Masuk
1
ยามจื่อ
ฝีเท้าอันบอบบางดูไม่มีเรี่ยวแรงกำลังถูกตามล่าโดยทหารหลายสิบนาย หญิงสาววิ่งหนีทหารพวกนั้นจนสุดกำลังไม่คิดที่จะหันหลังไปดูว่าพวกทหารตามถึงไหน
หนิงอัน หญิงสาวหน้าตาสะสวย ตัวเล็กผอมบางที่กำลังวิ่งหนีทหารอย่างสุดชีวิต นางเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลขุนนางอันมีชื่อเสียงซึ่งมีฐานะร่ำรวย ทว่าทำไมนางถึงวิ่งหนีออกมาจากจวนเช่นนี้ นางวิ่งหนีสิ่งใดกันหนอ
ไม่มีสิ่งใดทำให้หนิงอันเกรงกลัวนอกจากท่านพ่อและท่านแม่ของนางเอง
ความจริงแล้ว หนิงอันได้ถูกพ่อและแม่ของนางบังคับให้หมั้นหมายกับชายคนหนึ่งโดยที่นางไม่ได้รัก ชายคนนั้นมาจากตระกูลขุนนางเช่นเดียวกัน ทว่าต่อให้เป็นขุนนางหรือยศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งมาแต่ใดนางไม่คิดที่จะหมั้นหมายกับชายใดทั้งสิ้น
เหตุเพราะนางไม่มีความรู้สึกรักใคร่ผู้ใดสักคนเดียวใครมันจะไปยอมอยู่กับคนที่ไม่ได้รักกันล่ะ
(ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ท่านพ่อและท่านแม่ไม่ยอมเข้าใจข้าเลย)
ฝีเท้าห่างจากจวนริบหรี่ ภายในกำแพงมีบ้านเรือนหลายร้อยหลังคาเรือนตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ เหมาะสำหรับเป็นที่หลบภัยจากทหารที่กำลังตามล่า
เส้นทางคับแคบรวมไปถึงถนนที่มีตรอกซอกซอยหลายพื้นที่ ทำให้หนิงอันเกิดความสับสน
“ทางนี้”
ไม่มีเวลามามัวคิด หากยืนอยู่เฉยกลายเป็นเสาไม้ไร้ความรู้สึกไม่นานนางก็คงถูกทหารจับตัวกันพอดี
อุตส่าห์หนีออกมาจากจวนได้ใครมันจะยอมให้ถูกจับกันล่ะ
เส้นทางที่หนิงอันเลือกเป็นเส้นทางใดนั้นนางเองก็ไม่รู้ ขอให้วิ่งตรงไปยังข้างหน้าเพื่อหนีการตามล่าของทหารได้ถือว่าดีเยี่ยมเป็นไหน
เมื่อวิ่งหนีเข้ามาในหลืบซอกซอยถลำลึกเข้ามาครู่หนึ่ง หนิงอันก็พบกำแพงเมืองซึ่งเป็นทางออกนอกเมืองโดยมีเหล่าทหารยามเฝ้าประตูอยู่ทางเข้าออกตลอดชั่วยาม
“ทำอย่างไรดี”
หากวิ่งหนีทางเข้าออกกำแพงเมืองมีหวังโดนจับเป็นแน่
ทางที่ดีที่สุดคือทางที่อันตรายที่สุด
หนิงอันฝ่าดงทหารวิ่งออกไปยังนอกกำแพงเมืองอย่างสุดชีวิต ทหารที่ยังไม่รู้เรื่องลูกสาวขุนนางหนีออกจากจวนก็ได้แต่งุนงง ถึงอย่างนั้นก็ปล่อยให้วิ่งหนีไปทั้งอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมันเป็นการกระทำที่น่าสงสัย
ฝีเท้าเริ่มหมดแรงเมื่อร่างของนางถึงขีดจำกัด
“ไม่ไหวแล้ว หนีต่อไปไม่ไหวแล้ว”
ด้านนอกของกำแพงเมืองจะเป็นพื้นที่ป่ารกร้างเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงเวลาค่ำคืนในยามวิกาลไม่มีใครอยากออกมาหากไม่มีความจำเป็น เหตุเพราะในป่ามีสัตว์ดุร้ายอาศัยอยู่จำนวนมาก ไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงชีวิตออกมา ทว่าหากมีนายพรานชำนาญป่าออกมาด้วยมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หนิงอันเข้าไปหลบอยู่ในโพลงหญ้าอันมืดมิด ต่อให้เป็นตะเกียงติดไฟสว่างก็ไม่สามารถส่องหานางได้
