Home / โรแมนติก / วิวาห์ศพซ่อนบัลลังก์ / บทที่ 5 ค่ำคืนใต้หน้ากาก NC

Share

บทที่ 5 ค่ำคืนใต้หน้ากาก NC

Author: Ladyporn
last update publish date: 2026-09-16 11:49:07

“ท่านจะไม่รอดถึงรุ่งเช้า”

ถ้อยคำของฉู่เยว่หลันทำให้ห้องลับเงียบสนิท เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของเซียวจิ่นเหิงกับเสียงน้ำมันในตะเกียงแตกตัวเป็นระยะ

เส้นเลือดสีดำจากบาดแผลกำลังแผ่ขึ้นไปใกล้หัวใจ หากปล่อยไว้นานกว่านี้ ต่อให้เทวดาลงมารักษาก็คงช่วยชีวิตเขาไม่ได้

เยว่หลันรีบเปิดหีบยา หยิบสมุนไพรออกมาหลายชนิด ทั้งหญ้าหิมะ รากเพลิงแดง เกสรบัวขาว และเถาวัลย์ขับพิษ นางคำนวณปริมาณในใจ ก่อนบดทุกอย่างรวมกันแล้วแบ่งออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรกใช้ต้มดื่มเพื่อกดพิษในอวัยวะภายใน ส่วนที่สองต้องต้มในน้ำร้อนเพื่อเปิดรูขุมขนและขับพิษออกมากับเหงื่อ

ปัญหาคือกระบวนการถอนพิษจะทำให้ร่างกายเจ็บปวดอย่างรุนแรง ผู้ป่วยอาจขาดสติ คลุ้มคลั่ง หรือทำร้ายคนที่อยู่ใกล้โดยไม่รู้ตัว

“ข้าต้องเตรียมน้ำร้อน” เยว่หลันกล่าว “ท่านยังเดินไหวหรือไม่”

เซียวจิ่นเหิงพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ร่างสูงใหญ่ก็โอนเอนจนต้องใช้มือยันโต๊ะ

“ไปเรียกกู้เหยียนมา”

“ไม่ได้”

“เจ้าอาจรับมือข้าไม่ไหว”

“หากกู้เหยียนเห็นว่าท่านยังมีชีวิต ความลับทั้งหมดก็จะตกอยู่ในมือเขา”

“เขาติดตามข้ามานานหลายปี”

“แต่ท่านเองเป็นคนกล่าวว่าไม่มีผู้ใดในจวนไว้ใจได้” เยว่หลันมองเขาอย่างจริงจัง “เวลานี้เรายังไม่รู้ว่าใครเป็นคนทรยศ หากรองแม่ทัพกู้เกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร การเรียกเขาเข้ามาไม่ต่างจากการส่งท่านให้ศัตรู”

เซียวจิ่นเหิงขบกรามแน่น เขาไม่อาจโต้แย้งเหตุผลนั้นได้

“หากข้าขาดสติ เจ้าต้องออกไปทันที”

“หากข้าออกไป ผู้ใดจะถอนพิษให้ท่าน”

“ปล่อยให้ข้าตายยังดีกว่าให้เจ้าบาดเจ็บ”

เยว่หลันหยุดมือแล้วหันมามองเขา “เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ท่านยังกล่าวว่าข้าจะออกจากจวนเมื่อคดีสิ้นสุดก็ได้ เหตุใดเวลานี้จึงทำราวกับชีวิตข้าสำคัญนัก”

ชายหนุ่มหลบสายตา “ข้าไม่ต้องการติดหนี้ชีวิตผู้ใด”

“ถ้าเช่นนั้นก็จงมีชีวิตอยู่ชดใช้ให้ข้า”

นางไม่เปิดโอกาสให้เขาปฏิเสธอีก เยว่หลันออกจากห้องลับไปสั่งให้คนต้มน้ำ โดยอ้างว่าต้องการอาบน้ำสมุนไพรเพื่อชำระล้างหลังเหตุเพลิงไหม้ นางยังกำชับให้ทุกคนนำถังน้ำมาวางหน้าห้องแล้วออกไป ห้ามเข้ามารบกวนจนกว่าจะได้รับอนุญาต

หลังลงกลอนประตู นางจึงขนน้ำร้อนผ่านทางลับทีละถังจนเต็มอ่างไม้ในห้องเก็บอาวุธ จากนั้นเทสมุนไพรบดละเอียดลงไป น้ำใสค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงน้ำตาล กลิ่นขมร้อนลอยอบอวลอยู่ทั่วห้อง

เซียวจิ่นเหิงนั่งอยู่ริมเตียง เหงื่อเย็นไหลตามขมับ แม้อาการจะทรุดลงทุกขณะ เขายังคงพยายามรักษาสติ

เยว่หลันเดินเข้าไปหยุดตรงหน้า “ข้าต้องถอดเสื้อท่าน”

ดวงตาคมเหลือบขึ้นมองนาง “เจ้ากระดากหรือ”

“เมื่อคืนข้าเย็บบาดแผลให้ท่านมาแล้ว มีสิ่งใดต้องกระดากอีก”

“ตอนนั้นข้าหมดสติ”

“หากท่านพูดมากกว่านี้ อีกไม่นานก็คงหมดสติอีกครั้ง”

