เข้าสู่ระบบเสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นกระเบื้องดังสะท้อนไปตามโถงทางเดินที่เงียบเชียบ เรนวิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูเหล็กบานใหญ่ที่มีป้ายไฟสีแดงสว่างวาบเขียนว่า 'ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต'
ร่างกายที่เคยสั่นเทาเพราะความกลัวจับผิดของอาทิตย์ บัดนี้กลับสั่นสะท้านด้วยความกลัวที่ยิ่งใหญ่กว่า... คือความกลัวที่จะสูญเสียคนเดียวในชีวิตที่เธอเหลืออยู่
"ขอโทษนะคะ... คนไข้ชื่อคุณวิไล รัตนรักษ์ ที่ทางโรงพยาบาลโทรหาฉันนะคะ.." เรนถามพยาบาลที่เคาน์เตอร์ด้วยน้ำเสียงขาดห้วง
"รอสักครู่นะคะคุณรินรดา คุณหมอเจ้าของไข้กำลังรอคุยอยู่ค่ะ"
ไม่กี่นาทีต่อมา เรนถูกเชิญเข้าไปในห้องทำงานเล็ก ๆ ที่ผนังเต็มไปด้วยฟิล์มเอกซเรย์ นายแพทย์วัยกลางคนมองเธอผ่านแว่นตาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นใจแต่ก็แฝงความจริงจัง
"คุณแม่ของคุณ มีอาการเส้นเลือดในสมองโป่งพองและแตกซึมครับ" คุณหมอเริ่มอธิบายพลางชี้ไปที่ภาพสแกนสมอง
"ตอนนี้หมอให้ยาควบคุมความดันไว้ แต่นั่นเป็นเพียงการประทังเวลา"
"เราจำเป็นต้องทำการผ่าตัดด่วนเพื่อหนีบเส้นเลือดที่แตก ไม่อย่างนั้นเลือดจะคั่งจนกดทับสมองส่วนสำคัญ"
"ผ่า... หรือคะ"
"ผ่าเลยได้ไหมคะคุณหมอ เรนอนุญาตค่ะ ผ่าตอนนี้เลยได้ไหม" เรนละล่ำละลักบอก มือเล็กกำชายเสื้อช็อปแน่นจนนิ้วซีด
"หมอพร้อมครับ... "
"แต่ต้องเรียนให้ทราบตามตรงว่า อุปกรณ์บางอย่างและค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากสิทธิ์เบิกจ่ายเบื้องต้นมีมูลค่าสูงพอสมควร"
"เนื่องจากต้องใช้คลิปหนีบเส้นเลือดชนิดพิเศษ และการผ่าตัดนี้มีความเสี่ยงสูง"
คุณหมอเลื่อนเอกสารใบประมาณการค่าใช้จ่ายมาตรงหน้า ตัวเลขหกหลักที่ปรากฏอยู่ทำให้เรนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาทับหน้าอก
"ทางโรงพยาบาลจำเป็นต้องมีการวางเงินมัดจำค่าอุปกรณ์และค่าผ่าตัดส่วนแรกก่อนครับ ถึงจะดำเนินการส่งตัวเข้าห้องศัลยกรรมได้ทันที"
"เท่าไหร่คะ... ที่ต้องวางมัดจำก่อน"
"สามหมื่นบาทครับ..."