(ขออย่าได้เจอข้านะ)
โพรงหญ้าปิดบังร่างของนางมิดชิด ทำให้สามารถหลบหนีจากการตามล่าของทหารได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อย แล้วต่อจากนี้หนิงอันจะทำอย่างไร
“พวกเจ้าไปหานางตรงนั้น ส่วนข้าจะไปทางนี้”
พวกทหารกระจัดกระจายกันออกไปหานางภายในป่า ทว่าไม่สามารถหาได้ อีกอย่างพวกเขาก็กลัวการเข้าป่ายามวิกาลจึงได้ยกเลิกการตามหาทั้งอย่างนั้น
เมื่อรู้ว่าทหารออกไปกันหมด หนิงอันก็ออกมาจากโพรงหญ้าทันที หากอยู่นานกว่านี้อาจทำให้เนื้อตัวคันยุบยิบตามตัวเป็นแน่
“รอดแล้วเรา”
ขณะที่หนิงอันรู้สึกภูมิใจในความกล้าหาญที่หนีทหารออกมาได้ของตนเอง นางก็รู้สึกแปลกชอบกล
พื้นที่ที่เคยเข้ามาหลบทหารอย่างในป่าแห่งนี้กลับกลายเป็นพื้นที่โล่งมีแต่ผืนดิน ทุกอย่างกลับตาลปัตรแปลกประหลาดไปหมด
.
.
.
“มันเกิดอะไรขึ้น”
ไม่รู้จะไถ่ถามผู้ใดก็มีแต่ต้องถามตนเอง
เบื้องหน้าของหนิงอันเป็นพื้นที่โล่งมีแต่ผืนแผ่นดินคงไว้ด้วยความแห้งแล้งที่ไม่สามารถปลูกพืชขึ้นมาได้ ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่เอาไว้สำหรับปลูกพืช ทว่ามันเป็นพื้นที่ที่ทำคนให้คนอยู่ตอนนี้ไม่สามารถบอกเล่าออกมาเป็นคำพูดได้
“เจ้าไม่คิดที่จะหมั้นหมายกับชายคนนั้นเลยหรือ”
น้ำเสียงแหบแห้งราวกับว่าไม่มีน้ำหยดลงคอมานานลั่นวาจาออกมาไม่ไกลจากที่หนิงอันยืนอยู่ เสียงนั้นได้เข้าสู่โสตประสาททำให้ต้องหันซ้ายหันขวาเพื่อค้นหาเสียงที่ได้ยิน
ขอนไม้ที่ไม่น่าจะมีตั้งแต่แรกถูกทำให้เป็นที่นั่งสำหรับชายแก่คนหนึ่งที่นั่งอยู่บนขอนไม้ เขาเป็นใคร เขามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใด
“หากได้หมั้นหมายเจ้าเองก็คงจะมีชีวิตสบายและสงบสุข นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการหรือ”
“ท่านเป็นใคร”
น้ำเสียงเอื้อนเอ่ยถามดูมีความกังวลใจเล็กน้อย
หนิงอันไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใดกันแน่ จู่ๆมีชายแก่โผล่ออกมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เป็นใครก็ต้องรู้สึกกลัวกันบ้าง
“ข้ามีนามว่าซือซง ข้าเป็นผู้ปกป้องป่าแห่งนี้ ข้าอยู่ที่นี่มานานหลายพันปี รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ
สรรพสิ่ง เจ้าน่ะเข้ามาพื้นที่ข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”“พูดอะไรของท่าน”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องเชื่อคนอย่างข้าก็ได้ การที่เจ้าเข้ามาอยู่ในอาณาเขตของข้ามันคงจะเป็นชะตากรรมที่มิอาจปฏิเสธมันลงไปได้ เจ้ามีนามว่าหนิงอันลูกสาวของตระกูลขุนนาง ข้ารู้จักเจ้าดี”
“ท่านรู้จักข้าด้วยหรือ”
“รู้สิ ที่ข้าบอกเจ้าไปเมื่อครู่นี้ เจ้าน่ะกำลังจะหมั้นหมายกับชายหนุ่มรูปงามที่มีความซื่อสัตย์เป็นถึงขุนนาง แต่เจ้าดันกลับปฏิเสธเพียงเพราะไม่ได้
