Share

บทที่ 7 : แกงจืดที่เย็นชืด

last update Last Updated: 2025-12-22 08:05:27

แสงเทียนในห้องโถงรับประทานอาหารวูบไหวตามแรงลมที่พัดกรรโชกเข้ามาจากการเปิดประตูอย่างรุนแรง เงาของหลี่เฉิงทอดยาวพาดผ่านโต๊ะไม้แดงทรงกลมขนาดใหญ่ไปจนถึงผนังอีกฝั่ง กลิ่นหอมของอาหารที่ควรจะยั่วน้ำลายกลับเจือปนไปด้วยกลิ่นความเย็นชืดที่น่าอึดอัด

บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเมนูเลิศรสที่ถูกจัดวางไว้อย่างประณีต ไก่ย่างหนังกรอบที่เคยส่งกลิ่นหอมหวน บัดนี้ไขมันสีเหลืองทองได้จับตัวเป็นก้อนไขสีขาวขุ่นเกาะติดอยู่ตามหนังและจานกระเบื้องเคลือบ บ่งบอกว่ามันถูกวางทิ้งไว้เป็นเวลานานจนสูญเสียความร้อนไปจนสิ้น เช่นเดียวกับซุปกระเพาะปลาที่ผิวน้ำเริ่มจับตัวเป็นแผ่นฝ้าบางๆ ไร้ซึ่งไอควันพวยพุ่ง

ทว่าสิ่งที่ทำให้บรรยากาศในห้องนี้น่าอึดอัดยิ่งกว่าอาหารเย็นชืด คือสตรีที่นั่งอยู่เพียงลำพัง

หลินหว่านนั่งหลังตรงแน่วแน่อยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม อาภรณ์สีฟ้าซีดไร้ลวดลายที่นางสวมใส่ทำให้ดูราวกับกิ่งไผ่แห้งที่ถูกทิ้งไว้กลางหิมะ ใบหน้าขาวผ่องไร้เครื่องประทินโฉมก้มลงมองถ้วยข้าวต้มในมือ

นางค่อยๆ ใช้ช้อนกระเบื้องตักข้าวต้มสีขาวขุ่นที่มีเพียงเม็ดข้าวบานๆ กับน้ำใสๆ เข้าปาก เคี้ยวอย่างเชื่องช้าและเงียบกริบ โดยไม่ปรายตามองอาหารเหลาเต็มโต๊ะหรือบุรุษผู้มาใหม่แม้แต่น้อย

หลี่เฉิงยืนนิ่งอยู่ที่ธรณีประตู ลมหายใจสะดุดกึก ความคาดหวังที่จะได้รับการปรนนิบัติพังทลายลงซ้ำสอง เขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เดินกระแทกเท้าเข้าไปกระชากเก้าอี้หัวโต๊ะออกมานั่งเสียงดังสนั่น

ครืด!

ขาเก้าอี้ครูดกับพื้นหินเกิดเสียงแสบแก้วหู บ่าวไพร่ที่ยืนก้มหน้าอยู่มุมห้องสะดุ้งเฮือก แต่สตรีตรงหน้ากลับเพียงแค่กะพริบตาเบาๆ และตักข้าวต้มคำต่อไปเข้าปาก

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถง มีเพียงเสียงช้อนกระทบถ้วยเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ หลี่เฉิงจ้องมองชายาของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและโทสะ

นางไม่ลุกขึ้นมารินน้ำชา? นางไม่คีบกับข้าวให้? นางไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาถามไถ่ว่าการศึกเป็นอย่างไร?

"เจ้า..." หลี่เฉิงเอ่ยเสียงต่ำ พยายามข่มอารมณ์ "จะไม่พูดอะไรกับข้าหน่อยรึ?"

หลินหว่านวางช้อนลง แววตาที่เงยขึ้นมาสบตากับเขานั้นว่างเปล่าดุจบ่อน้ำลึกที่ไร้ก้นบึ้ง

"เครื่องเสวยเย็นชืดหมดแล้ว ท่านอ๋องคงเสวยไม่ลง หากต้องการสิ่งใดเพิ่ม สั่งพ่อบ้านหลิวเถิดเพคะ"

ประโยคนั้นราบเรียบไร้อารมณ์ ราวกับขุนนางผู้น้อยกำลังกราบทูลเจ้านาย มิใช่ภรรยาคุยกับสามี

"ข้าไม่ต้องการของเพิ่ม!" หลี่เฉิงตวาดลั่น "ข้าต้องการร่วมสำรับกับพระชายา!"