เยว่หลันปลดสายคาดเอวเขาออก มือของนางดูมั่นคง แต่ปลายนิ้วกลับเย็นเฉียบ เมื่อสาบเสื้อคลายออก ร่างกายแข็งแกร่งซึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า

รอยดาบพาดผ่านหัวไหล่ รอยลูกธนูอยู่ใกล้แผ่นอก และยังมีรอยแผลเก่าซ้อนทับกันอีกหลายแห่ง ทุกตำหนิเป็นหลักฐานของสงครามซึ่งเขาผ่านมา

เยว่หลันเคยตรวจศพบุรุษมาไม่น้อย นางควรคุ้นเคยกับร่างกายมนุษย์มากกว่าสตรีทั่วไป ทว่าการอยู่ใกล้เซียวจิ่นเหิงซึ่งยังหายใจและกำลังจับจ้องนางกลับแตกต่างจากทุกครั้ง

นางพยายามไม่สนใจสายตาคู่นั้น ก่อนช่วยเขาลงไปในอ่างน้ำ

ทันทีที่น้ำร้อนสัมผัสบาดแผล เซียวจิ่นเหิงก็เกร็งร่างอย่างรุนแรง มือทั้งสองกำขอบอ่างจนเส้นเลือดปูดขึ้นตามท่อนแขน แต่เขายังคงไม่ส่งเสียงร้อง

เยว่หลันใช้เข็มเงินปักลงตามจุดสำคัญ เพื่อบังคับให้พิษไหลออกมารวมตรงบาดแผล

“อีกไม่นานจะเริ่มเจ็บมากกว่านี้ หากทนไม่ไหวให้บอกข้า”

“ข้าทนได้”

“การยอมรับว่าเจ็บไม่ได้ทำให้ท่านเสียศักดิ์ศรี”

“เจ้าเคยเห็นข้าเสียศักดิ์ศรีน้อยเสียเมื่อใด ทั้งหมดสติในอ้อมแขนเจ้า ถูกเจ้าถอดเสื้อ และยังถูกเข็มจ่อข่มขู่”

เยว่หลันเกือบหลุดหัวเราะ ทว่ายังไม่ทันตอบ ฤทธิ์ยาก็เริ่มทำงาน

กล้ามเนื้อทั่วร่างของเซียวจิ่นเหิงเกร็งกระตุก ความเจ็บปวดแล่นไปตามเส้นเลือดราวกับถูกใบมีดนับพันกรีดจากภายใน เขาหลับตาและขบฟันแน่น ลมหายใจเริ่มติดขัด

น้ำในอ่างค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เลือดดำไหลซึมออกจากบาดแผลทีละน้อย

เยว่หลันประคองไหล่เขาไว้ “อย่ากลั้นหายใจ มองข้าแล้วหายใจตาม”

เซียวจิ่นเหิงเปิดตาขึ้นอย่างยากลำบาก ทว่าแววตาของเขากลับพร่าเลือน ไข้สูงทำให้แยกความจริงออกจากความทรงจำไม่ได้

“หลันเอ๋อร์…”

เยว่หลันชะงัก

ไม่มีผู้ใดในจวนแห่งนี้เรียกนางเช่นนั้น มีเพียงบิดา มารดาผู้ล่วงลับ และคนสนิทในตระกูลฉู่เท่านั้นที่รู้ชื่อเล่นนี้

“ท่านเรียกข้าว่าอะไร”

“อย่าออกไป…ฝนยังตกหนัก”

มือใหญ่คว้าข้อมือนางเอาไว้ ราวกับเกรงว่านางจะหายไป

“ศาลาร้างไม่ปลอดภัย เจ้ากลับมานี่”

คืนฝนตก ศาลาร้าง และบุรุษที่ได้รับบาดเจ็บ

เศษเสี้ยวความทรงจำเมื่อหกปีก่อนผุดขึ้นมาในความคิดของเยว่หลันอย่างกะทันหัน

ครั้งนั้นนางเดินทางไปเก็บสมุนไพรกับคนของจวน ระหว่างทางกลับเกิดฝนตกหนักจนต้องแวะหลบในศาลาร้างกลางป่า นางพบชายผู้หนึ่งนอนบาดเจ็บอยู่หลังแท่นบูชา ใบหน้าถูกปิดด้วยหน้ากากสีดำ มีลูกธนูปักอยู่ตรงหัวไหล่และคนร้ายกำลังตามล่า

เยว่หลันช่วยซ่อนเขา ถอนลูกธนู และเฝ้าอยู่ตลอดคืน

ชายผู้นั้นไม่ยอมเปิดเผยชื่อ นางเองก็ไม่เคยเห็นใบหน้าของเขา เมื่อรุ่งเช้ามาถึง เขาก็หายไปโดยทิ้งเพียงหยกสีดำชิ้นหนึ่งเอาไว้

หยกชิ้นนั้นยังถูกเก็บอยู่ในหีบของนางจนถึงทุกวันนี้

เยว่หลันมองรอยแผลเก่าตรงหัวไหล่ของเซียวจิ่นเหิง มันอยู่ในตำแหน่งเดียวกับบาดแผลของบุรุษสวมหน้ากากไม่มีผิด

“คนในศาลาร้างคืนนั้นคือท่านหรือ”

เซียวจิ่นเหิงเหมือนได้สติกลับคืนมาเล็กน้อย เขามองนางผ่านม่านไอร้อนก่อนพยักหน้า

“เป็นข้า”

