Beranda / วาย / ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า / บทที่ 2 ผู้อาวุโสหนิงเฉินรับศิษย์

Share

บทที่ 2 ผู้อาวุโสหนิงเฉินรับศิษย์

Penulis: Sapphiros S. N.
last update Tanggal publikasi: 2026-01-10 17:00:51

บทที่ 2

ผู้อาวุโสหนิงเฉินรับศิษย์

ผู้บำเพ็ญเพียรรูปงามก้าวเท้าออกจากถ้ำอันก่อร่างมาจากผลึกแก้วส่องประกายจรัสเจ็ดสีแห่งเขาแก้วพันสารทิศ ท่ามกลางสีสันละลานตาชุดขาวสะอาดไม่ได้ดูหม่นลงเลย กลับยิ่งดูโดดเด่นขึ้นมาอยู่เหนือแสงสะท้อนจากแก้วทุกผลึก แพขนตางอนงามค่อย ๆ ลืมขึ้น นัยน์ตาที่มีกลีบดอกท้อโปรยปรายอยู่ภายในเปิดต้องแสงอาทิตย์สาดส่องที่ไม่ได้รับมานานถึงห้าปีเต็ม ผู้อาวุโสหนิงเฉินออกจากการปิดด่านแล้ว

“อาซิง เจ้าออกจากด่านแล้ว” กระบี่กรีดผ่าอากาศดังลั่นดั่งฟ้าร้อง ผู้บำเพ็ญเพียรผู้สูงสง่าก้าวลงมาจากกระบี่คู่กาย ต้อนรับการกลับมาของศิษย์น้อง

เสิ่นซิงอีประสานมือคำนับผู้มาใหม่ “คารวะศิษย์พี่เยี่ยน ข้าเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากถ้ำผลึกเจ็ดสี ท่านก็มาถึงเสียแล้ว ท่านรวดเร็วถึงเพียงนี้ คนจากยอดเขาอัสสรัตนะจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน”

เยี่ยนอวิ๋นหลงรีบประคองศิษย์น้องลุกขึ้น “ที่นี่มีแค่เราสองคนเจ้าจะพิธีรีตองไปใย”

ปากบางยกยิ้ม “พี่เยี่ยน”

เยี่ยนอวิ๋นหลงหัวเราะชอบใจพลางกอดคอศิษย์น้องรัก “ก่อนหน้านี้ จู่ ๆ เจ้าก็ปิดด่าน มิได้บอกกล่าวผู้ใด ข้าเป็นห่วงจึงคอยเฝ้าดูรอวันที่เจ้าเดินออกมา”

เสิ่นซิงอีได้ฟังก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก การปิดด่านแต่ละครั้งไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใด บางคนอาจจะใช้เวลาไปทั้งครึ่งค่อนชีวิต ที่เขาออกมาก่อนก็เป็นเพราะมีเรื่องต้องจัดการ มิเช่นนั้น ในเวลานี้ก็คงยังนั่งบำเพ็ญตบะอยู่ในถ้ำผลึกเจ็ดสี การรอคอยอย่างเชื่อมั่นโดยไม่รู้วันเวลา ช่างสมกับเป็นเยี่ยนอวิ๋นหลงศิษย์พี่ผู้เอาใจใส่นัก “ซิงอีทำให้พี่เยี่ยนต้องคอยเปล่าเสียแล้ว ปิดด่านครั้งนี้ ข้าไม่สามารถฝ่าด่านทะลุขึ้นเป็นขั้นก่อกำเนิดลมปราณได้”

เยี่ยนอวิ๋นหลงตบบ่าปลอบใจศิษย์น้อง “ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน อาซิง เจ้าอายุยังน้อย ยังมีเวลาอีกมาก ตอนนี้เจ้าคงเหนื่อยไม่น้อย ไปพักผ่อนให้ดีเถอะ ไว้เจ้าหายเหนื่อยแล้วค่อยมาดื่มชาแลกเปลี่ยนวรยุทธ์ที่ยอดเขาจักรรัตนะของข้ากัน”

รอยยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย เพราะทั้งตัวเขาและศิษย์พี่ หรือทุกคนบนโลกไม่ได้มีเวลามากอย่างที่เยี่ยนอวิ๋นหลงว่า “แน่นอนขอรับ”

