LOGINเสียงกีบม้ากระทบพื้นหินดังสนั่นทำลายความเงียบสงัดของราตรียามซู ฝีเท้าที่เร่งร้อนบ่งบอกถึงความร้อนใจของผู้ขี่ ม้าศึกสีแดงเพลิงพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอขาวท่ามกลางหิมะที่เริ่มโปรยปราย
หลี่เฉิงกระตุกบังเหียนหยุดม้าหน้าประตูจวนอ๋อง ความหนาวเหน็บจากลมเหนือไม่อาจดับไฟในดวงตาที่ทอประกายด้วยความคาดหวัง
ตลอดทางกลับจากงานฉลองชัยชนะ เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญของเหล่าทหารยังคงดังก้องในหู สุรารสเลิศยังทิ้งรสหวานซ่านไว้ที่ปลายลิ้น ทว่าสิ่งที่เขารอคอยมิใช่เกียรติยศจอมปลอมเหล่านั้น แต่เป็นการกลับมายังที่พักพิงสุดท้าย
ภาพในหัวเขามีเพียงสตรีในชุดสีชมพูที่มักยืนถือเตาพกอุ่นมือรอรับเขาเสมอ พร้อมถ้วยน้ำขิงร้อนๆ และรอยยิ้มเอียงอายที่คุ้นตา นางมักจะยืนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางลมหนาว ปลายจมูกแดงระเรื่อ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับส่องประกายดีใจราวกับสุนัขที่ได้เห็นเจ้าของ เพียงแค่เขาปรายตามอง นางก็จะรีบวิ่งเข้ามาช่วยถอดผ้าคลุมและปัดฝุ่นให้อย่างเอาใจใส่
ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับว่างเปล่า
บานประตูไม้สักลงรักสีแดงชาดปิดสนิท ไร้แสงไฟ ไร้คนเฝ้ายาม มีเพียงความมืดมิดและกองหิมะที่ทับถมสูง ไร้ร่องรอยการกวาดหรือจัดเตรียมโคมไฟมงคลเพื่อต้อนรับแม่ทัพผู้มีชัย บ่งบอกว่าไม่มีผู้ใดออกมาเตรียมการต้อนรับ
ความเงียบเชียบวังเวงแผ่ปกคลุมไปทั่ว ราวกับสถานที่แห่งนี้เป็นจวนร้าง มิใช่ที่พำนักของแม่ทัพผู้มีชัย ความเงียบนี้มิใช่เพียงความสงบ แต่มันคือการหมางเมินที่ตบหน้าเจ้าของจวนฉาดใหญ่ ศักดิ์ศรีที่เพิ่งได้รับมาจากท้องพระโรงถูกความเย็นชาของบ้านตนเองกัดกร่อนจนสั่นคลอน
มือหนาภายใต้ถุงมือหนังบีบกำด้ามแส้แน่นจนเกิดเสียงลั่น
"เปิดประตู!" เสียงตะโกนทุ้มต่ำดังก้อง เจือกระแสลมปราณที่ทำให้บ่าวไพร่หลังประตูขวัญหนีดีฝ่อ
ผ่านไปชั่วอึดใจ ประตูบานใหญ่จึงค่อยๆ แง้มออกพร้อมเสียงไม้ลั่น ช่องว่างเผยให้เห็นเงาร่างตะคุ่มของชายชราที่วิ่งกระหืดกระหอบออกมาพร้อมตะเกียงน้ำมัน
พ่อบ้านหลิวรีบกุลีกุจอยกดาลประตูด้วยมือไม้สั่นเทา ทันทีที่เห็นร่างสูงใหญ่บนหลังม้า เขาก็ทิ้งเข่าลงกระแทกพื้น "ทะ... ท่านอ๋อง! ท่านกลับมาแล้ว! บ่าวสมควรตาย... บ่าวไม่ทราบว่าท่านจะกลับมาถึงเวลานี้!"
