แชร์

Chapter 2. ทะลุมิติ

ผู้เขียน: เพลงมีนา
last update วันที่เผยแพร่: 2024-10-16 21:06:35

            ติงเชาเป็นชายพิการอายุสี่สิบแล้ว  แม้ตัวเองจะพิการแต่จิตใจดีมีเมตตา  หลายปีก่อนที่หมู่บ้านแห่งนี้ประสบภัยสงคราม หลายครอบครัวพลัดพราก  เด็กเป็นกำพร้า บางคนที่พอจะมีเงินมีฐานะก็อพยพย้ายถิ่นฐานหนีภัยสงคราม  แต่ติงเชาผู้ไร้ญาติขาดมิตรไม่ใส่ใจความเป็นความตายของตนเอง  เก็บเด็ก ๆ ที่ถูกทอดทิ้งเหล่านี้มา  เด็ก ๆ เหล่านี้ยังเด็กเล็กมาก จำชื่อตัวเองไม่ได้  ติงเชาจึงตั้งชื่อให้ใหม่ รวมทั้งนางด้วย ตอนนั้นนางอายุเพียงสิบขวบ  เหมยลี่ยังเป็นเด็กน้อยที่ร้องไห้จ้าในอ้อมอกมารดาที่สิ้นใจไปแล้ว  ติงเชาช่วยเด็ก ๆ เท่าที่พอทำได้  ทำให้ทั้งหมดรอดพ้นความตายในภัยสงครามเมื่อหกปีก่อนได้ แม้จะรูปร่างผ่ายผอมเนื่องจากกินไม่อิ่ม แต่กระนั้นทุกคนก็รักใคร่กลมเกลียว

            ผ่านภัยสงครามมาหลายปีทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ติงเชาแม้เป็นชายพิการ ขาซ้ายมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่น่ากลัว เวลาเดินจะต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวเอง แต่เมื่อต้องขึ้นเขาหาของป่ามาค้าขาย หรือป้อนใส่ปากเด็ก ๆ ก็ยังคล่องแคล่ว  เหมยซิงซึ่งนับได้ว่าเป็นพี่ใหญ่พอจะทำงานได้แล้ว นางรับจ้างในโรงเตี๊ยมไม่ไกลบ้าน  หรือคือกระท่อมผุพังนี้   ใครใช้อะไรนางก็ทำทุกอย่างขอเพียงได้เงินมาจุนเจือครอบครัว  จนกระทั้งเมื่อครึ่งปีก่อน นางไปสมัครเป็นสาวใช้บ้านตระกูลหวัง   แรก ๆ เหมือนจะเป็นไปด้วยดี  น้อง ๆ ของนางยังคิดว่าถ้าพวกเขาเติบโตอีกหน่อยจะไปทำงานที่เดียวกับเหมยซิง  แต่ติงเชาคัดค้าน แม้พ่อบุญธรรมไม่เห็นด้วยแต่เหมยซิงก็แอบไปเพราะต้องการเงินมาจุนเจือครอบครัว    ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ความจริงเป็นเช่นไรไม่อาจรู้ได้  แต่คนในบ้านตระกูลหวังประกาศเพียงแค่ว่าเหมยซิงขโมยของสำคัญในจวน  เมื่อถูกจับได้ก็ถูกพ่อบ้านลงโทษ โบยนางจนตาย  นางกลายเป็นเพียงศพไร้ญาติ  บ่าวรับใช้เอาร่างของนางมาทิ้งที่ป่าช้า  ติงเชาได้ยินข่าวจึงรีบไปที่ป่าช้า ร้องไห้ราวคนเสียสติ พบร่างที่ถูกโบยตีบอบช้ำ เดิมทีคิดว่าถ้านางตายก็จะไม่ให้นางตายเช่นศพไร้ญาติเช่นนี้  แต่ร่างนางกลับกระตุกลืมตาขึ้นมา ติงเชาแบกลูกสาวบุญธรรมออกจากป่าช้า  แม้ไม่มีเงินจะเชิญหมอมาดูอาการแต่ก็พยายามป้อนน้ำ ให้เหมยลี่ที่เป็นเด็กหญิงตัวน้อยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้พี่สาว  เด็กชายทั้งสามแม้รู้ว่าเหมยซิงถูกพามาจากป่าช้าแต่ก็ไม่กลัว เขาช่วยดูแลอย่างดียิ่ง จนนางลืมตาฟื้นจริง ๆ

