LOGINศิษย์สำนักวันสุดท้าย
ลมพัดเอื่อยพาให้รู้สึกสงบใจดั่งผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น สมองโล่งโปร่งจนความคิดแจ่มชัด เสิ่นซิงอีวางหมากสีขาวบนกระดาน
“ข้าชนะแล้ว”
หลินจงไห่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ศิษย์พี่เสิ่น หลังออกจากด่านครานั้นท่านก็ทำตัวว่างเสียเหลือเกิน นี่ก็กระดานที่สิบแล้ว ท่านจะรั้งอยู่บนยอดเขาปริณายกรัตนะอีกนานแค่ไหนกันแน่?”
“จนกว่าข้าจะชนะเจ้า” ปากบางเหยียดยิ้มพอใจ “รีบยอมรับความพ่ายแพ้เสียเถิด ศิษย์น้องหลิน”
กระดานหมากที่ดูเหมือนกับตายแล้ว กลับถูกหลินจงไห่ทำลายด้วยการลงเพียงหมากเดียว “ศิษย์พี่เสิ่นยังเป็นพวกคิดหน้าคิดหลังไม่รอบคอบเช่นเคย”
“ครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก” เสิ่นซิงอียกยิ้มกริ่ม เขาวางแผนมาดีมาก แผนการที่ถูกขัดเกลามากว่าเก้าชาติจนมาถึงชาติที่สิบนี้
หลังออกจากด่านก็ผ่านมาแล้วห้าปี ตลอดห้าปีมานี้ เสิ่นซิงอีทั้งคอยสอดส่องความเป็นไป ทั้งแอบลงมือขัดขวางการบำเพ็ญเพียรของลี่จิ่นด้วยตัวเอง ผู้อาวุโสหนิงเฉินผู้มีกริยาสำรวมสูงส่งกลับทำตัวเหมือนโจร ร่ายมนตร์พรางกาย ย่องเข้ากระท่อมศิษย์ฝ่ายนอกไร้ชื่อ แอบเปลี่ยนเนื้อหาในตำราฝึกตนของลี่จิ่น ริบหินปราณและทรัพยากรฝึกตนอันแสนล้ำค่าเอาไปโยนให้ไก่รุ่งทิวาในคอกที่สำนักเลี้ยงไว้กิน เมื่อใดที่ลี่จิ่นฝึกตนจนทำทีว่ากำลังจะเข้าถึงแก่นแห่งพลัง ผู้อาวุโสในคราบโจรด้านนอกก็จะระเบิดต้นไม้ ปล่อยสัตว์อสูรวิ่งชนกระท่อม สร้างความตกใจให้ลี่จิ่นต้องรีบวิ่งแจ้นออกมาดู
เสิ่นซิงอีแหกทุกกฎระเบียบ ทำผิดทุกวินัยมานานห้าปีเต็มจนไม่เป็นอันกินอันนอน เรียกได้ว่า หากเรื่องไร้จรรยาบรรณเหล่านี้ถูกแพร่งพราย เขาต้องโดนปลดจากตำแหน่งผู้อาวุโสเป็นแน่ แต่สิ่งเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้น เสิ่นซิงอีเฝ้ารอมานาน ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
วันสุดท้ายของการเป็นศิษย์สำนักของลี่จิ่น
ตัวหมากถูกวางลงบนกระดานพร้อมกับความสุขสำราญเอ่อจนล้นออกทางใบหน้า ผู้อาวุโสหนิงเฉินยิ้มกว้างเบิกบานอย่างที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน
หลินจงไห่ชะงักงันเล็กน้อย “ท่านขโมยกินผลท้อเซียนจนเพี้ยนไปแล้วรึ?”