“ท่านจำข้าได้ตั้งแต่เมื่อใด”

“ตั้งแต่ได้ยินเสียงเจ้าในพิธีสมรส”

“เพียงเสียงหรือ”

“เสียงของเจ้า กลิ่นสมุนไพรบนตัวเจ้า และปมเชือกที่ใช้พันแผล” เขายกมือแตะผ้าพันแผลตรงชายโครง “หกปีผ่านไป เจ้ายังผูกปมแบบเดิม”

เยว่หลันนึกถึงคืนแรกที่นางรักษาเขา วันนั้นเขาย่อมจำปมผ้าได้ตั้งแต่ก่อนหมดสติ แต่กลับไม่ยอมบอกอะไร

“หลังจากคืนนั้น เหตุใดท่านไม่เคยกลับไปหา”

“ข้าส่งคนไปสืบเรื่องเจ้าหลายครั้ง”

“สืบเรื่องข้า?”

“ข้ารู้ว่าเจ้าชอบติดตามบิดาไปศาลต้าหลี่ รู้ว่าเจ้าเคยแอบตรวจศพแทนเจ้าหน้าที่ผู้ป่วย และรู้ว่าเจ้าถูกแม่สื่อปฏิเสธถึงสามครั้ง เพราะข่าวลือว่าสตรีซึ่งสัมผัสคนตายจะนำความอัปมงคลเข้าสู่ตระกูล”

เยว่หลันรู้สึกร้อนขึ้นมาทั้งที่ไม่ได้อยู่ในอ่างยา “ท่านให้คนจับตามองข้ามาตลอดหกปีหรือ”

“ไม่ได้ติดตามตลอดเวลา เพียงให้รายงานว่าเจ้าปลอดภัย”

“แล้วเหตุใดไม่เข้ามาพบข้าด้วยตนเอง”

“ข้ากำลังสืบคดีของพระเชษฐา คนรอบตัวข้าถูกกำจัดทีละคน หากศัตรูรู้ว่าเจ้ามีความสำคัญต่อข้า…”

เซียวจิ่นเหิงหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านั้น แต่ความหมายกลับชัดเจน

เขาไม่เข้าใกล้นางเพราะต้องการให้นางอยู่นอกสายตาของศัตรู

เยว่หลันนึกถึงคำพูดของเขาในคืนก่อน เขาเคยบอกว่าเหตุผลซึ่งเลือกนางไม่ได้มีเพียงเรื่องบิดา แต่กลับปฏิเสธจะอธิบาย

“แล้วเหตุใดจึงขอพระราชทานสมรส”

แววตาของเซียวจิ่นเหิงค่อย ๆ ชัดขึ้น แม้ใบหน้ายังแดงจัดจากพิษไข้

“เซียวหย่งเซวียนเริ่มส่งคนไปมาหาสู่กับตระกูลฉู่”

“องค์ชายสี่?”

“เขาสนใจคดีเก่าและกำลังพยายามดึงบิดาเจ้าไปอยู่ฝ่ายตน หากเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขา เจ้าจะไม่มีทางถอนตัวได้อีก”

“ดังนั้นท่านจึงแต่งกับข้าเพื่อปกป้องข้าจากองค์ชายสี่?”

“ส่วนหนึ่ง”

เยว่หลันถอนเข็มเล่มหนึ่งออก ก่อนปักลงตำแหน่งใหม่ “ตอบมาตามจริงเถิด ท่านแต่งกับข้าเพื่อตอบแทนที่ข้าเคยช่วยชีวิต เพื่อปกป้องข้า หรือเพราะต้องการใช้บิดาข้าสืบคดีกันแน่”

เซียวจิ่นเหิงมองใบหน้าของนางผ่านไอร้อนซึ่งลอยอยู่เหนือผิวน้ำ

“ก่อนแต่งงาน มีทุกเหตุผลปะปนกัน”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เยว่หลันเจ็บแปลบอยู่ลึก ๆ แม้จะรู้อยู่แล้วก็ตาม

“แล้วตอนนี้เล่า”

เขายกมือขึ้นแตะแก้มนางอย่างช้า ๆ ฝ่ามือร้อนจัด แต่ปลายนิ้วกลับสั่นเล็กน้อยจากความอ่อนแรง

“หลังเห็นเจ้าอยู่ในชุดเจ้าสาว ข้ากลับไม่ต้องการให้เหตุผลเหล่านั้นสำคัญอีก”

“หมายความว่าอย่างไร”

“ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นหมาก ไม่อยากให้การสมรสเป็นเพียงเครื่องมือ และไม่ต้องการเห็นเจ้าออกจากจวนไปอยู่เคียงข้างชายอื่น”

นิ้วของเขาเลื่อนไปถึงริมฝีปากนาง

“ไม่ว่าเซียวหย่งเซวียนจะเสนอสิ่งใด ข้าก็ไม่ต้องการมอบเจ้าให้เขา”

หัวใจของเยว่หลันเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุม

นางควรถอยออกมา ควรเตือนตนเองว่าบุรุษตรงหน้ายังมีความลับมากมาย แต่เมื่อนึกถึงคืนฝนตกเมื่อหกปีก่อน นึกถึงคนเจ็บที่ยังฝืนยื่นเสื้อคลุมให้นางกันหนาว ทั้งยังแอบเฝ้ามองและคุ้มครองนางมาตลอดหลายปี กำแพงซึ่งสร้างไว้ในใจก็ค่อย ๆ สั่นคลอน