การออกจากด่านของเสิ่นซิงอี แท้จริงแล้วมีจุดประสงค์สองประการ ประการแรก เพื่อมาดูให้เห็นกับตาว่าลี่จิ่นยังคงสถานะศิษย์ฝ่ายนอกไว้ได้หรือไม่ แต่นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลักของเขา อดีตอาจารย์ไม่เชื่อว่าเด็กที่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรมากที่สุดเท่าที่เขาเคยพบจะสร้างรากฐานไม่ได้แม้จะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเพียงใดก็ตาม และยิ่งไม่เชื่อว่าศิษย์ฝ่ายนอกปลายแถวที่เขาติดสินบนให้ไปขัดขวางการบำเพ็ญเพียรของลี่จิ่นจะทำสำเร็จ เสิ่นซิงอีหวังเพียงให้ศิษย์พวกนั้นถ่วงเวลาไว้ก็เท่านั้น เพื่อที่เขาจะได้ไม่พลาดในโอกาสที่สอง

จุดประสงค์ประการที่สอง ผู้อาวุโสหนิงเฉินออกจากด่านมาเพื่อรับศิษย์

ชุดขาวปลิวสะบัดเหนือน่านฟ้าเขตชั้นล่างของสำนักแก้วเจ็ดประการ ศิษย์ฝ่ายนอกทั้งหลายต่างพากันตื่นเต้นดีใจ กิจซึ่งจะนำพาให้ผู้อาวุโสหนิงเฉินลงจากยอดเขามาสู่เขตศิษย์ฝ่ายนอกในวันแสนจะธรรมดามีอยู่ไม่กี่อย่าง ศิษย์ทุกคนต่างออกจากกระท่อมมายืนทำความเคารพ ภาวนาให้โชคลาภสีขาวตกลงมาที่ตน

รวมถึงเด็กชายวัยสิบปีที่แหงนคอจดจ้องชายเสื้อและผ้าแพรปลายดาบไม่วางตา สีขาวสะอาดแสนบริสุทธิ์เจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์เบื้องบนยังคงเหมือนกับในความทรงจำเมื่อห้าปีก่อน

และผู้บำเพ็ญเพียรแสนบริสุทธิ์ก็ขี่กระบี่บินผ่านเขาไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง

เสิ่นซิงอีเห็นผู้ที่เขาตามหาอยู่ไม่ไกล ไม่ว่าจะในชาติไหน เขาก็ยังคงตามหาคนผู้นี้ได้ที่เดิม เด็กหนุ่มในชุดเครื่องแบบศิษย์ฝ่ายนอก หน้าตาธรรมดา พลังปราณปานกลาง ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น กำลังยืนปอกผลส้มกินอย่างมูมมามอยู่ใต้ต้นส้มร้อยปีภายในสวนของสำนัก เมื่อผลส้มในมือหมด เขาเอื้อมมือไปเด็ดผลใหม่มากินต่ออย่างไม่บันยะบันยัง

“กินพอแล้วหรือยัง?”

“ไม่พอ กินเท่าไรก็ไม่พอ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ข้าจะได้เหยียบยืนบนเขาแก้วพันสารทิศแล้ว ข้าจะกินส้มให้หมดสวนเลยคอยดู!”

เด็กหนุ่มเคี้ยวส้มในปากไปตะโกนไปด้วยความโกรธเกรี้ยวต่อโชคชะตา เขาเพียรพยายามมาสิบปี ไม่เคยปล่อยปละละเลยการฝึกตนแม้สักวัน แต่กระนั้น เขาก็ยังไม่สามารถควบรวมชีพจรได้ เหตุใดฟ้าให้ข้าได้เข้าสำนักแล้ว แต่มิยอมให้ข้าอยู่ต่อ เหตุใดฟ้าให้ข้าสร้างรากฐานได้ แต่มิยอมให้พัฒนาขึ้นเป็นควบรวมชีพจร เหตุใดโชคชะตาจึงต้องทำเหมือนชีวิตของเขาเป็นของเด็กเล่นเช่นนี้!

คนที่พูดกับเขาไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ว่าแต่… หากเป็นคนดูแลสวน เหตุใดจึงยังไม่รีบไล่เขาออกไป เช่นนั้นแล้วใครเข้าสวนมาพูดกับเขากัน?

เด็กหนุ่มหันหลังกลับมามองอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อเห็นสีขาวบาดตาที่ทั้งสำนักรู้จักกันเป็นอย่างดี ส้มในปากก็แทบพุ่งพรวดไปเปรอะเปื้อนสีขาวจนหมดสะอาด เขารีบคุกเข่าขอขมาผู้อาวุโส

“ศิษย์อวี้เหวินจี๋เสียมารยาทแล้ว ขอผู้อาวุโสหนิงเฉินโปรดเมตตา!”