เพื่อระบายความหงุดหงิดและแสดงให้นางเห็นว่าเขาไม่ยี่หระกับท่าทีปั้นปึงนี้ แม่ทัพหนุ่มคว้าตะเกียบงาช้างขึ้นมา เอื้อมมือไปคีบน่องไก่ย่างที่เย็นชืดมาวางบนชามข้าวของตน เขาใช้ตะเกียบฉีกเนื้อไก่ที่เหนียวหนึบเพราะความเย็น แล้วยัดเข้าปากเคี้ยวอย่างดุดัน

รสชาติของไขมันที่จับตัวเป็นก้อนเคลือบลิ้นจนเลี่ยน ผสมกับความเหนียวของเนื้อสัตว์ที่ไร้ความร้อน ทำให้รสชาติอันโอชะกลายเป็นความฝืดเคืองที่ยากจะกลืนลงคอ

หลี่เฉิงฝืนกลืนก้อนเนื้อนั้นลงไปเหมือนกลืนก้อนกรวด สายตายังคงจับจ้องไปที่หลินหว่าน หวังจะเห็นปฏิกิริยาตอบโต้ หรือแววตาห่วงใยที่นางมักจะมีให้เสมอเวลาเขากินของไม่ถูกปาก

แต่ไม่มี... หลินหว่านเพียงแค่เป่าข้าวต้มในช้อน แล้วกินต่อราวกับเขาเป็นธาตุอากาศ

ความเมินเฉยนี้เปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงในใจ

"อะแฮ่ม!"

หลี่เฉิงแกล้งกระแอมไอเสียงดังในลำคอ หวังทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้

หลินหว่านยังคงเคี้ยวข้าวต้ม

"แค่ก! แค่ก!"

เขาไอแรงขึ้น จงใจกระแทกศอกลงบนโต๊ะจนจานชามสั่นไหว

นางยังคงไม่เงยหน้า

ความอดทนขาดผึง มือหนาที่กำตะเกียบคลายออก ปล่อยให้ตะเกียบงาช้างราคาแพงร่วงหล่นลงกระทบพื้นหิน

เคร้ง!

เสียงตะเกียบตกดังก้องกังวาน บ่าวไพร่รีบกุลีกุจอจะเข้ามาเก็บ แต่ถูกสายตาอำมหิตของท่านอ๋องตวาดไล่กลับไป หลี่เฉิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ กอดอกมองชายาด้วยท่าทางท้าทาย รอคอยให้นางลุกขึ้นมาเก็บตะเกียบให้เขา พร้อมกับคำขอโทษหวานหูเหมือนทุกครั้ง

ทว่า... หลินหว่านวางช้อนลงช้าๆ นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับมุมปากอย่างบรรจง กิริยาท่าทางสง่างามแต่เย็นชาจนน่าใจหาย ราวกับนางกำลังสร้างกำแพงล่องหนขึ้นมากั้นขวางระหว่างนางกับเขา

นางหันหน้าไปทางด้านข้าง ไม่ใช่มองที่หลี่เฉิง แต่เรียกหาสาวใช้คนสนิท

"เสี่ยวจู"

"เจ้าค่ะ พระชายา" สาวใช้ร่างเล็กก้าวออกมาจากเงามืด

"ท่านอ๋องไอหนักเช่นนี้ สงสัยพระศอคงระคายเคืองจากการตรากตรำเดินทาง" น้ำเสียงของหลินหว่านราบเรียบเป็นงานเป็นการ "ไปตามหมอฝังเข็มมาตรวจพระอาการเสียหน่อย แล้วกำชับห้องยาให้ต้มยาแก้เจ็บคอมาถวาย... อ้อ บอกให้พ่อบ้านหลิวเปลี่ยนเครื่องเสวยใหม่ให้ท่านอ๋องด้วย ของเย็นชืดเช่นนี้เสวยไปจะเสียพระพลานามัย"

พูดจบนางก็ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วหันมาค้อมกายคารวะสามีอย่างงดงาม ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนทุกประการ... แต่ไร้ซึ่งหัวใจ

"ส่วนหม่อมฉันอิ่มแล้ว... ทูลลาเพคะ"

ร่างบางในชุดสีฟ้าหมุนตัวกลับโดยไม่รอคำอนุญาต เดินผ่านหน้าสามีผู้ยิ่งใหญ่ไปราวกับเดินผ่านรูปปั้นหินประดับสวน

หลี่เฉิงนั่งแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงที่แปรเปลี่ยนเป็นโทสะอันรุนแรง เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจที่สูบฉีดเลือดด้วยความโกรธ

นางกล้า... นางกล้าเดินหนีเขา? นางกล้าทิ้งเขาไว้กับโต๊ะอาหารที่เย็นชืดและตะเกียบที่ตกพื้น โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง?

ความคิดหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในสมองของแม่ทัพหนุ่ม... การกระทำเช่นนี้มันผิดวิสัยสตรีที่เคยรักเขาหัวปักหัวปำ

'เรียกร้องความสนใจ...'

หลี่เฉิงแค่นหัวเราะในลำคออย่างเหยียดหยาม ใช่แน่ๆ นางกำลังเล่นละครฉากใหญ่ แสร้งทำเป็นเย็นชาไม่แยแส หวังเพียงกดดันให้ร้อนรนจนต้องตามง้อ และบีบคั้นให้สำนึกผิดที่ทิ้งนางไปนาน

มารยาหญิง!

เพล้ง!

ฝ่ามือหนาปัดถ้วยแกงจืดตรงหน้าตกลงพื้นแตกกระจาย น้ำแกงที่เย็นสนิทกระเซ็นเปรอะเปื้อนรองเท้าหนังของเขา แต่หลี่เฉิงหาได้สนใจไม่ เขามองตามแผ่นหลังบอบบางที่ค่อยๆ หายลับไปในความมืดของโถงทางเดินด้วยสายตาหมายมาด

"คิดจะเล่นกับข้าหรือ หลินหว่าน... ได้ ในเมื่อเจ้าอยากเล่นแง่นัก ข้าก็จะสนองให้ ดูสิว่าคนอย่างเจ้าจะทนใจแข็งไปได้สักกี่น้ำ!"

Continue to read this book for free
Scan code to download App
Comments (1)
goodnovel comment avatar
Sanon Sudthinon
มีโฆษณาแอบแฝงหรือเปล่า ดูโฆษณาแล้ว ไม่ขึ้นบทต่อไปให้เลย เข้าโหมดน่าเบื่อมาก จนไม่อยากติดตาม
VIEW ALL COMMENTS

Latest chapter

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 360 : ตำนานรักนิรันดร์

    เหมันตฤดูปีนี้หนาวเหน็บกว่าทุกปี เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของคฤหาสน์ตระกูลหลี่จนขาวโพลน ราวกับสวรรค์กำลังโปรยดอกไม้เงินดอกไม้ทองเพื่ออวยพรทว่าความหนาวเย็นภายนอกมิอาจกล้ำกรายเข้ามาภายในห้องโถงใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยไอร้อนแห่งความปิติยินดี วันนี้คืองานมงคลครั้งประวัติศาสตร์... งานฉลองอายุวัฒนมงคลครบแปดสิบปีของสองผู้เฒ่าเสาหลักตระกูลหลี่ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพนายกอง และหมอหลวงจากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมาคารวะจนหน้าประตูจวนแน่นขนัดดุจตลาดนัด ของขวัญล้ำค่ากองพะเนินเป็นภูเขาเลากา สูงท่วมหัวยิ่งกว่าท้องพระคลังของฮ่องเต้กลางโถงใหญ่ หลี่เนี่ยน อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายในชุดขุนนางสีม่วงปักลายกระเรียน ยืนต้อนรับแขกด้วยท่วงท่าสง่างาม สุขุมลุ่มลึกถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว ข้างกายเขาคือ โม่ชิง บุรุษวัยกลางคนผู้มีแววตาดุจเหยี่ยว หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์หลวงและองครักษ์คู่ใจที่ยืนเคียงข้างไม่ห่างกายถัดไปไม่ไกล หลี่หยาง แม่ทัพใหญ่พิทักษ์ชายแดนเหนือในชุดเกราะไหมทองรูปร่างสูงใหญ่กำยำ กำลังหัวเราะร่าเริงขณะดื่มเหล้ากับเหล่ารองแม่ทัพ ข้างกายเขาคือส