“ท่านอ๋องรู้หรือไม่ว่าคำพูดเช่นนี้ฟังดูไม่ต่างจากความหึงหวง”

“ข้าไม่เคยปฏิเสธว่าหึง”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้นางเงียบไป

เซียวจิ่นเหิงเลื่อนมือไปด้านหลังลำคอของนาง แต่ไม่ได้ดึงเข้าหา เขาเพียงรออยู่เช่นนั้น ราวกับมอบสิทธิ์ตัดสินใจทั้งหมดให้แก่นาง

เยว่หลันสบตาเขา ก่อนจะเป็นฝ่ายโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้

ริมฝีปากของทั้งคู่สัมผัสกันอย่างแผ่วเบาในครั้งแรก

เยว่หลันตอบจูบกลับ มือวางบนอกเขาอย่างแผ่วเบา รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงผิดปกติ

มือของเซียวจิ่นเหิงเลื่อนลงช้า ๆ ไปตามแผ่นหลัง แล้วหยุดที่สะโพก เขากดเบา ๆ ให้ร่างกายเธอชิดติดกับเขา

“เจ็บไหม?” เขาถามเมื่อนิ้วแตะบาดแผลเก่าบนแขนเธอ

“ไม่”

เขายิ้มบาง แล้วจูบลงที่ลำคอ ลิ้นแตะผิวเบา ๆ จนเธอสั่น

มืออีกข้างเลื่อนเข้าไปใต้เสื้อชั้นใน นิ้วยาวและอุ่นสัมผัสผิวท้องเรียบเนียน ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปแตะใต้ราวนม

เยว่หลันหายใจสะดุด

“บอกข้าถ้าไม่ชอบ” เขากระซิบข้างหู

เธอไม่พูด แต่กอดคอเขาแน่นขึ้น

นิ้วของเซียวจิ่นเหิงลูบไล้เบา ๆ วนรอบจุดยอดอกที่เริ่มแข็งตัว แล้วค่อย ๆ บีบและคลึงอย่างระมัดระวัง ความรู้สึกแปลกประหลาดและอุ่นลามไปทั่วร่างเธอ

เขาจูบลงมาที่กระดูกไหปลาร้า แล้วเลื่อนลงไปอีก ปากครอบยอดอกด้านหนึ่ง ดูดเบา ๆ ขณะที่นิ้วอีกข้างยังไม่หยุดเคลื่อนไหว

เยว่หลันครางแผ่ว มือกำผมเขา

เซียวจิ่นเหิงยกหัวขึ้น มองใบหน้าเธอที่แดงก่ำ “เจ้าสวยมากตอนนี้…”

เขายังไม่รีบเร่ง มือเลื่อนลงไปตามหน้าท้อง นิ้วแตะขอบกางเกงชั้นในช้า ๆ ราวกับรอคำอนุญาต

เยว่หลันมองเขา แล้วพยักหน้าเล็กน้อย

นิ้วยาวแทรกเข้าไปใต้ผ้า แตะผิวด้านในต้นขาที่นุ่มและอุ่น เขาลูบไล้ขึ้นลงช้า ๆ โดยยังไม่แตะจุดสำคัญ เพียงสร้างความคาดหวังให้เธอร้อนรุ่ม

เมื่อนิ้วสัมผัสรอยแยกที่เริ่มชื้น เยว่หลันสะดุ้งเล็กน้อย

“กลัว?”

“ไม่…แค่…”

“แค่?”

“ไม่เคย…”

เขายิ้มอ่อนโยน “ข้ารู้”

นิ้วกลางค่อย ๆ แทรกเข้าไปในร่อง ลูบไล้ขึ้นลงอย่างแผ่วเบา หลีกเลี่ยงการรุนแรง เพียงกระตุ้นให้ความชื้นเพิ่มขึ้น

เยว่หลันกัดริมฝีปาก หายใจเร็วขึ้น มือกำผ้าปูที่นอน

เซียวจิ่นเหิงจูบแก้มเธอ “ผ่อนคลาย…ข้าจะไม่ทำอะไรที่เจ้าไม่พร้อม”

นิ้วของเขาวนรอบจุดอ่อนไหวช้า ๆ กดเบา ๆ เป็นจังหวะ แล้วเลื่อนลงไปที่ทางเข้า ปลายนิ้วค่อย ๆ ดันเข้าไปเพียงข้อแรก

เยว่หลันเกร็ง

“เจ็บไหม?”

“นิดหน่อย…”

เขาหยุดทันที ใช้ปากจูบและดูดที่ลำคอเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ นิ้วข้างนอกยังลูบไล้จุดอ่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จนร่างกายเธอเริ่มผ่อนคลายและเปียกชื้นมากขึ้น

เมื่อรู้สึกว่าเธอพร้อม เขาจึงดันนิ้วเข้าไปอีกนิด ค่อย ๆ ขยับเข้าออกอย่างช้าและนุ่มนวล

ความรู้สึกแปลกประหลาดค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความอุ่นที่แผ่กระจาย เยว่หลันครางแผ่ว ขาทั้งสองข้างแยกออกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

เซียวจิ่นเหิงเพิ่มนิ้วที่สองอย่างระมัดระวัง ขยับช้า ๆ หมุนและงอข้อนิ้วภายใน ขณะที่นิ้วหัวแม่มือยังวนรอบจุดภายนอก

