LOGINกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นในโถงทางเดินชั้น 3 ของโรงพยาบาลรุนแรงจนนนท์รู้สึกเหมือนปอดของเขาถูกกัดกร่อนด้วยสารเคมี เขาหอบหายใจหนักหน่วงขณะพยุงตัวเองไปตามกำแพงสีขาวเย็นเยียบ ในกระเป๋าเสื้อของเขาคือแฟลชไดรฟ์ที่บรรจุความลับระดับชาติ แต่ในอ้อมแขน (ที่เป็นอากาศธาตุ) ของเขาคือพิมพ์ขวัญที่บัดนี้เหลือเพียงเงาร่างจาง ๆ เหมือนควันที่กำลังจะจางหายไปในพัดลมระบายอากาศ
“พิมพ์... อดทนไว้ อีกนิดเดียว” นนท์กระซิบ เสียงของเขาสั่นเครือและแหบพร่าอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน
พิมพ์ขวัญไม่ได้ตอบ เธอไม่ได้แม้แต่จะลืมตา ร่างวิญญาณของเธอกะพริบถี่เป็นจังหวะเดียวกับเสียงสัญญาณชีพในห้อง ICU ที่ดังแว่วออกมา ทุกครั้งที่ไฟกะพริบ ร่างของเธอจะโปร่งแสงจนมองเห็นทะลุไปถึงสายไฟและท่อออกซิเจนที่ติดตั้งอยู่ตามเพดาน ความเหนื่อยล้าจากการแฮกค์ระบบในตอนก่อนหน้านี้กำลังดึงเอา "ประจุชีวิต" ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเธอไปจนเกลี้ยง
เมื่อทั้งคู่มาถึงหน้ากระจกห้อง ICU ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือนรกของคนเป็น ทีมหมอและพยาบาลสี่คนกำลังรุมล้อมร่างของพิมพ์ขวัญ แสงไฟฉุกเฉินเหนือเตียงสว่างจ้าจนดูเหมือนกองไฟที่กำลังเผาไหม้ร่างที่ไร้สติ เสียงตะโกนสั่งการของหมอดังประสานกับเสียงเครื่องกระตุกหัวใจที่กำลังชาร์จพลังงาน
“ชาร์จไปที่สองร้อยจูล! ทุกคนถอย!”
ปัง! ร่างของพิมพ์ขวัญบนเตียงกระตุกขึ้นตามแรงไฟฟ้า ในวินาทีเดียวกัน พิมพ์ขวัญที่เป็นวิญญาณข้างตัวนนท์ก็กรีดร้องออกมาโดยไม่มีเสียง ร่างของเธอบิดเบี้ยวเหมือนถูกทุบด้วยค้อนปอนด์ที่มองไม่เห็น เธอกระเด็นไปกระแทกกับผนังกระจก นนท์ถลาเข้าไปคว้าเธอไว้ แต่คราวนี้เขาไม่รู้สึกถึงความอุ่นหรือไฟฟ้าสถิตใด ๆ เลย เขาสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บที่สุดในชีวิต
“หยุด! อย่าทำเธอ!” นนท์ตะโกนใส่กลุ่มหมอที่มองไม่เห็นเขา เขาอยากจะพังประตูเข้าไปหยุดยั้งความทรมานนั้น แต่เขารู้ดีว่าถ้าหมอหยุด... พิมพ์ขวัญบนเตียงจะตาย และพิมพ์ขวัญที่อยู่ในอ้อมกอดเขาก็จะดับสูญไปตลอดกาล
ในขณะที่ความตายกำลังร่ายรำอยู่ตรงหน้า โทรศัพท์ในกระเป๋าของนนท์ก็สั่นรัว มันคือเบอร์แปลกที่เขาไม่คุ้นเคยแต่สัญชาตญาณบอกว่านี่คือคำเตือนจากนรก เขากดรับสายด้วยมือที่สั่นเทา
“คุณนนท์... ผมหวังว่าคุณจะยังมีสติพอที่จะคุยกับเรา” เสียงทุ้มต่ำที่ดูสุภาพแต่แฝงด้วยความอำมหิตดังมาจากปลายสาย “ข้อมูลที่คุณเอาไป มันมีราคาแพงกว่าชีวิตคนหนึ่งคน และตอนนี้เพื่อนสาวของคุณกำลังจะจ่ายราคานั้นแทนคุณ”
นนท์กัดฟันจนได้ยินเสียงกรามลั่น “พวกแกทำอะไรกับเธอ?”