“อย่ามัวพิรี้พิไรอยู่เลยศิษย์น้องหลิน กระดานที่สิบนี้อย่างไรข้าก็เป็นฝ่ายชนะ”
หลินจงไห่กลับวางหมากต่ออย่างไม่รีบร้อน “ข้าบอกท่านแล้ว ท่านช่างไม่รอบคอบเอาเสียเลย”
มุมปากบางยกสูงกระตุกค้างด้วยความเหลือเชื่อ เสิ่นซิงอีจ้องมองกระดานหมากสุดลึกล้ำที่เขาคิดค้นขึ้นมาได้ถูกเจ้ายอดเขาปริณายกรัตนะแก้ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ
เสิ่นซิงอีเม้มปากแน่น มือเรียวกวาดตัวหมากล้างกระดาน “เอาใหม่ ข้าขออีกตา”
หลินจงไห่ถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อยของวันเห็นจะได้ “ท่านไม่มีทางเอาชนะข้าได้หรอก ถึงข้าแกล้งแพ้ท่านก็ไม่ยอมอีก ท่านพอเสียทีเถอะ ศิษย์ยอดเขามณีรัตนะท่านไม่ต้องไปสั่งสอนแล้วหรืออย่างไร?”
“ข้าชี้แนะศิษย์ข้าไว้เรียบร้อยแล้ว อย่าได้ห่วง”
“แต่ศิษย์ยอดเขาปริณายกรัตนะของข้ายังรอให้ข้าไปสั่งสอนอยู่” หลินจงไห่ชี้ไปทางเรือนเรียน ช่องประตูและหน้าต่างแทบทุกบานมีดวงตาหลายคู่จดจ้องออกมา มองดูว่าเมื่อไรอาจารย์ของพวกตนจะมาสอนได้เสียที
ด้วยเหตุนี้ เสิ่นซิงอีจึงจำต้องยอมวางมือจากการฆ่าเวลา ลงจากยอดเขาปริณายกรัตนะ กลับยอดเขามณีรัตนะของตน
เจ้ายอดเขามณีรัตนะยังไม่ทันได้ลงกระบี่ประจำกาย ซุนผิงที่ในมือยังถือไม้กวาดก็รีบวิ่งมาหาเขา
“อาจารย์ ท่านกลับมาแล้ว!”
“ซุนผิง โหวกเหวกโวยวายอะไร ไม่สำรวมกิริยาเอาเสียเลย”
ซุนผิงโยนไม้กวาดไปให้พ้นสายตา มือคว้าผ้าแพรปลายกระบี่ของอาจารย์ จูงลากทั้งกระบี่ทั้งคนที่ยืนอยู่ด้านบนออกวิ่งไปทันที
เสิ่นซิงอีไม่ทันตั้งตัวก็เกือบจะลื่นไถล ดีที่เขาไม่เผลอหลุดร้องน่าอายออกมา เขารีบควบคุมกระบี่ซือโฉวให้หยุดนิ่ง “ซุนผิง เจ้าไปกินดีหมีมาจากไหนจึงได้มีความกล้าเช่นนี้!”
“อาจารย์ ไม่มีเวลาแล้วขอรับ! เสาแก้วสื่อสารในลานฝึกส่องแสงจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว!”
“ว่าอย่างไรนะ?!”
เสิ่นซิงอีควบคุมซือโฉวบินโฉบไปที่ลานฝึกโดยไม่รีรอ ลากเอาซุนผิงที่กำผ้าแพรไว้แน่นติดสอยห้อยไปด้วย
ทุกยอดเขาจะมีแท่งแก้วแท่งยักษ์ดั่งเสาค้ำสวรรค์ ผลึกภายในส่องประกายเป็นสีต่างกันเจ็ดสี ยอดเขามณีรัตนะเป็นแสงสีขาวทำให้ชุดของเจ้ายอดเขาและศิษย์ยอดเขามณีรัตนะเป็นสีขาว เสาแก้วทั้งเก้านี้ มีไว้เพื่อติดต่อสื่อสารกันระหว่างสำนัก และแน่นอนว่าเรื่องที่จะนำขึ้นมาประกาศย่อมต้องเป็นเรื่องที่ทั้งสำคัญและเร่งด่วนระดับสูงสุด
และแท่งแก้วในลานฝึกตอนนี้ก็ส่องแสงสว่างเจิดจ้าจนแค่มองก็แทบจะตาบอดอยู่รอมร่อ
“ผู้ใดติดต่อมา?”
“เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือจากศิษย์ที่รับภารกิจปราบสัตว์อสูรบุกอาละวาดหมู่บ้านเฮยสุ่ยขอรับ ศิษย์พี่โจวกับอาจวี๋มุ่งหน้าไปก่อนแล้ว”
“แค่สัตว์อสูรเองรึ เช่นนั้นให้โจวเซี่ยนจัดการไปก็เพียงพอแล้ว” เสิ่นซิงอีได้ยินดังนั้นก็คลายความกังวล
ทุกสำนักผู้บำเพ็ญเพียรย่อมต้องมีหน้าที่ในการปกป้องคนธรรมดาในพื้นที่ซึ่งสำนักทั้งหลายตกลงแบ่งเขตกันไว้ ทั้งเรื่องเร่งด่วนที่ได้รับการร้องเรียนขึ้นมาและภารกิจทั้งหลายจะถูกจัดแบ่งระดับความยากที่หอภารกิจ ส่งไปยังกระดานภารกิจของศิษย์ฝ่ายนอกและศิษย์ฝ่ายใน หากศิษย์ผู้รับภารกิจลงไปจัดการแล้วประเมินว่าเกินกว่าขีดความสามารถของศิษย์สำนักทั่วไปก็จะขอความช่วยเหลือขึ้นมายังยอดเขาทั้งเจ็ด แบ่งเขตพื้นที่ให้ความช่วยเหลือตามทิศที่แต่ละยอดเขาตั้งอยู่ ส่วนมากหากได้รับการขอความช่วยเหลือในลักษณะนี้ เจ้ายอดเขาก็จะถือโอกาสส่งศิษย์สายตรงไปฝึกวิชา
เสิ่นซิงอีมองศิษย์สายตรงที่ยังยืนอยู่บนยอดเขาของตน “แล้วเหตุใดเจ้าไม่ไปด้วยเล่า?”
“ไม่ใช่ว่าท่านรับข้าขึ้นยอดเขาเพื่อเป็นคนรับใช้... ข้าหมายถึงผู้ดูแลยอดเขาเท่านั้นหรือขอรับ?” ซุนผิงตอบตาปริบ
“…”
เสิ่นซิงอีเถียงไม่ออก เนื่องจากที่ซุนผิงพูดมานั้นเป็นเรื่องจริง
ซุนผิงตอบคำถามจบก็กลับมามีท่าทีกระวนกระวายต่อ “อาจารย์ ท่านจะมัวชักช้าอยู่ไม่ได้แล้ว ศิษย์สำนักที่รับภารกิจรายงานขึ้นมาว่า สัตว์อสูรที่บุกรุกหมู่บ้านเฮยสุ่ยไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา แต่เป็นสัตว์อสูรระดับสูงทั้งฝูง! สังหารศิษย์ฝ่ายนอกไปสามคนแล้ว เหลือรอดกลับมารายงานเพียงผู้เดียว!”