“หลันเอ๋อร์…” เขากระซิบ “เจ้าเปียกแล้ว…”

เธอหน้าแดงก่ำ ไม่รู้จะตอบอย่างไร มีเพียงมือที่เกาะหลังเขาแน่นขึ้น

จังหวะของนิ้วค่อย ๆ เร็วขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงอ่อนโยน เซียวจิ่นเหิงเฝ้าสังเกตสีหน้าเธอตลอดเวลา พร้อมหยุดทันทีหากเห็นว่ารู้สึกไม่ดี

ความร้อนในท้องน้อยของเยว่หลันค่อย ๆ สะสม ร่างกายสั่นเทา หายใจขาดห้วง เธอกัดไหล่เขาเบา ๆ เมื่อคลื่นความรู้สึกซัดเข้ามา

เซียวจิ่นเหิงกอดเธอแน่น นิ้วยังไม่หยุดจนกว่าเธอจะสงบลง

หลังจากนั้นเขาเพียงจูบหน้าผากเธอ ดึงผ้าห่มคลุมร่างกายทั้งสอง แล้วกระซิบ “พักเถอะ… ข้ายังไม่เอาอะไรไปมากกว่านี้คืนนี้”

เยว่หลันซบหน้าอกเขา เหนื่อยล้าและอุ่นใจในเวลาเดียวกัน

หลังทุกอย่างสงบลง เซียวจิ่นเหิงดึงผ้าห่มมาคลุมร่างให้นาง ก่อนใช้แขนโอบไว้แนบอก

เยว่หลันฟังเสียงหัวใจของเขาเต้นอยู่ข้างหู ชีพจรซึ่งเคยสับสนเริ่มกลับมาเป็นจังหวะปกติ พิษส่วนใหญ่ถูกขับออกไปพร้อมเลือดเสียและเหงื่อ อาการไข้จึงค่อย ๆ ลดลง

“ท่านรอดแล้ว” นางพึมพำ

“เพราะเจ้าอีกครั้ง”

“ครั้งนี้หนี้ชีวิตของท่านเพิ่มเป็นสองครั้งแล้ว”

“ข้าคงต้องใช้ทั้งชีวิตจึงจะชดใช้หมด”

คำพูดนั้นทำให้เยว่หลันยิ้มอยู่ในอ้อมแขนเขา ก่อนความเหนื่อยล้าจะพาให้หลับไป

ทว่าเมื่อแสงเช้าลอดเข้ามาทางช่องระบายอากาศ บรรยากาศระหว่างทั้งสองกลับเปลี่ยนไป

เซียวจิ่นเหิงตื่นก่อน เขาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยและนั่งอยู่ข้างโต๊ะ สีหน้ากลับมาเย็นชาราวกับบุรุษซึ่งกอดนางตลอดคืนไม่เคยมีอยู่จริง

เยว่หลันลุกขึ้นนั่ง ดึงผ้าห่มมาคลุมร่าง “อาการของท่านเป็นอย่างไร”

“ดีขึ้นมาก”

“คืนนี้ต้องถอนพิษซ้ำอีกครั้ง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ความร้อนมากเท่าเดิม”

“ข้าจะจัดการเอง”

ความห่างเหินในน้ำเสียงทำให้รอยยิ้มของนางจางลง

เซียวจิ่นเหิงไม่กล้าหันมามอง เพราะก่อนรุ่งสางเขาได้รับข่าวผ่านช่องลับว่า คนของศัตรูเริ่มตรวจค้นบ้านพักนอกเมือง รวมถึงเส้นทางซึ่งเขาใช้หลบหนีกลับจวน แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามอาจรู้แล้วว่าเขายังมีชีวิต

เขาต้องส่งเยว่หลันออกไปจากที่นี่ก่อนนางกลายเป็นเป้าหมาย แต่หากบอกความจริง นางย่อมไม่ยอมจากไปง่าย ๆ

“เรื่องเมื่อคืนไม่ควรทำให้เจ้าลืมข้อตกลง” เขากล่าวโดยไม่สบตา “เมื่อคดีสิ้นสุด ความร่วมมือของเราก็จะจบลง เจ้าสามารถออกไปใช้ชีวิตตามต้องการ”

หัวใจของเยว่หลันเย็นวาบ

“นี่คือสิ่งที่ท่านอยากพูดหลังจากเมื่อคืนหรือ”

“ข้าเพียงเตือนให้เจ้าเข้าใจสถานะของเรา”

“สถานะของเราคืออะไร สามีภรรยาหรือผู้ร่วมมือ”

เซียวจิ่นเหิงกำมือใต้โต๊ะ “เวลานี้เป็นเพียงผู้ร่วมมือ”

เยว่หลันเม้มริมฝีปาก นางเคยถามเขาแล้วว่าเหตุการณ์เมื่อคืนเกิดจากพิษหรือจากการตอบแทนบุญคุณหรือไม่ เขาเป็นผู้ยืนยันเองว่าต้องการนาง แต่เมื่อรุ่งเช้ามาถึงกลับทำเหมือนนางเป็นผู้หลงผิดอยู่เพียงฝ่ายเดียว

“ข้าเข้าใจแล้ว”

นางลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุมโดยไม่ขอความช่วยเหลือ

“หากท่านเห็นข้าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง นับจากนี้ก็จงปฏิบัติต่อข้าเหมือนผู้ร่วมมือจริง ๆ”

“เยว่หลัน…”

“อย่าเรียกข้าเช่นนั้น”

นางหันกลับมามองเขา แววตาซึ่งเมื่อคืนเคยอ่อนโยนบัดนี้เต็มไปด้วยความเย็นชา

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านไม่มีสิทธิ์แตะต้องข้าอีก”

กล่าวจบ นางก็เปิดทางลับและเดินออกไปโดยไม่หันกลับมา

เซียวจิ่นเหิงยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แม้ประตูผนังจะปิดลงแล้ว สายตาก็ยังจับจ้องพื้นที่ว่างซึ่งนางเคยยืน

เขาอยากตามไปอธิบาย อยากบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดพลาด และยิ่งไม่ใช่เพราะมองนางเป็นหมาก หากเป็นเพราะนางสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้อยู่ท่ามกลางอันตราย

แต่คำพูดเหล่านั้นอาจทำให้นางยิ่งไม่ยอมจากไป

ดังนั้นเขาจึงได้แต่ปล่อยให้นางเข้าใจผิด

ช่วงสาย กู้เหยียนเดินทางมาที่เรือนของพระชายาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาขอพบนางเป็นการส่วนตัวและนำป้ายทองแดงเปื้อนโคลนชิ้นหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ

“เกิดเรื่องใดขึ้น” เยว่หลันถาม

“เมื่อเช้ามีผู้พบศพในคลองตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ ศพถูกทำลายใบหน้าและตัดลิ้นเพื่อไม่ให้ระบุตัวตน แต่กระหม่อมจำบาดแผลเก่าตรงแขนของเขาได้”

“เป็นผู้ใด”

กู้เหยียนกำหมัดแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ

“โจวคัง ทหารคนสนิทของท่านอ๋อง เขาหายตัวไปในคืนที่ขบวนถูกลอบโจมตี”

เยว่หลันมองป้ายทองแดงบนโต๊ะ ด้านหลังมีรอยขีดเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง คล้ายเจ้าของตั้งใจทิ้งข้อความไว้ก่อนตาย

“เขาอาจรู้ว่าใครเป็นคนขโมยตราทหารของท่านอ๋องไป”

ภายในผนังห้อง เซียวจิ่นเหิงซึ่งแอบฟังอยู่หลับตาลงช้า ๆ

โจวคังเป็นคนสุดท้ายที่เห็นผู้ทรยศก่อนขบวนเดินทางออกจากชายแดน และบัดนี้พยานเพียงคนเดียวก็กลายเป็นศพเสียแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วิวาห์ศพซ่อนบัลลังก์   บทที่ 15 วิวาห์ของคนเป็น NC

    หนึ่งปีหลังเหตุการณ์ก่อกบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายบนกำแพงวังได้รับการซ่อมแซม ตำหนักซึ่งถูกเพลิงเผาถูกสร้างขึ้นใหม่ ขุนนางที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของอดีตฮองเฮาถูกลงโทษตามความผิด ส่วนทหารชั้นผู้น้อยซึ่งถูกหลอกใช้และยอมวางอาวุธได้รับการละเว้นโทษตามคำร้องของเซียวจิ่นเหิงฮ่องเต้แต่งตั้งองค์ชายหก ผู้มีความสามารถและไม่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจ เป็นรัชทายาทพระองค์ใหม่ อีกทั้งยังปรับระบบควบคุมกำลังทหารทั้งหมดนับจากนั้น การเคลื่อนกองทัพจำนวนมากต้องได้รับตรารับรองจากสามฝ่าย ได้แก่ ฮ่องเต้ กรมทหาร และแม่ทัพผู้ควบคุมกำลัง ไม่อนุญาตให้บุคคลเพียงผู้เดียวถือครองอำนาจสั่งการทั้งหมดอีกต่อไปสำหรับเซียวจิ่นเหิง แม้จะได้รับการคืนตำแหน่งและได้รับข้อเสนอให้กลับไปควบคุมกองทัพชายแดนเหนือ แต่เขากลับยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพเมื่อฮ่องเต้ถามเหตุผล เขาตอบเพียงว่าใช้ชีวิตในสนามรบมานานเกินไป ถึงเวลาที่ควรคืนอำนาจให้แก่คนรุ่นใหม่ และใช้สิ่งที่ตนเรียนรู้มาสะสางความอยุติธรรมซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในราชสำนักเขาจึงได้รับแต่งตั้งให้ดูแลหน่วยตรวจสอบพิเศษ มีอำนาจรื้อฟื้นคดีซึ่งอาจถู