หลี่เฉิงตวัดขาลงจากหลังม้า รองเท้าหนังเหยียบย่ำหิมะเสียงดังกรอบแกรบ เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองพ่อบ้านหลิว สายตากวาดมองเข้าไปในลานจวนที่มืดสนิท... ว่างเปล่า ไร้เงาของสตรีผู้นั้น
ความผิดหวังแปรเปลี่ยนเป็นโทสะที่พุ่งพล่าน
เพี๊ยะ!
แส้ม้าในมือถูกตวัดฟาดลงบนพื้นหิมะเบื้องหน้าชายชราอย่างแรงจนหิมะกระจายฟุ้ง พ่อบ้านหลิวสะดุ้งเฮือก ตัวสั่นงันงก ก้มหน้าแนบพื้นจนแทบจมหายไปในกองหิมะ
"พระชายาอยู่ที่ไหน!"
น้ำเสียงเย็นเยียบตวาดถาม "ข้าส่งม้าเร็วมาแจ้งแล้ว! เหตุใดจวนถึงเงียบเป็นป่าช้าเช่นนี้? หรือต้องรอให้ข้าตายในสนามรบแล้วให้นางมาเก็บศพ นางถึงจะโผล่หัวออกมาได้!"
พ่อบ้านหลิวก้มหน้าจนคางชิดอก เหงื่อกาฬผุดซึมท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ
"ทูล... ทูลท่านอ๋อง พระชายา... พระชายาทราบข่าวแล้วขอรับ แต่... แต่นางแจ้งว่า..." ชายชราอึกอัก ลำคอแห้งผากเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต
"นางว่าอะไร! พูด!"
"นางแจ้งว่า... นางไม่ค่อยสบายตัวทนความหนาวเย็นมิได้ จึง... จึงเข้านอนไปตั้งแต่หัวค่ำแล้วขอรับ"
"ไม่สบาย?"
หลี่เฉิงทวนคำเสียงสูง มุมปากกระตุกยิ้มหยัน ดวงตาหรี่ลงอย่างอันตราย
สตรีที่เคยยืนตากฝนรอเขาครึ่งค่อนคืนเพียงเพื่อจะยื่นร่มให้... สตรีที่เคยคุกเข่าอ้อนวอนขอให้เขาอยู่ทานข้าวด้วยทั้งที่ตัวเองป่วยไข้... วันนี้กลับบอกว่า 'ทนความหนาวมิได้' แล้วเข้านอน? ทั้งที่สามีเพิ่งกลับมาจากสงครามงั้นรึ?
ข้ออ้างตื้นเขินพรรค์นี้ คิดจะใช้มาเรียกร้องความสนใจจากเขาชัดๆ นางคงคิดว่าการวางท่าเช่นนี้จะทำให้เขาหันมาสนใจ คิดจะใช้วิธี 'แสร้งปล่อยเพื่อจับ' อย่างที่พวกนางสนมในวังชอบใช้กันสินะ? ช่างน่าขันสิ้นดี!
"ดี... ดีมาก"
แม่ทัพหนุ่มกัดฟันกรอด โยนบังเหียนม้าใส่หน้าพ่อบ้านหลิว "เอาม้าไปเก็บ! หากดูแลมันไม่ดี ข้าจะสั่งโบยเจ้าแทนม้า!"