"หากทางคุณเตรียมค่าธรรมเนียมพิเศษและค่าอุปกรณ์ส่วนเกินได้ทันภายในสัปดาห์นี้"
"หมอจะรีบยื่นเรื่องขอคิวผ่าตัดด่วนให้คุณแม่ได้ในเช้าวันจันทร์ที่จะถึงนี้ครับ"
ประโยคของคุณหมอดังสะท้อนอยู่ในหัวเรนซ้ำไปซ้ำมา แม้จะดูเหมือนมีเวลาอีกหลายวัน แต่สำหรับเด็กนักศึกษาที่ลำพังแค่เงินกินใช้แต่ละเดือนยังต้องประหยัดอย่างเธอ เงินสามหมื่นบาทภายในหนึ่งสัปดาห์ก็เปรียบเสมือนกำแพงสูงชันที่มองไม่เห็นทางข้าม
เรนเดินโซเซออกมาจากห้องตรวจ ก่อนจะรีบหาพื้นที่ปลอดคนเงียบ ๆ เธอทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งยาวพลาสติก สองมือยกขึ้นกุมขมับอย่างคนหาทางออกไม่เจอ
ในหัวประมวลผลทุกวิถีทางที่จะหาเงินก้อนนี้มาให้ได้ ทั้งเงินกู้กองทุน หรือการหยิบยืมเพื่อน... แต่ไม่มีทางไหนเลยที่จะได้เงินเร็วและมากพอในเวลาอันสั้น
สุดท้าย... เธอก็ต้องกลับมาที่ทางเลือกที่เธอหวาดกลัวที่สุด เรนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาด้วยมือที่สั่นเทา นิ้วเรียวไล่หาเบอร์ติดต่อที่เธอเมมไว้เพียงสั้น ๆ ว่า 'เจ่เจ้'
"ฮัลโหล... เจ่เจ้ค่ะ เรนเองค่ะ"
"อ้าวเรน! ว่าไงจ๊ะ เห็นเงียบไปเลยตั้งแต่เมื่อวาน นึกว่าเบื่องานทางนี้แล้วซะอีก" เสียงแหลมที่แฝงความเอ็นดูดังมาจากปลายสาย
"เรนต้องการเงินค่ะเจ่เจ้... สามหมื่นบาท ภายในอาทิตย์นี้"
"เจ่เจ้พอจะมีงานไหนที่ได้เงินก้อนใหญ่ทันทีไหมคะ นั่งคุย นั่งดื่ม ชงเหล้าอะไรก็ได้ เรนรับหมดค่ะ ขอแค่ได้เงินภายในสิ้นสัปดาห์นี้"
"หือ สามหมื่นภายในอาทิตย์เดียวเหรอ" เจ่เจ้ลากเสียงยาว
"งานนั่งดริงก์ทั่วไปมันไม่ได้เยอะขนาดนั้นหรอกนะเรน"
"นอกจากจะเจอแขกถูกใจแล้วเปย์หนัก..."
"ช่วงนี้มีเสี่ยเจ้าของโรงแรมรายใหญ่เขากำลังมองหาเด็กไปรับรองแขกวีไอพีที่ห้องจัดเลี้ยงส่วนตัว"
"เขาเน้นคนที่ดูแพง และที่สำคัญคือหุบปากเงียบไม่วุ่นวาย"
"เรนทำได้ค่ะเจ่เจ้ เรนขอแค่ได้เงินก้อนนี้ เจ่เจ้ช่วยเรนหน่อยนะคะ เรนมีความจำเป็นจริง ๆ" เรนกรอกเสียงลงไปด้วยความร้อนรน
"เฮ้อ... ก็ได้ ๆ เดี๋ยวเจ้ลองเสนอให้"
วางสายไปเพียงไม่นาน เสียงเรียกเข้าจากเจ่เจ้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ซึ่งมันคือเสียงสวรรค์ที่ทำให้เรนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
"เรน ดวงดีนะเนี่ย เสี่ยเขาสนใจ แต่เขาระบุมาเลยว่าขอเป็น 'น้ำฝน' คนที่เขาเห็นในรูปที่เจ้เคยส่งให้..."
