LOGINยั่วยุถึงยอดเขามณีรัตนะ
หากข่าวเรื่องลี่จิ่นเป็นครึ่งเผ่าฟ้าแพร่สะพัดแล้ว ข่าวเรื่องที่เขาจะกราบอาจารย์คนที่สองแพร่สะพัดยิ่งกว่า ไม่ว่าจะศิษย์ฝ่ายนอก ศิษย์ฝ่ายใน หรือศิษย์สายตรงทั้งเจ็ดยอดเขาต่างก็ก่นด่าสาปส่งศิษย์อกตัญญู ไร้จริยธรรมคิดล้มล้างครู
แม้เสิ่นซิงอีจะดีใจที่ทุกคนในสำนักเห็นด้วยกับเขา แต่ผู้ที่ถูกว่ากล่าวก็ยังคงเป็นศิษย์ยอดเขามณีรัตนะของเขา ผู้คนสาปส่งคนแล้วก็ย่อมพาลมาสงสัยถึงการดูแลศิษย์ของเขาว่าเหตุใดจึงบ่มเพาะศิษย์เนรคุณเช่นนี้ขึ้นมาได้
ผู้อาวุโสผู้สำรวมกิริยาวาจาย่อมขี้คร้านจะไปอธิบายเรื่องราวน่าหงุดหงิดให้คนอื่นฟัง หากแต่เสิ่นซิงอีสำรวมจนกลายเป็นไม่ทันคน ไม่ใช่ว่าผู้อื่นจะคิดเหมือนเขาเสียทั้งหมด เผ่าฟ้าผู้นั้นมิได้ปรากฏขึ้นเป็นชาติแรก เขามีนามว่า หรงหนานเกิง และหรงหนานเกิงผู้นี้คือขั้วตรงข้ามของเสิ่นซิงอีโดยแท้
ปีกทองสยายอวดโฉมให้ทั่วทั้งสำนักได้ยินยล เผ่าฟ้าที่มักถือตนกลับพูดคุยกับศิษย์ในสำนักแดนมนุษย์อย่างเป็นกันเอง เรียกได้ว่าผ่านมาไม่กี่วัน ศิษย์สำนักแก้วเจ็ดประการก็รู้สึกใกล้ชิดกับเผ่าฟ้าผู้นี้มากเสียกว่าผู้อาวุโสหนิงเฉินที่พำนักอยู่บนยอดเขามณีรัตนะตลอดเวลาไปเสียแล้ว นอกจากนี้ หรงหนานเกิงยังมักจัดการประลอง ให้ลี่จิ่นที่เพิ่งเรียนรู้วิถีแห่งเผ่าฟ้าได้แสดงถึงพลังอันเหนือชั้นจนศิษย์ทั้งหลายต่างก็พากันตื่นตาตื่นใจกับพลังสีทองแสนตระการตา
เหล่าศิษย์เริ่มเอนเอียงไปเข้าฝั่งลี่จิ่นและอาจารย์เผ่าฟ้าของเขาแทน
“ผู้อาวุโสเสิ่นจงใจยับยั้งไม่อยากให้ศิษย์เก่งกาจเกินตน จงใจขัดขวางเส้นทางบำเพ็ญเพียรของศิษย์พี่ลี่จิ่นชัด ๆ”
“ใช่แล้ว ๆ หากเป็นอาจารย์หวังดีต่อศิษย์จริง ต้องใจกว้าง ยอมให้ศิษย์ไขว้คว้าโอกาสสิ”
“เจ้าได้รู้ตัวอยู่หรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรอยู่? ชั่วชีวิตกราบอาจารย์ได้เพียงผู้เดียว ขนบธรรมเนียมเหล่านี้พวกเจ้ากลืนลงท้องไปหมดแล้วรึ?!” ซุนผิงแกว่งไม้กวาดอย่างเกรี้ยวกราดชี้หน้าศิษย์ฝ่ายนอกสามคนที่ขึ้นยอดเขามณีรัตนะเพื่อมาส่งอาหารทิพย์จากครัวสำนักตามเวลา
ศิษย์ฝ่ายนอกกลับไม่เกรงกลัวเขา คนหนึ่งมองเหยียดซุนผิงกับไม้กวาดในมือ “สิ่งที่ปฏิบัติแล้วเกิดผลดีจึงควรเรียกว่าขนบธรรมเนียม หากเกิดผลเสียย่อมคือกฎเกณฑ์ที่คนชั่วตั้งไว้เพื่อกดหัวผู้อื่น”
“เจ้า! จะมากเกินไปแล้ว!”