หลี่เฉิงสะบัดชายเสื้อคลุม เดินดุ่มๆ เข้าไปในจวนด้วยก้าวย่างหนักหน่วง ทุกฝีเท้าเปี่ยมไปด้วยความเดือดดาล สวนหย่อมระหว่างทางที่ไร้การตกแต่งยิ่งสุมไฟโทสะในอก ต้นไม้แห้งเหี่ยวไร้ชีวิตชีวาราวกับจะเยาะเย้ยเขา ยิ่งเข้าใกล้เรือนหลัก ความมืดมิดยิ่งหนาทึบ บ่งบอกว่าเจ้าของเรือนมิได้แยแสการมาถึงของเขาแม้แต่น้อย
เป้าหมายเดียวคือเรือนหลักที่เงียบเชียบ
เขาจะไปกระชากหน้ากากมารยาของนางออกมาดูให้เห็นกับตา ว่าป่วยจริง หรือแค่แกล้งสำออยเพื่อให้เขาตามง้อ
เท้าหนักๆ เตะประตูเรือนชั้นในจนเปิดอ้าออก แสงจันทร์สาดส่องเผยให้เห็นทางเดินยาวสู่เรือนหอ... ที่ซึ่งบัดนี้ไร้แสงตะเกียงนำทาง มีเพียงความมืดมิดที่รอคอยการมาถึงของพยัคฆ์ร้ายที่กำลังคลั่ง
เหมันตฤดูปีนี้หนาวเหน็บกว่าทุกปี เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของคฤหาสน์ตระกูลหลี่จนขาวโพลน ราวกับสวรรค์กำลังโปรยดอกไม้เงินดอกไม้ทองเพื่ออวยพรทว่าความหนาวเย็นภายนอกมิอาจกล้ำกรายเข้ามาภายในห้องโถงใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยไอร้อนแห่งความปิติยินดี วันนี้คืองานมงคลครั้งประวัติศาสตร์... งานฉลองอายุวัฒนมงคลครบแปดสิบปีของสองผู้เฒ่าเสาหลักตระกูลหลี่ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพนายกอง และหมอหลวงจากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมาคารวะจนหน้าประตูจวนแน่นขนัดดุจตลาดนัด ของขวัญล้ำค่ากองพะเนินเป็นภูเขาเลากา สูงท่วมหัวยิ่งกว่าท้องพระคลังของฮ่องเต้กลางโถงใหญ่ หลี่เนี่ยน อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายในชุดขุนนางสีม่วงปักลายกระเรียน ยืนต้อนรับแขกด้วยท่วงท่าสง่างาม สุขุมลุ่มลึกถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว ข้างกายเขาคือ โม่ชิง บุรุษวัยกลางคนผู้มีแววตาดุจเหยี่ยว หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์หลวงและองครักษ์คู่ใจที่ยืนเคียงข้างไม่ห่างกายถัดไปไม่ไกล หลี่หยาง แม่ทัพใหญ่พิทักษ์ชายแดนเหนือในชุดเกราะไหมทองรูปร่างสูงใหญ่กำยำ กำลังหัวเราะร่าเริงขณะดื่มเหล้ากับเหล่ารองแม่ทัพ ข้างกายเขาคือส
ลมหนาวพัดผ่านกิ่งเหมยฮวาที่กำลังผลิดอกสีแดงสด ตัดกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมหลังคาคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ฤดูหนาวปีนี้ดูเหมือนจะยาวนานกว่าทุกปี แต่ภายในหอโถงรับรองกลับอบอุ่นด้วยไออุ่นจากเตาถ่านและการรอคอยข่าวดีหลี่เฉิงในวัยย่างห้าสิบห้าปี นั่งอยู่บนตั่งไม้พะยูง เส้นผมสีดำขลับที่เคยดกหนาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาแซมไปทั่วศีรษะ แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรง สง่างามดุจขุนเขาไท่ซาน ข้างกายเขาคือ หลินหว่านที่แม้วัยจะล่วงเลยแต่ผิวพรรณยังผุดผ่อง นางกำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น"นายท่าน! ...นายท่านขอรับ!"เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นดังมาจากหน้าประตูจวน พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตึกตักเข้ามา พ่อบ้านวัยชราวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมม้วนกระดาษสีแดงสดในมือ"ม้าเร็วจากเมืองหลวง... จดหมายจากคุณชายใหญ่และราชโองการขอรับ!"หลี่เฉิงวางถ้วยชาลงทันที มือที่เคยนิ่งสนิทในสนามรบกลับสั่นไหวเล็กน้อยยามรับจดหมายฉบับนั้นมา เขาคลี่ออกอ่านด้วยดวงตาที่เป็นประกาย เนื้อความในจดหมายสั้นกระชับ แต่เปี่ยมด้วยความปิติ'ลูกอกตัญญู หลี่เนี่ยน... บัดนี้ได้ผ่านการสอบหน้าพระ
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลหลี่เงียบสงัดลงถนัดตาหลังจากเหล่าลูกนกบินออกจากรัง เสียงหัวเราะของเด็กแฝดและเสียงท่องตำราของอาเนี่ยนที่เคยดังเจื้อยแจ้ว บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมพัดใบไม้แห้งกลิ้งไปตามพื้นหินฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนเจียงหนานเร็วกว่าปกติ ต้นท้อใหญ่กลางลานผลัดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับท้องฟ้าสีหม่นที่เริ่มทอแสงสีส้มแดงยามอัสดงเอี๊ยด... อ๊าด...ใต้ร่มเงาของกิ่งท้อที่ไร้ใบ เก้าอี้โยกตัวเก่าทำจากไม้หวายส่งเสียงดัง เป็นจังหวะเชื่องช้าร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาหม่นนั่งเอนกายอยู่อย่างสงบ 'มั่วเวิ่น' ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง ผอมลงจนหนังหุ้มกระดูก เส้นผมและหนวดเคราขาวโพลนราวกับหิมะบนยอดเขาเทียนซาน ดวงตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยว บัดนี้ฝ้าฟางลงตามกาลเวลา เหม่อมองไปยังทิศเหนือ... ทิศที่ลูกศิษย์คนโปรดและหลานๆ เพิ่งจากไปข้างกายเขา... มิใช่ความว่างเปล่า แต่มีเด็กสาววัยสิบสองปี หน้าตางดงามเฉลียวฉลาดนั่งคุกเข่าอยู่ หลี่ซินบุตรสาวคนเล็กของหลินหว่าน ผู้มีแววตาซุกซนแต่เปี่ยมด้วยปัญญา กำลังตั้งใจฟังคำสอนสุดท้ายอย่างจดจ่อ"ซินเอ๋อร์..." มั่วเวิ่นเอ่ยเสียงแหบพร่า มือสั่นเทาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ห
สายหมอกยามเช้าปกคลุมแม่น้ำแยงซีจนขาวโพลน อากาศเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าสู่ผิวเนื้อ บรรยากาศที่ท่าเรือส่วนตัวตระกูลหลี่ในวันนี้เงียบสงัด แตกต่างจากความคึกคักในวันวานเรือสำเภาขนาดย่อมจอดเทียบท่า โคลงเคลงตามแรงคลื่นเบาๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบาในความเงียบ บ่าวไพร่ยืนก้มหน้านิ่งสำรวมกิริยา ไม่มีใครกล้าส่งเสียงรบกวนช่วงเวลาสำคัญของเจ้านายอาเนี่ยนในวัยสิบเก้าปี สวมชุดบัณฑิตสีน้ำเงินเข้มเรียบง่าย ยืนตัวตรงสง่าผ่าเผยอยู่หน้าบิดามารดา เขาสะพายห่อผ้าเพียงใบเดียว ไม่นำทรัพย์สินมีค่าติดตัวไปมากมาย เพื่อยืนยันปณิธานที่จะสร้างตัวด้วยตนเองทว่า... เขาไม่ได้ไปเพียงลำพังข้างกายเขาคือบุรุษหนุ่มร่างสันทัดในชุดรัดกุมสีดำสนิท ใบหน้าคมเข้มฉายแววตื่นตัวตลอดเวลา 'โม่ชิง' บุตรชายของโม่หยิง ที่บัดนี้รับหน้าที่เป็นองครักษ์เงาติดตามนายน้อย สะพายดาบคู่ไขว้หลัง ยืนสงบนิ่งดุจรูปปั้น"พี่ใหญ่..." หลี่เยว่เสียงเครือ น้ำตาคลอเบ้า "ท่านไปเมืองหลวงแล้ว... ต่อไปใครจะคอยห้ามศึกเวลาข้าตีกับเจ้าบ้าหยางเล่า"อาเนี่ยนยิ้มบางๆ ยกมือลูบหัวน้องสาวและน้องชายด้วยความเอ็นดู"พวกเจ้าก็โตแล้ว... แถมยังขอท่านพ่อไปฝึกทหารท