  • วิวาห์ศพซ่อนบัลลังก์   บทที่ 14 ผู้ชนะที่สูญเสียทุกสิ่ง

    คมมีดเย็นเฉียบกดแนบอยู่บนลำคอของฉู่เยว่หลันฮองเฮาประทับอยู่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งจับไหล่นางไว้แน่น อีกข้างถือมีดอาบพิษ หากพระนางขยับเพียงเล็กน้อย เส้นเลือดบริเวณลำคออาจถูกตัดขาดในทันทีรอบท้องพระโรงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นน้ำมันซึ่งไหลออกมาจากช่องใต้พื้น องครักษ์ของฮองเฮายืนถือคบเพลิงอยู่ใกล้สายชนวน หากเปลวไฟสัมผัสลงไปแม้แต่นิดเดียว น้ำมันและดินระเบิดซึ่งฝังอยู่ใต้เสาหลายต้นจะลุกไหม้พร้อมกันฮ่องเต้ ขุนนาง ทหาร และคนทั้งหมดในบริเวณนี้จะไม่มีผู้ใดหนีออกไปทันเซียวจิ่นเหิงยืนอยู่ตรงลานหน้าท้องพระโรง ดาบในมือยังเปื้อนเลือดจากการต่อสู้ ข้างกายมีทหารรักษาเมืองซึ่งเพิ่งเปลี่ยนฝ่ายมาสนับสนุนเขาแม้กองกำลังของฮองเฮากำลังพ่ายแพ้ แต่พระนางกลับถือไพ่เหนือกว่าอีกครั้ง เพราะชีวิตของเยว่หลันกับผู้คนจำนวนมากอยู่ในมือ“วางดาบ”เสียงของฮองเฮาดังมาจากบันไดท้องพระโรงเซียวจิ่นเหิงไม่ได้ขยับ ดวงตาคมจับอยู่ตรงรอยเลือดบาง ๆ บนลำคอภรรยา คมมีดกดลึกจนผิวถูกบาดแล้ว“ปล่อยนางก่อน”“เวลานี้เจ้ายังมีสิทธิ์ต่อรองกับข้าอีกหรือ”ฮองเฮาออกแรงกดมีดเพิ่ม ของเหลวสีแดงไหลลงมาตามลำคอของเยว่หลันเซียวจิ่นเหิงโยนดาบล

  • วิวาห์ศพซ่อนบัลลังก์   บทที่ 13 คืนที่ประตูวังเปิดออก

    เสียงระฆังเตือนภัยดังกึกก้องไปทั่ววังหลวงเปลวเพลิงลุกขึ้นจากหอเฝ้าระวังทางทิศใต้ พร้อมเสียงอาวุธปะทะและเสียงตะโกนของทหารซึ่งดังกระทบกำแพงสูงไปทุกทิศทางขบวนเสบียงที่ผ่านเข้ามาก่อนประตูวังปิดเผยตัวตนที่แท้จริง คนงานนับร้อยถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก ด้านในเป็นชุดทหารติดเกราะพร้อมรบ พวกเขาเปิดลังซึ่งควรบรรจุอาหารและเครื่องเซ่น แจกจ่ายดาบ ธนู กับหน้าไม้ให้แก่พรรคพวกซึ่งแฝงตัวอยู่ตามตำหนักต่าง ๆทหารเวรยามบริเวณประตูทิศใต้ถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว คนขององค์ชายสี่สังหารหัวหน้าเวร ยึดกลไกประตู และจุดคบเพลิงเป็นสัญญาณให้กองกำลังซึ่งซ่อนอยู่นอกกำแพงบุกเข้ามาภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ประตูวังสามแห่งก็ตกอยู่ในการควบคุมของฝ่ายกบฏขุนนางซึ่งพักอยู่ในวังเพื่อเตรียมร่วมพิธีบวงสรวงถูกลากตัวออกจากที่พัก ผู้ใดประกาศภักดีต่อฮ่องเต้จะถูกปลดอาวุธและควบคุมตัว ส่วนผู้ที่เตรียมเข้าร่วมกับองค์ชายสี่อยู่แล้วต่างเปลี่ยนมาสวมผ้าสีครามตรงต้นแขน เพื่อให้ฝ่ายเดียวกันจดจำได้ฉู่เยว่หลันถูกขังอยู่ในเรือนชั้นในของตำหนักองค์ชายสี่ นางได้ยินเสียงการต่อสู้ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่ไม่รู้ว่ากองกำลังฝ่ายใดกำลังได้เปรียบประตูห

  • วิวาห์ศพซ่อนบัลลังก์   บทที่ 12 หมากที่อยากเป็นผู้เล่น

    คำสารภาพของหลัวมามาทำให้ทุกคนในศาลาร้างตกอยู่ในความเงียบหญิงผู้เลี้ยงดูเซียวจิ่นเหิงมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ไม่เพียงเป็นสายลับของฮองเฮา หากยังเป็นผู้ผสมพิษลงในอาหารของเขาทีละน้อย และนำตราทหารปลอมไปซ่อนไว้ในห้องหนังสือเพื่อสร้างหลักฐานว่าท่านอ๋องเตรียมก่อกบฏกู้เหยียนกำด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นตามหลังมือ ดวงตาของเขาแดงก่ำทั้งจากความโกรธและความผิดหวัง“ท่านอ๋องเคารพท่านไม่ต่างจากมารดา” เขากล่าว “เหตุใดจึงทำกับพระองค์ได้ลงคอ”หลัวมามายังคงยืนสงบนิ่งอยู่กลางวงล้อม ราวกับคำถามนั้นไม่อาจทำร้ายความรู้สึกของนางได้อีกแล้ว“ข้ามีหน้าที่ของข้า”“หน้าที่ซึ่งต้องวางยาคนที่ท่านเลี้ยงมากับมือหรือ”“หากข้าไม่ทำ คนอื่นก็จะทำอยู่ดี อย่างน้อยข้ายังควบคุมปริมาณให้เขามีชีวิตอยู่ได้นานถึงเพียงนี้”คำแก้ตัวนั้นยิ่งทำให้กู้เหยียนโกรธ เขาก้าวเข้าไปหมายจะจับตัวนาง แต่ฉู่เยว่หลันกลับยกมือห้าม“ตราทหารซึ่งพบในห้องหนังสือเป็นของจริงหรือไม่”จากการตรวจสอบเบื้องต้น ตราที่ทหารหลวงค้นพบมีรูปลักษณ์เหมือนของจริงทุกประการ ทว่าเมื่อกู้เหยียนลองใช้คู่กับตราอีกครึ่งซึ่งเก็บอยู่ในกรมทหาร กลไกภายในกลับไม่เชื่อมเข้าหากัน

