LOGINนางถูกส่งไปแต่งงานกับแม่ทัพผู้ตายแล้ว แต่ในคืนเข้าหอ เจ้าบ่าวกลับมีชีวิตอยู่! จากวิวาห์กับป้ายวิญญาณ สู่การร่วมมือเปิดโปงแผนกบฏ เมื่อศพในโลงไม่ใช่เขา และคนที่น่าไว้ใจที่สุดอาจเป็นฆาตกรตัวจริง
View Moreข่าวการสิ้นพระชนม์ของอ๋องฉางเย่เดินทางมาถึงเมืองหลวงในเช้าวันที่ท้องฟ้าหม่นมัวราวกับถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่าน
เซียวจิ่นเหิง แม่ทัพพยัคฆ์รัตติกาลผู้บัญชาการกองทัพชายแดนเหนือ ถูกลอบโจมตีระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง รถม้าของเขาถูกต้อนจนตกจากหน้าผา ก่อนเพลิงจะเผาผลาญทั้งขบวนจนแทบไม่เหลือสิ่งใดให้ตรวจสอบ
ร่างที่ค้นพบเสียหายจนไม่อาจระบุใบหน้าได้ สิ่งซึ่งใช้ยืนยันตัวตนมีเพียงชุดเกราะสีดำ ป้ายหยกประจำพระองค์ และดาบยาวที่เคยติดกายเขาไปทุกสมรภูมิ
ราชสำนักจึงประกาศอย่างเป็นทางการว่า อ๋องฉางเย่สิ้นพระชนม์แล้ว
ธงสีขาวถูกแขวนไปทั่วเมืองหลวง สุราและงานรื่นเริงถูกสั่งห้ามเป็นเวลาเจ็ดวัน ประชาชนจำนวนมากนำดอกไม้กับเครื่องเซ่นไปวางหน้าประตูเมือง เพื่อไว้อาลัยแก่แม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดินมานานหลายปี
ในขณะที่ผู้คนกำลังโศกเศร้ากับการจากไปของวีรบุรุษ ตระกูลฉู่กลับต้องเผชิญกับหายนะอีกด้านหนึ่ง
ฉู่เหวินซาน เจ้ากรมอาญา ถูกกล่าวหาว่าปลอมแปลงผลชันสูตรศพทหารคนหนึ่งซึ่งเสียชีวิตก่อนขบวนของเซียวจิ่นเหิงถูกลอบโจมตี รายงานฉบับเดิมระบุว่าทหารผู้นั้นตายด้วยโรคเฉียบพลัน แต่เมื่อตรวจสอบซ้ำกลับพบร่องรอยของพิษ
ความผิดฐานบิดเบือนหลักฐานในคดีที่เกี่ยวข้องกับเชื้อพระวงศ์มีโทษหนัก หากถูกตัดสินว่ามีความผิด ไม่เพียงฉู่เหวินซานต้องถูกประหาร คนในตระกูลฉู่ทุกคนอาจถูกถอดยศ ริบทรัพย์ และเนรเทศไปยังชายแดน
ทหารหลวงปิดล้อมจวนฉู่มาสามวันแล้ว
บรรยากาศภายในจวนเงียบงัน คนรับใช้ไม่กล้าพูดคุยกันแม้แต่คำเดียว ทุกคนต่างหวาดกลัวว่าเสียงเคาะประตูครั้งต่อไปจะเป็นคำสั่งจับกุมทั้งตระกูล
ฉู่เยว่หลันนั่งอยู่ในห้องโถงด้วยแผ่นหลังตั้งตรง ดวงหน้าของนางสงบนิ่ง แม้เบื้องหน้าจะเป็นขันทีจากวังหลวงซึ่งถือราชโองการกำหนดชะตาชีวิตของนางเอาไว้
“คุณหนูฉู่รับราชโองการ”
หญิงสาวคุกเข่าลงบนพื้นหินเย็นเฉียบ
เสียงของขันทีดังกังวานไปทั่วห้องโถง กล่าวถึงสัญญาสมรสซึ่งเซียวจิ่นเหิงเคยทูลขอไว้ก่อนเดินทางกลับเมืองหลวง แม้บัดนี้ฝ่ายชายจะเสียชีวิต แต่เพื่อรักษาพระเกียรติและให้มีผู้ดูแลป้ายวิญญาณ ราชสำนักจึงประสงค์ให้การสมรสดำเนินต่อไป
