Se connecterเงื่อนไขในพินัยกรรม
อนุรักษ์เดินมาหยุดยืนที่หน้าโต๊ะครู่หนึ่ง วาทีที่เป็นคนเรียกอีกฝ่ายเข้ามาก็วางงาน ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ประสานมือทั้งสองแล้วเอ่ยปากขึ้น “คุณว่าคุณมัทเป็นยังไง”
อนุรักษ์หัวเราะแล้วถามกลับ “เรื่องนี้ผมควรถามบอสมากกว่านะครับว่าเธอเป็นยังไง”
“ใช้ได้ รับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ค่อนข้างดีเลย” สำหรับการมาทำงานในวันแรกสำหรับวาทีถือว่าผ่านการประเมิน
“ถ้าบอสพูดมาแบบนี้ผมก็ไม่มีข้อโต้แย้งครับ ผมเห็นด้วยทุกอย่าง โดยเฉพาะการรับมือกับสาว ๆ หรือบอสว่ายังไงครับ” อนุรักษ์ถามความเห็นเจ้านายหนุ่มยิ้ม ๆ
“ถือว่าคุณไกด์งานมาดีมาก ๆ เลยล่ะ” วาทีส่ายหน้า คนไกด์ไม่เท่าไหร่ แต่คนที่อ่านแค่ไกด์และทำมันออกมาได้ดีในการทำจริงนี่สิน่าเหลือเชื่อ หรือเพราะเป็นผู้หญิงด้วยก็ไม่รู้
“เห็นไหมล่ะครับ การมีเลขาผู้หญิงมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร” อนุรักษ์เอ่ยเสริม เพราะก่อนหน้าวาทียืนยันว่าอยากได้เลขาผู้ชาย แต่สำหรับมัตสยาที่แดนไทซึ่งเป็นเพื่อนกันแนะนำมาก็เลยยากจะปฏิเสธ ถึงอย่างนั้นก็ออกตัวไว้แล้วว่าถ้าทำงานไม่ได้เรื่องก็จะปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า
“ถ้าเป็นอย่างวันนี้ตลอดไปคงไม่มีปัญหา” การที่มีผู้หญิงสวย ๆ มาทำงานด้วย หลายคนอาจจะชอบ แต่สำหรับเขาแล้วไม่เลย เพราะเท่าที่เจอมาคืออีกฝ่ายจะโฟกัสที่เขามากกว่าที่งาน เลยตัดปัญหาว่าจะไม่รับเลขาผู้หญิงเด็ดขาด แต่ถึงสุดท้ายจะผิดความตั้งใจก็เถอะ
“เธอไม่สนใจบอสหรอก เพราะเธอมีคนที่ให้ความสำคัญมาก ๆ อยู่” อนุรักษ์ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับเจ้านายอีกครั้งหนึ่ง เพราะเท่าที่ดูมัตสยาคุยกับเขาแค่เรื่องงาน มีพูดถึงวาทีบ้างแต่ทั้งหมดทั้งมวลก็เกี่ยวข้องกับการทำงานทั้งนั้น ไม่มีแอบกระซิบถามเรื่องส่วนตัวเลย อย่างประโยคฮิตที่ผู้หญิงหลายคนมักจะเข้ามาถามเขาคือ “คุณวาทีมีแฟนหรือยังคะ” อะไรเทือกนี้ตลอด
“ดีแล้วล่ะ ยังไงก็ในช่วงเวลาที่เหลืออีกแค่ไม่กี่วันคุณก็ช่วยสอนงานอื่น ๆ ด้วยนะ”
“ครับ งั้นผมขอตัวนะครับ เพราะคุณมัทเธอรอผมไปสอนงานอยู่”
“แล้วไม่คิดจะกลับบ้านกันหรือไง งานเสร็จก็กลับได้แล้ว” วาทีทำเสียงจิ๊จ๊ะทั้งที่บอกแล้วว่าเสร็จงานแล้วให้กลับยังจะมาสอนงานอะไรกันตอนนี้ เลยเวลาเลิกงานจะเป็นชั่วโมงอยู่แล้ว
“ครับ”
วาทีส่ายหน้ากับคำว่าครับที่บางครั้งเชื่อไม่ค่อยจะได้ของอนุรักษ์ แล้วหยิบแฟ้มงานขึ้นมาดูต่อ แต่อ่านไปนิดเดียวเสียงโทรศัพท์มือถือที่เขาวางมันไว้บนโต๊ะก็ดังขึ้น
