ログインศิลาเลือกที่จะใส่ชุดเดิมถึงยังไงเขาก็ตั้งใจจะบอกหญิงสาวอยู่แล้ว ว่าเขาไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มเรียนมหาลัยอย่างที่เธอคิด เขาเป็นเพียงเด็กน้อยมัธยมเท่านั้น
“ส่วนเรื่องดอกไม้ กูจะให้คนส่งไปให้ทีหลัง” เสือว่าในขณะที่สายตาคมจ้องมองร่างหนาของมาวิน ที่ยังคงยืนนิ่งไม่พูดไม่จา
“ขอบคุณมาก”
รอเพียงไม่นานรถยนต์คันหรูจึงค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้หน้าโรงเรียนเอกชน เพียงแต่หลังจากที่รถจอดกลับไม่มีใครเดินลงมาเลยสักคน
“มึงนั้นใช่รถพี่เขาหรือเปล่า” กวินว่าก่อนจะเร่งให้ศิลาส่งข้อความไปหาหญิงสาว
‘ศิลา ฉันว่าฉันหลงทางแล้ว’ ยังไม่ทันที่ร่างสูงจะส่งข้อความไปหาร่างบางด้วยซ้ำ เธอกลับชิงส่งข้อความมาหาเขาก่อน
‘เอ่อ คุณขับรถอะไรครับ’ จะใช่เธอหรือเปล่านะที่อยู่ในรถเบนซ์คันหรูสีดำนั้น หากว่าใช่แล้วล่ะก็เธอไม่ได้หลงทางหรอก เพราะตอนนี้รถคันนั้นอยู่หน้าโรงเรียนแล้ว
‘เบนซ์สีดำค่ะ คุณอยู่ตรงไหน?’ เมื่อได้อ่านประโยคที่หญิงสาวส่งมา ร่างสูงของศิลากลับตัวแข็งทื่อไม่กล้าเดินออกไปหาคนตัวเล็ก
เขากลัวว่าเธอจะไม่พอใจ ว่าคนที่เธอคิดว่ายังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยกลับเป็นเด็กมัธยมปลายคนหนึ่งเท่านั้น
“พวกมึง พี่เขาขับรถคันนั้นจริงๆ” ศิลาหันหน้าไปมองเพื่อนๆด้วยสีหน้าเจือลง
“มึงเดินเข้าไปสิ พวกกูจะดูอยู่ตรงนี้” ไม่เข้าใจไอ้ศิลาสาวมาหาทำไมไม่รีบออกไป ยังจะมาลังเลอีก ถึงยังไงพี่เขาก็ต้องรู้อยู่ดีว่ามันยังเรียนอยู่
“เอ้า!ยังจะยืนนิ่งอยู่อีก” เจแปนรีบเร่งเพื่อนหนุ่มให้ออกไปหาสาว หากให้เธอรอนานเกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้พี่สาวคนนั้นไปเสียเปล่า
‘รออยู่ที่รถเถอะครับผมเห็นแล้ว’ เอื้อยที่ได้ยินประโยคนี้ของชายหนุ่ม ทำให้เธอยิ่งงงเข้าไปใหญ่
ไม่เข้าใจและก็เดาไม่ถูกด้วยว่าศิลาอยู่แถวนี้ ในเมื่อบริเวณนี้ไม่มีมหาวิทยาลัยอะไรเลย มีเพียงโรงเรียนมัธยมเอกชนแห่งหนึ่งเท่านั้นที่เป็นสถานศึกษา
เขาอยู่ที่นี้อย่างนั้นเหรอ?