ฉู่เยว่หลันจะต้องแต่งเข้าจวนฉางเย่อ๋องในฐานะพระชายา และถือครองความเป็นม่ายไปตลอดชีวิต
สิ่งที่ไม่ได้ถูกเขียนอยู่ในราชโองการกลับถูกกล่าวเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หากคุณหนูฉู่ยินดีรับพระราชทานสมรส การพิจารณาคดีของใต้เท้าฉู่จะถูกเลื่อนออกไปจนกว่าการไว้ทุกข์จะสิ้นสุด แต่หากปฏิเสธ…”
ขันทีทอดสายตามองฉู่เหวินซานซึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ไม่ไกล
“ศาลต้าหลี่จะดำเนินคดีทันที”
คำขู่นั้นชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องกล่าวให้จบ
ฉู่เยว่หลันกำมือใต้แขนเสื้อแน่น นางไม่เชื่อว่านี่คือความเมตตาจากราชสำนัก การแต่งสตรีที่ยังมีชีวิตให้แก่บุรุษผู้ตายไปแล้วไม่ต่างจากการฝังนางลงในสุสานทั้งเป็น
กระนั้นนางไม่มีทางเลือก
หากนางปฏิเสธ บิดาอาจถูกประหารก่อนมีโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์
หญิงสาวก้มศีรษะลงจนหน้าผากแตะพื้น
“หม่อมฉันฉู่เยว่หลัน น้อมรับพระราชโองการ”
เพียงประโยคเดียว ชีวิตที่เหลืออยู่ของนางก็ถูกผูกติดกับคนตายอย่างสมบูรณ์
พิธีสมรสถูกกำหนดขึ้นในอีกสามวันต่อมา ไม่มีใครสนใจว่าระยะเวลาจะกระชั้นชิดเพียงใด เพราะเจ้าบ่าวไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอีกแล้ว
เช้าวันออกเรือน ฉู่เยว่หลันสวมชุดเจ้าสาวสีแดงซึ่งถูกตัดเย็บไว้อย่างงดงาม ลายหงส์ทองบนชายกระโปรงเปล่งประกายอยู่ใต้แสงตะเกียง แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางผ้าขาวไว้ทุกข์ซึ่งแขวนอยู่ทั่วจวน สีแดงสดกลับดูคล้ายคราบเลือดมากกว่าสีแห่งความเป็นสิริมงคล
ก่อนคลุมผ้าแดง นางขอเข้าไปพบบิดาตามลำพัง
ฉู่เหวินซานยืนหันหลังให้นางอยู่ริมหน้าต่าง เพียงสามวันที่ถูกกักบริเวณ เส้นผมของเขาก็ขาวขึ้นกว่าเดิมมาก
“ท่านพ่อ”
เขาหันกลับมา เมื่อเห็นบุตรสาวในชุดเจ้าสาว ดวงตาซึ่งเคยเคร่งขรึมอยู่เสมอกลับแดงก่ำ
“เยว่หลัน พ่อขอโทษ”
นางส่ายหน้า “ท่านพ่อไม่ได้เป็นผู้บังคับให้ข้าตัดสินใจ”
“แต่เป็นเพราะพ่อ เจ้าจึงต้องแต่งให้คนตาย”
“ท่านพ่อเคยสอนข้าว่า ก่อนผลชันสูตรจะได้รับการตรวจสอบ ไม่มีผู้ใดสมควรถูกตัดสินว่ามีความผิด ข้าก็จะไม่ยอมให้ท่านถูกลงโทษทั้งที่ความจริงยังไม่กระจ่าง”
