Masuk2
ในหัวของหนิงอันคิดว่าตาแก่คนนี้โกหก
เรื่องเหลือเชื่อพวกนี้ใครมันจะไปเชื่อกัน“ข้าไม่เชื่อท่าน ท่านโกหกข้า”
“นั่นมันความคิดอันโง่เขลาของเจ้า จริงสิ
ยุคสมัยเจ้าน่ะมันคงไม่มีเรื่องอย่างนี้ใช่หรือไม่ เอาเถิด ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อ ข้าคนนี้จะแสดงให้เจ้าได้เห็นเป็นขวัญตา”“เอาเลยสิ ข้าเองก็อยากเห็นเหมือนกัน”
น้ำเสียงท้าทายที่หนักแน่นราวกับจะตอกย้ำ ทำให้ชายแก่ผู้ฟังต้องลุกขึ้นยืนก่อนจะทำอะไรบางอย่างที่ฝ่ามือของเขา ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ฝ่ามือกลับมีแสงสว่างวาบพวยพุ่งออกมายิ่งกว่าแสงสว่างของตะเกียง
“เจ้ายืนอยู่ตรงนั้นแหละ ยืนนิ่งๆอย่าได้ขยับเขยื้อนแม้แต่ก้าวเดียว”
น้ำเสียงอันดุดันของซือซง ทำให้หนิงอันไม่กล้าขยับตัว
ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยแสงสว่างวาบถูกประทับเข้าไปที่หน้าผากหนิงอันจนร่างของนางล้มลงแน่นอนไม่ไหวติง ร่างที่หมดสติไม่สามารถทำอะไรได้นั้นก็มีบางสิ่งบางอย่างหลุดออกมาด้วย
วิญญาณ
วิญญาณของหนิงอันหลุดออกจากร่างของตนเองกำลังมองดูร่างไร้วิญญาณของตนเองด้วยความตกใจแบบสุดขีด นางแทบไม่อยากเชื่อในสายตาตนเองว่าเรื่องแบบนี้มันจะมีอยู่จริง
“ข้ากลายเป็นวิญญาณแล้ว”
ความตื่นตระหนกที่มาพร้อมกับความดีใจเมื่อสิ่งที่ตนไม่เชื่อกลับกลายเป็นความจริง
หนิงอันสำรวจร่างวิญญาณตนเองอย่างตั้งใจ ทว่ามันไม่ต่างกับร่างที่แท้จริงสักเท่าไหร่
“เป็นอย่างไรบ้าง ทีนี้เจ้าเชื่อข้าแล้วหรือยัง”
“เชื่อแล้วเจ้าค่ะ”
ท่าทางของหนิงอันดูมีความสุขและอารมณ์ดี ร่างวิญญาณของนางสามารถล่องลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้าได้ตามความต้องการของตนเองราวกับ
ก้อนเมฆที่กำลังลอยเอื่อยเฉื่อยบนท้องฟ้าตามกาลเวลา“แต่เจ้าอย่าเพิ่งดีใจไป หลังจากที่เจ้ากลายเป็นวิญญาณเจ้าจะไม่สามารถกลับเข้าร่างของเจ้าได้”
“เอ๊ะ”
ความสุขที่ได้ล่องลอยขึ้นไปยังบนท้องฟ้า
ถูกพังทลายลงมาไม่เหลือชิ้นดีเมื่อได้ฟังที่ซือซง บอกกล่าว“มะ หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“ข้ากำลังจะบอกอยู่นี่ไง ยังไงเจ้าก็ลงมาก่อน มานั่งตรงนี้แล้วข้าจะได้บอกเจ้า”
นางทำตามที่ชายแก่สั่งอย่างตรงไปตรงมา
“ฟังนะ เจ้าในตอนนี้เป็นเพียงวิญญาณ ร่างของเจ้ายังนอนหลับใหล ยังมีชีวิตและลมหายใจ เพียงแต่เจ้ายังไม่ตายเหมือนกับวิญญาณเร่รอน
การจะกลับเข้าไปในร่างเหมือนเดิมนั้นเจ้าจะต้องถูกจุมพิตจากคนที่รักเจ้าและเป็นคนที่เจ้ารัก”“จะ จะ จุมพิต จูบน่ะหรือเจ้าคะ”
“ตามนั้นแหละ”
(คนที่ข้ารักหรือ มันจะไปมีได้อย่างไรกัน)
หากเรื่องนี้เป็นความจริง อย่าว่าแต่กลับคืนร่างเลย นางไม่มีทางไปจะรักผู้ใดง่ายๆหรอกนะ
ต่อให้ขึ้นคานก็ยอม แล้วถ้าหากคนที่ไม่ได้รักมาขโมยจูบแรกนางก็คงไม่ยอมเหมือนกัน.