เพียงไม่นานประตูรถฝั่งตรงข้ามคนขับก็ถูกเคาะกระจกจากข้างนอก ก่อนที่สายตาคู่สวยจะเหลือบไปเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
“ขึ้นมาเลยคะ”
“ขอบคุณครับ” ร่างสูงของศิลาก้าวขึ้นมาในรถทันที หลังจากที่เขาได้รับอนุญาตจากคนตัวเล็ก เพียงแต่ในตอนที่ชายหนุ่มขึ้นไปนั่งในรถแล้วกลับเกิดความเงียบขึ้นมากะทันหัน
เอื้อยได้แต่มองร่างสูงที่นั่งอยู่เบาะนั่งข้างกายนิ่ง ดวงตาคู่สวยจ้องมองชุดที่ชายหนุ่มใส่อย่างไม่วางตา
ป๊าด!แต่งชุดนี้คือมาหล่อทะลุบ้านแท้ เอื้อยคิดในใจก่อนจะสำรวจชายหนุ่มอีกครั้ง
ทว่ายิ่งมองแก้มนวลทั้งสองข้าง ยิ่งขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะไม่คิดว่าศิลาที่เห็นเมื่อวานกับวันนี้จะเป็นคนคนเดียวกัน เขาดูน่ารักมากในชุดนักเรียน
“คุณแต่งคอสเพลย์เหรอคะ?” หรือว่าห้องเรียนของศิลาจะมีกิจกรรมเลยต้องกลับไปแต่งชุดนักเรียนอีกครั้ง
“ปะเปล่าครับ” คนตัวเล็กคิดว่าเขาแต่งคอสเพลย์อย่างนั้นเหรอ เฮ้อ!แบบนี้แล้วเขาจะเริ่มอธิบายให้เธอฟังยังไงดี
“ละแล้วทำไมถึงแต่งชุดนักเรียนล่ะ” เสียงหวานถามตะกุกตะกัก แต่งชุดนักเรียนให้เธอมารับและสถานที่ตรงนี้ก็เป็นโรงเรียนเอกชน มันหมายความว่ายังไงกันแน่
“ผมเรียนอยู่ที่นี้ครับ” ศิลาว่าด้วยความมั่นใจ แม้ว่าจะยังหวั่นว่าคนตัวเล็กข้างกายจะโกรธ ที่เขาไม่ยอมบอกเธอตั้งแต่แรกว่าตัวเองเรียนอยู่มัธยมปลายก็ตาม
แต่ยังไงซะเขาก็ไม่อาจหนีความจริงพ้นอยู่ดี
“หมายความว่าคุณ เอ่อ เรียนอยู่มัธยมอย่างนั้นเหรอ” เด็กน้อยสมัยนี้มันคือมาหล่อคักแหน่แท้ เอื้อยได้แต่อุทานเป็นภาษาอีสาน
เธอไม่ได้โกรธเลยสักนิดที่เขายังเรียนอยู่ในวัยมัธยมเพียงแค่ตกใจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเรื่องนี้เธอเป็นคนเข้าใจผิดศิลาเอง เข้าใจว่าเขาเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งที่ความเป็นจริงมันไม่ใช่
“ครับ” ศิลาตอบกลับขณะที่ใบหน้าก้มลงไม่กล้าสบสายตาหญิงสาวที่อยู่ข้างกาย
“........” เอื้อยอ้ำอึ้งไม่คิดว่าเด็กน้อยวัยสิบเจ็ดสิบแปดจะหล่อและหน้าตาดีแบบนี้
ศิลาแต่งตัวแบบนี้แล้วหล่อมาก หล่อกว่าวันแรกที่เธอเจอเขาอีก ไม่รู้ทำไมยามที่หญิงสาวเห็นชายหนุ่มแต่งตัวด้วยชุดเครื่องแบบนักเรียนแล้วมันทำให้เธอใจสั่น
อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหน้าหล่อๆของคุณศิลาไม่ได้ เอ่อไม่สิเธอจะเรียกคุณได้ยังไงก็เขาเป็นน้องเธอตั้งสิบถึงสิบเอ็ดปี เธอต้องเรียกเขาว่าน้องสิถึงจะถูก ต้องเรียกน้องศิลา...