“รอดูสัญญาณจากเสาแก้วสื่อสาร”
เสิ่นซิงอีว่าแล้วก็ออกตัวไปยังหมู่บ้านเฮยสุ่ยทันที
อีกเพียงสามเดือนก็จะถึงเวลาที่โจวเซี่ยนออกไปท่องยุทธภพตามเวลาปกติในชาติที่ผ่านมา สัตว์อสูรระดับสูงไม่ใช่ศัตรูที่ตึงมือของโจวเซี่ยน เพียงแต่สัตว์อสูรทั้งฝูงอาจจะทำให้โจวเซี่ยนเสียเปรียบด้านจำนวน อีกทั้งยังต้องคอยดูแลศิษย์น้องผู้แทบจะไร้ประสบการณ์ทำภารกิจต่อสู้อย่างอวี้เหวินจี๋อีก ยังไม่นับที่สัตว์อสูรฝูงนี้สังหารศิษย์ฝ่ายนอกไปแล้วถึงสามชีวิต เสิ่นซิงอีไม่อยากได้ยินว่ามีชีวิตที่สี่ ที่ห้าสูญเสียไป และที่เขาเป็นกังวลมากที่สุดคือ
เหตุการณ์นี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทั้งเก้าชาติ
เพียงแค่เขาไม่รับลี่จิ่นเป็นศิษย์สายตรงแล้วไปปิดด่านฝึกตนก็สร้างความเปลี่ยนแปลงมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ…
เจ้ายอดเขามณีรัตนะลงเขาไปช่วยเหลือในภารกิจระดับศิษย์ฝ่ายนอกด้วยตัวเอง เรื่องนี้ต้องกลายเป็นเรื่องเล่าขานในบรรดาศิษย์สำนักแก้วเจ็ดประการเป็นแน่ เสิ่นซิงอีคิดถึงเหล่าศิษย์ผู้ออกเดินทางตามหามรรคาในโลกยุทธภพทั้งหลายยิ่งนัก หรือเขาควรจะรับศิษย์มามากกว่านี้กันนะ
ริ้วขาวบริสุทธิ์พุ่งรวดเร็วดั่งศรของเทพสวรรค์มาถึงหมู่บ้านเฮยสุ่ย แม่น้ำสีดำราวกับน้ำหมึกไหลกรรโชกกว่าที่ควรจะเป็น ชาวบ้านต่างพากันหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านของตนจนถนนหนทางเงียบงันราวกับเป็นเมืองร้าง ผู้อาวุโสหนิงเฉินปราดสายตาอย่างรวดเร็ว ก็พบเข้ากับประกายดาบจากวิชากระบี่ผลึกแก้ว เป็นปราณของโจวเซี่ยน เสิ่นซิงอีรีบควบคุมกระบี่ประจำกายมุ่งหน้าตรงไปช่วยศิษย์ทันที
สายฟ้าสีดอกท้อผ่าลงมากลางศีรษะของอสูรร้าย ปลิดชีพโดยที่มันไม่ทันรู้ตัว อวี้เหวินจี๋ที่กำลังจะพลาดท่ารีบตะกายตัวลุกขึ้นวิ่งหนี
“โจวเซี่ยน อาจวี๋ ปลอดภัยดีหรือไม่?”
“อาจารย์ ท่านมาแล้ว!” อวี้เหวินจี๋เห็นอาจารย์ก็โล่งใจจนไม่ทันระวังตัว สัตว์อสูรที่ซุ่มอยู่ด้านหลังได้โอกาสตวัดกรงเล็บลงมา
ก่อนที่เสิ่นซิงอีจะได้ร่ายมนตราสังหารสัตว์อสูรตัวนั้น กลับมีกระบี่ที่รวดเร็วยิ่งกว่าฟันศีรษะของมันขาดสะบั้น ดวงตาเมล็ดซิ่งสั่นระริก ท่วงท่าการออกกระบี่เช่นนั้น ลมปราณที่แม้ในยามนี้จะอ่อนด้อยแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่นเช่นนั้น เขารู้จักดีเป็นที่สุด
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
ลี่จิ่นยืนขึ้นจากซากสัตว์อสูรตัวยักษ์ ดวงตากระจ่างใสเบนสบกับดวงตาที่คล้ายจะมีพายุดอกท้อแสนสับสนเกิดขึ้นภายในด้วยความงุนงง
ผู้ที่ตอบเขากลับมากลับไม่ใช่ลี่จิ่น โจวเซี่ยนออกกระบวนท่ากระบี่ผลึกแก้วสังหารสัตว์อสูรเสร็จก็รีบใช้วิชาตัวเบามาคุกเข่าคำนับอยู่ข้างกายอาจารย์ของตน “อาจารย์ ศิษย์วรยุทธ์อ่อนด้อยมิอาจกำจัดศัตรูด้วยตัวเองได้ ต้องลำบากเชิญท่านลงเขา หลังเสร็จภารกิจศิษย์ขอน้อมรับโทษแต่โดยดี!”