"รอบนี้ลูกค้าเป็นรุ่นใหญ่ใจป๋า เขาแค่ต้องการเด็กไปนั่งดริงก์ ชงเหล้า และเป็นเพื่อนคุยให้แขกเขาเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรเกินเลย"
"เพราะแต่ละคนมีเมียแล้วทั้งนั้น แค่มาหาความสุขเล็ก ๆ นอกบ้าน ไหวไหมล่ะ"
"แค่ชงเหล้ากับนั่งดริงก์ใช่ไหมคะ" เรนย้ำถามเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง
"ใช่จ้ะ รอบนี้เขาจ่ายหนักเพราะเขาต้องการคนบุคลิกดีไปรับแขกให้เขา"
"งานเริ่มช่วงหัวค่ำที่คลับแถวทองหล่อ ถ้าตกลงเจ้จะส่งโลเคชั่นให้"
"แต่จำไว้นะ... ต้องแต่งหน้าทำผมให้เป๊ะเหมือนในรูป ห้ามยัยแว่นหน้าจืดโผล่ไปเด็ดขาด"
เจ่เจ้ที่รู้ว่าเรนใส่แว่นหนาเพื่อปกปิดตัวเอง เรนสูดลมหายใจเข้าลึก ความหวังที่จะช่วยแม่ทำให้เธอกลั้นใจตอบตกลง
"เรนตกลงค่ะเจ่เจ้... ขอบคุณนะคะ"
เธอวางสายพร้อมกับความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก แม้จะมีเวลาถึงสิ้นสัปดาห์ แต่งานประเภทนี้มีความเสี่ยงที่เธอไม่อยากจะนึกถึง
เรนหยุดยืนอยู่ที่หน้ากระจกใสบานใหญ่ของห้องไอซียู สายตาพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตาที่รื้นขึ้นมาอีกครั้ง ร่างผอมบางของแม่ที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงรายล้อมไปด้วยสายระโยงระยางและเสียงสัญญาณชีพจรที่ดังสม่ำเสมอ แผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างแผ่วเบานั่นคือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าแม่ยังอยู่กับเธอ
"รอเรนก่อนนะคะแม่... อีกแค่นิดเดียว เรนจะพาแม่กลับบ้านเราให้ได้"
เธอพึมพำกับความเงียบ ก่อนจะตัดสินใจหันหลังกลับ เดินออกจากโรงพยาบาลมุ่งตรงไปยังหอพักเพื่อทำภารกิจที่เดิมพันด้วยชีวิต
ภายในห้องพักขนาดกะทัดรัด
แสงไฟสีขาวนวลจากหลอดนีออนถูกปิดลง แทนที่ด้วยแสงสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เรนรู้สึกปลอดภัยกว่าในการเปลี่ยนตัวตน
เรนก้าวออกมาจากห้องน้ำ กลิ่นสบู่ราคาถูกที่เธอใช้เป็นประจำผสมกับความเย็นเยียบของน้ำที่เพิ่งชะล้างร่างกายไม่ได้ช่วยลดความอึดอัดในอกลงได้เลย รินรดาคนเดิมที่ดูซื่อ ๆ และรักสงบกำลังจะหายไป... ถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่เธอเคยตั้งปณิธานว่าจะไม่ก้าวเข้าไปข้องแวะ
เธอนั่งลงหน้ากระจกบานใหญ่ มองเงาสะท้อนของหญิงสาวหน้าจืด ๆ ที่สวมแว่นหนาเตอะ มันคือเกราะที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากโลกภายนอก
"ทำไมเราต้องทำถึงขนาดนี้..." เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกมาจากปาก ขณะที่นิ้วเรียวเล็กค่อย ๆ ถอดแว่นสายตาออก วางมันลงบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างเบามือ มันดูโดดเดี่ยวและแปลกแยกในสายตาของเธอตอนนี้
เธอหยิบเครื่องสำอางชุดพิเศษที่ซ่อนไว้ในกล่องลับออกมา เริ่มบรรจงแต่งแต้มใบหน้าทีละขั้นตอน