            “พี่สาว พี่สาวจำพวกเราไม่ได้เหรอ” 

เสียงเด็กทั้งสามถามพลางกลั้นน้ำตา  พันดาวที่คราวแรกยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่เหมยซิงจึงได้แต่ลอบถอนหายใจ สงสารเด็กน้อยใจแทบขาด นางจึงยอมรับสภาพว่าตัวเองคือ เหมยซิง

            เพราะคลุกคลีอยู่ในแวดวงบันเทิง พล็อตละครแนวย้อนยุคทะลุมิติไม่มีอะไรแปลกใหม่  ใครจะคาดคิดว่าวันหนึ่งนางโชคดีกระโดดลงมาเล่นเป็นนางเอกเต็มตัว   แต่ชีวิตในโลกนี้ก็คล้ายคลึงกับชีวิตของพันดาวไม่น้อย  อายุสิบขวบมารดาก็หอบหิ้วมาให้ ‘ลุงทองดี’ ช่วยเลี้ยง   ครานั้นให้เหตุผลว่าบิดาของนางทอดทิ้ง  มารดาต้องทำงานไม่สะดวกที่จะเลี้ยงลูกไปด้วยทำงานไปด้วยได้  ลุงทองดีเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของมารดา  ภรรยาตายด้วยโรคมะเร็งไปเมื่อห้าปีก่อน และไม่มีลูกด้วยกัน   เพราะเห็นเป็นหลานจึงรับฝากเลี้ยง ครึ่งปีแรกมารดาส่งเงินมาให้สม่ำเสมอเดือนละสามถึงสี่พันบาท แต่พอเริ่มเข้าเดือนที่เจ็ดก็เงียบหาย  ร่างกายลุงทองดีก็ไม่ค่อยแข็งแรงนัก อดีตเคยเป็นทหารเก่า  อาศัยเอาดีด้านต่อยมวย เป็นตัวแทนของสมาคมอยู่หลายปี แต่เพราะสมัยก่อนการต่อยมวยไม่ได้รัดกุมเช่นทุกวันนี้  สมองได้รับการกระทบกระเทือน ส่งผลให้ร่างกายเดินเหินไม่ปกติ  สุดท้ายก็ลาออกจากทหาร  ประจวบกับมีคนรู้จักมาเชิญลุงทองดีเป็นครูฝึกสอนการต่อสู้ที่โรงเรียนฝึกสอนสตั๊นต์

            มีแม่ก็เหมือนไม่มี  ได้ยินว่าที่แม่ทิ้งเธอไปเพราะติดพันผู้ชายคนใหม่  พันดาวเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของลุงทองดี จนเรียก ‘พ่อทองดี’ ด้วยความที่พ่อทองดีเป็นห่วงพันดาวที่เป็นผู้หญิง จึงสอนศิลปะการป้องกันตัว  และเพราะพ่อทองดีอีกนั้นแหละที่หอบหิ้วไปโรงเรียนฝึกสอนสตั๊นต์แมนทำให้เธอได้เรียนรู้ที่นี่ไปด้วย  ด้วยความอยากแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว นางจึงรับงานตัวประกอบตั้งแต่อายุสิบหก เดินผ่านกล้องบ้าง งานในรายการเกมโชว์บ้าง  เมื่อเห็นว่ามีช่องทางหารายได้ นางจึงตัดสินใจฝึกฝนจริงจังรับงานเป็นสตั๊นต์เกิร์ล  เรียนจบมัธยมก็เรียนต่อสถาบันวิทยาลัยพละศึกษา พันดาวไม่ได้อยากเป็นคนเด่นดัง  ไม่ได้อยากเป็นนางเอกหรือหลงใหลในแวดวงมายา  แต่เธอต้องการใช้เงินเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเรื้อรังของลุงทองดี