รักเขา”“มันแน่นอนอยู่แล้ว จะให้ข้าไปอยู่กับคนที่ข้าไม่ได้รัก ข้าขอตายดีกว่า”
“โลกเรามันก็อย่างนี้แหละ เอาเป็นว่า ข้าน่ะสามารถทำให้เจ้าสมหวังในเรื่องที่เจ้าต้องการได้”
“จริงหรือ”
“จริงสิ”
แม้ว่าหนิงอันจะไม่รู้ว่าชายแก่นามว่าซือซงเป็นใคร ทว่าพอเอ่ยถึงความต้องการที่จะทำให้สมหวังนางกลับมีแววตาประกายขึ้นมาทันตาเห็น
“แล้วท่านจะทำสิ่งใดให้ข้าสมหวัง”
“วิญญาณของเจ้าจะต้องออกจากร่างของเจ้า”
ผู้ฟังที่ดีอย่างหนิงอันยังต้องฉงน
(หมายความว่าจะทำให้วิญญาณของเราหลุดออกมาจากร่างของเราน่ะหรือ เรื่องแบบนี้น่ะมันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน)
ด้วยความคิดที่มีอยู่ทำให้หนิงอันคิดว่าตาแก่คนนี้พูดเรื่องไร้สาระออกมา แล้วอีกเรื่องก็คือตาแก่คนนี้อ้างว่าตนเองนั้นอยู่มาหลายพันปีแล้ว
มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน
...
17 หลังจากปลอมตัวได้สำเร็จที่เหลือก็รอโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปข้างในจวน แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องจัดการทหารยามอีกนายเสียก่อน ทหารยามเห็นว่ารุ่นน้องของตนเองออกมาช้าผิดปกติของจึงเดินไปดูว่ากำลังทำอะไร เล่นกับแมวอยู่หรือเปล่า “มัวทำอะไรอยู่ ช้าจริง” “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากพรรคพวกของตนเอง จะมีก็แต่เสียงแมวทิพย์ ด้วยความโมโหจึงเดินเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ดูรุ่นน้องตัวเองทำไมถึงไม่ออกมา “ให้ตายเถอะ ออกมาได้แล้ว” ทันใดนั้นทหารรุ่นพี่ก็ถูกลากเข้าไปหลังต้นไม้ ปิดปากให้สนิทก่อนจะเตะต่อยให้สลบเหมือด ทำให้เส้นทางเข้าไปยัง
16 หนิงอันที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้แต่ฟังไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น การเป็นวิญญาณมันไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด (ท่านจินเยว่ก็คงจะเหมือนกับเรา) จินเยว่เป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หากหญิงใดได้เป็นสามีคงจะมีชีวิตที่สุขสบายเป็นแน่ แต่หากคนที่ไม่ได้รักต่อให้รักปานจะกลืนกินก็คงไม่รักอยู่ดี พอได้เห็นพ่อแม่ของตนเองไม่สามารถตอบคำถามได้ ทำให้พวกเขาเริ่มเข้าใจลูกสาวตนเองขึ้นมาบ้าง แล้วคงจะกำลังโทษตัวเองอยู่ก็ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้หนิงอันกลายเป็นเช่นนี้ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะยกเลิกการหมั้นหมายกับนาง ส่วนเรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง อย่างน้อยพวกท่านก็ไม่ต้องเสียชื่อเสียง”&n