  • วิวาห์ศพซ่อนบัลลังก์   บทที่ 11 คำให้การของคนตาย

    ชิงอวี้ยังคงคุกเข่าอยู่ใต้เงาต้นไม้ แม้พื้นดินจะชื้นเย็นและชายกระโปรงเปรอะเปื้อนโคลน นางก็ไม่กล้าขยับจนกว่าฉู่เยว่หลันจะอนุญาต“ครอบครัวของเจ้าอยู่ในมือองค์ชายสี่ หมายความว่าอย่างไร”เยว่หลันไม่ได้รีบเชื่อคำสารภาพ นางยืนห่างออกไปหลายก้าวและซ่อนมือข้างหนึ่งไว้ใกล้ถุงเข็มเงินใต้แขนเสื้อ“บิดาของบ่าวเคยเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคลังเสบียงทางใต้เจ้าค่ะ” ชิงอวี้ตอบ “เมื่อห้าปีก่อนเขาพบว่ามีข้าวจำนวนมากถูกนำออกจากคลังโดยใช้ตราประทับปลอม จึงคิดจะรายงานราชสำนัก แต่คนขององค์ชายสี่พบเรื่องเสียก่อน”“จากนั้นเล่า”“พวกเขาสร้างหลักฐานกล่าวหาว่าบิดาบ่าวเป็นผู้ยักยอกเสบียง หากไม่ยอมทำงานให้ พระองค์จะส่งหลักฐานเหล่านั้นให้กรมอาญา คนทั้งครอบครัวอาจถูกประหาร”“ดังนั้นเจ้าจึงถูกส่งมาอยู่ข้างกายข้า”ชิงอวี้พยักหน้า น้ำตาไหลลงตามแก้มหน้าที่ของนางคือรายงานทุกสิ่งที่เยว่หลันทำ ค้นหากุญแจทองแดง และหาตำแหน่งของหลักฐานจากห้องลับ ยาพิษในคืนแรกไม่ได้มีเป้าหมายฆ่าเยว่หลัน หากใช้ทำให้ร่างกายอ่อนแรงและความทรงจำสับสน เพื่อให้คำพูดของนางหมดความน่าเชื่อถือ“แล้วสาวใช้ในศาลบรรพชนเล่า เจ้าเป็นคนส่งนางมาค้นห้องหรือไม่”“ไม่ใช่

  • วิวาห์ศพซ่อนบัลลังก์   บทที่ 10 คืนก่อนลานประหาร NC

    ฉู่เยว่หลันเผาจดหมายของเซียวหย่งเซวียนทันทีหลังอ่านจบเปลวไฟลามจากมุมกระดาษเข้าสู่ข้อความอย่างรวดเร็ว ถ้อยคำซึ่งเสนอแลกชีวิตบิดากับหลักฐานค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเถ้าสีดำอยู่ภายในกระถางทองเหลืองนางไม่คิดนำหลักฐานจากห้องลับไปแลกเปลี่ยนหากยอมทำตามข้อเสนอ องค์ชายสี่อาจปล่อยบิดาหรือช่วยเซียวจิ่นเหิงจริง แต่ผู้เสียชีวิตทั้งหมดจะไม่มีวันได้รับความยุติธรรม แผนก่อกบฏจะดำเนินต่อ และชีวิตของคนทั้งเมืองหลวงอาจต้องสูญเสียเพราะการตัดสินใจของนางที่สำคัญ คนซึ่งจับตัวฉู่เหวินซานไปย่อมไม่มีสิทธิ์ใช้คำว่าเมตตามาต่อรองเยว่หลันเรียกเสี่ยวเถาเข้ามาช่วยแต่งตัว นางเปลี่ยนเป็นชุดแพทย์ชาย เก็บเส้นผมทั้งหมดไว้ใต้หมวก ใช้ผงสมุนไพรทำให้ผิวคล้ำและแต้มหนวดบางเหนือริมฝีปากกู้เหยียนจัดเตรียมป้ายของหมอหลวงซึ่งถูกเรียกไปตรวจอาการนักโทษให้ ส่วนแผนหลบหนีถูกซ่อนอยู่ใต้กล่องเข็มเงิน“รถม้าจะรออยู่หลังศาลต้าหลี่” กู้เหยียนอธิบาย “กระหม่อมเตรียมม้าฝีเท้าดีไว้สามตัว หากท่านอ๋องออกจากคุกได้ เราจะใช้ทางน้ำหลบออกจากเมืองก่อนรุ่งสาง”“ทหารชายแดนเล่า”“มีกำลังส่วนหนึ่งรออยู่ที่เมืองชิงเหอ สามารถคุ้มกันท่านอ๋องเดินทางกลับเหนือได้”

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status