LOGINศพของโจวคังถูกเก็บอยู่ในห้องชันสูตรของศาลต้าหลี่ โดยยังไม่มีผู้ใดลงบันทึกชื่อของผู้ตาย
ตามรายงานเบื้องต้น เขาถูกชาวบ้านพบลอยมาติดอยู่ริมคลองตะวันออกตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง ใบหน้าถูกทำลายจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ลิ้นถูกตัด ปลายนิ้วทั้งสิบถูกเผาจนไหม้เกรียม และเสื้อผ้าที่สวมอยู่ก็เป็นเพียงชุดผ้าหยาบของคนงานทั่วไป
ทุกอย่างถูกจัดเตรียมเพื่อให้ศพนี้ไร้ชื่อ ไม่อาจกล่าว ไม่อาจเขียน และไม่เหลือสิ่งใดให้ผู้คนจดจำว่าเขาเคยเป็นใคร
ฉู่เยว่หลันเดินทางมาถึงศาลต้าหลี่ในช่วงสายโดยมีกู้เหยียนติดตามมาด้วย นางสวมชุดไว้ทุกข์สีขาวและใช้ผ้าคลุมหน้าปิดบังสีหน้า เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ขวางไว้ นางจึงอ้างว่าศพที่พบอาจเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของอ๋องฉางเย่
“ก่อนท่านอ๋องสิ้นพระชนม์ มีทหารในกองทัพหายตัวไปหลายคน” นางกล่าว “หากศพนี้เป็นหนึ่งในพวกเขา อาจมีหลักฐานช่วยยืนยันว่าพระสวามีของข้าถูกลอบสังหาร มิใช่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตามที่มีผู้กล่าวอ้าง”
เจ้าหน้าที่ไม่กล้ารับปาก แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธพระชายาอ๋อง จึงเข้าไปรายงานผู้ดูแลศาลต้าหลี่ ไม่นานเยว่หลันก็ได้รับอนุญาตให้ตรวจดูศพ โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามเคลื่อนย้ายหรือนำสิ่งใดออกจากห้อง
ทันทีที่ประตูห้องชันสูตรเปิดออก กลิ่นเน่าและกลิ่นสมุนไพรระงับศพก็พุ่งเข้ามาปะทะ
กู้เหยียนขมวดคิ้ว แต่เยว่หลันกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัว นางสวมถุงมือผ้า จุดเครื่องหอมลดกลิ่น และเดินตรงไปยังโต๊ะไม้กลางห้อง
ร่างของบุรุษผู้ตายถูกคลุมด้วยผ้าขาว ตั้งแต่พบศพ กู้เหยียนได้เห็นเพียงบาดแผลตรงแขนผ่านชายผ้า ยังไม่ได้ตรวจสอบร่างทั้งหมด
เยว่หลันเปิดผ้าออกช้า ๆ
ใบหน้าของศพถูกคมอาวุธกรีดซ้ำหลายครั้งจนเสียรูป จมูกหัก กรามด้านซ้ายแตก และผิวหนังบริเวณหน้าผากถูกลอกออก ปลายนิ้วทุกนิ้วมีรอยไหม้ลึกถึงกระดูก ทำให้ไม่สามารถใช้ลายนิ้วมือหรือรอยแผลเดิมระบุตัวตน
“คนร้ายไม่ได้ลงมือด้วยความโกรธ” เยว่หลันกล่าว
“บาดแผลบนใบหน้าเกิดขึ้นหลังเสียชีวิต จุดประสงค์มีเพียงทำลายตัวตน”
กู้เหยียนยืนอยู่ปลายโต๊ะ สีหน้าหนักอึ้ง
“แต่กระหม่อมจำรอยแผลตรงแขนขวาได้ โจวคังเคยถูกดาบฟันระหว่างช่วยกระหม่อมในสนามรบ”
เยว่หลันยกแขนศพขึ้นตรวจสอบ รอยแผลเก่าพาดเฉียงจากข้อศอกไปถึงต้นแขน กระดูกใต้แผลเคยแตกและเชื่อมผิดแนวเล็กน้อย ต่อให้คนร้ายทำลายผิวหนัง ร่องรอยบนกระดูกก็ไม่อาจหายไป
นางยังพบว่ากระดูกซี่โครงด้านซ้ายซี่หนึ่งเคยหักมาก่อน รวมถึงรอยลูกธนูบนหัวไหล่
กู้เหยียนยืนยันว่าโจวคังมีบาดแผลทั้งสองตำแหน่ง เขาเคยถูกม้าชนจนซี่โครงหักเมื่อสามปีก่อน และได้รับลูกธนูในศึกชายแดนครั้งล่าสุด