โจวเซี่ยนได้ยินอาจารย์ถูกดูหมิ่นถึงเพียงนี้ก็ข่มกลั้นความโกรธไม่ไหว ชักกระบี่ออกมา อวี้เหวินจี๋รีบจับแขนห้ามเขาไว้
“ศิษย์พี่โจว ใจเย็นก่อนขอรับ!”
ศิษย์ฝ่ายนอกเห็นดังนั้นก็ยิ่งได้ใจ “ดูเอาเถิด หากกราบผู้อาวุโสหนิงเฉินเป็นอาจารย์แล้วเจริญรุ่งเรืองจริง เหตุใดเจ้าสองคนนี้ถึงได้มีสถานะเป็นศิษย์สายตรงทั้งที่มีตบะอ่อนด้อยกว่าศิษย์ฝ่ายในเกินกว่าครึ่งอีกเล่า ได้สถานะศิษย์สายตรงแต่วัน ๆ ไม่ถือไม้กวาดก็ถือผ้าขี้ริ้ว อีกคนผึ่งหนังสือตากแดดจนดวงอาทิตย์บรรลุมรรคาไปแล้วกระมัง”
อวี้เหวินจี๋โดนแทงใจดำก็เผลอลดแรงที่รั้งศิษย์พี่ไปชั่วขณะ ได้ยินทั้งศิษย์น้องทั้งอาจารย์ถูกหยามเกียรติอย่างรุนแรง โจวเซี่ยนก็ระเบิดลมปราณออกมาแล้วผลักศิษย์น้องไปด้านหลัง “เจ้า! อย่าอยู่เลย!”
“เอะอะโวยวายเสียงดังอะไรกันแต่หัววัน”
ทุกความวุ่นวายหยุดชะงัก ศิษย์ไม่ว่าสังกัดฝ่ายไหนรีบค้อมกายคำนับผู้อาวุโส เสิ่นซิงอีปรายตามองศิษย์ฝ่ายนอกเหล่านั้น งานจิปาถะของฝ่ายในและยอดเขาทั้งเจ็ดล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ฝ่ายนอกต้องทำ งานส่งอาหารทิพย์ขึ้นยอดเขา ปกติแล้วเป็นงานที่เหล่าศิษย์แย่งกันจับจองต่อแถวยาวไปจนถึงประตูสำนัก เพียงเพื่อให้ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับเจ้ายอดเขาแม้สักนิดก็ยังดี ไม่แน่หากได้เห็นหน้าบ่อยครั้งโชคอาจจะหล่นทับได้กลายเป็นศิษย์สายตรงของสักยอดเขาก็เป็นได้
แต่ศิษย์ฝ่ายนอกสามคนนี้จงใจมาก่อกวนอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่าลำพังศิษย์ตัวเล็ก ๆ ไม่มีความกล้านั้นแน่ ทั้งสามย่อมต้องมีคนคอยหนุนหลัง
เสิ่นซิงอีไม่ต้องเดา ก็รู้ว่าเป็นใคร
“ซุนผิง เจ้าเก็บกวาดอย่างไรยอดเขาจึงสกปรกเช่นนี้”
เสียงเยียบเย็นของเจ้ายอดเขาทำให้ศิษย์ฝ่ายนอกทั้งสามเสียวสันหลังวาบแม้ไม่ได้ถูกแผ่ลมปราณกดดัน
“ขออภัยขอรับ อาจารย์!”
“เช่นนั้นก็จงใช้ไม้กวาดของเจ้าเก็บกวาดให้เรียบร้อยเถอะ”
“ขอรับ!”
ซุนผิงคำนับอาจารย์แล้วก้าวขึ้นหน้ามายืนขวางศิษย์ฝ่ายนอกทั้งสาม โจวเซี่ยนเก็บกระบี่เข้าฝักปักหลักยืนดูศิษย์น้องด้วยความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยม ไม้กวาดมิได้อยู่ในมือของซุนผิงแล้ว แต่กลับลอยอยู่กลางอากาศดั่งเป็นกระบี่ ส่วนมือของซุนผิงก็ตั้งมุทราเพื่อควบคุมมันอยู่
ศิษย์ฝ่ายนอกทั้งสามอ้าปากตาค้างด้วยความตกตะลึง
“นี่…”
“ควบคุมสิ่งของดั่งอาวุธ ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็กลายเป็นกระบี่ได้”
“ใจกระบี่ เขาบรรลุขั้นใจกระบี่แล้ว!”
