Masuk'อาร์เธอร์' ราชาแวมไพร์นำทัพแวมไพร์ต่อสู้กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ฮันเตอร์และโบสถ์อาญาสวรรค์ เหล่ามนุษย์ผู้มีพลังพิเศษ กองกำลังต่อต้านปีศาจและอสูรกาย จนในที่สุดก็ได้รับชัยชนะเหนือมวลมนุษยชาติ สร้างยุคสมัยแห่งแวมไพร์ปกครองโลก ในขณะที่เขากำลังจะสังหาร 'เดสมอน' ศัตรูคู่อาฆาต อัศวินศักดิ์สิทธิ์คนสุดท้ายที่ยืดหยัดต่อสู้กับเหล่าแวมไพร์ เป็นดั่งปราการด่านสุดท้ายในการปกป้องมวลมนุษยชาติ ชั่วจังหวะนั้นเขากลับย้อนเวลากลับไปในวันที่เขาได้รับเชื้อแวมไพร์ อาร์เธอร์ไม่รอช้า เขาเดินไปยังหลังร้านเหล้าที่ซึ่งเขาเคยโดนแวมไพร์กัดคอเพื่อรับเชื้อและขึ้นเป็นราชาแวมไพร์อีกครั้ง กลับมีฮันเตอร์ฝึกหัดมาช่วยเขาไว้ ที่สำคัญฮันเตอร์ฝึกหัดคนนั้นยังคือเดสมอนศัตรูคู่แค้นของเขา! เหตุใดย้อนเวลากลับมาเดสมอนถึงเป็นฮันเตอร์ไม่ใช่อัศวินศักดิ์สิทธิ์? เหตุใดเดสมอนถึงได้มาช่วยตัวเขาที่กำลังจะโดนกัดอย่างพอดิบพอดี ทั้งที่ในชาติก่อนไม่มีใครมาช่วยเขา? ทั้งหมดจะเป็นแค่ความบังเอิญหรือเป็นโชคชะตาลิขิตให้เส้นทางของทั้งสองไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อาร์เธอร์จะขึ้นเป็นราชาแวมไพร์เพื่อครองโลกได้อีกครั้งหรือไม่
Lihat lebih banyakQuando Isabela Frost chegou ao aeroporto, um voo vindo dos Estados Unidos acabara de pousar. Hoje era o dia em que Maison Thorne retornaria à Cábralia.
Ao todo, eles se conheciam há anos: três anos de universidade além de um casamento formal. Se não fosse por aquela noite de formatura, quando acidentalmente beberam algo batizado e acabaram na cama juntos, Maison jamais teria se casado com ela.
Para ele, Isabela era apenas uma colega de classe comum. Maison, por outro lado, era o herdeiro da prestigiosa família Thorne, um prodígio nascido em berço de ouro. Eles pertenciam a mundos completamente diferentes.
Ele provavelmente acreditava que ela havia planejado tudo para dar um "golpe do baú" e ascender socialmente. Por isso, no dia seguinte o o casamento forçado , assinou á certidão de casamento, é partiu para os Estados Unidos, furioso. Essa distância durou oito anos.
Mas agora ele estava de volta. Isabela acreditava que, se pudesse explicar que não foi ela quem colocou a droga no vinho, ainda haveria esperança para o casamento deles.
Ela observava ansiosamente o portão de desembarque. Os passageiros saíam um a um, e o fluxo já estava diminuindo, mas ele ainda não havia aparecido. Será que ele mudou a passagem?, pensou ela.
Seu telefone tocou. Era Killian ligando:
— Mamãe, estou no mercado com a tia Angelina fazendo compras. O que você quer comer hoje à noite?
Isabela sorriu ao ouvir a voz do filho e listou seus pratos favoritos:
— Uma sopa estaria ótimo.
— Tudo bem, mamãe!
— Te amo, querido — disse ela antes de desligar.
Isabela e Maison tinham um filho. Anos atrás, em meio ao caos da partida dele, ela descobriu a gravidez inesperada. Ela tentou ligar para ele inúmeras vezes, mas as chamadas sempre davam ocupado. Mais tarde, percebeu que ele havia bloqueado o seu número.
Sem pais ou avós vivos, Isabela estava sozinha no mundo. Aquela pequena vida em seu ventre parecia ser o último presente de carinho que Deus lhe concedera. Ela decidiu ter o bebê em segredo, mantendo a existência de Killian escondida de toda a família Thorne.
Após uma longa espera, ela finalmente avistou a figura de Maison. Ele caminhava tranquilamente, puxando uma mala. Seus traços estavam mais maduros e charmosos do que há anos; o tempo tinha sido generoso com ele.
Isabela sentiu um brilho de alegria e estava prestes a se aproximar quando parou bruscamente. Uma mulher alta surgiu atrás dele, vestindo um sobretudo preto que combinava perfeitamente com o terno de Maison.
Era Catarina Viana, a namorada de infância dele. Todos na universidade diziam que os dois nasceram um para o outro, até o "incidente" que forçou o casamento de Maison com Isabela.
Pela mala que ele carregava, ficou claro: eles estiveram juntos nos Estados Unidos durante todos esses oito anos. Isabela sentiu os olhos arderem, mas respirou fundo. Não pense bobagens, disse a si mesma. Ela precisava esclarecer as coisas.