“เราไม่ได้ทำอะไร... เราแค่ปิด ‘สวิตช์’ บางอย่างที่โรงพยาบาลนี้แอบติดตั้งไว้ ระบบสำรองไฟของห้อง ICU 302 กำลังจะมีปัญหาในอีกห้านาที และผมเชื่อว่าแบตเตอรี่สำรองของเครื่องช่วยหายใจเครื่องนั้นถูกถอดออกไปซ่อมพอดี... ช่างเป็นอุบัติเหตุที่น่าเศร้าจริง ๆ ว่าไหมครับ?”
นนท์มองไปที่ปลั๊กไฟและสายระย้าข้างเตียงพิมพ์ขวัญ เขาเห็นพนักงานซ่อมบำรุงคนหนึ่งเดินเลี่ยงออกจากโซนนั้นไปอย่างมีเงื่อนงำ ความโกรธแค้นพุ่งขึ้นจนบดบังทุกตรรกะในสมอง เขาไม่ใช่ชายหนุ่มผู้สุขุมอีกต่อไป
“ต้องการอะไร?” นนท์ถามเสียงเย็น
“แฟลชไดรฟ์นั่น... นำมันมาวางไว้ที่ถังขยะหน้าโรงพยาบาลภายในสามนาที แล้วไฟในห้องนั้นจะกลับมาทำงานปกติ เพื่อนคุณจะมีโอกาสรอด แต่ถ้าคุณเลือกจะไปหาตำรวจ หรือพยายามอัปโหลดมันขึ้นคลาวด์... ผมรับรองว่าก่อนที่ไฟล์จะถึง 10% วิญญาณของพิมพ์ขวัญจะไม่มีที่ให้อยู่บนโลกนี้อีกต่อไป”
นนท์มองดูแฟลชไดรฟ์ในมือ มันคือความหวังในการกระชากหน้ากากฆาตกรที่ทำลายชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วน มันคือหน้าที่ของนักข่าว... แต่มันคือคำสั่งประหารผู้หญิงที่เพิ่งจะหัวเราะไปกับเขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
“นนท์...” เสียงกระซิบที่เบาบางยิ่งกว่าลมหายใจดังขึ้นจากข้างกาย พิมพ์ขวัญกึ่งลืมตาขึ้นมา มองดูแฟลชไดรฟ์ในมือนนท์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ “เอาไป... ส่งมันไป... อย่าให้ฉันต้องตายฟรี”
“ไม่! ผมไม่ยอมให้คุณตาย!” นนท์ตะคอกกลับ เขาไม่สนแล้วว่าพยาบาลที่เดินผ่านจะมองว่าเขาเป็นคนบ้าที่ตะโกนใส่กำแพง
แสงไฟนีออนบนเพดานโรงพยาบาลกะพริบถี่เป็นจังหวะที่ชวนให้ปวดหัว พิมพ์ขวัญนอนมองมันมานานหลายชั่วโมง เธอเพิ่งฟื้นได้ไม่กี่วัน ร่างกายของเธอเริ่มกลับมาทำตามคำสั่งได้ทีละน้อย แต่มีบางอย่างในหัวที่ยังคงเหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่อง หมอบอกว่ามันคืออาการ 'Retrograde Amnesia' หรือการสูญเสียความทรงจำย้อนหลังเนื่องจากสมองขาดออกซิเจน แต่นั่นคือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึก "หนาวเหน็บที่ขั้วหัวใจ" จางหายไปเลยทุกครั้งที่เธอหลับตา พิมพ์ขวัญจะเห็นภาพชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มควัน เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความโศกเศร้าอย่างมหาศาล มือขวาของเขาพันแผลหนาเตอะ และทุกครั้งที่เธอพยายามจะเอื้อมมือไปแตะ ภาพนั้นจะแตกสลายกลายเป็นฟองอากาศเหมือนวิญญาณที่ถูกกระชากออกไปในสุญญากาศ“พี่พิมพ์คะ... ทานยาหน่อยค่ะ” เสียงพยาบาลปลุกเธอจากภวังค์พิมพ์ขวัญมองถ้วยยาในมือพยาบาล แล้วสายตาเธอก็เลื่อนไปสะดุดที่ 'แก้วกาแฟ' บนโต๊ะข้างเตียง มันไม่ใช่แก้วของเธอ แต่เป็นแก้วกระดาษจากร้านกาแฟใต้ตึกที่เขียนชื่อว่า 'Nont' ด้วยลายมือหวัด ๆ“แก้วนั้น... ของใครเหรอคะ?” พิมพ์ขวัญถามด้วยเสียงท