เสิ่นซิงอีลอบขำในใจ ดีที่อวี้เหวินจี๋กำลังมุ่งมั่นกับการมุดหน้าลงดินด้วยความอับอายอยู่ จึงไม่เห็นมุมปากที่ยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ของเขา

ดู ๆ ไป อวี้เหวินจี๋ในตอนนี้ก็มีสภาพเหมือนกับเขาตอนขโมยผลท้อเซียนพันปีที่สวนพืชพรรณเซียนในส่วนลึกของสำนักไม่มีผิด

เสิ่นซิงอีกระแอมไอเก้อเขิน “อาจวี๋[1] เจ้ากินส้มพอหรือยัง?”

“พอแล้ว พอแล้วขอรับ!” อวี้เหวินจี๋ร้องตอบด้วยความกลัวสุดขีด ใครมาเจอเขาทำตัวเสียกิริยาไม่เจอ ดันมาเป็นผู้อาวุโสหนิงเฉิน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสำรวมเป็นที่สุด วันสุดท้ายในชีวิตผู้บำเพ็ญเพียรของเขา คงต้องจบลงด้วยการลงโทษตามระเบียบวินัยเป็นแน่!

อวี้เหวินจี๋ไม่รู้ ผู้อาวุโสผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสำรวมในสายตาเขา เคยแหกมาแล้วทุกกฎนับตั้งแต่รับอดีตศิษย์รักขึ้นเขามณีรัตนะ เสิ่นซิงอีก้าวขึ้นกระบี่ซือโฉวอีกครั้ง “เช่นนั้นก็มาเถอะ กลับยอดเขามณีรัตนะกับอาจารย์”

“ขอรับ… หา?”

“เจ้าฟังมิผิดดอก อวี้เหวินจี๋ นับจากนี้ เจ้าคือศิษย์สายตรงของข้า ผู้อาวุโสหนิงเฉิน เจ้าแห่งยอดเขามณีรัตนะ”

แน่นอนว่า เสิ่นซิงอีไม่ได้นึกครึ้มใจอยากรับศิษย์ตัดหน้าลี่จิ่น แต่การปรากฏตัวของอวี้เหวินจี๋เป็นเรื่องที่จำเป็นต่อชีวิตของเขามาก

ในชาติแรก หลังจากรับลี่จิ่นขึ้นเขา เสิ่นซิงอีก็เห่อศิษย์รักจนไม่คิดจะรับใครมาเป็นศิษย์อีก แม้แต่การสอบคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักเขาก็ไม่ไปแล้ว เป็นลี่จิ่นในวัยสิบขวบที่รบเร้าบอกว่าอยากได้ศิษย์น้อง อาจารย์ผู้หลงศิษย์จนโงหัวไม่ขึ้นมีหรือจะปฏิเสธ เสิ่นซิงอีพาศิษย์รักขี่กระบี่ท่องไปทั่วสำนัก ทั้งฝ่ายในและฝ่ายนอก ลี่จิ่นดูเท่าไรก็ยังไม่พบศิษย์น้องที่เขาต้องการ เนื่องจากแทบทุกคนนั้นมีอายุมากกว่าตัวเขา เห็นศิษย์รักเสียใจ เสิ่นซิงอีก็พาเขาแวะสวนของสำนักเพื่อนั่งพักผ่อนเสียหน่อย จึงได้ไปเจออวี้เหวินจี๋กำลังยัดส้มเข้าปากอย่างเอาเป็นเอาตาย ลี่จิ่นที่หน้ามุ่ยอยู่พลันหัวเราะชี้นิ้ว บอกอาจารย์ว่าอยากได้เขาเป็นศิษย์น้อง โดยไม่สนใจว่าอวี้เหวินจี๋มีอายุมากกว่าตัวเขาเกือบสิบปี

และเป็นที่รู้กันทั่วทั้งสำนักว่า เจ้ายอดเขาเสิ่นไม่เคยขัดใจศิษย์รัก เสิ่นซิงอีรับอวี้เหวินจี๋ขึ้นเขา ด้วยไม่ได้เป็นผู้คัดเลือกศิษย์ผู้นี้มาด้วยตัวเอง พรสวรรค์ด้านใดให้ปลุกปั้นก็ไม่มี จึงไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไร สุดท้ายก็โยนให้ไปดูแลหอหนังสือเก่าของอาจารย์เฉินกวง