ขณะที่เธอจับแปรงทาลิปสติกสีแดงสด... มือเล็ก ๆ ของเธอกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ สีแดงจัดจ้านของลิปสติกเปรียบเสมือน 'ตราบาป' ที่เธอกำลังประทับลงบนริมฝีปากของตัวเอง เธอหยุดชะงัก หลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อขจัดความรู้สึกรังเกียจที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ
'เพื่อแม่... เพื่อแม่ ' คำนี้ดังก้องอยู่ในหัวเป็นเหมือนแรงผลักดันเดียวที่ทำให้เธอฝืนทำต่อ
เธอกลั้นใจกรีดอายไลเนอร์คมกริบ ดูพราวเสน่ห์ชวนมอง แต่ดวงตาที่กรีดอายไลเนอร์นั้นกลับไร้แววสดใสเหมือนเคย มันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและความเศร้าที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เครื่องสำอางหนาเตอะ และเมื่อเธอสำรวจเงาสะท้อนในกระจก... หญิงสาวที่ดูสวยหรู ทรงพลัง และมีเสน่ห์จนแม้แต่ตัวเธอเองยังเกือบจำไม่ได้ปรากฏขึ้น
เรนรู้สึกสะอิดสะเอียนกับภาพที่เห็นตรงหน้า หญิงสาวในกระจกดู 'ปลอม' และ 'ไร้ศักดิ์ศรี' ในสายตาของเธอ แต่ทว่า... เพื่อให้ดูเป็น 'น้ำฝน' ที่สมบูรณ์แบบที่เจ่เจ้ต้องการ เธอต้องฝืนยิ้ม ยิ้มที่ดูเย้ายวนและมีเสน่ห์ ยิ้มที่ซ่อนความบอบช้ำในใจไว้ลึกสุด ยิ้มนั้นแข็งทื่อและดูฝืนธรรมชาติ... แต่เธอก็ต้องทำมันให้ได้เธอปล่อยผมยาวสลวยลอนใหญ่ให้ตกลงมาปรกไหล่บาง ทิ้งท้ายด้วยการแตะน้ำหอม Midnight Rose ลงที่ข้อมือ กลิ่นหอมเย้ายวนนั้นลอยฟุ้งไปทั่วห้อง มันเป็นกลิ่นที่เธอเคยชอบ แต่คืนนี้มันกลับรู้สึก 'ฉุน' และ 'น่าอาย' สำหรับเธอ
เธอมองนาฬิกาบนผนังที่บอกเวลาใกล้ถึงนัดหมาย พลันภาพสมุดโน้ตของเธอหายไปไหน แม้ตอนนี้ภารกิจสำคัญคือการหาเงินช่วยแม่ แต่การที่สมุดเล่มนั้นหายซึ่งอาจมีบันทึกหรือความลับบางอย่างที่เธอไม่อยากให้ใครเห็น ตกอยู่ในมือของเฮดว้ากจอมวายร้ายนั่น ก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกคุกคามไม่ต่างกัน
ในขณะที่เธอกำลังจะก้าวออกจากห้อง ข้อความแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟนที่เธอยังไม่ได้อ่านแสดงขึ้นมา เรนหยิบขึ้นมาเปิดอ่านด้วยความรีบเร่ง มันเป็นข้อความจากก้อยที่ส่งมาทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงกลางวัน
Koy: เรน แกถึงไหนแล้ว ไม่ต้องห่วงทางนี้นะ เดี๋ยวฉันเช็กชื่อคาบบ่ายให้
Koy: อ้อ... แล้วก็สมุดโน้ตแก พี่อาทิตย์เก็บไว้นะ เขาบอกว่าถ้าแกอยากได้คืน... ให้ไปเอากับพี่เขาที่ลานเกียร์เอง
เรนยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตู หัวใจที่เคยเต้นรัวเพราะความตื่นเต้นกับงานใหม่ กลับเต้นผิดจังหวะด้วยความตระหนกที่มากกว่าเดิมหลายเท่า
"พี่อาทิตย์เหรอ..." เธอพึมพำ เสียงสั่นเครืออย่างห้ามไม่ได้