ฉู่เหวินซานมองนางอยู่นาน ราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญ ในที่สุดเขาก็เดินไปปิดประตู ตรวจสอบด้านนอกจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดแอบฟัง ก่อนหยิบกุญแจทองแดงขนาดเล็กออกมาจากแขนเสื้อ
ลวดลายบนกุญแจสึกกร่อนจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงรูปดอกเหมยครึ่งหนึ่งตรงปลายด้าม
เขาวางมันลงบนฝ่ามือบุตรสาวแล้วกำมือนางให้ปิดสนิท
“ในจวนฉางเย่อ๋องมีห้องหนึ่งซึ่งไม่มีประตู”
ฉู่เยว่หลันขมวดคิ้ว “ห้องที่ไม่มีประตูแล้วจะเข้าไปได้อย่างไร”
“กุญแจดอกนี้จะพาเจ้าเข้าไป”
น้ำเสียงของฉู่เหวินซานเบาลงทุกขณะ
“หากอยากช่วยตระกูลฉู่ จงตามหาห้องนั้นให้พบ สิ่งที่อยู่ภายในจะบอกเจ้าว่าเหตุใดพ่อจึงถูกกล่าวหา แต่อย่าให้ใครเห็นกุญแจเด็ดขาด”
“แม้แต่คนในจวนอ๋องหรือเจ้าคะ”
“อย่าไว้ใจผู้ใด”
แววตาของเขาสั่นไหว ก่อนกล่าวคำเตือนซึ่งทำให้นางรู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูก
“แม้แต่คนที่ควรตายไปแล้ว”
ฉู่เยว่หลันต้องการถามต่อ แต่เสียงเร่งรัดของแม่สื่อดังมาจากด้านนอก ฉู่เหวินซานจึงรีบซ่อนกุญแจไว้ในช่องลับของสายคาดเอวนาง
“จำไว้ว่าสิ่งที่ตามองเห็นอาจไม่ใช่ความจริง คนเป็นอาจโกหกได้ ศพก็อาจถูกบังคับให้โกหกได้เช่นกัน”
นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของบิดาก่อนผ้าคลุมสีแดงจะบดบังสายตาของนาง
เกี้ยวเจ้าสาวเคลื่อนออกจากจวนฉู่โดยไม่มีเสียงประทัด ไม่มีเสียงดนตรีมงคล มีเพียงเสียงสวดส่งวิญญาณของนักพรตดังคลอไปตลอดทาง
ประชาชนสองข้างถนนพากันออกมามอง บ้างสงสารหญิงสาวผู้ต้องแต่งงานกับคนตาย บ้างซุบซิบว่านางยอมขายชีวิตเพื่อช่วยบิดาซึ่งเป็นคนผิด
ฉู่เยว่หลันได้ยินทุกถ้อยคำ แต่ทำเพียงนั่งนิ่งอยู่ภายในเกี้ยว
นางไม่ได้หวาดกลัวการถูกเรียกว่าหญิงม่าย สิ่งที่นางกลัวคือการไม่มีเวลาเพียงพอค้นหาความจริง ก่อนราชสำนักจะตัดสินคดีของบิดา
เมื่อเกี้ยวมาถึงจวนฉางเย่อ๋อง ความเย็นเยียบก็แผ่เข้ามาแม้อยู่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ
เหนือประตูใหญ่ไม่มีโคมแดง มีเพียงโคมกระดาษสีขาวซึ่งเขียนอักษรคำว่า “อาลัย” คนรับใช้ทุกคนสวมชุดไว้ทุกข์ เมื่อเจ้าสาวก้าวลงจากเกี้ยว ไม่มีเสียงอวยพรแม้แต่คำเดียว
ภายในห้องโถงใหญ่ โลงศพไม้ดำตั้งอยู่ท่ามกลางเทียนสีขาวนับร้อย ด้านหน้าเป็นป้ายวิญญาณสลักพระนามของเซียวจิ่นเหิง ถัดไปมีชุดเกราะสีดำกับดาบยาววางอยู่แทนตัวเจ้าบ่าว