ซุนผิงเหยียดยิ้มอย่างสะใจ “หึ! กลัวหัวหดแล้วล่ะสิ คิดว่าข้าถือไม้กวาดทุกวันเสียเปล่าอย่างนั้นรึ? อาจารย์เพียงแค่ชี้นำการฝึกตนที่เข้ากับศิษย์แต่ละคน พวกเจ้ากลับนำไปพูดเสีย ๆ หาย ๆ!”
เสิ่นซิงอีเกือบจะหลุดไอสำลัก เขาให้ไม้กวาดกับซุนผิงเจตนาให้ทำงานบ้านนั่นแหละ เพียงแต่หากใช้ฝึกตนด้วยได้ก็ดี
ศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่งทำใจสู้ “ก็แค่ใจกระบี่แต่ไม่ได้ใช้กระบี่จริง ๆ เสียหน่อย ไม้กวาดเก่า ๆ จะสู้กระบี่ผลึกแก้วของเราได้อย่างไร!”
“ถูกของเจ้า”
“บุกเข้าไปพร้อมกันเลย!”
ศิษย์ฝ่ายนอกทั้งสามชักกระบี่ออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่ซุนผิงพร้อมกัน ซุนผิงยิ้มเยาะวาดมือควบคุมไม้กวาดตีมือปลดอาวุธศิษย์ฝ่ายนอกในคราเดียวดูราวกับกระบี่ถูกกวาดออกจากมือของทั้งสาม ไม้กวาดหมุนควงอย่างต่อเนื่องฟาดศีรษะของศิษย์คนแรกไปชนกับศีรษะของคนที่สอง จากนั้นก็ฟาดก้นของศิษย์คนที่สามอย่างแรงจนร่างของเขาลอยขึ้นฟ้า
ก่อนที่ศิษย์ผู้นั้นจะกระเด็นตกยอดเขา ปีกสีทองอร่ามก็พลันสยาย หรงหนานเกิงรับตัวศิษย์ฝ่ายนอกคนนั้นพากลับมาเหยียบยืนบนพื้น ด้านหลังเขาคือศิษย์ฝ่ายในอีกหลายคนที่นำมาโดยลี่จิ่น
ดวงตาเมล็ดซิ่งปราดมองผู้มาใหม่ทั้งหลายด้วยสายตาเย็นชา ทุกยอดเขามีอาคมป้องกันการลอบเข้าออกของคนนอก ที่คนพวกนี้ขึ้นยอดเขามณีรัตนะมาได้ เป็นเพราะมีคนในปลดอาคมให้ผ่านเข้ามาอย่างไม่ต้องสงสัย และแน่นอนว่าอาคมเหล่านั้นซับซ้อนเสียจนเจ้ายอดเขาอย่างเสิ่นซิงอียังปลดเองไม่เป็น “ยอดเขามณีรัตนะของข้ากลายเป็นสถานที่สังสรรค์ของศิษย์นอกยอดเขาตั้งแต่เมื่อไร ยังไม่รีบกลับลงไปอีก!”
ลี่จิ่นรีบประสานมือคำนับอาจารย์ “เรียนอาจารย์ ศิษย์พี่ศิษย์น้องเหล่านี้เพียงต้องการจะประลองกับข้า ข้าเห็นสมควรว่าควรมาขออนุญาตจากท่านที่เป็นอาจารย์ก่อนจึงพาพวกเขา…”
“เหลวไหล! เจ้าทำการประลองไปทั่วทั้งหกยอดเขาไม่เคยมาขอข้าสักครั้ง มาครั้งนี้กลับพาคนขึ้นยอดเขามามากมายโดยมิได้บอกกล่าวข้าผู้เป็นเจ้ายอดเขาก่อน ยังไม่รู้ความผิดอีกรึ? รีบพาพรรคพวกของเจ้าไสหัวลงเขาไปเดี๋ยวนี้!”