ความกังวลใจแล่นริ้วขึ้นมาจนเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง สมุดโน้ตเล่มนั้นไม่ใช่แค่สมุดจดเล็คเชอร์ธรรมดา ความลับอีกหลายอย่างที่เธอไม่ต้องการให้ใครในคณะล่วงรู้ โดยเฉพาะคนอย่างอาทิตย์ที่มีนิสัยขี้จับผิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เขาจะเปิดอ่านไหม เขาจะเห็นสิ่งที่ฉันจดไว้หรือเปล่า
คำถามมากมายตีกันอยู่ในหัวจนเธอแทบอยากจะทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งกลับไปที่ลานเกียร์เพื่อแย่งสมุดคืนมา แต่ความจริงที่โหดร้ายก็ฉุดรั้งเธอไว้... เงินสามหมื่นเพื่อต่อชีวิตแม่สำคัญกว่าความลับในสมุดเล่มนั้น
"เรื่องสมุด... ค่อยไปเอาคืนพรุ่งนี้ คืนนี้เรนต้องเป็นน้ำฝนให้รอดก่อน"
เธอล็อคประตูห้องทิ้งความอ่อนแอของรินรดาไว้เบื้องหลัง ก้าวเท้าลงบันไดด้วยส้นเข็มที่สูงชัน... คืนนี้ไม่มีเด็กวิศวะ มีเพียงสินค้าเกรดพรีเมียมที่ชื่อ 'น้ำฝน' เท่านั้น"
บรรยากาศใต้ต้นจามจุรีกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง อาทิตย์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ดิบและรังสีอำมหิตของตนเอง ชายหนุ่มรีบหันขวับกลับมาหาคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ด้านหลังทันที ทันใดนั้น...แววตาดุดันขึงขังเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล ห่วงใย และหวาดกลัวว่าคนรักจะได้รับความกระทบกระเทือนใจ“เรนครับ... เรนเป็นอะไรไหมครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า พี่ขอโทษ... ปล่อยให้พวกมันมาปากดีใส่เธอแบบนี้” อาทิตย์เอ่ยเสียงสั่นเครือ มือหนาทั้งสองข้างเอื้อมไปจับไหล่บางของรินรดาเบา ๆ พลางสำรวจร่างกายของเธอด้วยความลนลาน รินรดามองท่าทางเลิ่กลั่กของชายหนุ่มตรงหน้าแล้วความตึงเครียดทั้งหมดก็มลายหายไป หญิงสาวส่งยิ้มละมุน ยื่นมือนุ่มทั้งสองข้างไปกุมมือหนาของเขาเอาไว้ “เรนไม่ได้เป็นอะไรเลยค่ะพี่อาทิตย์ ไม่ได้เจ็บตรงไหนเลย แล้วก็ไม่ได้ร้องไห้ด้วย... เห็นไหมคะ”อาทิตย์มองใบหน้าหวานที่ไร้หยาดน้ำตาและเต็มไปด้วยความเข้มแข็งสตรองเด็ดเดี่ยวของรินรดาแล้ว ชายหนุ่มก็ลอบถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก หัวใจที่เต้นรัวค่อย ๆ สงบลง เขาขยับเข้าไปใกล้ดึงร่างบอบบางของเธอเข้ามาโอบกอดหมับไว้อย่างแส
เสียงเพลงมาร์ชประจำมหาวิทยาลัยดังแว่วมาตามสายลมโชยอ่อน บรรยากาศรอบอาณาเขตหอประชุมใหญ่คราคร่ำไปด้วยฝูงชนในชุดแต่งกายสุภาพ เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจผุดขึ้นให้เห็นในทุกตารางนิ้ว วันนี้คือวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร บรรดาบัณฑิตใหม่ในชุดครุยวิทยฐานะสีดำขลิบแถบสีตามคณะต่างพากันยืนถ่ายรูปคู่กับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนสนิทอย่างชื่นมื่นหนึ่งในนั้นคือกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์... และบัณฑิตป้ายแดงที่เป็นจุดสนใจของคนเกือบทั้งคณะคงหนีไม่พ้น ‘อาทิตย์’ ประธานรุ่นและเฮดว้ากจอมโหดผู้ที่จะเป็นตำนานของรุ่นนี้“เฮ้ย ไอ้อาทิตย์ ทางนี้โว้ย หันหน้าหล่อ ๆ ของมึงมาทางกล้องนี่หน่อย”เสียงตะโกนของโน้ตดังแหวกฝูงชนพร้อมกับชูกล้องถ่ายรูปในมือขึ้น เก่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบขยับเข้าไปกอดคอเพื่อนสนิทที่วันนี้อยู่ในชุดครุยวิศวะเต็มยศ ใบหน้าคมคายของอาทิตย์ที่มักจะบึ้งตึงดุดันอยู่เสมอ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างกังวาน แววตาคู่คมฉายประกายแห่งความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด“ในที่สุดมึงก็จบจนได้นะไอ้ประธานรุ่นกิตติมศักดิ์ เรียนจบก่อนเมียมันรู้สึกยังไงบ้างวะ” โน้ตเอ่ยแซวขำ ๆ หลังจากกดชัตเตอร์รัว ๆ ไปหลายภา
การกลับเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยอย่างเต็มตัวของรินรดาหลังจากวันนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นและเปี่ยมไปด้วยพลัง หญิงสาวตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพื่อชดเชยเวลาที่ขาดหายไปอย่างไม่ย่อท้อ สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในกิจวัตรประจำวันของเธอก็คือ การทำขนมไทยโบราณส่งขายตามออร์เดอร์ของอาจารย์และกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เพื่อหารายได้เสริมสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตนเอง โดยมีพื้นที่ห้องครัวกว้างขวางในคอนโดมิเนียมหรูของอาทิตย์เป็นฐานบัญชาการใหญ่ และแน่นอนว่า... คนที่กระตือรือร้นกับเรื่องนี้ที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นประธานรุ่นคณะวิศวกรรมศาสตร์ผู้เคยหยิ่งผยองคนนั้นนั่นเอง“เรนครับ... กล่องขนมชั้นล่างสุดนี่เอาไปส่งที่คณะอักษรศาสตร์ใช่ไหมครับ”อาทิตย์ในชุดเสื้อช็อปวิศวะขัดมัน ซ้ำยังตั้งใจพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นมัดกล้ามสมชายชาตรี เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มผิดกับมาดดุดันในอดีตยามที่เขาก้มลงยกตะกร้าหวายใบใหญ่ซึ่งอัดแน่นไปด้วยกล่องขนมเปียกปูนและวุ้นมะพร้าวอ่อนหอมกรุ่นขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน เฮดว้ากหน้าดุเสือยิ้มยาก บัดนี้ได้กลายร่างเป็น ‘พ่อบ้านใจกล้า’ เดินหิ้วตะกร้าขนมไทยสีหวานเดินตามหลังนักศึกษาหญิงตัวเล็ก ๆ สลับกับคอยสะพายกระเป๋