ในหอหนังสือนั้นมีแต่ตำราอาคมของอาจารย์เฉินกวงที่ฝุ่นจับหนา เพราะเสิ่นซิงอีไม่สันทัดเรื่องอาคมเป็นอย่างมากจึงไม่คิดจะหยิบขึ้นมาดูแม้สักนิด อาคมที่ปรมาจารย์คาถาอย่างเขาใช้ได้ในตอนนี้มีเพียงอาคมชำระกาย กับอาคมหวนจารึกสู่อักษรที่เขาฝึกฝนจนเลือดตากระเซ็นก็เท่านั้น ขนาดอาคมเสกทุ่งดอกไม้ที่ศิษย์ฝ่ายนอกยังทำได้ บางครั้งเขายังร่ายออกมาเป็นฝูงกบแทนเลย ยอดเขามณีรัตนะที่เคยมีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งด้านอาคมในสมัยปรมาจารย์เฉินกวงต้องมาเสื่อมเสียด้วยน้ำมือของเจ้ายอดเขามณีรัตนะรุ่นปัจจุบันอย่างเสิ่นซิงอีแล้ว

แต่เสิ่นซิงอีไม่เคยนึกมาก่อนว่า ศิษย์ที่เขาโยนภาระให้ส่ง ๆ แท้จริงแล้วจะเป็นผู้มีพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่ง

อวี้เหวินจี๋ผู้อาภัพ นอกเหนือจากเวลาที่โดนศิษย์พี่ผู้เยาว์วัยเรียกไปใช้งานแล้ว ก็ได้แต่ปัดฝุ่น นำตำราคัมภีร์ไปตาก อยู่เบื่อ ๆ จึงแอบอ่านตำราที่กำลังตากไว้จนครบทุกเล่ม สุดท้ายกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญอาคมตามรอยอาจารย์เฉินกวง หากเขามีตบะที่สูงขึ้น อาจจะไปถึงขั้นปรมาจารย์อาคมเช่นเดียวกับอาจารย์เฉินกวงเลยก็เป็นได้

แม้จะมิได้เอาใจใส่เท่าลี่จิ่น แต่อวี้เหวินจี๋ก็ยังเป็นศิษย์สายตรงของเขา เสิ่นซิงอีมองเห็นศักยภาพในตัวของศิษย์ผู้นี้จึงไม่ได้ห้ามหรือลงโทษเมื่อจับได้ว่าอวี้เหวินจี๋ลอบศึกษาตำราในหอหนังสือ แต่กลับอนุญาตให้เขาศึกษาตำราและคัมภีร์เหล่านั้นต่อไปได้

สำนักแก้วเจ็ดประการนั้น เชี่ยวชาญวิชากระบี่ผลึกแก้ว อวี้เหวินจี๋ที่มีพรสวรรค์ด้านอาคมแต่อ่อนด้อยในด้านอื่นจึงไม่โดดเด่น เป็นดั่งเพชรในโคลนตมที่ไม่มีใครค้นหา เรียกได้ว่านำผู้มีความสามารถมาอยู่ผิดที่ดี ๆ นี่เอง

เมื่อได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ ความคลั่งไคล้ในศาสตร์แห่งอาคมของอวี้เหวินจี๋ก็ยิ่งถลำลึก จนได้เผลอปลดผนึกกล่องเก็บคัมภีร์ต้องห้ามของอาจารย์เฉินกวงที่ซ่อนอยู่ภายในหอหนังสือส่วนในโดยไม่รู้ตัว เมื่อรู้ความผิดก็นำคัมภีร์ต้องห้ามเหล่านั้นไปให้อาจารย์พร้อมกับรอรับโทษ