เสียงระเบิดของถังแก๊สจากโรงครัวเรือนจำดังกัมปนาทสะเทือนไปถึงขั้วปอด แต่มันกลับไม่ใช่เสียงของความตาย มันคือเสียงของกรงขังที่ถูกฉีกกระชาก นนท์ก้าวออกมาจากแดน 4 ท่ามกลางควันไฟสีเทาหม่นที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเช้าตรู่ เสื้อนักโทษสีซีดของเขาขาดวิ่นและเปื้อนคราบเขม่า แต่ท่วงท่าการเดินของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่การเดินของนักโทษที่ยอมจำนน หรือนักข่าวที่ซ่อนความลับไว้ในอก แต่มันคือการเดินของชายที่เพิ่งค้นพบว่าอิสรภาพไม่ได้อยู่ที่การเปิดประตูคุก แต่อยู่ที่การเลิกกลัวคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าอำนาจเฮียเล้งและผู้คุมที่เคยพยายามจะสังหารเขา บัดนี้กะพริบตาปริบ ๆ อยู่กลางสนามหญ้าที่รายล้อมไปด้วยพนักงานสอบสวนจากส่วนกลางและสื่อมวลชนนับสิบสำนักที่แห่กันมาหลังจาก "รหัสลึกลับ" ของพิมพ์ขวัญแฮกเข้าระบบแจ้งเตือนภัยของสำนักข่าวทั่วประเทศ นนท์เดินไปที่หน้ากล้องของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่เขารู้จักดี“คุณนนท์ คุณหนีออกมาได้ยังไงครับ? แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันคืออะไร?” นักข่าวรุ่นน้องคนหนึ่งถามด้วยเสียงสั่นเครือนนท์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขามองไปที่ท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีส้มทอง เขาไม่ได้
เสียงนกหวีดกรีดร้องดังระงมไปทั่วแดน 4 เป็นสัญญาณเริ่มต้นของเช้าวันใหม่ที่แสนจำเจภายในเรือนจำความมั่นคงสูง นนท์ตื่นขึ้นบนพื้นปูนเย็นเฉียบท่ามกลางนักโทษชายร่างกำยำนับสิบชีวิตที่นอนเบียดเสียดกันแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านซี่กรงเหล็กชั้นบนไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันกลับเน้นย้ำให้เห็นถึงฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศที่อับชื้น นนท์ในชุดนักโทษสีกากีเข้มดูซูบผอมลงแต่ดวงตายังคงคมกริบ เขาเลิกเป็นนักข่าวหนุ่มมาดเนี้ยบ และกลายเป็นชายที่รู้จักการก้มหน้าเพื่อมองหาโอกาส“เฮ้ย! ไอ้หน้าใหม่ มานี่ซิ!” เสียงแหบพร่าของ 'เฮียเล้ง' ขาใหญ่ประจำแดนดังขึ้นจากโต๊ะไม้หินอ่อนกลางลานกว้าง เฮียเล้งคือคนที่มีอิทธิพลพอที่จะทำให้ใครบางคนหายไปได้ในคืนเดียวโดยไม่มีใครเห็นนนท์เดินเข้าไปหาด้วยท่าทางนอบน้อมที่เขาไม่เคยใช้กับใครข้างนอก “ครับเฮีย มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?”“ข้าได้ยินว่าแกเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องรหัสอะไรนั่นน่ะ” เฮียเล้งมองนนท์ด้วยสายตาเหยียดหยาม “ในนี้เราไม่มีคอมพิวเตอร์ให้แกเล่นหรอกนะ แต่เรามี ‘ระบบบันทึกเวลา’ ของผู้คุมที่ข้าอยากจะให้แกช่วย ‘ปรับแก้’ นิดหน่อย แลกกับความคุ้มครองที่แกจะได้รับ แกจะว่ายังไง?”นี่คือก
ผนังห้องสอบสวนไม่ได้มีสีขาวเหมือนในโรงพยาบาล แต่มันเป็นสีเทาหม่นที่ดูดซับแสงและเสียงจนคนข้างในรู้สึกเหมือนถูกฝังทั้งเป็น นนท์นั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กที่ยึดติดกับพื้น ข้อมือของเขาถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือเย็นเฉียบ แผลที่มือขวาจากการถูกไฟช็อตยังคงปวดหนึบเป็นจังหวะ แต่สิ่งที่ทำให้เขาอึดอัดยิ่งกว่าคือใบหน้าของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ชายที่เรียกตัวเองว่า ‘พนักงานสอบสวนพิเศษจากหน่วยความมั่นคง’“คุณนนท์... ผมอ่านประวัติคุณแล้ว คุณเป็นนักข่าวที่มีอุดมการณ์สูงนะ” ชายคนนั้นพูดพลางวางแฟ้มประวัติลงบนโต๊ะโลหะ “แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มันไม่ใช่การรายงานข่าว มันคือการก่อวินาศกรรมทางข้อมูล คุณพาสาวน้อยคนนั้นไปเสี่ยงตาย และตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่อีกห้องหนึ่ง... ในสภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก”นนท์มองจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย เขาไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้านเหมือนที่เคยเป็นนักข่าวจอมโวยวาย ท่าทางของเขาในตอนนี้ดูเหมือนคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจนไม่เหลือความกลัว “พิมพ์ขวัญเป็นยังไงบ้าง?”