“ศพนี้คือโจวคังจริง” เยว่หลันสรุป
กู้เหยียนหลับตาลงชั่วครู่ มือทั้งสองกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แม้บุรุษในกองทัพจะคุ้นเคยกับความตาย แต่การเห็นสหายถูกทรมานและทำลายใบหน้าจนไม่เหลือเค้าเดิมยังเป็นสิ่งยากยอมรับ
“พระชายาพอจะทราบหรือไม่ว่าเขาเสียชีวิตอย่างไร”
เยว่หลันตรวจลำคอของศพ บริเวณซึ่งถูกตัดลิ้นมีคราบเลือดจับตัวอยู่ แสดงว่าการตัดเกิดขึ้นขณะโจวคังยังมีชีวิต บาดแผลตามข้อมือกับข้อเท้าบ่งบอกว่าเขาถูกมัดไว้เป็นเวลานาน ขณะที่แผ่นหลังมีรอยเฆี่ยนและรอยเหล็กร้อน
เขาน่าจะถูกสอบสวนอย่างโหดร้ายก่อนถูกสังหาร
นางใช้ปลายนิ้วกดบริเวณท้ายทอย ก่อนพบกระดูกส่วนหนึ่งยุบลง
“สาเหตุการตายคือถูกของแข็งกระแทกท้ายทอย บาดแผลอื่นเกิดจากการทรมาน แต่ยังไม่รุนแรงพอทำให้เสียชีวิต คนร้ายคงต้องการข้อมูลบางอย่างจากเขา หลังได้สิ่งที่ต้องการหรือเห็นว่าเขาไม่มีประโยชน์ จึงลงมือฆ่า”
เยว่หลันตรวจเสื้อผ้าต่อ ผ้าเนื้อหยาบที่ศพสวมไม่ใช่ขนาดของโจวคัง แขนเสื้อสั้นเกินไปและสายคาดเอวมีรอยตัด แสดงว่าเป็นชุดซึ่งถูกนำมาสวมภายหลัง
ตรงตะเข็บกางเกงมีเศษดินสีแดงติดอยู่ แม้ศพจะจมอยู่ในน้ำ แต่ดินส่วนหนึ่งซ่อนลึกเข้าไปในรอยพับจึงยังไม่ถูกชะล้าง
นางขูดดินใส่ถ้วยแล้วหยดน้ำลงไป เนื้อดินเหนียวจับตัวแน่นและมีเศษหินสีขาวขนาดเล็กปะปน
“ดินชนิดนี้ไม่มีอยู่ริมคลองตะวันออก” กู้เหยียนกล่าว “บริเวณนั้นเป็นดินทรายสีเทา”
“ข้าเคยเห็นดินลักษณะนี้ในเขตวังหลวง” เยว่หลันตอบ “ถูกขนมาจากเขาหงเยี่ยเพื่อใช้ปรับพื้นรอบคลังเสบียง เพราะเมื่อเปียกน้ำจะจับตัวแน่น รถบรรทุกหนักผ่านได้โดยไม่จมโคลน”
คนร้ายอาจคุมขังหรือสังหารโจวคังอยู่ใกล้คลังเสบียงหลวง ก่อนนำศพออกมาทิ้งในคลอง
เยว่หลันเปิดปากศพตรวจสอบส่วนที่เหลือของลิ้น ภายในกระพุ้งแก้มไม่มีสิ่งใด แต่ตามซอกฟันกลับมีเปลือกข้าวติดอยู่
เมื่อกดบริเวณท้อง นางพบว่ามีสิ่งแข็งเล็ก ๆ อยู่ภายใน จึงขออนุญาตเปิดตรวจช่องท้องโดยอ้างว่าต้องการหาหลักฐานยืนยันอาหารมื้อสุดท้ายของผู้ตาย
เจ้าหน้าที่ซึ่งยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกลมีสีหน้าไม่สบายใจ แต่ไม่กล้าขัดขวาง
ในกระเพาะของโจวคังแทบไม่มีอาหาร มีเพียงน้ำสกปรกกับเมล็ดข้าวดิบจำนวนหนึ่ง เขาน่าจะถูกปล่อยให้อดอาหารและจำต้องเก็บเมล็ดข้าวซึ่งตกอยู่บนพื้นขึ้นมากิน
เยว่หลันล้างเมล็ดข้าวและพิจารณาใต้แสงตะเกียง เมล็ดมีขนาดใหญ่กว่าข้าวทั่วไปเล็กน้อย ปลายเมล็ดมีสีม่วงจางและส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว
“ข้าวหยกเมฆา” นางพึมพำ
ข้าวชนิดนี้ปลูกได้เพียงในพื้นที่ทางใต้ ผลผลิตมีน้อยและถูกส่งเข้าวังหลวงทั้งหมด ประชาชนทั่วไปไม่มีทางครอบครอง แม้แต่จวนขุนนางยังต้องได้รับพระราชทานจึงจะมีสิทธิ์ใช้
“คลังเสบียงหลวงเก็บข้าวชนิดนี้ไว้สำหรับงานพระราชพิธี” กู้เหยียนกล่าว “โจวคังต้องเคยอยู่ในบริเวณนั้นจริง”