ตามข้อตกลงที่ให้ไว้ก่อนกลับกรุงเทพฯ อาทิตย์สัญญาว่าจะไม่เข้ามาวุ่นวายหรือบงการชีวิตของเธอในมหาวิทยาลัยจนทำให้เธออึดอัด ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะนั่งฟังเงียบ ๆ ปล่อยให้รินรดาได้ระบายความอัดอั้นและพูดคุยหัวเราะกับก้อยอย่างเต็มที่ ดวงตาคู่คมทอดมองรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนรักด้วยความรู้สึกอุ่นซ่านในใจ... นี่แหละคือรอยยิ้มที่เขาเคยทำลาย และจากนี้เขาจะเป็นคนปกป้องมันเอง“เออเรน... แล้วเรื่องค่าเทอมกับค่าหอพักในเทอมนี้แกจัดการยังไง ให้ฉันช่วย...” ก้อยเอ่ยถามด้วยความห่วงใยตามประสาเพื่อนที่รู้ว่าฐานะทางบ้านของรินรดาไม่ได้ร่ำรวย“เรื่องนั้น...” รินรดาอึกอัก หันไปมองคนข้างกาย“เรื่องค่าใช้จ่ายทุกอย่างของเรน... กูจัดการเคลียร์ให้หมดแล้ว ทั้งทุนการศึกษา ค่าเทอม ค่าใช้จ่ายส่วนตัว” อาทิตย์เป็นคนตอบแทนน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทำเอาโน้ตและเก่งถึงกับพ่นน้ำออกจากปาก“เฮ้ย มึงสายเปย์ตั้งแต่เมื่อไหร่วะไอ้อาทิตย์” โน้ตอุทาน“กูแค่ดูแล... คนรักของกู” อาทิตย์ตอบสั้น ๆ น้ำเสียงหนักแน่นจนรินรดาต้องแอบหยิกหมับเข้าที่ต้นขาแกร่งใต้โต๊ะด้วยความหมั่นไส้ ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยแต่กลับคว้ามือนุ่มมาจับกุมไว้แน่นใต้โต๊ะไม่ยอม
กลิ่นอายของละอองฝนและละอองดินของบ้านสวนในต่างจังหวัดค่อย ๆ เลือนหายไปตามระยะทาง แทนที่ด้วยทัศนียภาพของตึกสูงระฟ้าและจราจรที่ติดขัดอันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร รถยนต์คันหรูของอาทิตย์เคลื่อนตัวเข้าสู่เขตเมืองหลวงอย่างนิ่มนวล โดยมีตัวเขาทำหน้าที่เป็นสารถีอย่างแข็งขันตลอดการเดินทางหลายชั่วโมงตลอดการเดินทาง ชายหนุ่มแทบจะไม่ยอมให้มือเรียวของเธอต้องขยับทำอะไรเลยแม้แต่น้อย น้ำดื่มถูกเปิดฝาเตรียมพร้อม ทิชชู่ถูกส่งให้ถึงมือ ซ้ำยังคอยเอื้อมมือหนามากุมมือเธอไว้บนตักเบา ๆ ราวกับกลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจกระโดดหนีลงจากรถไปเสียดื้อ ๆ สรรพคุณความเอาใจใส่ระดับสิบเต็มสิบนี้ทำเอารินรดาแอบอมยิ้มและรู้สึกหน้าร้อนผ่าวอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งรถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้าจอดในอาณาเขตคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมใจกลางเมืองของอาทิตย์“ถึงแล้วครับเรน... นั่งรออยู่บนรถก่อนนะ เดี๋ยวพี่เดินไปเปิดประตูให้” อาทิตย์เอ่ยเสียงนุ่มรีบดับเครื่องยนต์แล้วถลันลงจากรถราวกับกลัวจะทำหน้าที่บกพร่อง ชายหนุ่มเปิดประตูฝั่งคนนั่ง ยื่นมือแกร่งไปรองรับมือบางของเธอให้ก้าวลงมาจากรถอย่างทะนุถนอม รินรดามองมือกว้างที่ยื่นมาตรงหน้าสลับกับใบหน้าคมคาย