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 359 : ผมสีดอกเลา

    ลมหนาวพัดผ่านกิ่งเหมยฮวาที่กำลังผลิดอกสีแดงสด ตัดกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมหลังคาคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ฤดูหนาวปีนี้ดูเหมือนจะยาวนานกว่าทุกปี แต่ภายในหอโถงรับรองกลับอบอุ่นด้วยไออุ่นจากเตาถ่านและการรอคอยข่าวดีหลี่เฉิงในวัยย่างห้าสิบห้าปี นั่งอยู่บนตั่งไม้พะยูง เส้นผมสีดำขลับที่เคยดกหนาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาแซมไปทั่วศีรษะ แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรง สง่างามดุจขุนเขาไท่ซาน ข้างกายเขาคือ หลินหว่านที่แม้วัยจะล่วงเลยแต่ผิวพรรณยังผุดผ่อง นางกำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น"นายท่าน! ...นายท่านขอรับ!"เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นดังมาจากหน้าประตูจวน พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตึกตักเข้ามา พ่อบ้านวัยชราวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมม้วนกระดาษสีแดงสดในมือ"ม้าเร็วจากเมืองหลวง... จดหมายจากคุณชายใหญ่และราชโองการขอรับ!"หลี่เฉิงวางถ้วยชาลงทันที มือที่เคยนิ่งสนิทในสนามรบกลับสั่นไหวเล็กน้อยยามรับจดหมายฉบับนั้นมา เขาคลี่ออกอ่านด้วยดวงตาที่เป็นประกาย เนื้อความในจดหมายสั้นกระชับ แต่เปี่ยมด้วยความปิติ'ลูกอกตัญญู หลี่เนี่ยน... บัดนี้ได้ผ่านการสอบหน้าพระ

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 358 : คฤหาสน์ที่เงียบเหงา

    บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลหลี่เงียบสงัดลงถนัดตาหลังจากเหล่าลูกนกบินออกจากรัง เสียงหัวเราะของเด็กแฝดและเสียงท่องตำราของอาเนี่ยนที่เคยดังเจื้อยแจ้ว บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมพัดใบไม้แห้งกลิ้งไปตามพื้นหินฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนเจียงหนานเร็วกว่าปกติ ต้นท้อใหญ่กลางลานผลัดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับท้องฟ้าสีหม่นที่เริ่มทอแสงสีส้มแดงยามอัสดงเอี๊ยด... อ๊าด...ใต้ร่มเงาของกิ่งท้อที่ไร้ใบ เก้าอี้โยกตัวเก่าทำจากไม้หวายส่งเสียงดัง เป็นจังหวะเชื่องช้าร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาหม่นนั่งเอนกายอยู่อย่างสงบ 'มั่วเวิ่น' ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง ผอมลงจนหนังหุ้มกระดูก เส้นผมและหนวดเคราขาวโพลนราวกับหิมะบนยอดเขาเทียนซาน ดวงตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยว บัดนี้ฝ้าฟางลงตามกาลเวลา เหม่อมองไปยังทิศเหนือ... ทิศที่ลูกศิษย์คนโปรดและหลานๆ เพิ่งจากไปข้างกายเขา... มิใช่ความว่างเปล่า แต่มีเด็กสาววัยสิบสองปี หน้าตางดงามเฉลียวฉลาดนั่งคุกเข่าอยู่ หลี่ซินบุตรสาวคนเล็กของหลินหว่าน ผู้มีแววตาซุกซนแต่เปี่ยมด้วยปัญญา กำลังตั้งใจฟังคำสอนสุดท้ายอย่างจดจ่อ"ซินเอ๋อร์..." มั่วเวิ่นเอ่ยเสียงแหบพร่า มือสั่นเทาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ห

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 357 : เส้นทางของลูกพยัคฆ์

    สายหมอกยามเช้าปกคลุมแม่น้ำแยงซีจนขาวโพลน อากาศเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าสู่ผิวเนื้อ บรรยากาศที่ท่าเรือส่วนตัวตระกูลหลี่ในวันนี้เงียบสงัด แตกต่างจากความคึกคักในวันวานเรือสำเภาขนาดย่อมจอดเทียบท่า โคลงเคลงตามแรงคลื่นเบาๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบาในความเงียบ บ่าวไพร่ยืนก้มหน้านิ่งสำรวมกิริยา ไม่มีใครกล้าส่งเสียงรบกวนช่วงเวลาสำคัญของเจ้านายอาเนี่ยนในวัยสิบเก้าปี สวมชุดบัณฑิตสีน้ำเงินเข้มเรียบง่าย ยืนตัวตรงสง่าผ่าเผยอยู่หน้าบิดามารดา เขาสะพายห่อผ้าเพียงใบเดียว ไม่นำทรัพย์สินมีค่าติดตัวไปมากมาย เพื่อยืนยันปณิธานที่จะสร้างตัวด้วยตนเองทว่า... เขาไม่ได้ไปเพียงลำพังข้างกายเขาคือบุรุษหนุ่มร่างสันทัดในชุดรัดกุมสีดำสนิท ใบหน้าคมเข้มฉายแววตื่นตัวตลอดเวลา 'โม่ชิง' บุตรชายของโม่หยิง ที่บัดนี้รับหน้าที่เป็นองครักษ์เงาติดตามนายน้อย สะพายดาบคู่ไขว้หลัง ยืนสงบนิ่งดุจรูปปั้น"พี่ใหญ่..." หลี่เยว่เสียงเครือ น้ำตาคลอเบ้า "ท่านไปเมืองหลวงแล้ว... ต่อไปใครจะคอยห้ามศึกเวลาข้าตีกับเจ้าบ้าหยางเล่า"อาเนี่ยนยิ้มบางๆ ยกมือลูบหัวน้องสาวและน้องชายด้วยความเอ็นดู"พวกเจ้าก็โตแล้ว... แถมยังขอท่านพ่อไปฝึกทหารท