เยว่หลันเก็บเมล็ดข้าวบางส่วนไว้ในผ้า โดยทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่และลงบันทึกว่าต้องนำไปเปรียบเทียบกับของในคลัง นางยังเก็บดินใต้รองเท้าเป็นหลักฐานอีกอย่างหนึ่ง
ก่อนออกจากห้องชันสูตร นางใช้ผ้าขาวคลุมใบหน้าโจวคังกลับตามเดิม
“ข้าจะทำให้ผู้ที่ฆ่าเจ้าต้องเปิดเผยตัว” นางกล่าวเบา ๆ “ต่อให้พวกเขาตัดลิ้นและทำลายใบหน้า ศพก็ยังสามารถกล่าวความจริงได้”
เมื่อกลับถึงจวน เยว่หลันนำผลการตรวจทั้งหมดเข้าไปบอกเซียวจิ่นเหิงในห้องลับ
เขายืนอยู่หน้าแผนที่ แม้อาการพิษเมื่อคืนจะดีขึ้นมาก แต่สีหน้ายังซีดและบาดแผลยังไม่สมานดี เมื่อได้ยินว่าโจวคังถูกทรมานจนตาย ดวงตาของเขาก็เย็นเยียบขึ้น
“ก่อนขบวนออกจากชายแดน โจวคังพบว่าตราประทับบนคำสั่งเปลี่ยนเส้นทางมีรอยบิ่นผิดตำแหน่ง” เซียวจิ่นเหิงเปิดเผย “เขาสงสัยว่ามีผู้สร้างตราปลอม จึงขอเวลาตรวจสอบ แต่ในคืนเดียวกันเขาก็หายตัวไป”
“ท่านไม่เคยบอกเรื่องนี้แก่ข้า”
“ข้าเพิ่งได้รับรายงานจากกู้เหยียนผ่านช่องทางลับเมื่อวาน”
เยว่หลันมองเขาอย่างไม่เชื่อทั้งหมด แต่ยังไม่คิดทะเลาะกันเวลานี้ “โจวคังอาจจงใจทิ้งดินกับเมล็ดข้าวเอาไว้ หากเขารู้ว่าจะถูกฆ่า คงพยายามส่งข่าวด้วยทุกวิธี”
“คลังเสบียงหลวงอยู่ภายใต้การดูแลของกรมวัง แต่มีทหารจากหลายฝ่ายผลัดกันเฝ้า” เซียวจิ่นเหิงชี้ตำแหน่งบนแผนที่ “หากโจวคังถูกคุมตัวอยู่ที่นั่น คนในวังต้องมีส่วนรู้เห็น”
“เราต้องเข้าไปตรวจสอบ”
“ข้าจะให้คนไป”
“คนของท่านอาจเป็นผู้ทรยศเอง ท่านลืมแล้วหรือ”
เขาไม่อาจโต้แย้ง ขณะที่เยว่หลันยังกล่าวต่อ
“อีกสองวันแพทย์จากสำนักโอสถจะเข้าไปตรวจคนงานในคลังเสบียง ข้าสามารถปลอมตัวเป็นผู้ช่วยแพทย์ ส่วนท่านแต่งเป็นคนงานใหม่และปิดหน้าไว้ด้วยผ้าก็พอ”
“บาดแผลของข้ายังไม่หาย”
“เพราะเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดสงสัยว่าคนงานซึ่งเดินกะเผลกจะเป็นแม่ทัพผู้เก่งกาจ”
เซียวจิ่นเหิงมองใบหน้าจริงจังของนาง “เจ้ายังโกรธข้าอยู่ แต่กลับยอมร่วมทางไปด้วย?”
“ข้าทำเพื่อช่วยบิดาและคลี่คลายคดี มิใช่เพื่อท่าน”
คำตอบเย็นชาทำให้เขานิ่งไป ก่อนพยักหน้ารับอย่างไม่มีทางเลือก
สองวันต่อมา เยว่หลันเปลี่ยนเป็นชุดแพทย์หญิงสีเทา ใช้ผงสมุนไพรทำให้ผิวดูหมองและแต้มไฝเล็ก ๆ บนแก้ม ส่วนเซียวจิ่นเหิงสวมชุดคนงาน เนื้อผ้าหยาบเก่าและใช้ผ้าสีดำปิดใบหน้าตั้งแต่จมูกลงมา โดยอ้างว่ามีแผลไฟไหม้ซึ่งยังไม่หายดี
ทั้งคู่ติดตามขบวนแพทย์เข้าไปในคลังเสบียงหลวงโดยไม่มีผู้ใดสงสัย
บริเวณคลังแบ่งเป็นอาคารหลายหลัง ลานกว้างปูด้วยดินแดงอย่างที่เยว่หลันพบใต้รองเท้าศพ รถม้าบรรทุกข้าวและของแห้งเข้าออกตลอดเวลา ข้างกำแพงมีทหารหลวงยืนเฝ้าอยู่ทุกสิบก้าว
เยว่หลันตรวจอาการคนงานตามปกติ ขณะที่เซียวจิ่นเหิงอาศัยจังหวะขนถุงข้าวสำรวจอาคารด้านใน พวกเขาพบรอยเลือดแห้งกับเศษเชือกในห้องเก็บของร้างด้านหลัง ตรงกับรอยมัดบนข้อมือของโจวคัง