และหนึ่งในนั้น คือคัมภีร์อาคมหวนจารึกสู่อักษร

หากจะถามว่า เหตุใดเสิ่นซิงอีจึงไม่ปลดผนึกกล่องเก็บคัมภีร์ลับด้วยตัวเอง เหตุผลก็คงเป็นอย่างที่อาจารย์เฉินกวงเคยว่าไว้ เสิ่นซิงอีเป็นอัจฉริยะผู้มากความสามารถในทุกด้าน ยกเว้นเพียงเรื่องอาคมที่เขาโง่เขลาอย่างกู่ไม่กลับน่ะสิ กล่องลับของอาจารย์เฉินก็ดันอัดแน่นไปด้วยคัมภีร์ต้องห้ามแห่งศาสตร์อาคมมากมายเสียลงอาคมผนึกระดับสูงไว้เป็นสิบชั้น เช่นนั้นแล้ว การรับศิษย์มาหนึ่งคนง่ายกว่ามานั่งงมสิ่งที่ตนไม่ถนัดถึงร้อยรอบพันรอบ ดังนั้น เสิ่นซิงอีจึงจำเป็นต้องรับอวี้เหวินจี๋มาเป็นศิษย์ในทุกชาติ

แม้แต่ในชาตินี้ ที่หลินจงไห่พยากรณ์ว่าจะเป็นชาติสุดท้าย เขาก็ขอมีคัมภีร์อาคมหวนจารึกสู่อักษรไว้ให้อุ่นใจเสียหน่อย

[1] จวี๋ แปลว่า ส้ม ออกเสียงคล้ายกับชื่อ ‘จี๋’ ของอวี้เหวินจี๋ ‘อาจวี๋’ จึงเป็นดั่งชื่อเล่นเลียนเสียง แปลได้ว่า เจ้าส้ม

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า   บทที่ 35 ตราบนิรันดร์

    บทที่ 35ตราบนิรันดร์“อีกไม่นานข้าก็ต้องลงเขาออกท่องยุทธภพแล้ว เหตุใดข้ายังต้องมาทำงานพวกนี้อีก!” ซุนผิงโยนไม้กวาดลงพื้นประท้วง“นั่นมันของต้องชะตาของเจ้าเลยนะศิษย์น้องสิบสี่ จะมาทิ้งขว้าง… เหวอ!” ศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวเดินสะดุดโต๊ะเล็กจนขนมหกเต็มพื้น“ศิษย์น้องเจ็ดเจ้ารู้ตัวว่าซุ่มซ่ามก็ระวังหน่อยเถอะ” ศิษย์คนที่สี่ช่วยพยุงศิษย์น้องลุกขึ้นอย่างหน่ายใจ“ศิษย์พี่เจ็ด นี่ท่านจงใจเพิ่มงานให้ข้าเห็น ๆ!” ซุนผิงร้องอย่างท้อแท้“เจ้าก็อย่าโวยวายนักเลย วันนี้พวกเรามารวมกันเพื่อฉลองการฝ่าทะลุขั้นของอาจารย์กันนะ” โจวเซี่ยนพูดระงับความวุ่นวาย“ว่าแต่อาจารย์เถอะ จะออกมาได้หรือยัง คนก็มาครบแล้ว” ศิษย์คนที่สิบเอ็ดผู้เพิ่งออกจากการปิดด่านก็ต้องเจอว่าโลกภายนอกเละเทะแค่ไหนถามอย่างไม่รู้เรื่องราว“ศิษย์น้อง เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ไม่รู้หรืออย่างไรว่า อาจารย์ถูกศิษย์น้องเล็กกักตัวไว้อยู่” ศิษย์คนที่แปดผู้ชอบเรื่องซุบซิบนินทาเป็นที่สุดสะบัดพัดอย่างพร้อมเล่าเรื่อง“ศิษย์น้องเล็ก? ไม่ใช่เขาหรอกรึ?”อวี้เหวินจี๋ที่โดนชี้สะดุ้ง สองมือรีบโบกเป็นระวิง “ไม่ใช่หรอก ข้าไม่กล้าแย่งตำแหน่งศิษย์คนสุดท้ายไ

  • ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า   บทที่ 34 ศึกตัดสิน

    บทที่ 34ศึกตัดสิน“ไอ้ขยะไร้ค่า กล้าดีอย่างไรมาฉวยของของข้า!”เสียงตะโกนกราดเกรี้ยวสะท้านไปทั้งหน้าผา กลิ่นอายชั่วร้ายส่งให้พืชหญ้าเหี่ยวเฉา เมฆครึ้มจากมนตราของคู่ต่อสู้ก่อนหน้าสลายกลายเป็นไอ เศษหินผาร่วงกราวจนเสิ่นซิงอีที่อยู่ด้านล่างต้องฝืนขุดลมปราณเฮือกสุดท้ายมาร่ายมนตราสร้างเกราะคุ้มกันลี่จิ่นยัดของใส่มืออาจารย์อย่างเร่งรีบแล้วออกตัวพุ่งขึ้นไปบนหน้าผา ต่อสู้กันบนนั้นย่อมดีกว่าให้อีกฝ่ายลงมาหาเสิ่นซิงอีลี่จิ่นไปถึงตัวลี่จิ่นแล้ว… ลี่จิ่นในชาติที่สิบไปถึงตัวลี่จิ่นในชาติที่เก้าแล้ว กระบี่จากแก่นกระดูกมังกรฟ้าและเขี้ยวมังกรดินฟาดฟันกันถึงสิบกระบวนท่าในอึดใจเดียว มืออีกข้างของทั้งสองร่ายมนตราเสกอาคมต่อสู้ราวกับเป็นคนคนเดียวกันทว่า ลี่จิ่นในชาติที่เก้านั้นมีตบะสูงถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์ สูงที่สุดในสามแดนอย่างไม่มีใครเคยไปถึง ในขณะที่ลี่จิ่นในชาติที่สิบมีตบะอยู่เพียงขั้นก่อกำเนิดระดับที่หนึ่งเริ่มต้น และยังเพิ่งฝ่าทะลุขั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังไม่ทันได้จัดระเบียบลมปราณใหม่ในร่างกายให้คงที่เลยด้วยซ้ำยิ่งมีความคิดเดียวกัน ออกกระบวนท่าเช่นเดียวกันก็ยิ่งเห็นความแตกต่างของพลังได้ชั

  • ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า   บทที่ 33 ศึกศิษย์อาจารย์

    บทที่ 33ศึกศิษย์อาจารย์กลิ่นอายชั่วร้ายคืบคลานเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยแห่งสุดท้าย เงามืดครอบคลุมเหนือเขาแก้วพันสารทิศ ผู้คนจากสามเผ่าพันธุ์ทั้งที่มาพึ่งพิงและมาร้องประท้วงให้สำนักแก้วเจ็ดประการส่งคนออกมาต่างก็ขนลุกชัน เหลียวมองเมฆทะมึนพลางกอบกุมมือคนด้านข้างดั่งหาสิ่งยึดเหนี่ยวชีวิตก่อนดับสูญกลุ่มเมฆดำแตกกระเจิง บุรุษผู้เป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งโลกขี่กระบี่ผลึกนิลพุ่งเข้าใส่อาคมเขตแดนอันแข็งแกร่งของสำนักแก้วเจ็ดประการที่คนนับหมื่นพยายามทำลายมานานหลายวันพังทลายลงในการพุ่งชนเพียงครั้งเดียว“เสิ่นซิงอี เลิกเล่นซ่อนหาได้แล้ว!”เส้นสีดำทมิฬพุ่งตรงเข้าสู่ยอดเขามณีรัตนะอย่างชำนาญเส้นทาง เพียงพริบตาหลังคาเรือนหลักก็เป็นรูแหว่ง พร้อมกับบุรุษรูปงามผู้มีแผลเป็นที่หางคิ้วข้างซ้ายมานั่งเท้าคางอยู่ฝั่งตรงข้ามของเจ้ายอดเขาที่กำลังจิบชาอยู่ในเรือนของตนเสิ่นซิงอีจิบชาจนหมดถ้วยแล้ววางลงอย่างใจเย็น เจ้าของเรือนกล่าวเสียงเรียบ “ประตูเรือนเจ้าไม่เคยเคาะ หน้าต่างเจ้าทำราวกับไม่มีบานปิด มาคราวนี้ ถึงกับกล้าพังหลังคาเรือนของอาจารย์”“ไม่เจอกันเสียนาน ยอมพูดกับข้าแล้วรึ?” สายตามืดทะมึนมองตามมือเรียวที่วางถ้วย

  • ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า   บทที่ 32 ข้ารักท่าน

    บทที่ 32ข้ารักท่านหินผาดั่งหอกยักษ์แหลมคมนับสิบหล่นจากฟ้าพุ่งทิ่มแทงลงมาทำลายอาคารบ้านเรือน กระบี่ผลึกสีนิลหลอมเขี้ยวมังกรดินบินว่อนแทงทะลุอก สะบั้นศีรษะทุกสิ่งมีชีวิตที่มันวาดผ่าน มัจจุราชหัวเราะอย่างชั่วร้ายสะท้อนเข้าไปในใจของศิษย์สำนักหุบเหวนิรันดร์ที่ลมหายใจโรยราใกล้จะดับลงทุกคน“ฮ่า ๆ ๆ ได้ล้างแค้นอีกครั้งเหมือนได้ลิ้มลองสุรารสเลิศอีกครา!”มือซีดปัดแส้ที่พุ่งเข้ามาราวกับปัดแมลง ดวงตามืดมิดตวัดมองแมลงที่กล้ามาขัดอารมณ์ของเขา“ล้างแค้น? สำนักหุบเหวนิรันดร์ของข้าไปทำอะไรให้เจ้ากัน ลี่จิ่น!”ลี่จิ่นหรี่ตาลงก่อนจะร้องออกมาอย่างนึกขึ้นได้ “เจ้ามันเดียรัจฉานโอหังที่ถูกข้าทำลายจินตานเมื่อตอนนั้น”“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?!” ลู่ตงอวี่ตะโกนอย่างคับแค้นใจลี่จิ่นนิ่งคิดพักหนึ่ง เดิมทีเขาเพียงบุกสำนักที่อยู่ใกล้มือเพื่อทำลายล้างระบายอารมณ์ก็จริง ทว่า ในขณะเดียวกันก็ทำเพื่อให้คนพวกนี้ไปกดดันใครก็ตามที่ให้ที่หลบซ่อนกับเสิ่นซิงอี แต่ดูท่าจะเป็นได้แค่การฆ่าเวลาโดยเปล่าประโยชน์ สู้บุกเข้าไปหาเลยจะได้รีบนำตัวของรักกลับรังรักของพวกเขาหากอ้างอิงจากเส้นเวลาในโลกเดิม ในเวลานี้ เสิ่นซิงอีที่ติดตามเขาออกท่อ

  • ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า   บทที่ 31 ฝ่าทะลุขั้น

    บทที่ 31ฝ่าทะลุขั้น“ลี่จิ่น ออกมารับโทษเสีย!”“เจ้าทำลายสำนักข้าจนไม่เหลือแม้แต่แผ่นกระเบื้อง สำนักที่ต้นตระกูลของข้าสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรง!”“ข้าไม่เหลือใครแล้ว ข้าจะล้างแค้นให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้า!”เสียงตะโกนก่นด่าสาปแช่งดังระงม รอบเขาแก้วพันสารทิศที่เคยเงียบสงบเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรสำนักน้อยใหญ่ที่เดินทางมาอย่างคับคั่งราวกับจัดงานประลองยุทธ์ ผู้สูญเสียต่างก็ร้องเรียกหาความยุติธรรมให้แก่ตน บางคนก็เริ่มออกอาวุธ ท่องมนตราอาคมทำลายอาคมเขตแดนของสำนักแก้วเจ็ดประการเพื่อบุกเข้าไปแล้ว“ทุกท่านสงบลงก่อน ข้าคือเจ้าสำนักแก้วเจ็ดประการ มีเรื่องอันใด มาพูดคุยกันอย่างสันติเถิด”“พูดคุย? ยังมีอะไรต้องพูดกันอีก!”“ใช่แล้ว เจ้ายังอยู่สบายในสำนักของตน ถุย! สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าบ่มเพาะศิษย์ให้ทำลายฆ่าล้างสำนักอื่น!”“ว่าอย่างไรนะ?” เจ้าสำนักได้ยินก็ตกใจ“อย่ามาทำเป็นไขสือไปหน่อยเลย ลี่จิ่นศิษย์ที่สำนักแก้วเจ็ดประการภาคภูมิใจนักหนา แท้จริงแล้วไม่ใช่ครึ่งเผ่าฟ้า แต่เป็นครึ่งเผ่าพิภพ ใช้กำลังล้างผลาญสำนักของพวกเรา!”“พวกท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว นั่นคือลี่จิ่นในชาติก่อนที่มาจากอีกโลก” เจ้าส

  • ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า   บทที่ 30 เจ้ายอดเขาประชุมหารือ