“ครับแม่” ชายหนุ่มทักคนที่โทรมาในช่วงเวลานี้พร้อมกับยกมือบีบตรงสันจมูก เพราะทุกครั้งที่คนเป็นแม่โทรมาหาจะต้องมีเรื่องให้ชวนปวดหัวทุกที
“เมื่อไหร่แกจะกลับบ้าน”
“ขอเคลียร์งานก่อน สักชั่วโมงครับ” วาทีบอกเผื่อเพราะไม่อยากให้คนเป็นแม่เร่ง ทั้งที่จริงแล้วไม่เกินครึ่งชั่วโมงงานที่ว่าก็คงเสร็จ
“ครึ่งชั่วโมงได้ไหมแม่มีเรื่องจะคุยด้วย นี่ถ้าไม่ติดว่ามันเย็นแล้วแม่จะบุกไปหาแกที่บริษัทเองเลย” นางนิลมณีบอกด้วยน้ำเสียงร้อนใจ
“มีอะไรอีกล่ะครับ” วาทีถามกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“ลูกหลับแล้วเหรอ” วาทีถามพลางปิดหนังสือและวางมันไว้ที่โต๊ะหัวเตียง“ค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบวาทีก็กดยิ้มมุมปาก เดินไปปิดไฟแล้วมาล้มตัวลงนอนดึงมัตสยาที่ยังไม่หลับเข้ามากอดพร้อมกับกระซิบ “ลูกหลับแล้วต่อไปเดี๋ยวคุณพ่อจะพาคุณแม่นอนเอง”“มัทนอนเองได้ค่ะ” มัตสยารีบแย้งขึ้น“ไม่ได้ นอนเองไม่ได้” วาทีพูดพลางพลิกตัวขึ้นไปคร่อมอยู่เหมือนร่างของภรรยาที่มองเขาตาปริบ ๆ ผ่านความมืดสลัว “เพราะนอนปั๊มลูกมันต้องนอนด้วยกัน ไม่สิคืนนี้ไม่ต้องนอนเลยดีกว่า”“จะบ้าเหรอคะ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานนะคะ” มัตสยาเตือน เธอน่ะอยู่บ้านเลี้ยงลูกตื่นแต่เช้าเตรียมตัวให้ลูกไปโรงเรียนเสร็จจะนอนกลางวันก็ยังได้ แต่เขาต้องทำงานทั้งวัน“ผมเปลี่ยนใจแล้ว ผมจะหยุดเพื่องานนี้เลย” วาทีบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำเอามัตสยาถึงกับเลิกคิ้ว “เอาจริงดิ”“ของจริงไม่เน้นพูดแต่เน้นทำ” พูดจบวาทีก็ไม่คิดจะให้โอกาสภรรยาได้พูด ปฏิบัติการปั๊มลูกที่คืนนี้ต้องสะเทือนเลือนลั่นที่สุดเท่าที่เคยทำมามันต้องสัมฤทธิผลความพยายามของวาทีในทุก ๆ คืนไม่สูญเปล่า สองเดือนต่อมามัตสยาก็ตั้งครรภ์ลูกคนที่สาม ข่าวดีนี้ทำให้ทุกคนต่างพากันดีใจยกใหญ่ โดยเฉพาะว่าที่คุณพ่อลูกส
“จริงสิ” ทันทีที่ได้รับการยืนยัน สองพี่น้องก็ผละจากที่นั่งเดิมคลานมาหาคนเป็นย่า แล้วแย่งกันกอดและหอมผู้สูงวัยอย่างออดอ้อน“อะไรสองคนนี้ประจบอะไรคุณย่าอีก” นายวาทิตที่เพิ่งยกหน้าที่ปิ้งย่างให้กับเด็กรับใช้ในบ้าน แล้วเดินกลับมาที่ของตัวเอง“คุณย่าใจดีบอกว่าจะซื้อของเล่นให้น้องขุนกับน้องขวัญด้วยค่ะ คุณปู่จะใจดีซื้อให้พวกเราด้วยไหมคะ” น้องของขวัญจีบปากจีบคอบอกคนเป็นปู่เสียงเจื้อยแจ้ว“ช่างเจรจาจริงเชียว อยากได้อะไรล่ะ” นายวาทิตถามหลานสาวพลางโยกศีรษะเล็ก ๆ นั้นอย่างเอ็นดูเบา ๆ จากนั้นสองพี่น้องต่างก็แย่งกันบอกในสิ่งที่ตัวเองต้องการมากมายหลายอย่างตั้งแต่ของเล่น