ในห้องเดียวกันยังมีท่อนไม้เปื้อนเลือดซ่อนอยู่หลังลังแตก อาจเป็นอาวุธซึ่งใช้สังหารเขา
“ที่นี่เป็นสถานที่คุมขังจริง” เยว่หลันกระซิบ
เซียวจิ่นเหิงยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก ก่อนชี้ไปยังเสียงสนทนาด้านนอก
ชายสองคนกำลังตรวจบัญชีเสบียงอยู่หลังประตู
“ข้าวสามร้อยกระสอบถูกส่งออกไปเมื่อคืน แต่บัญชีกลับเขียนว่าเพิ่งนำเข้ามา”
“ไม่ต้องถามมาก ทำตามตราประทับก็พอ อีกเจ็ดวันจะมีขบวนใหญ่เข้าเมือง ถึงเวลานั้นข้าวที่หายไปก็ไม่มีผู้ใดสนใจแล้ว”
เมื่อเสียงฝีเท้าห่างออกไป ทั้งคู่จึงค้นบัญชีบนโต๊ะ พบว่ามีเสบียงจำนวนมากถูกขนออกจากวังโดยใช้ตราประทับของกรมวัง แต่ลวดลายตรงขอบมีรอยบิ่นคล้ายกับตราคำสั่งปลอมซึ่งโจวคังเคยตรวจพบ
นอกจากนี้ยังมีรายชื่อขบวนเสบียงชุดใหม่ซึ่งจะเดินทางเข้าวังในวันบวงสรวงฟ้าดิน โดยระบุคนงานมากกว่าปกติถึงสามเท่า
“ข้าวในคลังถูกขนออกเพื่อให้เหลือพื้นที่ว่าง” เซียวจิ่นเหิงกล่าว “ส่วนลังกับรถม้าที่ถูกส่งกลับเข้ามาอาจไม่ได้บรรทุกอาหาร”
พวกเขาติดตามรถม้าคันหนึ่งไปยังคลังด้านตะวันตก คนงานเปิดลังลงจากรถโดยไม่ตรวจสอบ เยว่หลันกับเซียวจิ่นเหิงรอจนไม่มีผู้ใดอยู่ จึงแอบเข้าไปเปิดดู
ใต้ฟางแห้งมีดาบ ธนู ชุดเกราะ และหน้าไม้ซ่อนอยู่เต็มลัง
แต่ละชิ้นถูกห่อด้วยผ้าเพื่อลดเสียงกระทบ ลังภายนอกตีตราว่าเป็นเครื่องเซ่นสำหรับพระราชพิธี จึงไม่มีทหารกล้าตรวจค้นอย่างละเอียด
“พวกเขากำลังลำเลียงอาวุธเข้าวัง” เยว่หลันกล่าว
“และจะซ่อนทหารไว้ในขบวนเสบียงวันบวงสรวง” เซียวจิ่นเหิงหยิบบัญชีขึ้นอ่าน “วันนั้นทหารรักษาวังส่วนหนึ่งต้องตามเสด็จออกไปยังแท่นพิธี หากคนของศัตรูเปิดประตูจากภายใน กองกำลังด้านนอกจะเข้ายึดวังได้โดยแทบไม่ต้องต่อสู้”
นี่ไม่ใช่เพียงการลอบสังหารหรือปกปิดคดีเก่าอีกต่อไป
มีผู้กำลังเตรียมก่อกบฏ
เยว่หลันหยิบกระดาษบางส่วนซ่อนไว้ในแขนเสื้อ แต่ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นใกล้ประตู
“ผู้ใดอยู่ข้างใน!”
ทหารลาดตระเวนผลักประตูเข้ามา เซียวจิ่นเหิงรีบปิดลังและดึงเยว่หลันหลบไปหลังเสา ทว่าพื้นที่ในคลังแทบไม่มีทางออกอื่น
“ข้าเห็นคนสองคนเดินเข้ามา ค้นให้ทั่ว!”
แสงโคมเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ หากเซียวจิ่นเหิงถูกสั่งให้เปิดผ้าปิดหน้า ตัวตนของเขาจะถูกเปิดเผยทันที
เยว่หลันมองซ้ายขวา ก่อนตัดสินใจดึงชายหนุ่มเข้าไปในซอกมืดระหว่างลังกับกำแพง นางปลดปิ่นบนศีรษะให้เส้นผมหลุดลงมาบางส่วน แล้วดึงผ้าปิดหน้าของเขาขึ้นสูงกว่าเดิม
“ท่านกำลังจะทำอะไร”
“ช่วยชีวิตท่าน”
นางผลักเขาให้พิงกำแพง ก่อนเขย่งปลายเท้าและประกบริมฝีปากลงบนปากของเขา
เซียวจิ่นเหิงชะงักไปทั้งร่าง
เยว่หลันยกแขนโอบคอเขา ใช้เรือนร่างบังใบหน้าส่วนใหญ่ไว้ เมื่อทหารถือโคมเดินเข้ามาพบ จึงเห็นเพียงหญิงสาวกำลังลอบนัดพบบุรุษอยู่ในมุมมืด
“พวกเจ้าเป็นใคร!”