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 356 : สิบปีผ่านไป

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องหน้าต่าง สิบปีผ่านไปไวเหมือนฝันตื่นหนึ่งต้นหลิวหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลี่ที่เคยเป็นเพียงต้นกล้าสูงท่วมหัว บัดนี้แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตครึ้มเขียวขจี รากไม้ชอนไชยึดเกาะพื้นดินแน่นหนาดุจรากฐานของตระกูลที่หยั่งลึกลงในแผ่นดินเจียงหนานป้ายชื่อ 'หอโอสถจี้ซื่อ' ที่เคยเป็นเพียงแผ่นไม้ธรรมดา บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นป้ายไม้มู่หนานเนื้อแข็งสีเข้ม สลักลวดลายเมฆมงคลและนกกระเรียน ลงรักปิดทองอย่างวิจิตรบรรจง ดูโอ่อ่าสมฐานะสำนักแพทย์อันดับหนึ่งแห่งภาคใต้ ที่ผู้คนต่างยกย่องว่าช่วยต่ออายุขัยให้ยืนยาวดุจนกกระเรียนสวรรค์กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ผสมผสานกับเสียงท่องตำรายาของลูกศิษย์นับร้อยคนที่นั่งเรียงรายอยู่กลางลานบนระเบียงชั้นสองที่สามารถมองเห็นความวุ่นวายเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน หลินหว่าน ในวัยสี่สิบปียังคงงดงามสะพรั่ง กาลเวลาไม่อาจพรากความงามไปจากนางได้ เพียงแต่เพิ่มกลิ่นอายความสง่างามและทรงภูมิปัญญาเข้ามาแทนที่ความสดใสในวัยเยาว์ข้างกายของนาง... สตรีร่างท้วมเล็กน้อยในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำตาลเข้มกำลังรินชาเก๊กฮวยให้อย่างรู้ใจ เสี่ยวจูอดีตสาวใช้ค

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 355 : รอยประทับแห่งกาลเวลา

    แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก กระทบลงบนคันฉ่องทองเหลืองที่ตั้งอยู่มุมห้อง หลี่เฉิงยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงา ใบหน้าคมเข้มที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับเคร่งเครียดราวกับกำลังวางแผนรับมือทัพข้าศึกนับแสนนิ้วมือหยาบกร้านค่อยๆ แหวกกลุ่มผมสีดำขลับที่ขมับขวา ดวงตาพยัคฆ์เพ่งเล็งไปที่ศัตรูตัวฉกาจ... เส้นผมสีขาวโพลนเพียงเส้นเดียวที่แทรกตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ'ผมสีดอกเลา'มันคือสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ... สาส์นท้าที่ประกาศว่ากาลเวลากำลังไล่ล่าเขาอย่างไม่ลดละ"บัดซบ..." หลี่เฉิงสบถพึมพำ กระชากเส้นผมเส้นนั้นทิ้งด้วยความหงุดหงิดเขารีบเดินออกจากห้องนอน ตรงไปที่ลานฝึกยุทธ์ สายตาเหลือบไปเห็น หลี่หยางและ หลี่เยว่กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อ สิ่งที่สะดุดตาเขาไม่ใช่ความน่ารัก แต่เป็นข้อมือและข้อเท้าของลูกแฝดที่โผล่พ้นชายเสื้อและขากางเกงออกมาเกือบหนึ่งคืบ"เสื้อผ้าพวกนี้... เพิ่งตัดเมื่อเดือนก่อนมิใช่หรือ?"ความหวาดระแวงก่อตัวขึ้นในอก... ลูกโตเร็วเกินไป หรือเวลาของเขาเดินเร็วผิดปกติ? ความทรงจำในวันนี้ พรุ่งนี้อาจเลือนหาย... เขาต้องหยุดมันไว้ยามบ่าย ณ ศาลาริมน้ำจิตรกรเอกชื่อดังอันดับหนึ่ง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status