เสื้อผ้า ยันของกินให้กับทุกคนได้รู้ด้วยท่าทีออดอ้อนตามแบบฉบับของเด็กน้อย ซึ่งก็สามารถเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับบรรดาคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายได้เป็นอย่างดี“สองแสบทำอะไรน่ะ” วาทีที่เพิ่งมาถึงพยักพเยิดหน้าไปยังลูก ๆ ทั้งสองคนพลางทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ มัตสยา“วิ่งอ้อนขอของที่อยากได้กับทุกคนอยู่ค่ะ” มัตสยาบอกพลางตักของกินในจานใส่ปาก และในตอนนั้นเองลูก ๆ ที่เห็นคนเป็นพ่อมาแล้วก็ต่างลุกขึ้นวิ่งมาหา“คุณพ่อขา”“คุณพ่อครับ”“จะเอาอะไรเรี
“ทั้งสองคนลงไปข้างล่างเลยนะลูก คุณปู่คุณย่าและทุกคนน่าจะรอที่สวนหน้าบ้านที่พวกเราช่วยกันจัดโต๊ะเมื่อตอนเย็นน่ะ” วาทีบอกขณะหวีผมลูกสาวให้เข้าทรง “อะ เรียบร้อยแล้ว ของขวัญพาน้องไปนะลูก”“ค่า” เด็กน้อยรับคำแล้วเดินจูงมือน้องชายที่ดีกันแล้วออกจากห้องไป วาทีมองตามแล้วได้แต่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ ให้กับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตร แล้วกลับห้อง“สรุปทะเลาะอะไรกันคะ” มัตสยาถามเมื่อเห็นสามีเดินกลับเข้ามา“แย่งผ้าเช็ดตัวน่ะ”“ทะเลาะกันได้ทุกเรื่องจริง ๆ เด็กพวกนี้ คุณก็รีบไปอาบน้ำเถอะค่ะ มัทลงไปก่อนนะคะ” มัตสยาที่แต่งตัวเสร็จแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวยื่นให้สามีที่รออยู่“ครับผม” วาทีรับแล้วถือโอกาสหอมแก้มคนเป็นภรรยาไปหนึ่งฟอด ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาชอบทำเป็นประจำ ก่อนจะเดินเข้าไปอาบน้ำพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี“คุณแม่ครับ” เสียงเรียกจากลูกชายที่วิ่งเล่นอยู่ พอเห็นคนเป็นแม่ก็รีบวิ่งมาหาทันที โดยมีคนเป็นพี่สาววิ่งตามหลังไปติด ๆมัตสยามองลูก ๆ ทั้งสองที่เข้ามาเกาะขาอย่างเอ็นดู แล้วย่อตัวลงไปกอดทั้งคู่พร้อมกับเตือน “อย่าวิ่งไปไกลนะลูก และระวังด้วย”“ครับ / ค่า” สิ้นเสียงรับคำเด็กทั้งสองก็ผละออกไปวิ่งเล่นต่อทันที
46ครอบครัวเดียวกันความกังวลที่มัตสยาแอบมีมาตลอด ตั้งแต่ท้องจนคลอด มันค่อย ๆ ถูกทำให้มลายหายไปจากการกระทำและแสดงออกของทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะสามีอย่างวาที จากวันนั้นจนวันนี้ผ่านมาสามปีกว่าแล้ว เขาไม่เคยทำให้เธอรู้สึกว่ารักลูกคนไหนมากกว่ากัน เด็กทั้งสองคนคือลูก คือคนที่เขารักมากที่สุด“คุณทีค่ะดูลูกให้หน่อยค่ะ” มัตสยาบอกสามีขณะที่เธอกำลังจะเข้าไปอาบน้ำ เพื่อลงไปร่วมปาร์ตี้เล็ก ๆ สำหรับครอบครัวที่สวนหน้าบ้าน