เยว่หลันทำเป็นตกใจแล้วรีบซบหน้ากับอกเซียวจิ่นเหิง ส่วนเขาก็เข้าใจแผนอย่างรวดเร็ว มือใหญ่โอบเอวนางเข้าหาตัวและใช้แผ่นหลังกำบังใบหน้าเอาไว้
“ขออภัยใต้เท้า” เขากล่าวด้วยเสียงที่จงใจทำให้แหบ “พวกข้าเพียงหาสถานที่พูดคุยกัน”
“พูดคุยหรือ?” ทหารหัวเราะเยาะ “ข้าเห็นว่าพวกเจ้าทำมากกว่าพูดเสียอีก”
เยว่หลันแสร้งก้มหน้าอย่างอับอาย เสื้อแพทย์หญิงกับชุดคนงานทำให้เรื่องราวดูเป็นเพียงชายหญิงต่างฐานะลอบพบกัน
“รีบออกไป หากหัวหน้าคลังพบเข้า พวกเจ้าทั้งคู่ได้ถูกโบยแน่”
เซียวจิ่นเหิงรับคำ ก่อนโอบเยว่หลันเดินผ่านทหารออกมาโดยยังไม่เปิดใบหน้า
ทั้งคู่ไม่หยุดจนมาถึงอาคารเก็บสมุนไพรซึ่งไม่มีคนอยู่ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดติดตาม เซียวจิ่นเหิงจึงปิดประตูและหันกลับมามองนาง
“เมื่อครู่…”
“เป็นเพียงแผนช่วยไม่ให้ท่านถูกจับได้” เยว่หลันตอบทันที “ท่านไม่จำเป็นต้องคิดมาก”
“ข้ายังไม่ได้กล่าวสิ่งใด”
“สายตาของท่านกล่าวแทนหมดแล้ว”
นางจัดเส้นผมและปักปิ่นกลับตามเดิม แต่เซียวจิ่นเหิงยังคงมองริมฝีปากของนางอย่างไม่ปิดบัง
“เจ้าเคยใช้แผนเช่นนี้กับบุรุษอื่นหรือไม่”
เยว่หลันเงยหน้ามอง “เหตุใดท่านต้องถาม”
“ตอบมา”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหึงหวงจนแทบไม่ปิดบัง นางจึงนึกอยากเอาคืนเรื่องที่เขาทำตัวห่างเหินหลังคืนถอนพิษ
“อาจเคยใช้”
แววตาของเซียวจิ่นเหิงเย็นลงทันที “กับผู้ใด”
“ข้าจำไม่ได้”
“การจูบผู้ใดสักคนเป็นเรื่องซึ่งเจ้าลืมง่ายเพียงนั้นหรือ”
“หากไม่มีความสำคัญ เหตุใดต้องจดจำ”
ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้จนเยว่หลันต้องถอยหลังไปชนชั้นวางสมุนไพร แขนข้างหนึ่งของเขายกขึ้นกั้นทางหนี แต่ยังระมัดระวังไม่สัมผัสนาง เพราะจำคำเตือนได้ว่าเขาไม่มีสิทธิ์แตะต้องนางอีก
“เยว่หลัน ข้าไม่สนว่าเจ้าจะยอมรับข้าเป็นสามีหรือไม่” เขากล่าวช้า ๆ “แต่ข้าไม่อาจทนเห็นเจ้าใกล้ชิดบุรุษอื่น”
“ท่านเป็นผู้บอกเองว่าเราเป็นเพียงผู้ร่วมมือ”
“ข้าพูดเพราะต้องการให้เจ้าออกจากจวน”
เยว่หลันชะงัก “เหตุใด”
เซียวจิ่นเหิงล้วงกระดาษแผ่นเล็กออกจากอกเสื้อ เป็นข้อความลับซึ่งถูกส่งมาให้เขาเมื่อคืน
คนของศัตรูพบคราบเลือดตามเส้นทางจากหน้าผา และกำลังตรวจค้นบ้านพักนอกเมืองทุกแห่ง นอกจากนี้ยังมีคนแปลกหน้าจับตามองจวนฉางเย่อ๋อง แสดงว่าพวกเขาเริ่มสงสัยว่าเซียวจิ่นเหิงอาจยังไม่ตาย
“หากศัตรูรู้ว่าข้ามีชีวิต เจ้าย่อมกลายเป็นเป้าหมายแรก” เขากล่าว “ข้าจึงต้องทำให้เจ้าอยากจากไปก่อนเรื่องนั้นเกิดขึ้น”
“ด้วยการทำเหมือนคืนระหว่างเราไม่มีความหมาย?”