คำขอโทษยาวเหยียดกลับไม่ได้เข้าหูของเสิ่นซิงอีแม้สักคำ ปากบางเม้มแน่นเพื่อหยุดอาการสั่น นัยน์ตากลับมาสงบนิ่ง จดจ้องไปที่คู่กรรมของเขาอย่างเยือกเย็น “เขามาทำอะไรที่นี่?”
โจวเซี่ยนมองตามสายตาของอาจารย์ก็เห็นเพียงศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่ง “เรียนอาจารย์ ศิษย์น้องผู้นี้คือหนึ่งในศิษย์ฝ่ายนอกที่รับภารกิจนี้ เป็นคนเดียวที่เหลือรอดและส่งข้อความขอความช่วยเหลือไปยังยอดเขามณีรัตนะขอรับ ข้าเห็นว่าเขามีฝีมือและยังมีความมุ่งมั่นจึงให้รั้งอยู่ต่อสู้ด้วยกัน”
“ศิษย์เสี่ยวอู่ คารวะเจ้ายอดเขาเสิ่น”
ลี่จิ่นในวัยนี้ มีรูปลักษณ์ดั่งเด็กหนุ่มผู้ที่เขาสนิทสนมจนแทบจะปีนป่ายตักเขาเล่นอยู่ทุกวัน เด็กหนุ่มคนนั้นกลับกำลังคุกเข่าคำนับเขาราวกับเป็นคนแปลกหน้า แนะนำตัวด้วยชื่อที่เสิ่นซิงอีไม่เคยได้ยิน จริงสิ ชาตินี้เขาไม่ได้รับลี่จิ่นขึ้นยอดเขามณีรัตนะ ไม่มีใครตั้งชื่อลี่จิ่นให้กับเสี่ยวอู่ผู้นี้
และจะไม่มีตลอดไป
“ในเมื่อข้ามาถึงแล้ว คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็กลับไปเสียเถอะ”
เด็กหนุ่มโดนออกปากไล่อย่างเย็นชาก็รีบเงยหน้าขึ้นมาด้วยความกระวนกระวาย “ผู้อาวุโสหนิงเฉิน ศิษย์อยากช่วย…”
ไม่รอให้เขาได้พูดจบ สีขาวบริสุทธิ์ก็เดินผ่านตัวเขาไปอย่างไม่ไยดี โจวเซี่ยนได้แต่ตบบ่าเด็กหนุ่มด้วยความเห็นใจ แต่ดูจากอารมณ์ของอาจารย์ตอนนี้เขาคงไม่สามารถช่วยพูดอะไรให้ได้ จึงรีบลากอวี้เหวินจี๋ตามอาจารย์ของตนไป ทิ้งให้ศิษย์ฝ่ายนอกนั่งกำหมัดด้วยความเจ็บปวดเสียใจเพียงลำพัง
บทที่ 35ตราบนิรันดร์“อีกไม่นานข้าก็ต้องลงเขาออกท่องยุทธภพแล้ว เหตุใดข้ายังต้องมาทำงานพวกนี้อีก!” ซุนผิงโยนไม้กวาดลงพื้นประท้วง“นั่นมันของต้องชะตาของเจ้าเลยนะศิษย์น้องสิบสี่ จะมาทิ้งขว้าง… เหวอ!” ศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวเดินสะดุดโต๊ะเล็กจนขนมหกเต็มพื้น“ศิษย์น้องเจ็ดเจ้ารู้ตัวว่าซุ่มซ่ามก็ระวังหน่อยเถอะ” ศิษย์คนที่สี่ช่วยพยุงศิษย์น้องลุกขึ้นอย่างหน่ายใจ“ศิษย์พี่เจ็ด นี่ท่านจงใจเพิ่มงานให้ข้าเห็น ๆ!” ซุนผิงร้องอย่างท้อแท้“เจ้าก็อย่าโวยวายนักเลย วันนี้พวกเรามารวมกันเพื่อฉลองการฝ่าทะลุขั้นของอาจารย์กันนะ” โจวเซี่ยนพูดระงับความวุ่นวาย“ว่าแต่อาจารย์เถอะ จะออกมาได้หรือยัง