            การอยู่ในโลกนี้ทำให้พันดาวต้องปรับตัวเป็นเหมยซิง  นางไม่รู้ว่าที่ที่อยู่นี่เรียกว่าอะไร ยุคไหน แต่ดูจากเสื้อผ้าการแต่งกาย และชื่อเรียกขาน ทำให้นางคิดถึงหนังจีนกำลังภายใน  แรก ๆ นางคิดไปว่าตัวเองหลุดมาในโลกนิยายที่ตัวเองแสดงอยู่  แต่รายละเอียดชื่อเมืองต่าง ๆ นั้น ไม่ตรงกัน  ประวัติศาตร์จีนโบราณอะไรนั่น นางยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่

            แม้คิดหาวิธีกลับไปโลกเดิม แต่ในเมื่อยังเป็น ‘เหมยซิง’ ในโลกนี้ นางจำเป็นต้องดูแลเด็ก ๆ ทั้งสี่และพ่อบุญธรรม พวกเด็ก ๆ เองเห็นนางตื่นฟื้นจากความตาย  แม้จำอะไรไม่ได้แต่ก็ไม่ซักถาม อะไรที่นางไม่รู้ทุกคนก็ช่วยสอน อาจเพราะความยากจน และผ่านสงครามมาทำให้พวกเขาเติบโตเกินวัยไปแล้ว  เด็กผู้ชายพานางเดินขึ้นเขา สอนให้นางเก็บฟืน และผักป่า ระยะนี้พ่อบุญธรรมร่างกายไม่แข็งแรงจึงไม่ได้ขึ้นเขาล่าสัตว์ป่ามาเป็นอาหาร  หลังจากผ่านสงครามไปเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาที่ละน้อย

ร่างกายของเหมยซิงผ่ายผอมจนน่าร้องไห้  พันดาวโอดครวญในอก บังเอิญเห็นคันธนูเก่า ๆ แล้วอยากลองล่าสัตว์ด้วยตนเอง  นางเคยฝึกการใช้ธนูมาก่อน การยิงธนูทำได้ค่อนข้างดี แต่ร่างกายของเด็กสาวผอมแห้งผู้นี้แทบไม่มีแรงง้าวสายธนู   รวมถึงการยืดหยุ่นตัวด้วย  นางเคยตีลังกาม้วนตัวได้สบาย ๆ แต่พอมาอยู่ในร่างเหมยซิงแสนน่าสงสารกลับทำอะไรไม่ได้ตามใจคิด   เอาเถิด ระหว่างที่นางคิดวิธีกลับไปโลกเดิมก็ต้องหาวิธีใช้ชีวิตในร่างนี้  นางตื่นเช้า หุงหาอาหารทำกับข้าวอย่างง่าย ๆ ระหว่างนี้ก็อาศัยช่วงที่เด็ก ๆ ยังไม่ตื่นยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายฝึกซ้อมให้ร่างกายเข้าที่เข้าทาง  เพียงครึ่งเดือนนางปรับตัวเข้ากับสถานที่แห่งนี้ได้   นางหาไม้ไผ่ขนาดพอดีมือเอาไว้เป็นไม้พลองฝึกซ้อมป้องกันตัวเอง  เมื่อครั้งที่ยังเป็น ‘พันดาว’ นางชอบใช้ไม้พลองมากที่สุด เคยเป็นนักกีฬาระดับเหรียญทองแดงมาแล้ว   แม้เด็ก ๆ ดูแปลกใจที่จู่ ๆ เหมยซิงผู้อ่อนแอลุกขึ้นมาจับไม้ไผ่แกว่งไปมา แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร  ช่างเป็นน้องที่เชื่อฟังพี่เสียจริง  ทำให้พันดาวหรือเหมยซิงรักเด็ก ๆ เหล่านี้มากยิ่งขึ้น