“ถ้าข้าบอกว่ามันมีความหมายมากเกินไป เจ้าจะยอมจากไปหรือ”
เยว่หลันไม่ตอบ
“ข้าไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น” เซียวจิ่นเหิงกล่าวต่อ “สิ่งเดียวที่ข้าเสียใจคือทำให้เจ้าเข้าใจว่าตนเป็นเพียงหมาก”
“แล้วตอนนี้ท่านคิดว่าข้าเป็นสิ่งใด”
สายตาคมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนาง
“เป็นคนที่ข้าไม่ต้องการสูญเสีย”
ความโกรธซึ่งเยว่หลันเก็บไว้หลายวันสั่นคลอนลง แต่ยังไม่สลายหายไปทั้งหมด นางเบือนหน้าหนีเพื่อปิดบังความรู้สึก
“คำอธิบายของท่านฟังพอใช้ได้ แต่ข้ายังไม่ให้อภัยง่าย ๆ”
“ข้ารู้”
“และห้ามใช้คำว่าปกป้องเป็นข้ออ้างผลักไสข้าอีก”
“เจ้าจะยอมให้ข้าปกป้องหรือไม่”
“หากท่านยอมให้ข้าช่วยปกป้องท่านเช่นกัน”
เซียวจิ่นเหิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ
แม้ยังไม่มีใครกล่าวถึงความสัมพันธ์ในคืนนั้นอีก แต่กำแพงระหว่างทั้งสองก็เริ่มร้าวลงแล้ว
หลังออกจากคลังเสบียง ทั้งคู่กลับถึงจวนก่อนฟ้ามืด เยว่หลันนำเมล็ดข้าวซึ่งได้จากกระเพาะของโจวคังออกมาตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง
เมื่อขูดเปลือกบางส่วนออก นางพบว่าเมล็ดหนึ่งมีสีเข้มผิดปกติ จึงนำไปแช่น้ำอุ่น เนื้อข้าวพองตัวและเผยรอยขีดเล็ก ๆ บนผิว
โจวคังไม่ได้เพียงกลืนเมล็ดข้าวเพราะหิว
เขาใช้ของมีคมขนาดเล็กสลักอักษรลงบนเมล็ดหลายเมล็ด ก่อนกลืนมันเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คุมค้นพบ
เยว่หลันใช้แว่นขยายตรวจทีละเมล็ด แล้วเรียงอักษรตามเครื่องหมายกำกับ เมื่อรวมข้อความเข้าด้วยกัน มือของนางก็เย็นเฉียบ
เซียวจิ่นเหิงยืนอยู่ข้างโต๊ะ “เขาเขียนสิ่งใด”
เยว่หลันเงยหน้ามองเขา ก่อนอ่านคำสุดท้ายซึ่งทหารผู้ซื่อสัตย์ทิ้งไว้ด้วยชีวิต
“ผู้ขโมยตราทหารอยู่ข้างกายท่านอ๋องมาตลอด”
ภายในห้องลับตกอยู่ในความเงียบ
คนที่สามารถอยู่ข้างกายเซียวจิ่นเหิง เข้าถึงตราประทับ รู้เส้นทางเดินทาง และออกคำสั่งแทนเขาได้ มีอยู่เพียงไม่กี่คน
หนึ่งในนั้นคือกู้เหยียน รองแม่ทัพซึ่งรับใช้เขามานานหลายปี
และอีกคนคือหลัวมามา แม่นมผู้เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์ก่อกบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายบนกำแพงวังได้รับการซ่อมแซม ตำหนักซึ่งถูกเพลิงเผาถูกสร้างขึ้นใหม่ ขุนนางที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของอดีตฮองเฮาถูกลงโทษตามความผิด ส่วนทหารชั้นผู้น้อยซึ่งถูกหลอกใช้และยอมวางอาวุธได้รับการละเว้นโทษตามคำร้องของเซียวจิ่นเหิงฮ่องเต้แต่งตั้งองค์ชายหก ผู้มีความสามารถและไม่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจ เป็นรัชทายาทพระองค์ใหม่ อีกทั้งยังปรับระบบควบคุมกำลังทหารทั้งหมดนับจากนั้น การเคลื่อนกองทัพจำนวนมากต้องได้รับตรารับรองจากสามฝ่าย ได้แก่ ฮ่องเต้ กรมทหาร และแม่ทัพผู้ควบคุมกำลัง ไม่อนุญาตให้บุคคลเพียงผู้เดียวถือครองอำนาจสั่งการทั้งหมดอีกต่อไปสำหรับเซียวจิ่นเหิง แม้จะได้รับการคืนตำแหน่งและได้รับข้อเสนอให้กลับไปควบคุมกองทัพชายแดนเหนือ แต่เขากลับยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพเมื่อฮ่องเต้ถามเหตุผล เขาตอบเพียงว่าใช้ชีวิตในสนามรบมานานเกินไป ถึงเวลาที่ควรคืนอำนาจให้แก่คนรุ่นใหม่ และใช้สิ่งที่ตนเรียนรู้มาสะสางความอยุติธรรมซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในราชสำนักเขาจึงได้รับแต่งตั้งให้ดูแลหน่วยตรวจสอบพิเศษ มีอำนาจรื้อฟื้นคดีซึ่งอาจถู