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องหน้าต่าง สิบปีผ่านไปไวเหมือนฝันตื่นหนึ่งต้นหลิวหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลี่ที่เคยเป็นเพียงต้นกล้าสูงท่วมหัว บัดนี้แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตครึ้มเขียวขจี รากไม้ชอนไชยึดเกาะพื้นดินแน่นหนาดุจรากฐานของตระกูลที่หยั่งลึกลงในแผ่นดินเจียงหนานป้ายชื่อ 'หอโอสถจี้ซื่อ' ที่เคยเป็นเพียงแผ่นไม้ธรรมดา บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นป้ายไม้มู่หนานเนื้อแข็งสีเข้ม สลักลวดลายเมฆมงคลและนกกระเรียน ลงรักปิดทองอย่างวิจิตรบรรจง ดูโอ่อ่าสมฐานะสำนักแพทย์อันดับหนึ่งแห่งภาคใต้ ที่ผู้คนต่างยกย่องว่าช่วยต่ออายุขัยให้ยืนยาวดุจนกกระเรียนสวรรค์กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ผสมผสานกับเสียงท่องตำรายาของลูกศิษย์นับร้อยคนที่นั่งเรียงรายอยู่กลางลานบนระเบียงชั้นสองที่สามารถมองเห็นความวุ่นวายเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน หลินหว่าน ในวัยสี่สิบปียังคงงดงามสะพรั่ง กาลเวลาไม่อาจพรากความงามไปจากนางได้ เพียงแต่เพิ่มกลิ่นอายความสง่างามและทรงภูมิปัญญาเข้ามาแทนที่ความสดใสในวัยเยาว์ข้างกายของนาง... สตรีร่างท้วมเล็กน้อยในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำตาลเข้มกำลังรินชาเก๊กฮวยให้อย่างรู้ใจ เสี่ยวจูอดีตสาวใช้ค
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก กระทบลงบนคันฉ่องทองเหลืองที่ตั้งอยู่มุมห้อง หลี่เฉิงยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงา ใบหน้าคมเข้มที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับเคร่งเครียดราวกับกำลังวางแผนรับมือทัพข้าศึกนับแสนนิ้วมือหยาบกร้านค่อยๆ แหวกกลุ่มผมสีดำขลับที่ขมับขวา ดวงตาพยัคฆ์เพ่งเล็งไปที่ศัตรูตัวฉกาจ... เส้นผมสีขาวโพลนเพียงเส้นเดียวที่แทรกตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ'ผมสีดอกเลา'มันคือสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ... สาส์นท้าที่ประกาศว่ากาลเวลากำลังไล่ล่าเขาอย่างไม่ลดละ"บัดซบ..." หลี่เฉิงสบถพึมพำ กระชากเส้นผมเส้นนั้นทิ้งด้วยความหงุดหงิดเขารีบเดินออกจากห้องนอน ตรงไปที่ลานฝึกยุทธ์ สายตาเหลือบไปเห็น หลี่หยางและ หลี่เยว่กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อ สิ่งที่สะดุดตาเขาไม่ใช่ความน่ารัก แต่เป็นข้อมือและข้อเท้าของลูกแฝดที่โผล่พ้นชายเสื้อและขากางเกงออกมาเกือบหนึ่งคืบ"เสื้อผ้าพวกนี้... เพิ่งตัดเมื่อเดือนก่อนมิใช่หรือ?"ความหวาดระแวงก่อตัวขึ้นในอก... ลูกโตเร็วเกินไป หรือเวลาของเขาเดินเร็วผิดปกติ? ความทรงจำในวันนี้ พรุ่งนี้อาจเลือนหาย... เขาต้องหยุดมันไว้ยามบ่าย ณ ศาลาริมน้ำจิตรกรเอกชื่อดังอันดับหนึ่ง