เยว่หลันถูกพาไปยืนข้างป้ายวิญญาณ แม่สื่อมอบปลายผ้าแดงอีกด้านให้คนรับใช้ถือ ก่อนประกาศเริ่มพิธี
“คำนับฟ้าดิน”
นางก้มตัวลงตามธรรมเนียม
“คำนับบรรพชน”
กลิ่นธูปหนาทึบจนหายใจลำบาก
“สามีภรรยาคำนับกัน”
คนรับใช้ยกป้ายวิญญาณขึ้นหันมาทางนาง
เสียงกระซิบของแขกดังขึ้นโดยรอบ
“น่าสงสาร อายุเพียงเท่านี้ต้องเป็นม่ายเสียแล้ว”
“จะน่าสงสารอะไร หากไม่แต่ง บิดาของนางคงถูกประหารไปแล้ว”
“ได้เป็นถึงพระชายาอ๋องฉางเย่ ต่อให้สามีตายแล้วก็ยังมีเกียรติกว่าสตรีทั่วไป”
ฉู่เยว่หลันไม่สนใจคำเหล่านั้น เพราะทันทีที่ก้มลงใกล้โลงศพ นางได้กลิ่นบางอย่างลอดผ่านรอยต่อของฝาโลง
กลิ่นไม่ถูกต้อง
ศพซึ่งถูกไฟไหม้และเก็บไว้นานหลายวันควรมีกลิ่นไหม้ผสมกลิ่นเน่าอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่ลอยออกมากลับเป็นกลิ่นสมุนไพรระงับการเน่าและกลิ่นน้ำมันสนที่เพิ่งทาลงบนผิวไม้ไม่นาน
นางเหลือบมองชุดเกราะซึ่งวางอยู่ข้างโลง คราบเลือดบนเกราะเป็นสีแดงคล้ำ แต่บริเวณขอบคราบไม่มีการซึมเข้าตามรอยแตกของโลหะ เลือดน่าจะถูกทาลงหลังจากถอดชุดออกจากร่างแล้ว
ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
หลังเสร็จพิธี ฝาโลงถูกเปิดให้พระชายาคนใหม่มองหน้าสามีเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดผนึก
เมื่อเยว่หลันเดินเข้าไปใกล้ นางเห็นร่างไหม้เกรียมอยู่ภายใน แม้ไม่เหลือเค้าโครงใบหน้า แต่จากกระดูกหัวไหล่และความยาวของช่วงแขน ศพนี้สูงไม่เกินเจ็ดฉื่อครึ่ง
ตามบันทึกกองทัพ เซียวจิ่นเหิงสูงเกินแปดฉื่อ ทั้งยังมีรอยดาบเก่าที่กระดูกไหปลาร้าซ้าย แต่ศพตรงหน้ากลับไม่มีร่องรอยดังกล่าว
นี่ไม่ใช่เซียวจิ่นเหิง
นางเก็บความตกใจไว้ภายใต้ผ้าคลุมหน้า ก่อนเอ่ยว่าต้องการอยู่ส่งวิญญาณสามีตามลำพัง ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านพระชายาผู้กำลังไว้ทุกข์ คนทั้งหมดจึงทยอยออกไปจากห้องโถง
เมื่อประตูปิดสนิท ฉู่เยว่หลันจึงถอดผ้าคลุมหน้า วางเทียนไว้ใกล้โลงและเริ่มตรวจสอบศพ
นิ้วของศพงองุ้มผิดธรรมชาติ รอยไหม้บริเวณใบหน้ามีขอบเรียบคล้ายเคยถูกสิ่งหนึ่งปกคลุมเอาไว้ก่อนถูกเผา นางใช้ปิ่นเงินเขี่ยตรงข้างหู จึงพบเศษกาวกับหนังบาง ๆ ติดอยู่
มีผู้เคยสวมหน้ากากหนังให้ศพนี้ แล้วถอดออกก่อนนำมาใส่โลง