คมมีดเย็นเฉียบกดแนบอยู่บนลำคอของฉู่เยว่หลันฮองเฮาประทับอยู่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งจับไหล่นางไว้แน่น อีกข้างถือมีดอาบพิษ หากพระนางขยับเพียงเล็กน้อย เส้นเลือดบริเวณลำคออาจถูกตัดขาดในทันทีรอบท้องพระโรงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นน้ำมันซึ่งไหลออกมาจากช่องใต้พื้น องครักษ์ของฮองเฮายืนถือคบเพลิงอยู่ใกล้สายชนวน หากเปลวไฟสัมผัสลงไปแม้แต่นิดเดียว น้ำมันและดินระเบิดซึ่งฝังอยู่ใต้เสาหลายต้นจะลุกไหม้พร้อมกันฮ่องเต้ ขุนนาง ทหาร และคนทั้งหมดในบริเวณนี้จะไม่มีผู้ใดหนีออกไปทันเซียวจิ่นเหิงยืนอยู่ตรงลานหน้าท้องพระโรง ดาบในมือยังเปื้อนเลือดจากการต่อสู้ ข้างกายมีทหารรักษาเมืองซึ่งเพิ่งเปลี่ยนฝ่ายมาสนับสนุนเขาแม้กองกำลังของฮองเฮากำลังพ่ายแพ้ แต่พระนางกลับถือไพ่เหนือกว่าอีกครั้ง เพราะชีวิตของเยว่หลันกับผู้คนจำนวนมากอยู่ในมือ“วางดาบ”เสียงของฮองเฮาดังมาจากบันไดท้องพระโรงเซียวจิ่นเหิงไม่ได้ขยับ ดวงตาคมจับอยู่ตรงรอยเลือดบาง ๆ บนลำคอภรรยา คมมีดกดลึกจนผิวถูกบาดแล้ว“ปล่อยนางก่อน”“เวลานี้เจ้ายังมีสิทธิ์ต่อรองกับข้าอีกหรือ”ฮองเฮาออกแรงกดมีดเพิ่ม ของเหลวสีแดงไหลลงมาตามลำคอของเยว่หลันเซียวจิ่นเหิงโยนดาบล
เสียงระฆังเตือนภัยดังกึกก้องไปทั่ววังหลวงเปลวเพลิงลุกขึ้นจากหอเฝ้าระวังทางทิศใต้ พร้อมเสียงอาวุธปะทะและเสียงตะโกนของทหารซึ่งดังกระทบกำแพงสูงไปทุกทิศทางขบวนเสบียงที่ผ่านเข้ามาก่อนประตูวังปิดเผยตัวตนที่แท้จริง คนงานนับร้อยถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก ด้านในเป็นชุดทหารติดเกราะพร้อมรบ พวกเขาเปิดลังซึ่งควรบรรจุอาหารและเครื่องเซ่น แจกจ่ายดาบ ธนู กับหน้าไม้ให้แก่พรรคพวกซึ่งแฝงตัวอยู่ตามตำหนักต่าง ๆทหารเวรยามบริเวณประตูทิศใต้ถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว คนขององค์ชายสี่สังหารหัวหน้าเวร ยึดกลไกประตู และจุดคบเพลิงเป็นสัญญาณให้กองกำลังซึ่งซ่อนอยู่นอกกำแพงบุกเข้ามาภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ประตูวังสามแห่งก็ตกอยู่ในการควบคุมของฝ่ายกบฏขุนนางซึ่งพักอยู่ในวังเพื่อเตรียมร่วมพิธีบวงสรวงถูกลากตัวออกจากที่พัก ผู้ใดประกาศภักดีต่อฮ่องเต้จะถูกปลดอาวุธและควบคุมตัว ส่วนผู้ที่เตรียมเข้าร่วมกับองค์ชายสี่อยู่แล้วต่างเปลี่ยนมาสวมผ้าสีครามตรงต้นแขน เพื่อให้ฝ่ายเดียวกันจดจำได้ฉู่เยว่หลันถูกขังอยู่ในเรือนชั้นในของตำหนักองค์ชายสี่ นางได้ยินเสียงการต่อสู้ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่ไม่รู้ว่ากองกำลังฝ่ายใดกำลังได้เปรียบประตูห