“ออกปากไล่แล้ว”
“สำรวมวาจาอะไรกัน มิใช่กำลังด่ากราดอยู่หรอกรึ”
“เจ้ายอดเขาเสิ่นลำเอียงไม่ชอบศิษย์น้องลี่จิ่นจริงด้วย”
“ท่านชายหรงดีกว่าเป็นไหน ๆ”
“พวกเจ้า สามหาวนัก!” โจวเซี่ยนรุดขึ้นหน้าโดยมีอวี้เหวินจี๋คอยฉุดรั้งห้ามปรามเขาอีกครั้ง
ศิษย์ฝ่ายในด้านหลังซุบซิบกันทำเหมือนว่าคนอื่นจะไม่ได้ยิน ทั้งที่ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ล้วนเป็นผู้มีวรยุทธ์ทั้งสิ้น คิดอย่างไรก็จงใจเห็น ๆ
“เจ้ายอดเขาเสิ่นอย่าใจแคบไปหน่อยเลย ยอดเขาของเจ้ามีพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้ ศิษย์สายตรงของท่านก็มีไม่มาก ใยไม่แบ่งพื้นที่ให้ศิษย์เหล่านี้ได้ใช้ในการประลองหน่อยเล่า?” หรงหนานเกิงพูดด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจเหล่าศิษย์ แต่บนใบหน้ากลับประดับรอยยิ้มยียวนส่งไปให้เจ้ายอดเขา
“ลานฝึกของยอดเขามณีรัตนะข้ามีไว้เพื่อให้ศิษย์บนยอดเขาใช้ฝึกวิชา มิใช่ใครนึกจะมาใช้ก็ใช้ได้ ถึงท่านจะเป็นเผ่าฟ้า แต่ก็มิใช่เจ้าโลก มาแดนมนุษย์ก็ย่อมต้องปฏิบัติตามกฎกติกาของแดนมนุษย์”
สองผู้มีตบะแก่กล้าจ้องเขม็งห้ำหั่นกันทางสายตา แรงกดดันแผ่ขยายจนศิษย์ทั้งหลายสั่นกลัว แต่ความกลัวก็ไม่สามารถหยุดยั้งฝีปากของคนหนุ่มสาวที่มาพร้อมกับผองเพื่อนได้
“เช่นนั้นท่านก็ประลองเองเสียเลยสิ!”
“ใช่แล้ว ผู้ใดชนะก็จะได้เป็นอาจารย์ของศิษย์น้องลี่จิ่น”
“ดี เช่นนี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว ใช่หรือไม่ ศิษย์น้อง?”
ลี่จิ่นไม่ได้ตอบกลับศิษย์ฝ่ายในเหล่านั้น เขาจดจ้องมองอย่างตั้งใจ มองว่าเสิ่นซิงอีจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบเช่นไร
แต่ลี่จิ่นก็ต้องผิดหวัง เสิ่นซิงอียังคงจดจ้องกลับไปยังดวงตาสีทองด้วยความเยียบเย็น เรื่องกราบอาจารย์คนที่สองไม่เคยมีมาก่อนก็จริง แต่เรื่องแย่งศิษย์มิได้เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรก หรงหนานเกิงอย่างไรก็ต้องมาช่วงชิงลี่จิ่นไปจากเขาไม่ช้าก็เร็ว เสิ่นซิงอีเตรียมใจไว้แล้วว่าเรื่องนี้จะต้องลงเอยที่การประลองของตัวเขากับเผ่าฟ้า
“ข้าไม่ขัดข้อง” หรงหนานเกิงยกยิ้มมั่นใจ เผ่าฟ้าประลองกับเผ่ามนุษย์ มิต้องสืบสาวก็รู้ผล
“เช่นนั้นท่านจงไปประกาศและหาพยานจากเผ่าฟ้าของท่านเถิด ว่าท่านเต็มใจประลองด้วยตัวเอง” เสิ่นซิงอีสะบัดผ้าคลุมเดินกลับเรือนหลักของตน “เพราะหากท่านตายไป เผ่าฟ้าจะได้ไม่เข้าใจผิดตามมาล้างแค้นสำนักแก้วเจ็ดประการของข้า”
