตสาวใช้ค
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก กระทบลงบนคันฉ่องทองเหลืองที่ตั้งอยู่มุมห้อง หลี่เฉิงยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงา ใบหน้าคมเข้มที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับเคร่งเครียดราวกับกำลังวางแผนรับมือทัพข้าศึกนับแสนนิ้วมือหยาบกร้านค่อยๆ แหวกกลุ่มผมสีดำขลับที่ขมับขวา ดวงตาพยัคฆ์เพ่งเล็งไปที่ศัตรูตัวฉกาจ... เส้นผมสีขาวโพลนเพียงเส้นเดียวที่แทรกตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ'ผมสีดอกเลา'มันคือสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ... สาส์นท้าที่ประกาศว่ากาลเวลากำลังไล่ล่าเขาอย่างไม่ลดละ"บัดซบ..." หลี่เฉิงสบถพึมพำ กระชากเส้นผมเส้นนั้นทิ้งด้วยความหงุดหงิดเขารีบเดินออกจากห้องนอน ตรงไปที่ลานฝึกยุทธ์ สายตาเหลือบไปเห็น หลี่หยางและ หลี่เยว่กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อ สิ่งที่สะดุดตาเขาไม่ใช่ความน่ารัก แต่เป็นข้อมือและข้อเท้าของลูกแฝดที่โผล่พ้นชายเสื้อและขากางเกงออกมาเกือบหนึ่งคืบ"เสื้อผ้าพวกนี้... เพิ่งตัดเมื่อเดือนก่อนมิใช่หรือ?"ความหวาดระแวงก่อตัวขึ้นในอก... ลูกโตเร็วเกินไป หรือเวลาของเขาเดินเร็วผิดปกติ? ความทรงจำในวันนี้ พรุ่งนี้อาจเลือนหาย... เขาต้องหยุดมันไว้ยามบ่าย ณ ศาลาริมน้ำจิตรกรเอกชื่อดังอันดับหนึ่ง