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น   Chapter 73. จบ

    “คุณชายหานหายไปไหนแล้ว” “เราไปดักที่หอเทียนหลงก็แล้วกัน” “ดี” ชายสองคนนั้นเดินจากไปแล้ว หานหงปิงรู้ดีแต่ขยับตัวออกจากร่างนุ่มนิ่มที่ตนเองเบียดชิดไม่ได้ ซ้ำยังไม่อาจถอนสายตาจากริมฝีปากที่เผยอขึ้นนั้นได้ “เอ่อ..” เหมยลี่ตั้งใจส่งเสียงเพียงเพื่อกลบเสียงหัวใจที่เต้นรัวของตนเอง นางใกล้ชิดเขามาสิบปีแต่ไม่เคยเลย ไม่เคยมีครั้งใดใกล้ชิดกันขนาดนี้ แล้วดวงตากลมก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อริมฝีปากของตนถูกริมฝีปากบางทาบทับลงมา ริมฝีปากของเขามีรสขมปร่าจากยาที่ดื่มเป็นประจำ ทว่าเมื่อนางยินยอมให้เรียวลิ้นของเขาเข้ามาเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นน้อย ๆ ของนาง ความหวานก็แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก เขากดจูบอย่างดูดดื่ม และหิวกระหายทว่าเหมยลี่ผู้ไม่เคยถูกจุมพิตเหมือนจะขาดใจเสียตรงนั้น แข็งขาอ่อนแรงจนร่างแทบทรุดฮวบลงไป ได้แต่ขยุ้มสาบเสื้อของเขาเพื่อพยุงตัวเอง หานหงปิงถอนริมฝีปากให้หญิงสาวได้หายใจ เห็นนางหอบหายใจฮักก็อดหัวเราะน้อย ๆ ไม่ได้ เสียงหัวเราะของเขาเรียกสติของนาง หญิงสาวหน้าแดงจัด กำมือเป็นหมัดน้อย ๆ ทุบที่แผ่นอกของเขา

  • วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น   Chapter 72.   ลูกๆ 

    ซุนเว่ยหมินพยายามไม่คิดถึงคำพูดขององค์รัชทายาทที่เคยกล่าวกับเขาเมื่อสิบปีก่อน เขาไม่ชอบเด็กคนนี้นัก ชอบทำตัวเหลวไหล ฮ่องเต้เองก็ไม่รู้ทรงนึกคิดสิ่งใดให้เขาเป็นผู้สอนวรยุทธ เขาจึงเคี่ยวกรำอย่างหนัก แต่เจ้าเด็กนั้นก็ยังยิ้มร่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หรือเขาจะแก่ไปแล้วนะ ไม่ ๆ เขาแค่สามสิบ จะแก่ได้อย่างไรเล่า! “ท่านพ่อกินข้าว” ลูก ๆ แย่งกันคีบกับข้าวใส่ชามให้บิดา แล้วแย่งกันคีบอาหารให้มารดา ซุนเว่ยหมินไม่ถือธรรมเนียมอะไรนัก เขาและเหมยซิงพอใจให้ลูก ๆ นั่งกินข้าวร่วมกับบิดามารดาเช่นนี้ อีกประเดี๋ยวพวกเขาก็เติบโตแล้ว ช่วงเวลาแห่งความสุขความทรงจำนี้ ยิ่งต้องถนอมไว้ให้เนิ่นนาน สำนักศึกษาที่ติงเชาเป็นอาจารย์สอนวรยุทธนั้น เน้นสอนเด็กยากจนให้ได้มีโอกาสทางการศึกษา แต่ด้วยความสามารถของติงเชา และอาจารย์ท่านอื่น สำนักศึกษาแห่งนี้จึงมีชื่อเสียงโด่งดัง ลูกเศรษฐีมีเงินต้องการให้ลูกได้เล่าเรียนดี ๆ ยอมพาบุตรหลานมาเรียนแม้ต้องเรียนรวมกับเด็กยากจนก็ตาม แต่เพราะมีเด็กกำพร้าที่ติงเชารับมาอุปการะเพิ่มเกือบยี่สิบคน พวกเขาแม้จะเป็นเด็ก แต่ติงหยี่ ติงเกา ติงปิง ก็วางกฎระเบียงให้เด็ก ๆ แต่ละคนมีหน

  • วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น   Chapter 71.  ว่าที่สะใภ้น้อย

    หานฮูหยินเห็นเขาก็กลั้นหัวเราะ มองเด็กหญิงอย่างประเมินก่อนเอ่ยถาม “เหมยลี่ ปีนี้หนูอายุเท่าไรแล้วจ๊ะ”“เจ็ดขวบแล้วเจ้าค่ะ”“ไม่ใช่ นางแค่หกขวบ” เป็นเสียงพี่ชายทั้งสามของนางแย่งตอบพวกเขาตื่นเต้นกับงานแต่งงานของเหมยซิงไม่น้อย“ข้าเจ็บขวบแล้ว” เหมยลี่เถียง นางอยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่เร็ว ๆ จะได้ดูแลพ่อบุญธรรมได้ ทุกคนมักพูดว่า ‘เด็ก’ ไม่ให้นางทำอะไร แม้ว่านางจะอยากช่วยแบ่งเบาภาระทุกคนก็เถิด“เหมยลี่เด็กดี ปีนี้เจ็ดขวบแล้วอีกไม่กี่ปีก็เป็นสาวแล้วซินะ” หานฮูหยินหยอกล้อ จับแก้มของเด็กสาวเล่น นางรู้มาบ้างว่าน้อง ๆ ของเหมยซิงล้วนเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อบุญธรรมของนางช่วยเหลือจากสิ้นสุดสงครามในครั้งนั้น แม้ยามนี้เหมยลี่ไม่ได้มีหน้าตางดงามผุดผาด แต่รอยยิ้มของนางทำให้คนเห็นก็พลอยยิ้มตามไปด้วย ดวงตาสุกใส โครงสร้างทางร่างกายก็ดี ตอนนี้มิได้อดยากเช่นที่ผ่านมา คาดว่าอีกไม่นานเด็กหญิงตัวน้อยต้องเติบโตเป็นหญิงสาวที่สมบูรณ์แบบแน่ ๆ“เจ้าค่ะ” เหมยลี่ตอบด้วยน้ำเสียงสดใส แล้วส่งยิ้มให้หานหงปิงที่นางเรียกอาหมานจนติดปาก “อาหมานไม่ต้องห่วงนะ ถึงพี่เหมยซิงจะแต่งงานกับผู้อื่นไปแล้ว ข้าก็จะดูแลเจ้าเอง”คำพูดจริ

  • วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น   Chapter 70.  รับความดีความชอบ

    “ทำไมข้าไม่เห็นรู้ว่าพ่อบุญธรรมเก่งเพียงนี้” เหมยซิงทำตาโต “สอนวรยุทธข้าบ้างซิ” ติงเชาส่ายหน้าไปมา จะพูดอย่างไรดีว่าแต่เดิมเขาเคยสอนนางแล้ว แต่นางไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้เอาเสียเลย จวบจนนางได้ฟื้นจากป่าช้าเป็นเหมยซิงคนใหม่ เขาถึงได้สอนนางใช้ธนู แต่ช่วงนั้นเขายังเจ็บป่วยอยู่จึงสอนนางได้ไม่มาก “เด็ก ๆ พวกนี้” เยี่ยนฉือถามด้วยความประหลาดใจ ถ้าจะบอกว่าเป็นลูก ๆ ก็คงจะเกินไปสักนิดเพราะแต่ละคนหน้าตาไม่คล้ายกันเลย “เป็นเด็กที่ข้าช่วยไว้” “ศิษย์พี่ใหญ่มีจิตใจเมตตายิ่ง ข้านับถือ นับถือ” เหมยซิงชวนทุกคนเข้าไปดูเรือนหลังน้อยที่จะเปิดเป็นร้านขายสุรา ฝีมือการหมักสุราของเหมยซิงนับว่าไม่เลวนัก อย่างน้อยไม่เสียชื่อพ่อบ้านหวางมู่ที่อุตส่าห์เพียรสอน และมอบสูตรหมักสุราชั้นเลิศให้นาง แต่กระนั้น หน้าตาพ่อบ้านหวางมู่ก็ไม่เคยแย้มยิ้มให้นางสักครั้ง ทั้งสองยังปะทะฝีปากกันไม่ต่างจากที่อยู่คฤหาสน์ตระกูลหาน เดิมทีซุนเว่ยหมินคิดว่าการสมรสระหว่างเขากับเหมยซิงจะเป็นเรื่องยุ่งยาก เพราะตำแหน่งจวิ้นอ๋องของเขา และเหมยซิงเป็นเพียงสามัญชน

  • วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น   Chapter 69.   ครึ่งปีต่อมา

    ราวสี่เดือนที่เหมยซิงเดินทางจากไป ชายคนคนนี้ก็มาปรากฏเบื้องหน้าพร้อมคำเชิญให้ไปอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน “ข้ารักมั่นใจตัวเหมยซิง ตั้งใจแต่งนางเป็นภรรยาเพียงผู้เดียว แม้นางเป็นกำพร้าแต่พวกท่านเสมือนเป็นคนในครอบครัวของนาง ข้ายินดีดูแลท่านและน้อง ๆ ของนาง ให้พวกท่านได้อยู่ใกล้ ๆ เหมยซิงและให้น้อง ๆ ได้ศึกษาร่ำเรียน ท่านอย่าได้กังวลไป เหมยซิงเองก็ยังพยายามทำการค้าเพื่อปูเส้นทางให้น้อง ๆ หากท่านได้ไปอยู่ในเมืองหลวงก็จะได้ช่วยเหลือนางและเด็ก ๆ ที่เหลือ ตลอดจนรักษาสุขภาพของท่านให้แข็งแรงอีกด้วย” ติงเชานั้นไม่อินังขังขอบต่อสิ่งใด แต่เมื่อคิดถึงถึงติงหยี่ ติงเกา ติงปิง และเด็กหญิงตัวน้อยวัยหกขวบ เหมยลี่ เด็กพวกนี้ยังมีอนาคตที่ดีรออยู่ และดูท่าทางเหมยซิงก็รักเด็ก ๆ มากไม่เห็นพวกเขาเป็นภาระ ไม่ว่าจะเป็นเหมยซิงคนใด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนดีที่รัก และห่วงใยคนรอบกายเสมอ “เช่นนั้นข้าก็จะไป” “ขอบคุณท่านมาก” ติงเชาและเด็ก ๆ ไม่ได้เข้าพักในจวนจวิ้นอ๋อง เรื่องนี้เพราะติงเชาเองก็ไม่อยากวุ่นวายกับคนในราชสำนัก และไม่ต้องการให้ลูกบุญธรร

  • วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น   Chapter 68.  กลับมา

    นางยิ้มโล่งใจที่เขาไม่เป็นอะไร พลันรู้สึกตัวว่าตนเองเปลื้องเสื้อผ้าบุรุษอยู่ นางรีบชักมือกลับ ใบหน้าฝาดสีเลือดขึ้นมาทันที “เสียเอี๋ยนบอกข้าแล้ว” เขาหัวเราะเบา ๆ ใช้คางสากของตนคลอเคลียแก้มแดงระเรื่อของนาง “เขาบอกว่าเจ้าจะหลับไปเจ็ดวัน เขาส่งภูตผีเสื้อไปรับเจ้าแต่วันนี้ครบวันที่เจ็ด เจ้ายังไม่ฟื้นเสียที ข้าแทบคลั่งแล้ว” “ข้ากลับไปร่ำลาลุงกับแม่แล้วก็...คนรักเก่า” นางเอียงหน้าหลบ รู้สึกอบอุ่น และอ่อนไหวกับการคลอเคลียของเขาเช่นนี้ “แต่เจ้าก็กลับมาหาข้า” “อืม...ก็ข้าเป็นวัวดื้อก็ต้องกลับมาหาหนุ่มทอผ้าซิ” ซุนเว่ยหมินขมวดคิ้ว มิใช่หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้ารึ นางนี่ช่าง! เอาเถิด! ตอนนี้นางกลับมาแล้ว เขายอมเป็นทุกอย่างให้นาง ขอเพียงมีนางอยู่ในอ้อมแขนเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว “เว่ยหมิน” “หือ” “ในสถานที่ที่มืดมิดที่สุด ข้าได้ยินเสียงเจ้าเรียกข้า...” นางเอนตัวเข้าหาอกอุ่นของเขา “บอกข้าได้ไหม ว่านั้นใช้เสียงของเจ้าจริงหรือเปล่า” ซุนเว่ยหมินวาดวงแขนโอบร่างนางไว้แนบอก กดปลายคางกับศีรษะของนางอ

  • วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น   Chapter 67.  กล่าวคำลา

    “ดาว...” “ขอบใจนะศรัณย์” เธอยื่นหน้าไปประทับริมฝีปากกับหน้าผากของชายหนุ่ม “ปล่อยดาวไปเถิดนะ” พันดาวสบตาศรัณย์พลันนึกถึงชายอีกคนที่มีใบหน้าพิมพ์เดียวกันนี้ แต่แววตาที่จ้องมองเธอนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ใช่แล้ว แววตาของคนที่เธอรัก เธอไม่ได้หวั่นไหวไป

  • วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น   Chapter 66.  เสียงระเบิด 

    เสียงระเบิดทำให้เหมยซิงหูอื้อ นางพยายามเบิกตากว้าง ภาพที่เห็นยามนี้คล้ายกับเหตุการณ์ในวันนั้น ขาดก็เพียงไม่มีสุนัขจิ้งจอกยืนจ้องหน้านาง ดวงตาคู่นั้น... ไฉนเหมือนดวงตาของเด็กชายอายุสิบสองที่ทุกคนก้มศีรษะให้ในฐานะองค์รัชทายาทนักนะ! ความเจ็บปวดแทรกเข้ามาในศีรษะทำให้ดวงตาสุกใสต

  • วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น   Chapter 58. นี่มันอะไรกัน

    “ทำไม? เจ้ายังห่วงซากมันอยู่อีกเรอะ! ได้! เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าได้อยู่กับร่างไร้วิญญาณของมันไปแล้วกัน!” “ไม่เจ้าค่ะ! ไม่” หงหนิงเป็นคนขี้ขลาด แค่รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นเพียงศพก็ยังหวาดกลัว นางเกาะแขนของหานเหวินซิ่งแน่นไม่กล้ามองไปยังร่างนั้น มือใหญ่บีบคางของนางให้เชิดขึ้นพร้อมกับกดริมฝีปากท

  • วางใจเถอะ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น   Chapter 57.  ไม่ต้องห่วงข้า

    “ข้าปลาบปลื้มใจที่เจ้าปกป้องข้าเช่นนี้” หานหงปิงคลี่ยิ้มอ่อนโยน แต่แววตาคมวาวจ้องมองไปที่ฝ่ายตรงข้าม เป็นฝ่ายกระชับมือของเหมยซิงไว้ในอุ้งมือ “จำได้ว่าเจ้าเคยบอกว่าเจ้าเป็นนักแสดง เช่นนั้นช่วยเล่นละครสนุก ๆ กับข้าสักเรื่องเถิดเหมยซิงจ้องมองชายหนุ่มด้วยความงุนงง ยังไม่ทันเอ่ยถามอะไร ชายชุดดำที่เดิม

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status