บทที่ 35ตราบนิรันดร์“อีกไม่นานข้าก็ต้องลงเขาออกท่องยุทธภพแล้ว เหตุใดข้ายังต้องมาทำงานพวกนี้อีก!” ซุนผิงโยนไม้กวาดลงพื้นประท้วง“นั่นมันของต้องชะตาของเจ้าเลยนะศิษย์น้องสิบสี่ จะมาทิ้งขว้าง… เหวอ!” ศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวเดินสะดุดโต๊ะเล็กจนขนมหกเต็มพื้น“ศิษย์น้องเจ็ดเจ้ารู้ตัวว่าซุ่มซ่ามก็ระวังหน่อยเถอะ” ศิษย์คนที่สี่ช่วยพยุงศิษย์น้องลุกขึ้นอย่างหน่ายใจ“ศิษย์พี่เจ็ด นี่ท่านจงใจเพิ่มงานให้ข้าเห็น ๆ!” ซุนผิงร้องอย่างท้อแท้“เจ้าก็อย่าโวยวายนักเลย วันนี้พวกเรามารวมกันเพื่อฉลองการฝ่าทะลุขั้นของอาจารย์กันนะ” โจวเซี่ยนพูดระงับความวุ่นวาย“ว่าแต่อาจารย์เถอะ จะออกมาได้หรือยัง คนก็มาครบแล้ว” ศิษย์คนที่สิบเอ็ดผู้เพิ่งออกจากการปิดด่านก็ต้องเจอว่าโลกภายนอกเละเทะแค่ไหนถามอย่างไม่รู้เรื่องราว“ศิษย์น้อง เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ไม่รู้หรืออย่างไรว่า อาจารย์ถูกศิษย์น้องเล็กกักตัวไว้อยู่” ศิษย์คนที่แปดผู้ชอบเรื่องซุบซิบนินทาเป็นที่สุดสะบัดพัดอย่างพร้อมเล่าเรื่อง“ศิษย์น้องเล็ก? ไม่ใช่เขาหรอกรึ?”อวี้เหวินจี๋ที่โดนชี้สะดุ้ง สองมือรีบโบกเป็นระวิง “ไม่ใช่หรอก ข้าไม่กล้าแย่งตำแหน่งศิษย์คนสุดท้ายไ
บทที่ 34ศึกตัดสิน“ไอ้ขยะไร้ค่า กล้าดีอย่างไรมาฉวยของของข้า!”เสียงตะโกนกราดเกรี้ยวสะท้านไปทั้งหน้าผา กลิ่นอายชั่วร้ายส่งให้พืชหญ้าเหี่ยวเฉา เมฆครึ้มจากมนตราของคู่ต่อสู้ก่อนหน้าสลายกลายเป็นไอ เศษหินผาร่วงกราวจนเสิ่นซิงอีที่อยู่ด้านล่างต้องฝืนขุดลมปราณเฮือกสุดท้ายมาร่ายมนตราสร้างเกราะคุ้มกันลี่จิ่นยัดของใส่มืออาจารย์อย่างเร่งรีบแล้วออกตัวพุ่งขึ้นไปบนหน้าผา ต่อสู้กันบนนั้นย่อมดีกว่าให้อีกฝ่ายลงมาหาเสิ่นซิงอีลี่จิ่นไปถึงตัวลี่จิ่นแล้ว… ลี่จิ่นในชาติที่สิบไปถึงตัวลี่จิ่นในชาติที่เก้าแล้ว กระบี่จากแก่นกระดูกมังกรฟ้าและเขี้ยวมังกรดินฟาดฟันกันถึงสิบกระบวนท่าในอึดใจเดียว มืออีกข้างของทั้งสองร่ายมนตราเสกอาคมต่อสู้ราวกับเป็นคนคนเดียวกันทว่า ลี่จิ่นในชาติที่เก้านั้นมีตบะสูงถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์ สูงที่สุดในสามแดนอย่างไม่มีใครเคยไปถึง ในขณะที่ลี่จิ่นในชาติที่สิบมีตบะอยู่เพียงขั้นก่อกำเนิดระดับที่หนึ่งเริ่มต้น และยังเพิ่งฝ่าทะลุขั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังไม่ทันได้จัดระเบียบลมปราณใหม่ในร่างกายให้คงที่เลยด้วยซ้ำยิ่งมีความคิดเดียวกัน ออกกระบวนท่าเช่นเดียวกันก็ยิ่งเห็นความแตกต่างของพลังได้ชั