“ไม่คิดเลยนะคะว่าคุณจะยังเรียนอยู่แค่มัธยมปลายเท่านั้น” บุคลิกของเขา ยามที่อยู่ข้างนอกมันดูเป็นผู้ใหญ่มาก ทำให้เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าศิลาจะอายุเพียงเท่านี้
“คะคุณโกรธผมหรือเปล่า?” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก กลัวว่าผู้หญิงในดวงใจคนนี้จะไม่พอใจที่ตัวเองไม่ได้บอกความจริงตั้งแต่แรก
“คุณ?” คิ้วโก่งเลิกขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ
“........” ใช่จริงๆด้วยคนตัวเล็กโกรธเขาจริงๆที่ไม่ยอมบอกความจริง แล้วเขาต้องทำยังไง ศิลาที่เห็นสีหน้าของเอื้อยก็ยิ่งว้าวุ่น พรางคิดว่าคนตัวเล็กไม่พอใจตนเอง
“เรียกผิดหรือเปล่าคะ” เธอเป็นพี่เขาตั้งหลายปี การที่ชายหนุ่มมาเรียกเธอว่าคุณแบบนี้มันดูไม่แปลกไปหน่อยเหรอ
“เอ่อ ทำไมครับ”
“เรียกพี่เอื้อยดีกว่านะคะ” ไม่ว่าเปล่าร่างบางกลับขยับเข้าไปใกล้เด็กหนุ่ม ก่อนจะยืนหน้าสวยๆเข้าไปประชิดหน้าหล่อเหลาของศิลา ร่างสูงตัวแข็งทื่อยามที่คนตัวเล็กขยับเข้ามาใกล้
หลังจากวันนั้นผ่านมา วันที่ศิลาข่มขู่พ่อตาให้ยอมรับเขา เรื่องทั้งหมดก็ผ่านไปได้ด้วยดี พ่อตายอมที่จะให้เขาคบกับพี่เอื้อยแต่ไม่ยอมให้เขาไปขอหมั้นพี่เอื้อยเขาให้เหตุผลว่าอยากจะดูพฤติกรรมเด็กหนุ่มก่อน หากว่าทำตัวไม่ดีทำให้ลูกสาวของท่านเสียใจ เรื่องการหมั้นหมายเขาจะเก็บไปพิจารณาอีกที“พ่อครับ ผมกับพี่เอื้อยกลับกรุงเทพก่อนนะ” ศิลายกมือไหว้คนเป็นว่าที่พ่อตาและแม่ยาย ทว่าชายวัยกลางคนกลับไม่แม้แต่จะยกมือไหว้ตอบแม้เขาจะยอมรับไอ้เด็กหนุ่มคนนี้แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะหายโกรธที่มันรังแกลูกสาวของเขา“พ่อแม่คะหนูกลับก่อนนะ”“อืม ลูกเดินทางปลอดภัยนะ” ต่างจากหญิงสาวที่เป็นลูกในไส้อย่างเอื้อย ที่คนเป็นพ่ออวยพรให้เดินทางปลอดภัยศิลาที่เห็นท่าทีแบบนี้ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธแต่อย่างไร กลับเข้าใจความรู้สึกของว่าที่พ่อตาด้วยซ้ำเมื่ออำลาคนในครอบครัวเสร็จแล้ว ชายหนึ่งหญิงหนึ่งจึงออกเดินทางกลับกรุงเทพเพราะยังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีก“ศิลาอย่าโกรธพ่อไปเลยนะ”“ผมไม่โกรธหรอกครับ ผมเข้าใจ” ศิลายิ้มร่าก่อนจะเอี่ยวตัวไปหอมแก้มสาวเจ้า ที่กำลังขับรถอย่างหมั่นเคี้ยว“ฉวยโอกาส” เผลอไม่ได้ตอนที่เธอไม่ทันตั้งตัว ก็หาแต่โอกาสแตะต้
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นอย่างที่ศิลาคิดเอาไว้ เมื่อเช้ามาชายวัยกลางคนกลับมองหาบุตรสาวคนสวยรอบบ้านเพราะไม่เห็นเอื้อยเลยตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ปกติยามที่ลูกสาวของเขาอยู่บ้านหญิงสาวจะไม่ตื่นสายแบบนี้“คุณวันนี้จะทำอะไรให้ผมทานเหรอ” เห็นแต่ผู้เป็นภรรยาที่กำลังเข้าครัวทำอาหาร ใจจริงก็อยากถามหาลูกสาวด้วย แต่กลัวว่าภรรยาจะไม่ชอบขี้หน้าเข้าอีกเดี๋ยวก็หาว่าเขาจับผิดลูกสาว......