.
.
หลังจากได้บอกครั้งจริงแก่หนิงอัน ซือซงถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อปลดปล่อยความโล่งอก
“เอาล่ะ ข้าเองก็ต้องไปเสียแล้ว”
“ท่านจะไปแล้วหรือ แล้วข้าล่ะ”
“เจ้าก็ไปใช้ชีวิตของเจ้าสิ”
“แต่ข้าเป็นวิญญาณนะ”
“ก็ใช้ชีวิตในร่างวิญญาณของเจ้านั่นแหละ”
“ฟังดูมันแปลกๆนะเจ้าคะ”
ในเมื่อไม่มีเรื่องให้ทำก็ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป
ซือซงลุกขึ้นยืนพร้อมกับยืดเส้นยืดสายเตรียมพร้อมออกเดินทาง
“จริงสิ ข้าลืมบอกเรื่องสำคัญกับเจ้าอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าหากเจ้าพบกับคนที่มองเห็นเจ้าในตอนที่เจ้าเป็นวิญญาณ ในอนาคตคนคนนั้นจะเป็น เป็นอะไรอย่างไรกันนะ ก็นั่นแหละ ข้าเองก็ลืมเช่นกัน”
“หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“เอาเป็นว่า เจ้าจะเข้าใจเอง ข้ารู้สึกว่าหลังจากนี้เจ้าจะได้พบกับเขาเร็ว ๆ นี้ เอาล่ะ ข้าขอตัวก่อน”
ซือซงหายลับตาหนิงอันเข้าไปในความมืด
แม้นางจะเรียกให้ชายแก่กลับมา ทว่ามันก็ไร้ประโยชน์ไม่นาน ทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม พื้นที่โล่งมีแต่ผืนแผ่นดินกลับกลายเป็นป่าหญ้ารกหูรกตาอีกครั้ง อย่างกับว่าตอนที่พบกับชายแก่คนนั้นเหมือนกับหลุดเข้าไปอีกมิติหนึ่ง ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อสักเท่าไหร่ ทว่านางกลับเชื่อเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับนางได้
หลังจากนั้นไม่นาน ทหารก็เข้ามาพบกับร่างไร้วิญญาณของหนิงอันนอนหมดสติอยู่โพรงหญ้า ทว่าร่างวิญญาณหนิงอันยังคงต้องหลบทหาร
เพื่อไม่ให้พบเห็น มันคงจะเป็นสัญชาติญาณขณะที่กำลังหนีจากการถูกตามล่า นางคงจะลืมตัวไปว่าตอนนี้กลายเป็นวิญญาณ ไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดทั้งนั้น(จะกลัวไปทำไม ข้ากลายเป็นวิญญาณแล้วนะ)
ทหารนำร่างไร้วิญญาณหนิงอันไปยังจวนซึ่งมีท่านพ่อและท่านแม่ของนางยืนรอลูกสาวอย่างเป็นกังวล แล้วหนิงอันในร่างวิญญาณก็ตามมาด้วย
พอได้เห็นใบหน้าลูกสาวที่หมดสติอยู่ก็ได้นำร่างเข้าไปยังจวนเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อเข้ามาในห้องก็จะมีหมอประจำตระกูลตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทว่าไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าหนิงอันนั้นไม่ฟื้นขึ้นมาอีก ร่างของหนิงอันที่หมดสติเหมือนกับคนนอนหลับเพียงแค่ไม่ตื่นขึ้นมา หมอประจำตระกูลที่มีฝีมือช่ำชองในการรักษาคนมานักต่อนักยังไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ความเป็นพ่อเป็นแม่เมื่อได้เห็นลูกสาวสุดที่รักต้องกลายเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าพ่อแม่คนไหนก็ยอมรับไม่ได้ พวกเขาร้องไห้ทนทุกข์ทรมาน แล้วคิดว่าต้นเหตุที่ทำให้ลูกสาวกลายเป็นเช่นนี้ก็คือตัวของพวกเขาเอง