15 จินเยว่ไม่เชื่อว่าจื่อหยวนพูดความจริง นั่นก็เพราะจื่อหยวนเล่นหลบสายตาจินเยว่ขณะที่ถูกถามอยู่ แต่จินเยว่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดความจริงจินเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างช่วยไม่ได้ “เข้าใจแล้ว บอกตามตรงว่าข้าน่ะไม่เชื่อที่เจ้าพูดหรอกนะ วาดภาพเหมือนของเจ้าน่ะมันดันไปเหมือนกับคู่หมั้นของข้าน่ะสิ” “หมายถึงลูกสาวของขุนนางเมืองแคว้นหนานท่านหนิงอันใช่ไหมครับ” “ตามที่เจ้าว่ามานั่นแหละ” “…” จื่อหยวนในตอนนี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับจินเยว่ขุนนางผู้มีชื่อเสียงและจื่อ
14 ยามอู่ นี่ไม่ใช่งานชุมนุมหรืออะไรทั้งนั้นที่ต้องแสดงความยินดีเหมือนกับเทศกาล แต่มันเป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงที่ต้องใช้ความเชื่อเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ผู้มีวิชาอาคมได้กล่าวก่อนทำบางอย่างที่พื้น เขาเขียนอักขระตัวหนังสืออ่านไม่ออกล้อมรอบร่างไร้วิญญาณของหนิงอันที่ไม่รู้สึกตัว อักขระตัวอักษรถูกวาดขนาดออกไปจนเต็มห้องไปหมดทำให้ภายในห้องมีความรู้สึกที่ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก พอวาดเสร็จเข้าก็ใช้ร่ายวิชาบางอย่างเหมือนเป็นการโชว์แสดง การร่ายวิชาของเขาในตอนนี้มีออร่าหลุดลอยออกมาจากร่างกายของเขาแล้วรวมเข้ากับฝ่ามือ เมื่อได้รวบรวมออร่าเข้ามาฝ่ามือจนหมดเขาก็ใช้ฝ่ามือไปแตะที่หน้าผากร่างไร้วิญญาณด้วยแรงที่พอจะทำให้คนหนึ่งคนกระเด็นถอยหลังออกไปได้เลย&nbs
13 ความรู้สึกของหนิงอันเหมือนถูกสะกดเอาไว้ไม่ให้พูดสิ่งใดออกมา ทำได้เพียงพูดออกมาในใจเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนี้อัดอั้นเอาไว้ แล้วหากปล่อยไว้นานมันอาจจะทำให้นางกลั้นเอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่ (จื่อหยวน บอกรักข้าหรือ ทำไมกันล่ะ นี่เขาไม่ได้ล้อเล่นกับข้านะ) สายตาของทั้งคู่จับจ้องกันเป็นมันวาวราวกับดวงดาวระยิบระยับสวยงามในช่วงยามดึก ทั้งสองไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้ “จื่อหยวน ข้าขอถามอีกครั้งหนึ่งนะ เจ้าบอกรักข้าใช่หรือไม่” “ใช่ ข้าบอกรักเจ้า” คราวนี้ฟังไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในชีวิตของจื่อหยวน การส
12 “ที่พูดออกมามันเป็นความรู้สึกของข้า ข้าจะวาดภาพเหมือนก็ต่อเมื่อข้ารักเขาคนนั้นแล้วเขาก็ต้องเป็นคนที่รักข้าด้วยเช่นกัน หนิงอัน” “…” ในตอนนี้ไม่ว่าจื่อหยวนจะพูดอย่างไรออกไปก็ไม่เข้าโสตประสาทของหนิงอัน (ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดที่กลางอก) หากอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดคงทำให้บ้าเป็นแน่ หนิงอันจึงผลักประตูออกจากเรือนไปทั้งอย่างนั้น ทำให้จื่อหยวนสงสัยแล้วเรียกนางเอาไว้ ทว่านางกลับหายไปแล้ว “เป็นอะไรของเจ้ากันนะ ข้ายังพูดไม่จบเลย” หนิงอันล่องลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้าที่สูงด้วยความเร็วย