ฉู่เยว่หลันใช้ผ้าห่อปลายมือ ก่อนกดขากรรไกรของศพให้เปิดออก สิ่งหนึ่งสะท้อนแสงอยู่ใต้ลิ้น
เป็นเข็มเงินขนาดเล็ก ปลายเข็มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
“ถูกวางยาพิษก่อนเผา…”
นางพึมพำกับตนเอง
คนผู้นี้ไม่ได้ตายจากรถม้าตกหน้าผา เขาถูกวางยาพิษเสียชีวิตก่อน จากนั้นจึงถูกสวมรอยให้เป็นอ๋องฉางเย่และเผาทำลายตัวตน
หากศพในโลงไม่ใช่เซียวจิ่นเหิง แล้วเจ้าของชื่อหายไปอยู่ที่ใด
คำเตือนของบิดาดังก้องขึ้นในความคิด อย่าไว้ใจผู้ใด แม้แต่คนที่ควรตายไปแล้ว
เสียงฝีเท้าดังมาจากนอกห้อง เยว่หลันรีบจัดทุกอย่างกลับเข้าที่และถอยห่างจากโลง ประตูเปิดออกพร้อมสาวใช้ซึ่งเข้ามาแจ้งว่าถึงเวลาส่งตัวพระชายาเข้าเรือนหอแล้ว
นางจึงจำต้องเก็บความสงสัยเอาไว้ก่อน
เรือนหอถูกตกแต่งอย่างประหลาด เตียงนอนปูด้วยผ้าสีแดงตามธรรมเนียมมงคล แต่รอบห้องกลับมีเทียนสีขาวและผ้าม่านไว้ทุกข์ ไม่มีสุรามงคล ไม่มีถั่วลิสงหรือพุทราแห้งสำหรับอวยพรให้มีบุตร เพราะไม่มีผู้ใดคาดหวังว่าคู่สมรสซึ่งเหลือเพียงคนเดียวจะมีทายาทได้
เมื่อคนรับใช้ออกไปหมดแล้ว ความเงียบก็เข้าปกคลุมห้อง
ฉู่เยว่หลันถอดมงกุฎหงส์ออกจากศีรษะ ก่อนนำกุญแจทองแดงจากสายคาดเอวมาตรวจดู นางยังไม่ทันพิจารณาลวดลายอย่างละเอียด สายตาก็เหลือบเห็นบางสิ่งบนพื้น
หยดเลือด
มันเป็นสีแดงสดและยังไม่แห้ง แสดงว่าเพิ่งหยดลงมาไม่นาน
เลือดทอดเป็นทางจากหน้าต่างไปยังหลังม่านข้างเตียง
ฉู่เยว่หลันรีบซ่อนกุญแจกลับเข้าไปในเสื้อ นางหยิบปิ่นเงินปลายแหลมถือไว้ในมือ ก่อนเดินตามรอยเลือดอย่างเงียบเชียบ
ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างซึ่งเปิดอยู่เพียงเล็กน้อย เปลวเทียนไหววูบ เงาของนางทอดยาวไปบนพื้นราวกับมีใครอีกคนกำลังเดินติดตามอยู่ด้านหลัง
เมื่อปลายนิ้วแตะม่าน นางกลั้นหายใจก่อนกระชากมันออก
ด้านหลังว่างเปล่า
ทว่าชั่วขณะต่อมา ลมเย็นวาบก็พุ่งผ่านข้างแก้ม แขนแข็งแรงรั้งร่างนางเข้าไปปะทะอกกว้าง คมดาบเย็นเฉียบพาดลงบนลำคอ พร้อมฝ่ามือที่ปิดปากไม่ให้นางส่งเสียง
“อย่าร้อง”
เสียงของบุรุษดังชิดใบหู แหบพร่าแต่เต็มไปด้วยอำนาจ
ฉู่เยว่หลันหยุดดิ้น นางมองเงาสะท้อนบนกระจกทองเหลืองตรงหน้า
ชายผู้ยืนอยู่ด้านหลังสวมชุดดำ ร่างสูงใหญ่กว่าแปดฉื่อ ใบหน้าคมคายซีดเซียวจากการเสียเลือด คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือดวงตาคมกริบ แม้สภาพอิดโรย แต่ความน่าเกรงขามยังไม่ลดลงแม้แต่น้อย