น้ำตาไหลรินของผู้ให้กำเนิดได้ทำให้คนเป็นลูกต้องร้องไห้ออกมาเช่นเดียวกัน
“มันเป็นความผิดของข้าคนเดียว ท่านพ่อท่านแม่ถึงได้เป็นอย่างนี้”
ความรู้สึกโดดเดี่ยวเช่นนี้ไม่มีผู้ใดรับรู้นอกจากหนิงอันผู้เดียว
ในตอนนี้ไม่ว่านางจะไปอยู่ที่ใดก็ไม่มีใครรับรู้ คนที่รับรู้การมีอยู่ก็ไม่อยู่เสียแล้ว หลังจากนี้หนิงอันคงต้องเร่ร่อนไปทั่วกลายเป็นวิญญาณไร้เพื่อนตลอดน่ะหรือ
...
17 หลังจากปลอมตัวได้สำเร็จที่เหลือก็รอโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปข้างในจวน แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องจัดการทหารยามอีกนายเสียก่อน ทหารยามเห็นว่ารุ่นน้องของตนเองออกมาช้าผิดปกติของจึงเดินไปดูว่ากำลังทำอะไร เล่นกับแมวอยู่หรือเปล่า “มัวทำอะไรอยู่ ช้าจริง” “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากพรรคพวกของตนเอง จะมีก็แต่เสียงแมวทิพย์ ด้วยความโมโหจึงเดินเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ดูรุ่นน้องตัวเองทำไมถึงไม่ออกมา “ให้ตายเถอะ ออกมาได้แล้ว” ทันใดนั้นทหารรุ่นพี่ก็ถูกลากเข้าไปหลังต้นไม้ ปิดปากให้สนิทก่อนจะเตะต่อยให้สลบเหมือด ทำให้เส้นทางเข้าไปยัง
16 หนิงอันที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้แต่ฟังไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น การเป็นวิญญาณมันไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด (ท่านจินเยว่ก็คงจะเหมือนกับเรา) จินเยว่เป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หากหญิงใดได้เป็นสามีคงจะมีชีวิตที่สุขสบายเป็นแน่ แต่หากคนที่ไม่ได้รักต่อให้รักปานจะกลืนกินก็คงไม่รักอยู่ดี พอได้เห็นพ่อแม่ของตนเองไม่สามารถตอบคำถามได้ ทำให้พวกเขาเริ่มเข้าใจลูกสาวตนเองขึ้นมาบ้าง แล้วคงจะกำลังโทษตัวเองอยู่ก็ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้หนิงอันกลายเป็นเช่นนี้ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะยกเลิกการหมั้นหมายกับนาง ส่วนเรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง อย่างน้อยพวกท่านก็ไม่ต้องเสียชื่อเสียง”&n
15 จินเยว่ไม่เชื่อว่าจื่อหยวนพูดความจริง นั่นก็เพราะจื่อหยวนเล่นหลบสายตาจินเยว่ขณะที่ถูกถามอยู่ แต่จินเยว่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดความจริงจินเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างช่วยไม่ได้ “เข้าใจแล้ว บอกตามตรงว่าข้าน่ะไม่เชื่อที่เจ้าพูดหรอกนะ วาดภาพเหมือนของเจ้าน่ะมันดันไปเหมือนกับคู่หมั้นของข้าน่ะสิ” “หมายถึงลูกสาวของขุนนางเมืองแคว้นหนานท่านหนิงอันใช่ไหมครับ” “ตามที่เจ้าว่ามานั่นแหละ” “…” จื่อหยวนในตอนนี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับจินเยว่ขุนนางผู้มีชื่อเสียงและจื่อ