คนก็มาครบแล้ว” ศิษย์คนที่สิบเอ็ดผู้เพิ่งออกจากการปิดด่านก็ต้องเจอว่าโลกภายนอกเละเทะแค่ไหนถามอย่างไม่รู้เรื่องราว“ศิษย์น้อง เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ไม่รู้หรืออย่างไรว่า อาจารย์ถูกศิษย์น้องเล็กกักตัวไว้อยู่” ศิษย์คนที่แปดผู้ชอบเรื่องซุบซิบนินทาเป็นที่สุดสะบัดพัดอย่างพร้อมเล่าเรื่อง“ศิษย์น้องเล็ก? ไม่ใช่เขาหรอกรึ?”อวี้เหวินจี๋ที่โดนชี้สะดุ้ง สองมือรีบโบกเป็นระวิง “ไม่ใช่หรอก ข้าไม่กล้าแย่งตำแหน่งศิษย์คนสุดท้ายไ
บทที่ 34ศึกตัดสิน“ไอ้ขยะไร้ค่า กล้าดีอย่างไรมาฉวยของของข้า!”เสียงตะโกนกราดเกรี้ยวสะท้านไปทั้งหน้าผา กลิ่นอายชั่วร้ายส่งให้พืชหญ้าเหี่ยวเฉา เมฆครึ้มจากมนตราของคู่ต่อสู้ก่อนหน้าสลายกลายเป็นไอ เศษหินผาร่วงกราวจนเสิ่นซิงอีที่อยู่ด้านล่างต้องฝืนขุดลมปราณเฮือกสุดท้ายมาร่ายมนตราสร้างเกราะคุ้มกันลี่จิ่นยัดของใส่มืออาจารย์อย่างเร่งรีบแล้วออกตัวพุ่งขึ้นไปบนหน้าผา ต่อสู้กันบนนั้นย่อมดีกว่าให้อีกฝ่ายลงมาหาเสิ่นซิงอีลี่จิ่นไปถึงตัวลี่จิ่นแล้ว… ลี่จิ่นในชาติที่สิบไปถึงตัวลี่จิ่นในชาติที่เก้าแล้ว กระบี่จากแก่นกระดูกมังกรฟ้าและเขี้ยวมังกรดินฟาดฟันกันถึงสิบกระบวนท่าในอึดใจเดียว มืออีกข้างของทั้งสองร่ายมนตราเสกอาคมต่อสู้ราวกับเป็นคนคนเดียวกันทว่า ลี่จิ่นในชาติที่เก้านั้นมีตบะสูงถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์ สูงที่สุดในสามแดนอย่างไม่มีใครเคยไปถึง ในขณะที่ลี่จิ่นในชาติที่สิบมีตบะอยู่เพียงขั้นก่อกำเนิดระดับที่หนึ่งเริ่มต้น และยังเพิ่งฝ่าทะลุขั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังไม่ทันได้จัดระเบียบลมปราณใหม่ในร่างกายให้คงที่เลยด้วยซ้ำยิ่งมีความคิดเดียวกัน ออกกระบวนท่าเช่นเดียวกันก็ยิ่งเห็นความแตกต่างของพลังได้ชั
บทที่ 33ศึกศิษย์อาจารย์กลิ่นอายชั่วร้ายคืบคลานเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยแห่งสุดท้าย เงามืดครอบคลุมเหนือเขาแก้วพันสารทิศ ผู้คนจากสามเผ่าพันธุ์ทั้งที่มาพึ่งพิงและมาร้องประท้วงให้สำนักแก้วเจ็ดประการส่งคนออกมาต่างก็ขนลุกชัน เหลียวมองเมฆทะมึนพลางกอบกุมมือคนด้านข้างดั่งหาสิ่งยึดเหนี่ยวชีวิตก่อนดับสูญกลุ่มเมฆดำแตกกระเจิง บุรุษผู้เป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งโลกขี่กระบี่ผลึกนิลพุ่งเข้าใส่อาคมเขตแดนอันแข็งแกร่งของสำนักแก้วเจ็ดประการที่คนนับหมื่นพยายามทำลายมานานหลายวันพังทลายลงในการพุ่งชนเพียงครั้งเดียว“เสิ่นซิงอี เลิกเล่นซ่อนหาได้แล้ว!”