คำสารภาพของหลัวมามาทำให้ทุกคนในศาลาร้างตกอยู่ในความเงียบหญิงผู้เลี้ยงดูเซียวจิ่นเหิงมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ไม่เพียงเป็นสายลับของฮองเฮา หากยังเป็นผู้ผสมพิษลงในอาหารของเขาทีละน้อย และนำตราทหารปลอมไปซ่อนไว้ในห้องหนังสือเพื่อสร้างหลักฐานว่าท่านอ๋องเตรียมก่อกบฏกู้เหยียนกำด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นตามหลังมือ ดวงตาของเขาแดงก่ำทั้งจากความโกรธและความผิดหวัง“ท่านอ๋องเคารพท่านไม่ต่างจากมารดา” เขากล่าว “เหตุใดจึงทำกับพระองค์ได้ลงคอ”หลัวมามายังคงยืนสงบนิ่งอยู่กลางวงล้อม ราวกับคำถามนั้นไม่อาจทำร้ายความรู้สึกของนางได้อีกแล้ว“ข้ามีหน้าที่ของข้า”“หน้าที่ซึ่งต้องวางยาคนที่ท่านเลี้ยงมากับมือหรือ”“หากข้าไม่ทำ คนอื่นก็จะทำอยู่ดี อย่างน้อยข้ายังควบคุมปริมาณให้เขามีชีวิตอยู่ได้นานถึงเพียงนี้”คำแก้ตัวนั้นยิ่งทำให้กู้เหยียนโกรธ เขาก้าวเข้าไปหมายจะจับตัวนาง แต่ฉู่เยว่หลันกลับยกมือห้าม“ตราทหารซึ่งพบในห้องหนังสือเป็นของจริงหรือไม่”จากการตรวจสอบเบื้องต้น ตราที่ทหารหลวงค้นพบมีรูปลักษณ์เหมือนของจริงทุกประการ ทว่าเมื่อกู้เหยียนลองใช้คู่กับตราอีกครึ่งซึ่งเก็บอยู่ในกรมทหาร กลไกภายในกลับไม่เชื่อมเข้าหากัน
ชิงอวี้ยังคงคุกเข่าอยู่ใต้เงาต้นไม้ แม้พื้นดินจะชื้นเย็นและชายกระโปรงเปรอะเปื้อนโคลน นางก็ไม่กล้าขยับจนกว่าฉู่เยว่หลันจะอนุญาต“ครอบครัวของเจ้าอยู่ในมือองค์ชายสี่ หมายความว่าอย่างไร”เยว่หลันไม่ได้รีบเชื่อคำสารภาพ นางยืนห่างออกไปหลายก้าวและซ่อนมือข้างหนึ่งไว้ใกล้ถุงเข็มเงินใต้แขนเสื้อ“บิดาของบ่าวเคยเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคลังเสบียงทางใต้เจ้าค่ะ” ชิงอวี้ตอบ “เมื่อห้าปีก่อนเขาพบว่ามีข้าวจำนวนมากถูกนำออกจากคลังโดยใช้ตราประทับปลอม จึงคิดจะรายงานราชสำนัก แต่คนขององค์ชายสี่พบเรื่องเสียก่อน”“จากนั้นเล่า”“พวกเขาสร้างหลักฐานกล่าวหาว่าบิดาบ่าวเป็นผู้ยักยอกเสบียง หากไม่ยอมทำงานให้ พระองค์จะส่งหลักฐานเหล่านั้นให้กรมอาญา คนทั้งครอบครัวอาจถูกประหาร”“ดังนั้นเจ้าจึงถูกส่งมาอยู่ข้างกายข้า”ชิงอวี้พยักหน้า น้ำตาไหลลงตามแก้มหน้าที่ของนางคือรายงานทุกสิ่งที่เยว่หลันทำ ค้นหากุญแจทองแดง และหาตำแหน่งของหลักฐานจากห้องลับ ยาพิษในคืนแรกไม่ได้มีเป้าหมายฆ่าเยว่หลัน หากใช้ทำให้ร่างกายอ่อนแรงและความทรงจำสับสน เพื่อให้คำพูดของนางหมดความน่าเชื่อถือ“แล้วสาวใช้ในศาลบรรพชนเล่า เจ้าเป็นคนส่งนางมาค้นห้องหรือไม่”“ไม่ใช่
ฉู่เยว่หลันเผาจดหมายของเซียวหย่งเซวียนทันทีหลังอ่านจบเปลวไฟลามจากมุมกระดาษเข้าสู่ข้อความอย่างรวดเร็ว ถ้อยคำซึ่งเสนอแลกชีวิตบิดากับหลักฐานค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเถ้าสีดำอยู่ภายในกระถางทองเหลืองนางไม่คิดนำหลักฐานจากห้องลับไปแลกเปลี่ยนหากยอมทำตามข้อเสนอ องค์ชายสี่อาจปล่อยบิดาหรือช่วยเซียวจิ่นเหิงจริง แต่ผู้เสียชีวิตทั้งหมดจะไม่มีวันได้รับความยุติธรรม แผนก่อกบฏจะดำเนินต่อ และชีวิตของคนทั้งเมืองหลวงอาจต้องสูญเสียเพราะการตัดสินใจของนางที่สำคัญ คนซึ่งจับตัวฉู่เหวินซานไปย่อมไม่มีสิทธิ์ใช้คำว่าเมตตามาต่อรองเยว่หลันเรียกเสี่ยวเถาเข้ามาช่วยแต่งตัว นางเปลี่ยนเป็นชุดแพทย์ชาย เก็บเส้นผมทั้งหมดไว้ใต้หมวก ใช้ผงสมุนไพรทำให้ผิวคล้ำและแต้มหนวดบางเหนือริมฝีปากกู้เหยียนจัดเตรียมป้ายของหมอหลวงซึ่งถูกเรียกไปตรวจอาการนักโทษให้ ส่วนแผนหลบหนีถูกซ่อนอยู่ใต้กล่องเข็มเงิน“รถม้าจะรออยู่หลังศาลต้าหลี่” กู้เหยียนอธิบาย “กระหม่อมเตรียมม้าฝีเท้าดีไว้สามตัว หากท่านอ๋องออกจากคุกได้ เราจะใช้ทางน้ำหลบออกจากเมืองก่อนรุ่งสาง”“ทหารชายแดนเล่า”“มีกำลังส่วนหนึ่งรออยู่ที่เมืองชิงเหอ สามารถคุ้มกันท่านอ๋องเดินทางกลับเหนือได้”