เมื่อได้ยินเสียงทะเลาะกันของสองพี่น้อง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างปกติมากเมื่อได้ยินคำสั่งวาทีก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องของตัวเอง ไปที่ห้องของลูก ๆ ทั้งสองคน และพอไปถึงภาพที่เห็นคือลูกชายคนเล็กยืนร้องไห้อยู่กลางห้อง โดยมีพี่สาวยืนหน้าบึ้งตึงมองอย่างไม่สบอารมณ์“ไหนมีอะไรกันสองพี่น้อง ทะเลาะกันร้องไห้อีกแล้ว” วาทีเข้าไปโอบทั้งสองคนแล้วพาไปนั่งที่เตียง จากนั้นก็เริ่มสอบถาม “ไหนมีเรื่องอะไรกัน”“ก็น้องขุนแย่งผ้าเช็ดตัวหนู” น้องของขวัญฟ้องพร้อมกับยกผ้าเช็ดตัวที่เป็นต้นเหตุของเรื่องให้คนเป็นพ่อดู“จริงหรือเปล่าครับน้องขุน” วาทีหันมาถามลูกชายที่นั่งร้องไห้สะอื้นอยู่“ก็ขุนอยากได้การ์ตูนลา
ขณะที่แดนไทเดินไปส่องหน้าหลานนิดหนึ่งแล้วดึงวาทีแยกออกมาด้านนอกระเบียง เพื่อคุยอะไรบางอย่างที่ภรรยาเขาได้เล่าให้ฟัง“มีอะไร” วาทีเลิกคิ้วมองคนที่เหมือนจะมีลับลมคนใน“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากจะคุยเรื่องลูกมึง เรื่องนี้มัทอาจจะไม่ได้บอกมึง แต่กูกับวายคิดว่าเขาน่าจะกังวลอยู่พอสมควร”“เรื่องอะไรวะ” วาทีถามอย่างเป็นกังวล เพราะปกติมีเรื่องอะไรเขากับภรรยาจะคุยกันตลอด“เรื่องน้องของขวัญ”“ทำไมวะ” ถามพลางขมวดคิ้วมุ่น“มัทน่ะกังวลว่าเมื่อน้องขุนเขาเกิดมาแล้ว น้องของขวัญจะถูกลืม เอาเป็นว่ากูก็ค่อนข้างเข้าใจในความกังวลของยัยมัทนะโว้ย เอาเป็นว่ายังไงมีลูกตัวเองแล้วอย่าลืมดูแลลูกเลี้ยงอย่างน้องของขวัญด้วยล่ะ เด็กน่ะถึงเขาจะรู้ว่ามึงไม่ใช่พ่อแท้ ๆ แต่เขาก็ผูกพันรักมึงเหมือนพ่อแท้ ๆ นั่นแหละ” แดนไทไม่ได้รับการไหว้วานทั้งจากมัตสยาหรือญารินดา แต่พอได้ยินเขาคิดว่าควรจะมาเตือนวาทีเอาไว้บ้าง ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อจิตใจของเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ยังไม่รู้เรื่องอย่างน้องของขวัญ“นึกว่าเรื่องอะไร” วาทีเปิดยิ้มยกมือขึ้นไปตบที่ไหล่ของเพื่อนรัก “วางใจเถอะ กูไม่ได้คิดว่าเขาเป็นลูกคนอื่นเลยนะโว้ย กูรักเหมือนลูกแท้ ๆ เล
“ขอบคุณครับ” วาทีบอกก่อนจะลุกขึ้นไปหามัตสยาที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง “มัทเดี๋ยวผมจะเข้าบริษัทแป๊บหนึ่ง ขากลับจะแวะรับลูกที่โรงเรียนเลย”“ได้ค่ะ”วาทีจูบที่หน้าผากของภรรยาทีหนึ่ง ก่อนจะเดินไปหอมแก้มลูกชายแล้วออกไปทำธุระอย่างที่ได้บอกทุกคนเอาไว้ หลายชั่วโมงกว่าจะได้กลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งและมาถึงก็พบว่าคนตอนนี้เหลือแค่คนเป็นแม่คนเดียว “กลับหมดแล้วเหรอครับ”“ใช่ แม่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาก็ให้ทุกคนกลับ เพราะคุณเปรมกับคุณปู่แกต้องกินยาให้ตรงเวลาน่ะ” ปากก็พูดกับลูกชายแต่สายตาไม่ได้ละจากหลานชายตัวน้อยเลย“สวัสดีค่ะคุณย่า คุณแม่” น้องของขวัญยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนแล้วรีบเอากระเป๋าไปวาง ก่อนจะวิ่งไปหาน้องชาย“ว้าว...