“ของคุณน่ะทานกาแฟดำแก้วเดียวก็พอ” ทว่าผู้เป็นภรรยาก็ไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ ยังคงเมินสามีอยู่กลายๆ“แบบนั้นมันจะไปอิ่มอะไร” เขาว่าพรางก้มหน้าเศร้า ส่งเสียงออดอ้อนอยากให้ผู้เป็นภรรยาเห็นใจ“ถ้าเกิดว่าอยากกินรอศิลาก่อนก็แล้วกัน” ผู้เป็นภรรยาว่าขณะที่ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองสามีด้วยซ้ำ“.........” ชายวัยกลางคนที่ได้ยินชื่อนี้ก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าไอ้เด็กหนุ่มคนนั้นมากขึ้นทว่าพอภรรยาพูดถึงมันแล้วตั้งแต่เช้าเขาก็ยังไม่เห็นมันเลยนิ หนูเอื้อยลูกสาวของเขาก็ยังไม่เจอ.....“หรือว่า....” ชายวัยกลางคนยืนนิ่งสีหน้าตกใจ ก่อนจะกลับหลังหันวิ่งไปยังบันไดบ้านเพื่อไปยังชั้นสองของบ้าน“คุณ!” ผู้เป็นภรรยาที่เห็นแบบนั้นก็เริ่มเข้าใจแล้ว
“พี่เอื้อย...” เพียงแค่ได้ยินประโยคนี้ศิลาก็ตัวนิ่ง หน้าตาเหม่อลอยไม่กล้าขยับไปไหน เพราะยังตกใจกับคำพูดของคนตัวเล็กที่บอกประมาณว่า เรามาคบกันเถอะ“ทำไมเหรอ? หรือว่านายไม่อยากคบกับพี่แล้ว” หญิงสาวโน้มตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของศิลา ก่อนจะผละออกมาจ้องมองหน้าคมของเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม“เปล่านะครับผมแค่ตกใจ พะพี่เอื้อยพูดจริงเหรอครับ” ที่ถามย้ำแค่ไม่อยากคิดว่าตอนนี้มันเป็นความฝัน แต่ว่าคนตัวเล็กขอเขาคบเป็นแฟนจริงๆ“แล้วหายตกใจหรือยัง” มุมปากบางยกยิ้มระคนอารมณ์ดี คิดไม่ตกว่าศิลาจะมีท่าทีที่ตลกแบบนี้“พี่เอื้อย พี่ยังไม่ตอบเลยว่าพี่พูดจริงหรือเปล่า”“หื้ม? แล้วทำไมพี่จะพูดไม่จริงล่ะ” เรื่องแบบนี้ต้องโกหกด้วยเหรอแล้วจะทำไปเพื่ออะไร“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เราเป็นแฟนกันแล้วใช่ไหมครับ” ศิลาดีใจมากจนแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ มือหนาเขย่าไหล่มนต์อย่างคาดหวังกับคำตอบที่จะได้ยิน“ฮ่าฮ่า!จริงสิ ตอนนี้เราสองคนเป็นแฟนกันแล้ว” เอื้อยว่าก่อนที่เพียงไม่นาน เธอจะจู่โจมเข้าไปจูบศิลาอย่างรวดเร็วเธอน่ะไปหาอ่านมาว่าความรักของคนสองคน จะต้องผลักกันรุกและรับ ในครั้งก่อนที่น้ำตก ศิลาเป็นคนจูบและจู่โจ
ตกดึกมาทั้งสองคนแม่ลูกไม่ยอมคุยกับชายวัยกลางคนเลย หลังจากที่สองแม่ลูกรู้ว่าคนเป็นพ่อและสามีกลั่นแกล้งศิลา จนทำให้เด็กหนุ่มเป็นลมเป็นแล้งไปคนงานที่ไร่เล่าว่าไปเจอศิลานอนสลบอยู่กลางทุ่งไร่ พร้อมกับวัวที่ยืนอยู่ตรงนั้นหลายร้อยตัวพอเค้นถามชายวัยกลางคนจึงรู้ว่า ศิลาถูกใช้ให้แบกน้ำในถังไปให้วัวในไร่จนเป็นลมไป คนเป็นภรรยาที่รู้ว่าสามีทำแบบนี้ยิ่งไม่พอใจเขาทำเกินไปศิลาเองก็ไม่ได้ผิดอะไรด้วยซ้ำ ทำไมสามีของเธอถึงได้ใจดำแบบนี้ เขาแค่รักและชอบลูกสาวของเธอมันผิดด้วยเหรอ ดีอีกที่ลูกสาวของเธอมีคนรักคนดูแล เธอจะได้หายห่วงยามที่เอื้อยต้องอยู่ไกลบ้าน“เอ่อ เราไม่กินข้าวแล้วเหรอ” เสียงราบเรียบว่าอย่างสลดไม่คิดว่าภรรยาและลูกสาวจะโกรธมากขนาดนี้ โกรธจนไม่ตั้งโต๊ะกินข้าวเลยกระทั่งของโปรดที่เขาชอบ ภรรยาสุดที่รักก็เทมันทิ้งลงถังขยะต่อหน้าเขา เหลือไว้ก็แต่ผัดเปรี้ยวหวานกับต้มซุปเอ็นร้อยหวายซึ่งเขามารู้ทีหลังว่ากับข้าวทั้งสองอย่างนี้เป็นของโปรดของไอ้เด็กหน้าจืดนั้น“คุณยังต้องกินข้าวด้วยเหรอ งานการก็ไม่ทำจะกินทำไมให้เสียข้าวสุก” ภรรยาสวนกลับผู้เป็นสามี โทษฐานที่ปล่อยให้ศิลาทำงานอยู่คนเดียวจนไม่สบาย“โถ่ว!อ