ใบหน้านั้นเหมือนภาพวาดของอ๋องฉางเย่ซึ่งแขวนอยู่ในห้องโถงทุกประการ
เซียวจิ่นเหิง
เจ้าบ่าวซึ่งนางเพิ่งคำนับป้ายวิญญาณร่วมกับเขาเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน
คนที่ควรนอนเป็นศพอยู่ในโลง
เขายังมีชีวิตอยู่
เซียวจิ่นเหิงมองนางผ่านกระจก ดวงตาไร้แววอ่อนโยน คมดาบกดลงจนผิวบริเวณลำคอรู้สึกเจ็บเล็กน้อย
“หากชายาของข้ายังอยากมีชีวิตอยู่ จงทำให้ทุกคนเชื่อต่อไปว่าสามีของเจ้าตายแล้ว”
ฉู่เยว่หลันก้มมองแขนของเขาซึ่งกำลังรัดเอวตนอยู่ เลือดสีเข้มไหลผ่านปลายนิ้วและหยดลงบนชุดเจ้าสาวของนาง บริเวณสีข้างมีบาดแผลฉกรรจ์จนเนื้อผ้าเปียกชุ่ม
แรงที่กดดาบอยู่เริ่มสั่น แม้เจ้าตัวพยายามปิดบัง
เยว่หลันค่อย ๆ ยกมือขึ้น จับข้อมือซึ่งปิดปากนางแล้วดึงออก
“ท่านอ๋อง”
นางเอ่ยโดยไม่ร้องขอความช่วยเหลือ สีหน้าสงบนิ่งเกินกว่าที่เขาคาด
“ก่อนจะขู่เอาชีวิตข้า ท่านควรห่วงชีวิตตนเองเสียก่อน”
เซียวจิ่นเหิงหรี่ตาลง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
เยว่หลันเหลือบมองคราบเลือดบนชุดของตน ก่อนสบดวงตาคมคู่นั้นตรง ๆ
“บาดแผลของท่านยังมีเลือดไหล สีริมฝีปากเริ่มคล้ำ และมือข้างที่ถือดาบกำลังไร้เรี่ยวแรง หากข้าเดาไม่ผิด อาวุธที่ทำร้ายท่านคงอาบพิษเอาไว้ด้วย”
ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
นางจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หากไม่ยอมให้ข้ารักษา ต่อให้ข้าเก็บความลับเก่งเพียงใด ท่านก็จะกลายเป็นคนตายจริง ๆ ก่อนรุ่งสาง”
สิ้นคำ ร่างสูงใหญ่ที่เคยยืนมั่นคงกลับโอนเอน คมดาบหลุดจากลำคอนางและตกกระทบพื้นเสียงดัง
ฉู่เยว่หลันรับตัวเขาไว้ก่อนจะล้มลง ทั้งสองทรุดอยู่ท่ามกลางม่านสีแดงและเทียนไว้ทุกข์สีขาว
นอกหน้าต่าง เสียงระฆังส่งวิญญาณดังขึ้นอีกครั้ง
ทว่าเจ้าของงานศพกลับยังหายใจอยู่ในอ้อมแขนของเจ้าสาวตนเอง
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์ก่อกบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายบนกำแพงวังได้รับการซ่อมแซม ตำหนักซึ่งถูกเพลิงเผาถูกสร้างขึ้นใหม่ ขุนนางที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของอดีตฮองเฮาถูกลงโทษตามความผิด ส่วนทหารชั้นผู้น้อยซึ่งถูกหลอกใช้และยอมวางอาวุธได้รับการละเว้นโทษตามคำร้องของเซียวจิ่นเหิงฮ่องเต้แต่งตั้งองค์ชายหก