แสงทองวันใหม่ทอประกายลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านผืนเก่า ขับไล่ความมืดมิดและหยาดฝนที่เพิ่งซาเม็ดไปเมื่อรุ่งสาง ไอเย็นของฝนเมื่อคืนยังคงหมุนเวียนอยู่ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยม บนเตียงไม้หลังเดิมบรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยร่องรอยของความวาบหวามจากค่ำคืนที่ผ่านมารินรดาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ความรู้สึกแรกที่จู่โจมเข้าสู่โสตประสาทคือความอุ่นจากแผงอกแกร่งที่เธอหนุนนอนอยู่ แขนแกร่งของอาทิตย์ยังคงพาดรองคอของเธอ มืออีกข้างโอบกอดร่างบางของเธอเอาไว้แนบชิดราวกับสมบัติล้ำค่าที่กลัวว่าจะหลุดลอยหายไป หญิงสาวก้มลงมองเรือนร่างของตัวเองที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ความระบมช่วงกลางลำตัวและรอยรักสีกุหลาบที่ตีตราอยู่ตามผิวเนื้อขาวผ่อง เป็นหลักฐานชิ้นดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน พลันหัวใจดวงน้อยก็ดิ่งวูบลงสู่ความเงียบงัน น้ำตาเม็ดโตเริ่มเอ่อคลอหน่วยตาด้วยความสับสนและหวาดกลัว‘เราทำอะไรลงไป... ทำไมเราถึงใจง่ายยอมเขาอีกแล้ว’ความคิดแง่ลบเริ่มรุมเร้าเข้ามาในสมอง รินรดากัดริมฝีปากแน่นเพื่อกั้นเสียงสะอื้น เธอรู้สึกสมเพชตัวเองที่ปล่อยให้อารมณ์และความโหยหาชั่ววูบอยู่เหนือเหตุผล และที่เหนือสิ่งอื่นใดปมในใจที่ใหญ่ที่สุ
ในขณะที่ก้อยกำลังลนลาน เจ้าหน้าที่นิติบุคคลกลับก้าวเข้ามาขวางหน้าทั้งสองคนไว้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด"เดี๋ยว พวกคุณสองคนยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น" นิติบุคคลเอ่ยเสียงเข้มพลางชี้ไปที่ประตูห้องที่มีรอยเท้าช้ำจากการโดนถีบ "ถึงคนข้างในจะไม่อยู่ หรือ ไม่เป็นอะไรแล้ว แต่พวกคุณบุกรุกเข้ามาในหอพักสตรี แถมยังทำล
บรรยากาศที่โต๊ะหินอ่อนเริ่มร้อนระอุขึ้นมาทันที เมื่ออาทิตย์โยนคำท้าทายทิ้งไว้แล้วเดินจากไป โน้ตกับเก่งหันมามองหน้ากัน ตาเป็นประกายเหมือนได้รับภารกิจระดับชาติ"เฮ้ย มึงได้ยินใช่ไหม ไอ้เก่ง... ไอ้คนถือตัวอย่างไอ้อาทิตย์มันบอกว่าจะไป" โน๊ตลนลานหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา "งานนี้ถ้ากูนัดไม่ได้ กูเสียหมาแน่""เ
ณ ลานเกียร์ (อีกมุมหนึ่ง) ในขณะที่ก้อยกำลังเป็นห่วงเรน อาทิตย์ที่นั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อนก็ยังคงตกอยู่ในภวังค์ความโกรธ สายตาของเขามองไปยังกลุ่มเด็กปีสองที่กำลังเดินผ่านไป แววตาคมกริบนั้นวูบไหวเมื่อไม่เห็น 'ยัยแว่น' อยู่ในกลุ่มนั้นจริงอย่างที่เพื่อนว่า"มึงว่าน้องมันจะโกรธจนลาออกเลยเปล่าวะ" โน้ตยังไม
ตอนที่ 8 : ตัดสินคนจากเปลือกเช้าวันต่อมา ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์บรรยากาศที่ลานเกียร์ในเช้านี้ดูผิดตาไปอย่างประหลาด ปรกติแล้วช่วงเช้าตรู่ก่อนเข้าเรียนจะเป็นเวลาของการเรียกรวมตัวรุ่นน้องเพื่อเช็กระเบียบหรือซ้อมร้องเพลงเชียร์ แต่วันนี้กลับเงียบเชียบ รุ่นพี่กลุ่มเฮดว้ากที่เคยยืนคุมเข้มกลับแยกย้ายกันนั่งเ




![บ่วงรักรอยบาป [NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