14 ยามอู่ นี่ไม่ใช่งานชุมนุมหรืออะไรทั้งนั้นที่ต้องแสดงความยินดีเหมือนกับเทศกาล แต่มันเป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงที่ต้องใช้ความเชื่อเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ผู้มีวิชาอาคมได้กล่าวก่อนทำบางอย่างที่พื้น เขาเขียนอักขระตัวหนังสืออ่านไม่ออกล้อมรอบร่างไร้วิญญาณของหนิงอันที่ไม่รู้สึกตัว อักขระตัวอักษรถูกวาดขนาดออกไปจนเต็มห้องไปหมดทำให้ภายในห้องมีความรู้สึกที่ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก พอวาดเสร็จเข้าก็ใช้ร่ายวิชาบางอย่างเหมือนเป็นการโชว์แสดง การร่ายวิชาของเขาในตอนนี้มีออร่าหลุดลอยออกมาจากร่างกายของเขาแล้วรวมเข้ากับฝ่ามือ เมื่อได้รวบรวมออร่าเข้ามาฝ่ามือจนหมดเขาก็ใช้ฝ่ามือไปแตะที่หน้าผากร่างไร้วิญญาณด้วยแรงที่พอจะทำให้คนหนึ่งคนกระเด็นถอยหลังออกไปได้เลย&nbs
13 ความรู้สึกของหนิงอันเหมือนถูกสะกดเอาไว้ไม่ให้พูดสิ่งใดออกมา ทำได้เพียงพูดออกมาในใจเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนี้อัดอั้นเอาไว้ แล้วหากปล่อยไว้นานมันอาจจะทำให้นางกลั้นเอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่ (จื่อหยวน บอกรักข้าหรือ ทำไมกันล่ะ นี่เขาไม่ได้ล้อเล่นกับข้านะ) สายตาของทั้งคู่จับจ้องกันเป็นมันวาวราวกับดวงดาวระยิบระยับสวยงามในช่วงยามดึก ทั้งสองไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้ “จื่อหยวน ข้าขอถามอีกครั้งหนึ่งนะ เจ้าบอกรักข้าใช่หรือไม่” “ใช่ ข้าบอกรักเจ้า” คราวนี้ฟังไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในชีวิตของจื่อหยวน การส
12 “ที่พูดออกมามันเป็นความรู้สึกของข้า ข้าจะวาดภาพเหมือนก็ต่อเมื่อข้ารักเขาคนนั้นแล้วเขาก็ต้องเป็นคนที่รักข้าด้วยเช่นกัน หนิงอัน” “…” ในตอนนี้ไม่ว่าจื่อหยวนจะพูดอย่างไรออกไปก็ไม่เข้าโสตประสาทของหนิงอัน (ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดที่กลางอก) หากอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดคงทำให้บ้าเป็นแน่ หนิงอันจึงผลักประตูออกจากเรือนไปทั้งอย่างนั้น ทำให้จื่อหยวนสงสัยแล้วเรียกนางเอาไว้ ทว่านางกลับหายไปแล้ว “เป็นอะไรของเจ้ากันนะ ข้ายังพูดไม่จบเลย” หนิงอันล่องลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้าที่สูงด้วยความเร็วย