ผู้มีความสามารถและไม่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจ เป็นรัชทายาทพระองค์ใหม่ อีกทั้งยังปรับระบบควบคุมกำลังทหารทั้งหมดนับจากนั้น การเคลื่อนกองทัพจำนวนมากต้องได้รับตรารับรองจากสามฝ่าย ได้แก่ ฮ่องเต้ กรมทหาร และแม่ทัพผู้ควบคุมกำลัง ไม่อนุญาตให้บุคคลเพียงผู้เดียวถือครองอำนาจสั่งการทั้งหมดอีกต่อไปสำหรับเซียวจิ่นเหิง แม้จะได้รับการคืนตำแหน่งและได้รับข้อเสนอให้กลับไปควบคุมกองทัพชายแดนเหนือ แต่เขากลับยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพเมื่อฮ่องเต้ถามเหตุผล เขาตอบเพียงว่าใช้ชีวิตในสนามรบมานานเกินไป ถึงเวลาที่ควรคืนอำนาจให้แก่คนรุ่นใหม่ และใช้สิ่งที่ตนเรียนรู้มาสะสางความอยุติธรรมซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในราชสำนักเขาจึงได้รับแต่งตั้งให้ดูแลหน่วยตรวจสอบพิเศษ มีอำนาจรื้อฟื้นคดีซึ่งอาจถู
คมมีดเย็นเฉียบกดแนบอยู่บนลำคอของฉู่เยว่หลันฮองเฮาประทับอยู่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งจับไหล่นางไว้แน่น อีกข้างถือมีดอาบพิษ หากพระนางขยับเพียงเล็กน้อย เส้นเลือดบริเวณลำคออาจถูกตัดขาดในทันทีรอบท้องพระโรงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นน้ำมันซึ่งไหลออกมาจากช่องใต้พื้น องครักษ์ของฮองเฮายืนถือคบเพลิงอยู่ใกล้สายชนวน หากเปลวไฟสัมผัสลงไปแม้แต่นิดเดียว น้ำมันและดินระเบิดซึ่งฝังอยู่ใต้เสาหลายต้นจะลุกไหม้พร้อมกันฮ่องเต้ ขุนนาง ทหาร และคนทั้งหมดในบริเวณนี้จะไม่มีผู้ใดหนีออกไปทันเซียวจิ่นเหิงยืนอยู่ตรงลานหน้าท้องพระโรง ดาบในมือยังเปื้อนเลือดจากการต่อสู้ ข้างกายมีทหารรักษาเมืองซึ่งเพิ่งเปลี่ยนฝ่ายมาสนับสนุนเขาแม้กองกำลังของฮองเฮากำลังพ่ายแพ้ แต่พระนางกลับถือไพ่เหนือกว่าอีกครั้ง เพราะชีวิตของเยว่หลันกับผู้คนจำนวนมากอยู่ในมือ“วางดาบ”เสียงของฮองเฮาดังมาจากบันไดท้องพระโรงเซียวจิ่นเหิงไม่ได้ขยับ ดวงตาคมจับอยู่ตรงรอยเลือดบาง ๆ บนลำคอภรรยา คมมีดกดลึกจนผิวถูกบาดแล้ว“ปล่อยนางก่อน”“เวลานี้เจ้ายังมีสิทธิ์ต่อรองกับข้าอีกหรือ”ฮองเฮาออกแรงกดมีดเพิ่ม ของเหลวสีแดงไหลลงมาตามลำคอของเยว่หลันเซียวจิ่นเหิงโยนดาบล