เส้นสีดำทมิฬพุ่งตรงเข้าสู่ยอดเขามณีรัตนะอย่างชำนาญเส้นทาง เพียงพริบตาหลังคาเรือนหลักก็เป็นรูแหว่ง พร้อมกับบุรุษรูปงามผู้มีแผลเป็นที่หางคิ้วข้างซ้ายมานั่งเท้าคางอยู่ฝั่งตรงข้ามของเจ้ายอดเขาที่กำลังจิบชาอยู่ในเรือนของตนเสิ่นซิงอีจิบชาจนหมดถ้วยแล้ววางลงอย่างใจเย็น เจ้าของเรือนกล่าวเสียงเรียบ “ประตูเรือนเจ้าไม่เคยเคาะ หน้าต่างเจ้าทำราวกับไม่มีบานปิด มาคราวนี้ ถึงกับกล้าพังหลังคาเรือนของอาจารย์”“ไม่เจอกันเสียนาน ยอมพูดกับข้าแล้วรึ?” สายตามืดทะมึนมองตามมือเรียวที่วางถ้วย
บทที่ 32ข้ารักท่านหินผาดั่งหอกยักษ์แหลมคมนับสิบหล่นจากฟ้าพุ่งทิ่มแทงลงมาทำลายอาคารบ้านเรือน กระบี่ผลึกสีนิลหลอมเขี้ยวมังกรดินบินว่อนแทงทะลุอก สะบั้นศีรษะทุกสิ่งมีชีวิตที่มันวาดผ่าน มัจจุราชหัวเราะอย่างชั่วร้ายสะท้อนเข้าไปในใจของศิษย์สำนักหุบเหวนิรันดร์ที่ลมหายใจโรยราใกล้จะดับลงทุกคน“ฮ่า ๆ ๆ ได้ล้างแค้นอีกครั้งเหมือนได้ลิ้มลองสุรารสเลิศอีกครา!”มือซีดปัดแส้ที่พุ่งเข้ามาราวกับปัดแมลง ดวงตามืดมิดตวัดมองแมลงที่กล้ามาขัดอารมณ์ของเขา“ล้างแค้น? สำนักหุบเหวนิรันดร์ของข้าไปทำอะไรให้เจ้ากัน ลี่จิ่น!”ลี่จิ่นหรี่ตาลงก่อนจะร้องออกมาอย่างนึกขึ้นได้ “เจ้ามันเดียรัจฉานโอหังที่ถูกข้าทำลายจินตานเมื่อตอนนั้น”“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?!” ลู่ตงอวี่ตะโกนอย่างคับแค้นใจลี่จิ่นนิ่งคิดพักหนึ่ง เดิมทีเขาเพียงบุกสำนักที่อยู่ใกล้มือเพื่อทำลายล้างระบายอารมณ์ก็จริง ทว่า ในขณะเดียวกันก็ทำเพื่อให้คนพวกนี้ไปกดดันใครก็ตามที่ให้ที่หลบซ่อนกับเสิ่นซิงอี แต่ดูท่าจะเป็นได้แค่การฆ่าเวลาโดยเปล่าประโยชน์ สู้บุกเข้าไปหาเลยจะได้รีบนำตัวของรักกลับรังรักของพวกเขาหากอ้างอิงจากเส้นเวลาในโลกเดิม ในเวลานี้ เสิ่นซิงอีที่ติดตามเขาออกท่อ
บทที่ 31ฝ่าทะลุขั้น“ลี่จิ่น ออกมารับโทษเสีย!”“เจ้าทำลายสำนักข้าจนไม่เหลือแม้แต่แผ่นกระเบื้อง สำนักที่ต้นตระกูลของข้าสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรง!”“ข้าไม่เหลือใครแล้ว ข้าจะล้างแค้นให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้า!”