บทที่ 33ศึกศิษย์อาจารย์กลิ่นอายชั่วร้ายคืบคลานเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยแห่งสุดท้าย เงามืดครอบคลุมเหนือเขาแก้วพันสารทิศ ผู้คนจากสามเผ่าพันธุ์ทั้งที่มาพึ่งพิงและมาร้องประท้วงให้สำนักแก้วเจ็ดประการส่งคนออกมาต่างก็ขนลุกชัน เหลียวมองเมฆทะมึนพลางกอบกุมมือคนด้านข้างดั่งหาสิ่งยึดเหนี่ยวชีวิตก่อนดับสูญกลุ่มเมฆดำแตกกระเจิง บุรุษผู้เป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งโลกขี่กระบี่ผลึกนิลพุ่งเข้าใส่อาคมเขตแดนอันแข็งแกร่งของสำนักแก้วเจ็ดประการที่คนนับหมื่นพยายามทำลายมานานหลายวันพังทลายลงในการพุ่งชนเพียงครั้งเดียว“เสิ่นซิงอี เลิกเล่นซ่อนหาได้แล้ว!”เส้นสีดำทมิฬพุ่งตรงเข้าสู่ยอดเขามณีรัตนะอย่างชำนาญเส้นทาง เพียงพริบตาหลังคาเรือนหลักก็เป็นรูแหว่ง พร้อมกับบุรุษรูปงามผู้มีแผลเป็นที่หางคิ้วข้างซ้ายมานั่งเท้าคางอยู่ฝั่งตรงข้ามของเจ้ายอดเขาที่กำลังจิบชาอยู่ในเรือนของตนเสิ่นซิงอีจิบชาจนหมดถ้วยแล้ววางลงอย่างใจเย็น เจ้าของเรือนกล่าวเสียงเรียบ “ประตูเรือนเจ้าไม่เคยเคาะ หน้าต่างเจ้าทำราวกับไม่มีบานปิด มาคราวนี้ ถึงกับกล้าพังหลังคาเรือนของอาจารย์”“ไม่เจอกันเสียนาน ยอมพูดกับข้าแล้วรึ?” สายตามืดทะมึนมองตามมือเรียวที่วางถ้วย
บทที่ 32ข้ารักท่านหินผาดั่งหอกยักษ์แหลมคมนับสิบหล่นจากฟ้าพุ่งทิ่มแทงลงมาทำลายอาคารบ้านเรือน กระบี่ผลึกสีนิลหลอมเขี้ยวมังกรดินบินว่อนแทงทะลุอก สะบั้นศีรษะทุกสิ่งมีชีวิตที่มันวาดผ่าน มัจจุราชหัวเราะอย่างชั่วร้ายสะท้อนเข้าไปในใจของศิษย์สำนักหุบเหวนิรันดร์ที่ลมหายใจโรยราใกล้จะดับลงทุกคน“ฮ่า ๆ ๆ ได้ล้างแค้นอีกครั้งเหมือนได้ลิ้มลองสุรารสเลิศอีกครา!”มือซีดปัดแส้ที่พุ่งเข้ามาราวกับปัดแมลง ดวงตามืดมิดตวัดมองแมลงที่กล้ามาขัดอารมณ์ของเขา“ล้างแค้น? สำนักหุบเหวนิรันดร์ของข้าไปทำอะไรให้เจ้ากัน ลี่จิ่น!”ลี่จิ่นหรี่ตาลงก่อนจะร้องออกมาอย่างนึกขึ้นได้ “เจ้ามันเดียรัจฉานโอหังที่ถูกข้าทำลายจินตานเมื่อตอนนั้น”“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?!” ลู่ตงอวี่ตะโกนอย่างคับแค้นใจลี่จิ่นนิ่งคิดพักหนึ่ง เดิมทีเขาเพียงบุกสำนักที่อยู่ใกล้มือเพื่อทำลายล้างระบายอารมณ์ก็จริง ทว่า ในขณะเดียวกันก็ทำเพื่อให้คนพวกนี้ไปกดดันใครก็ตามที่ให้ที่หลบซ่อนกับเสิ่นซิงอี แต่ดูท่าจะเป็นได้แค่การฆ่าเวลาโดยเปล่าประโยชน์ สู้บุกเข้าไปหาเลยจะได้รีบนำตัวของรักกลับรังรักของพวกเขาหากอ้างอิงจากเส้นเวลาในโลกเดิม ในเวลานี้ เสิ่นซิงอีที่ติดตามเขาออกท่อ