เสียงระฆังเตือนภัยดังกึกก้องไปทั่ววังหลวงเปลวเพลิงลุกขึ้นจากหอเฝ้าระวังทางทิศใต้ พร้อมเสียงอาวุธปะทะและเสียงตะโกนของทหารซึ่งดังกระทบกำแพงสูงไปทุกทิศทางขบวนเสบียงที่ผ่านเข้ามาก่อนประตูวังปิดเผยตัวตนที่แท้จริง คนงานนับร้อยถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก ด้านในเป็นชุดทหารติดเกราะพร้อมรบ พวกเขาเปิดลังซึ่งควรบรรจุอาหารและเครื่องเซ่น แจกจ่ายดาบ ธนู กับหน้าไม้ให้แก่พรรคพวกซึ่งแฝงตัวอยู่ตามตำหนักต่าง ๆทหารเวรยามบริเวณประตูทิศใต้ถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว คนขององค์ชายสี่สังหารหัวหน้าเวร ยึดกลไกประตู และจุดคบเพลิงเป็นสัญญาณให้กองกำลังซึ่งซ่อนอยู่นอกกำแพงบุกเข้ามาภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ประตูวังสามแห่งก็ตกอยู่ในการควบคุมของฝ่ายกบฏขุนนางซึ่งพักอยู่ในวังเพื่อเตรียมร่วมพิธีบวงสรวงถูกลากตัวออกจากที่พัก ผู้ใดประกาศภักดีต่อฮ่องเต้จะถูกปลดอาวุธและควบคุมตัว ส่วนผู้ที่เตรียมเข้าร่วมกับองค์ชายสี่อยู่แล้วต่างเปลี่ยนมาสวมผ้าสีครามตรงต้นแขน เพื่อให้ฝ่ายเดียวกันจดจำได้ฉู่เยว่หลันถูกขังอยู่ในเรือนชั้นในของตำหนักองค์ชายสี่ นางได้ยินเสียงการต่อสู้ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่ไม่รู้ว่ากองกำลังฝ่ายใดกำลังได้เปรียบประตูห
คำสารภาพของหลัวมามาทำให้ทุกคนในศาลาร้างตกอยู่ในความเงียบหญิงผู้เลี้ยงดูเซียวจิ่นเหิงมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ไม่เพียงเป็นสายลับของฮองเฮา หากยังเป็นผู้ผสมพิษลงในอาหารของเขาทีละน้อย และนำตราทหารปลอมไปซ่อนไว้ในห้องหนังสือเพื่อสร้างหลักฐานว่าท่านอ๋องเตรียมก่อกบฏกู้เหยียนกำด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นตามหลังมือ ดวงตาของเขาแดงก่ำทั้งจากความโกรธและความผิดหวัง“ท่านอ๋องเคารพท่านไม่ต่างจากมารดา” เขากล่าว “เหตุใดจึงทำกับพระองค์ได้ลงคอ”หลัวมามายังคงยืนสงบนิ่งอยู่กลางวงล้อม ราวกับคำถามนั้นไม่อาจทำร้ายความรู้สึกของนางได้อีกแล้ว“ข้ามีหน้าที่ของข้า”“หน้าที่ซึ่งต้องวางยาคนที่ท่านเลี้ยงมากับมือหรือ”“หากข้าไม่ทำ คนอื่นก็จะทำอยู่ดี อย่างน้อยข้ายังควบคุมปริมาณให้เขามีชีวิตอยู่ได้นานถึงเพียงนี้”คำแก้ตัวนั้นยิ่งทำให้กู้เหยียนโกรธ เขาก้าวเข้าไปหมายจะจับตัวนาง แต่ฉู่เยว่หลันกลับยกมือห้าม“ตราทหารซึ่งพบในห้องหนังสือเป็นของจริงหรือไม่”จากการตรวจสอบเบื้องต้น ตราที่ทหารหลวงค้นพบมีรูปลักษณ์เหมือนของจริงทุกประการ ทว่าเมื่อกู้เหยียนลองใช้คู่กับตราอีกครึ่งซึ่งเก็บอยู่ในกรมทหาร กลไกภายในกลับไม่เชื่อมเข้าหากัน