เหมือนตุ๊กตาเลยค่ะ” เด็กน้อยยื่นมือไปแตะที่เท้าเล็ก ๆ นั่นเบา ก่อนจะเบิกตากว้างพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้นเมื่อเท้านั้นขยับ“น่ารักไหม” นางนิลมณีถามหลานสาวยิ้ม ๆ“น่ารัก หนูรักน้องค่ะ” หนูน้อยบอกก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มนุ่ม ๆ ของน้องชายเบา ๆ“ไปโรงเรียนสนุกไหมลูก” มัตสยาถามลูกสาวอย่างที่ชอบถามอย่างนี้เป็นประจำ และแน่นอนว่ามันทำให้เธอรู้เรื่องราวเมื่อตอนเขาอยู่โร
“พอดีหลังจากนี้พี่เชน...” มัตสยากำลังจะอธิบายแต่วาทีกลับลุกขึ้นและพูดแทรกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “พอเถอะผมไม่อยากได้ยินชื่อนี้แล้ว”“บอสคะ...บอส...” มัตสยาจะตามไปอธิบายแต่ชายหนุ่มกลับบอกว่า “ผมไม่อยากให้พวกท่านไม่สบายใจ อย่ามาทะเลาะกันตรงนี้เลย ถึงบ้านค่อยว่ากัน” พูดจบก็เดินเข้าไปในบ้านทันที มัตสยาได้แ
ตอนที่ 22พอใจแล้ว หลังจากนั้นหนึ่งเดือนให้หลังงาน งานแต่งเล็ก ๆ ที่มีแค่คนรู้จักที่สนิทกันจริง ๆ และญาติ ๆ ก็ถูกจัดขึ้นที่โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง และถึงจะบอกว่างานเล็ก ๆ แต่สำหรับมัตสยาก็คิดว่ามันค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว แขกเหรื่อแปลกตาที่เธอไม่รู้จักหลายคนก็ถูกวาทีแนะนำให้รู้จัก ทุกคนต
ตอนที่ 18ตกลง หลังจากกินข้าวเสร็จ แม้ทุกคนจะบอกว่าไม่เอาอะไร แต่มัตสยาก็ชวนวาทีแวะซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อของใช้ส่วนตัว “มัทขอไปดูลูกอมแก้ง่วงหน่อยดีกว่า” มัตสยาที่เดินผ่านโซนลูกอมมาแล้ว แต่เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าน่าจะซื้อติดตัวเอาไว้หน่อยดีกว่า บอกและกำลังจะเดินย้อนกลับไป
มัตสยาพยักหน้าก่อนจะลงมือกินข้าวไปมองชายหนุ่มที่ป้อนข้าวเด็กด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ เล็กน้อยไปพลางอมยิ้มอย่างรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถึง และในขณะที่เธอกำลังอิ่มเอมกับภาพตรงหน้านี้อยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีผู้ชายท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งเดินเข้ามาทักวาที “สวัสดีครับคุณที” “อ้าว สวัสดี