บทที่ 31ฝ่าทะลุขั้น“ลี่จิ่น ออกมารับโทษเสีย!”“เจ้าทำลายสำนักข้าจนไม่เหลือแม้แต่แผ่นกระเบื้อง สำนักที่ต้นตระกูลของข้าสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรง!”“ข้าไม่เหลือใครแล้ว ข้าจะล้างแค้นให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้า!”เสียงตะโกนก่นด่าสาปแช่งดังระงม รอบเขาแก้วพันสารทิศที่เคยเงียบสงบเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรสำนักน้อยใหญ่ที่เดินทางมาอย่างคับคั่งราวกับจัดงานประลองยุทธ์ ผู้สูญเสียต่างก็ร้องเรียกหาความยุติธรรมให้แก่ตน บางคนก็เริ่มออกอาวุธ ท่องมนตราอาคมทำลายอาคมเขตแดนของสำนักแก้วเจ็ดประการเพื่อบุกเข้าไปแล้ว“ทุกท่านสงบลงก่อน ข้าคือเจ้าสำนักแก้วเจ็ดประการ มีเรื่องอันใด มาพูดคุยกันอย่างสันติเถิด”“พูดคุย? ยังมีอะไรต้องพูดกันอีก!”“ใช่แล้ว เจ้ายังอยู่สบายในสำนักของตน ถุย! สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าบ่มเพาะศิษย์ให้ทำลายฆ่าล้างสำนักอื่น!”“ว่าอย่างไรนะ?” เจ้าสำนักได้ยินก็ตกใจ“อย่ามาทำเป็นไขสือไปหน่อยเลย ลี่จิ่นศิษย์ที่สำนักแก้วเจ็ดประการภาคภูมิใจนักหนา แท้จริงแล้วไม่ใช่ครึ่งเผ่าฟ้า แต่เป็นครึ่งเผ่าพิภพ ใช้กำลังล้างผลาญสำนักของพวกเรา!”“พวกท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว นั่นคือลี่จิ่นในชาติก่อนที่มาจากอีกโลก” เจ้าส
บทที่ 30เจ้ายอดเขาประชุมหารือการประกาศศักดาของทรราชดังไปทั่วฟ้าแลดิน เหล่าขุนนางที่กำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีสิ้นสุดในท้องพระโรงสีทองยังต้องพากันออกมาดูด้วยตาของตนอิ่งมาแล้ว ครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเงา แต่มาทั้งกายเนื้อ ร่างที่แข็งแกร่งจนเอาชนะครอบครองทุกสรรพสิ่งบนโลกในชาติก่อนได้ลี่จิ่นมีสีหน้าเคร่งเครียดลงทันที “ได้ยินแล้วนี่ ยังอยากเก็บตัวปัญหาอย่างพวกข้าไว้อีกหรือไม่?”ด้วยเหตุนี้ สองศิษย์อาจารย์จึงได้รับการปลดปล่อยจากแดนเวหา ขี่กระบี่มุ่งหน้ากลับสำนักแก้วเจ็ดประการด้วยความเร็วสูงสุดลี่จิ่นชาติที่เก้าก่อเรื่องใหญ่โตประกาศชื่อของเขาให้ทั่วโลกได้รับรู้เช่นนี้ สำนักแก้วเจ็ดประการคงจะวุ่นวายไม่ใช่น้อย เสิ่นซิงอีไม่ได้กลับยอดเขามณีรัตนะก่อน เขาตรงไปยังตำหนักกลางหาว อย่างน้อยก็แจ้งการกลับมาของเขาให้เจ้าสำนักรับรู้ หากเจ้าสำนักไม่ต้อนรับตัวปัญหาอย่างเขา เสิ่นซิงอีก็จะยอมรับและจากไปแต่โดยดีตามคาด ณ ตำหนักกลางหาว เจ้ายอดเขาและบรรดาผู้อาวุโสของสำนักมารวมตัวกันเพื่อหารือถึงปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเพิ่งเป็นสักขีพยาน“แดนเวหาเลี้ยงพวกเจ้าอย่างดีเลยนี่ ต้องก่อเรื่องก่อนถึงจ