“เธอจำอะไรไม่ได้เลย... หรืออย่างน้อยเธอก็อ้างแบบนั้น” ชายชุดสูทโน้มตัวเข้ามาใกล้ “เธอบอกว่าคุณเป็นคนลั
บรรยากาศภายในห้องควบคุมเครือข่ายใยแก้วนำแสงใต้ดินใจกลางเมือง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโกดังร้างที่เพิ่งผ่านมา ที่นี่ไม่มีฝุ่น ไม่มีคราบน้ำมัน มีเพียงเสียงครางพึมพำของเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรมและแสงสีฟ้าจากหลอดไฟสถานะนับล้านดวงที่กะพริบเป็นจังหวะเหมือนชีพจรของอสูรกายดิจิทัลพิมพ์ขวัญนั่งอยู่ที่หน้าจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์ แสงสีขาวจากหน้าจอสะท้อนในดวงตาของเธอจนดูเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีวิญญาณ นิ้วมือของเธอขยับเขยื้อนด้วยความเร็วที่ทำให้นนท์ที่ยืนมองอยู่ด้านหลังรู้สึกหนาวเยือก“คุณกำลังจะทำอะไร พิมพ์? นี่มันไม่ใช่แค่การแฮกไฟล์โฆษณาแล้วนะ” นนท์ถามพลางมองแผนที่โครงข่ายไฟจราจรทั่วกรุงเทพฯ ที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มทั้งหมดบนจอภาพ“ฉันกำลังจะเปลี่ยนเมืองนี้ให้กลายเป็น ‘โรงละคร’ ของเราไง นนท์”พิมพ์ขวัญตอบโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่เขาไม่เคยได้ยิน“พวกมันใช้โครงสร้างพื้นฐานของเมืองสะกดรอยเรา งั้นเราก็ใช้โครงสร้างเดียวกันนี้ประหารชีวิตพวกมันกลางที่สาธารณะสิ”นนท์สังเกตเห็นว่าท่าทางของพิมพ์ขวัญเปลี่ยนไป เธอเลิกสนใจบาดแผลตามตัวหรือความหิวโหย ความทรงจำที่กลับมาในฐานะค
เสียงเครื่องยนต์ V8 คำรามแว่วมาจากท้ายถนนเส้นตัดใหม่ที่ยังสร้างไม่เสร็จ นนท์เหยียบคันเร่งรถเอสยูวีคันเก่งจนมิดเข็มไมล์ กลิ่นยางไหม้และควันไอเสียอบอวลอยู่ในห้องโดยสารที่ร้อนระอุเนื่องจากระบบแอร์เพิ่งถูกกระสุนปริศนายิงทะลุแผงคอนเดนเซอร์ไปเมื่อสิบนาทีก่อน พิมพ์ขวัญนั่งอยู่ที่เบาะข้าง ๆ ใบหน้าของเธอซีดเผือดแต่ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความโกรธมากกว่าความกลัว มือของเธอกำสายเข็มขัดนิรภัยไว้แน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดนูน“พวกมันตามมาได้ไง? ฉันทิ้งมือถือไว้ที่ออฟฟิศแล้วนะ!” พิมพ์ขวัญตะโกนแข่งกับเสียงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างที่แตก“พวกมันไม่ได้ตามจากมือถือ แต่มันตามจากป้ายทะเบียนรถผม” นนท์ตอบพลางหักพวงมาลัยหลบหลุมขนาดใหญ่บนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นปูน “ผมประเมินพวกมันต่ำไป พิมพ์... พวกนี้ไม่ใช่แค่ลูกกระจ๊อก แต่มันคือหน่วยงานเก็บกวาดที่มีทรัพยากรล้นมือ”นนท์มองกระจกหลัง เห็นรถกระบะสี่ประตูสีดำมืดสนิทสองคันกำลังไล่บี้ตามมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่า เขาตัดสินใจหักเลี้ยวเข้าไปในเส้นทางลูกรังมุ่งหน้าสู่โซนโกดังเก่าที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ พิมพ์ขวัญมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วขมวดคิ้ว ความทรงจำบ