    บทที่ 30เจ้ายอดเขาประชุมหารือการประกาศศักดาของทรราชดังไปทั่วฟ้าแลดิน เหล่าขุนนางที่กำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีสิ้นสุดในท้องพระโรงสีทองยังต้องพากันออกมาดูด้วยตาของตนอิ่งมาแล้ว ครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเงา แต่มาทั้งกายเนื้อ ร่างที่แข็งแกร่งจนเอาชนะครอบครองทุกสรรพสิ่งบนโลกในชาติก่อนได้ลี่จิ่นมีสีหน้าเคร่งเครียดลงทันที “ได้ยินแล้วนี่ ยังอยากเก็บตัวปัญหาอย่างพวกข้าไว้อีกหรือไม่?”ด้วยเหตุนี้ สองศิษย์อาจารย์จึงได้รับการปลดปล่อยจากแดนเวหา ขี่กระบี่มุ่งหน้ากลับสำนักแก้วเจ็ดประการด้วยความเร็วสูงสุดลี่จิ่นชาติที่เก้าก่อเรื่องใหญ่โตประกาศชื่อของเขาให้ทั่วโลกได้รับรู้เช่นนี้ สำนักแก้วเจ็ดประการคงจะวุ่นวายไม่ใช่น้อย เสิ่นซิงอีไม่ได้กลับยอดเขามณีรัตนะก่อน เขาตรงไปยังตำหนักกลางหาว อย่างน้อยก็แจ้งการกลับมาของเขาให้เจ้าสำนักรับรู้ หากเจ้าสำนักไม่ต้อนรับตัวปัญหาอย่างเขา เสิ่นซิงอีก็จะยอมรับและจากไปแต่โดยดีตามคาด ณ ตำหนักกลางหาว เจ้ายอดเขาและบรรดาผู้อาวุโสของสำนักมารวมตัวกันเพื่อหารือถึงปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเพิ่งเป็นสักขีพยาน“แดนเวหาเลี้ยงพวกเจ้าอย่างดีเลยนี่ ต้องก่อเรื่องก่อนถึงจ

  • ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า   บทที่ 6 ความโกรธของลี่จิ่น

    บทที่ 6ความโกรธของลี่จิ่นภาพจำของผู้อาวุโสหนิงเฉินแห่งยอดเขามณีรัตนะในสายตาของศิษย์สำนักแก้วเจ็ดประการทุกคน คือบุรุษรูปงามผู้มักสวมชุดคลุมสีขาวสะอาดอันเป็นสัญลักษณ์แห่งยอดเขามณีรัตนะ นอกจากนี้เขายังมีกิริยาวาจาที่สำรวม มิชมชอบการพูดคุยสนทนาไร้สาระ ทั้งยังเป็นอัจฉริยะด้านการบำเพ็ญเพียร หนึ่งในสามข

  • ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า   บทที่ 5 ศิษย์สายตรงยอดเขามณีรัตนะ

    บทที่ 5ศิษย์สายตรงยอดเขามณีรัตนะสุราดอกท้อชั้นเลิศกรอกเข้าไปในริมฝีปากสีกลีบท้อที่บวมเจ่ออย่างน่ารังแกเป็นไหที่สาม ขนตาพริ้งพรายปรือลงตามสติที่เลือนราง ยามที่ยังมีจินตานอาจารย์ของเขาก็คออ่อนมากแล้ว นับประสาอะไรกับในยามนี้ที่เขาทำลายเม็ดโอสถสีท้อไปแล้ว ซ้ำยังย่ำยีร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรพิการจนไม่

  • ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า   บทที่ 4 ครึ่งเผ่าฟ้าครึ่งเผ่าพิภพ

    บทที่ 4ครึ่งเผ่าฟ้าครึ่งเผ่าพิภพ“สถานการณ์เป็นอย่างไร?” เสิ่นซิงอีใช้วิชาตัวเบาวิ่งไปควบคุมกระบี่และร่ายมนตราสังหารสัตว์อสูรที่กำลังทำลายบ้านเรือนของชาวบ้านไป มนตราสาดแสงสีดอกท้อร่วมกับประกายจากกระบี่และความพลิ้วไหวของผ้าแพรงดงามราวกับดูการแสดงเต้นรำท่ามกลางดอกไม้ไฟ“พบฝูงสิงโตหางหนามบุกทำลายคลัง

  • ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า   บทที่ 3 ศิษย์สำนักวันสุดท้าย

    บทที่ 3ศิษย์สำนักวันสุดท้ายลมพัดเอื่อยพาให้รู้สึกสงบใจดั่งผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น สมองโล่งโปร่งจนความคิดแจ่มชัด เสิ่นซิงอีวางหมากสีขาวบนกระดาน“ข้าชนะแล้ว”หลินจงไห่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ศิษย์พี่เสิ่น หลังออกจากด่านครานั้นท่านก็ทำตัวว่างเสียเหลือเกิน นี่ก็กระดานที่สิบแล้ว ท่านจะรั้งอยู่บนยอดเขาป

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status