เสียงตะโกนก่นด่าสาปแช่งดังระงม รอบเขาแก้วพันสารทิศที่เคยเงียบสงบเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรสำนักน้อยใหญ่ที่เดินทางมาอย่างคับคั่งราวกับจัดงานประลองยุทธ์ ผู้สูญเสียต่างก็ร้องเรียกหาความยุติธรรมให้แก่ตน บางคนก็เริ่มออกอาวุธ ท่องมนตราอาคมทำลายอาคมเขตแดนของสำนักแก้วเจ็ดประการเพื่อบุกเข้าไปแล้ว“ทุกท่านสงบลงก่อน ข้าคือเจ้าสำนักแก้วเจ็ดประการ มีเรื่องอันใด มาพูดคุยกันอย่างสันติเถิด”“พูดคุย? ยังมีอะไรต้องพูดกันอีก!”“ใช่แล้ว เจ้ายังอยู่สบายในสำนักของตน ถุย! สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าบ่มเพาะศิษย์ให้ทำลายฆ่าล้างสำนักอื่น!”“ว่าอย่างไรนะ?” เจ้าสำนักได้ยินก็ตกใจ“อย่ามาทำเป็นไขสือไปหน่อยเลย ลี่จิ่นศิษย์ที่สำนักแก้วเจ็ดประการภาคภูมิใจนักหนา แท้จริงแล้วไม่ใช่ครึ่งเผ่าฟ้า แต่เป็นครึ่งเผ่าพิภพ ใช้กำลังล้างผลาญสำนักของพวกเรา!”“พวกท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว นั่นคือลี่จิ่นในชาติก่อนที่มาจากอีกโลก” เจ้าส
บทที่ 30เจ้ายอดเขาประชุมหารือการประกาศศักดาของทรราชดังไปทั่วฟ้าแลดิน เหล่าขุนนางที่กำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีสิ้นสุดในท้องพระโรงสีทองยังต้องพากันออกมาดูด้วยตาของตนอิ่งมาแล้ว ครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเงา แต่มาทั้งกายเนื้อ ร่างที่แข็งแกร่งจนเอาชนะครอบครองทุกสรรพสิ่งบนโลกในชาติก่อนได้ลี่จิ่นมีสีหน้าเคร่งเครียดลงทันที “ได้ยินแล้วนี่ ยังอยากเก็บตัวปัญหาอย่างพวกข้าไว้อีกหรือไม่?”ด้วยเหตุนี้ สองศิษย์อาจารย์จึงได้รับการปลดปล่อยจากแดนเวหา ขี่กระบี่มุ่งหน้ากลับสำนักแก้วเจ็ดประการด้วยความเร็วสูงสุดลี่จิ่นชาติที่เก้าก่อเรื่องใหญ่โตประกาศชื่อของเขาให้ทั่วโลกได้รับรู้เช่นนี้ สำนักแก้วเจ็ดประการคงจะวุ่นวายไม่ใช่น้อย เสิ่นซิงอีไม่ได้กลับยอดเขามณีรัตนะก่อน เขาตรงไปยังตำหนักกลางหาว อย่างน้อยก็แจ้งการกลับมาของเขาให้เจ้าสำนักรับรู้ หากเจ้าสำนักไม่ต้อนรับตัวปัญหาอย่างเขา เสิ่นซิงอีก็จะยอมรับและจากไปแต่โดยดีตามคาด ณ ตำหนักกลางหาว เจ้ายอดเขาและบรรดาผู้อาวุโสของสำนักมารวมตัวกันเพื่อหารือถึงปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเพิ่งเป็นสักขีพยาน“แดนเวหาเลี้ยงพวกเจ้าอย่างดีเลยนี่ ต้องก่อเรื่องก่อนถึงจ