“เอ่อจะให้ผมทำอะไรครับ” ทำไมเขาถึงได้รู้สึกถึงรางไม่ดี พ่อของพี่เอื้อยจะให้เขาทำอะไรกันแน่“เอ็งไปเอาน้ำให้วัวพวกนั้นสิ” นิ้วมือหนาชี้ไปยังวัวที่ถูกปล่อยให้เดินกินหญ้ากลางทุ่งหลายร้อยตัว พร้อมกับเอาถังสีส่งให้เด็กหนุ่ม“นั้นสายยางเปิดน้ำ เอาให้มันกินทุกตัวล่ะ” ชายวัยกลางคนว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ศิลาที่มองตามนิ้วชี้ของชายวัยกลางคนได้แต่ตาโตตกใจกับงานที่ว่าที่พ่อตาให้เขาทำ“แต่พ่อครับ!” เขาตายแน่ๆ ถ้าเกิดว่าต้องเอาน้ำให้วัวพวกนั้นกินทั้งหมด“เอ็งมีสิทธิ์ปฏิเสธด้วยเหรอ?” หึ เอาสิตอนนี้ไหนล่ะสีหน้ายิ้มระรื่นนั้นมันหายไปไหนแล้ว หน้าตาอวดดีแบบนั้นมันหายไปไหนกันพ่อหนุ่มน้อยเขาล่ะอยากจะถ่ายรูปของไอ้เด็กหนุ่มคนนี้ไปให้พ่อมันดูจังเลย อยากเห็นสีหน้าของไอ้พิภพว่ามันจะเป็นยังไง ยามที่เห็นเขารังแกลูกชายสุดที่รักของมัน“เอ้า!จะยื่นนิ่งอยู่ทำไมรีบไปเอาน้ำให้ลูกๆของข้าสิ เดี๋ยวมันหิวน้ำตาย” ชายวัยกลางคนไล่เด็กหนุ่มให้เร่งมือ ก่อนที่ภรรยาและลูกสาวของเขาจะกลับมาเห็นเดี๋ยวจะหาว่าพ่อและสามีคนนี้ใจร้ายใจดำอีก ที่ไปรังแกเด็กมัน แต่ก็น่ะ.....ช่วยไม่ได้มันมาทำหน้าตากวนๆ ให้เขาหมั่นไส้เองชายวัยกลางคนนั่งมอ
ยังไม่ทันที่รถยนต์คันหรูจะจอดอยู่หน้าบ้าน เอื้อยก็เห็นคนเป็นพ่อยืนกอดอกรอแล้ว เธอใช้เวลาขับรถไม่นานเท่าไหร่ เพราะต่างจังหวัดหากไม่ใช่ช่วงเทศกาลรถจะไม่ติดทำให้หลังจากที่ไปดูที่ดินกับศิลาแล้ว ก็ขับรถมาที่บ้านที่ขอนแก่นได้เลย“พี่เอื้อย พี่ทะเลาะกับพ่อเหรอครับ” คนที่กล้ายืนกอดอกจ้องมองรถของพี่เอื้อยขนาดนี้ คงมีแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งก็เป็นพ่อของพี่เอื้อยแต่ทำไมคุณพ่อต้องทำท่าทางและสีหน้าแบบนี้ด้วย เขากับพี่เอื้อยทะเลาะกันเหรอ ศิลาคิดในใจเมื่อได้ลองย้อนไปเมื่อคืนถึงสีหน้าของพี่เอื้อย ที่ไม่ค่อยสู้ดีหนักหลังจากคุยโทรศัพท์กับคนเป็นพ่อ“ไม่ใช่ พ่อพี่นิสัยเป็นแบบนี้เอง” เธอหันไปมองศิลาอดเป็นห่วงเด็กหนุ่มไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าพ่อจะรังแกเด็กหนุ่มหรือเปล่า และก็ไม่รู้ว่าศิลาจะรับมือกับพ่อยังไง“ครับ” เขาก็พอจะรู้หรอก ว่าพ่อพี่เอื้อยเป็นคนยังไงเพราะพ่อของเขาก็เตือนมาเหมือนกัน ว่าพ่อพี่เอื้อยหวงลูกสาวมากยิ่งเป็นลูกสาวคนเดียวยิ่งหวง“ศิลาเราลงไปกันเถอะ” เอื้อยพาเด็กหนุ่มเดินเข้าไปทักทายคนเป็นพ่อและแม่ของเธอ ที่กำลังเดินออกมารับเธอที่หน้าบ้านด้วยความที่เป็นบ้านนาบ้านของเอื้อยจึงแตกต่างจากที่บ้านขอ