Forçando um sorriso, ela deu um passo à frente:
— Maison.
Ele parou e ergueu uma sobrancelha, frio:
— Por que você está aqui?
O sorriso de Isabela congelou, mas ela tentou manter a calma:
— Vim te buscar.
— Obrigada pela gentileza, Isabela — interrompeu Catarina Viana com um sorriso vitorioso. — Não volto para cá há oito anos e não conheço mais as ruas da cidade. Você veio dirigindo?
Dez minutos depois, Isabela estava ao volante de seu pequeno carro branco, com as mãos tremendo. Suas habilidades de direção eram péssimas, já que ela quase não usou o carro nos últimos sete anos.
O silêncio no carro era sufocante. Maison e Catarina Viana sentaram-se no banco de trás, enquanto Isabela parecia apenas uma motorista de aplicativo.
— Onde a senhorita Catarina vai ficar? — perguntou Isabela.
Catarina Viana olhou para Maison com um tom alegre:
— Ouvi dizer que você comprou um apartamento grande nos subúrbios da zona oeste. Seria uma honra ser sua inquilina?
Maison pegou o celular e digitou sem olhar para cima:
— Eu vou providenciar tudo.
O ar ficou pesado novamente. No círculo social deles, Isabela sempre foi vista como a intrusa que galgou posições na hierarquia social através de um golpe. Ela queria explicar que era inocente, mas a garrafa de vinho daquela noite havia desaparecido, deixando-a sem provas e como a única beneficiária da situação.
Distraída por seus pensamentos, Isabela não reagiu a tempo. Um estrondo veio da parte dianteira: ela havia batido na traseira de um Porsche.
Frustrada e sentindo-se fraca, ela saiu do carro. O motorista do Porsche, um homem de meia-idade, saiu irritado, mas parou ao ver o rosto oval e delicado de Isabela. Notando que ela parecia vulnerável, ele mudou o tom para algo malicioso:
— Sinto muito, senhor. Pagarei por qualquer dano — disse Isabela.
— Ah, não é nada sério. Que tal isso, mocinha: irmos a um café conversar com calma? — sugeriu o homem, tentando intimidá-la.
Isabela recuou, desconfortável, e insistiu em chamar a polícia. O homem tentou segurá-la pelo braço, mas, antes que pudesse alcançá-la, Isabela caiu em um abraço protetor e caloroso.
Olhando para trás, ela viu que era Maison Thorne.
บทพิเศษOne thousand years later"เดสมอน ฉันอยากไปดูหนัง นะ นะ น้าาา"อาร์เธอร์งอแงโวยวาย ภาคต่อของภาพยนต์ชื่อดังที่เขาชื่นชอบกำลังเข้าฉายอยู่ในโรง อาร์เธอร์เห็นโฆษณาในโทรทัศน์ว่าพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วจึงอดใจไม่อยู่ หากเขาต้องรอให้เรื่องนี้เข้าแอพพลิเคชั่นดูหนังก็อีกตั้งเป็นเดือน เขาต้องขาดใจก่อนแน่ๆ!กาลเวลาผันผ่าน ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง จากบ้านหลังน้อยสุดท้ายถูกรังสรรค์ให้เป็นคฤหาสน์เงินตั้งอยู่ตำแหน่งเดิมเร้นลับจากผู้คน ที่ทั้งสองตัดสินใจสร้างบ้านใหม่ให้เป็นคฤหาสน์เนื่องจากนานวันเข้าอาร์เธอร์ยิ่งมีนิสัยเหมือนกับแวมไพร์มากขึ้นทุกที เห็นของอะไรต้องตาก็เป็นต้องเก็บสะสม เดสมอนห้ามเท่าไรก็เอาไม่อยู่ จึงแก้ปัญหาด้วยการสร้างคฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีห้องหับมากมายเพื่อเก็บของสะสมของราชาแวมไพร์ รวมถึงมีห้องใต้ดินเพื่อหมักไวน์ให้เดสมอนดื่มอีกต่างหาก พวกเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงินทองเพราะมีพลังแร่เงินของเดสมอน เพียงแต่..."เราไม่ได้ออกไปไหนมาหลายปีแล้ว สกุลเงินจะเปลี่ยนรึยังก็ไม่รู้""ไปไถเอาจากคลินตันก็ได้ ยังไงฉันก็ต้องไปเติมเลือดใส่ล็อกเกตก่อนที่หมอนั่นจะออกอาละวาดไปกัดมนุษย์มั่วซั่วอยู่ดี และก็ยังต
บทพิเศษความลับของปาปากับมามาเดสมอนกลับมาที่บ้านเงินของพวกเขา แม้โลกจะสงบสุขมาเป็นเวลาหลายปี เขาก็ยังคงตระเวนออกไปทำหน้าที่ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ นาๆ ที่สามสถานศักดิ์สิทธิ์เข้าไม่ถึง รวมถึงช่วยประคับประคองให้ระบบจัดสรรเป็นไปด้วยดี ไม่มีปีศาจแอบฉกชิงผลประโยชน์และไม่มีมนุษย์ขับไล่ไสส่งปีศาจยามนี้เป็นเวลาเที่ยงวัน ดวงอาทิตย์แผดแสงเจิดจ้าผ่ากลางศีรษะของพวกเขา สูบเอาพลังในการใช้ชีวิตไปจากทุกอณูรูขุมขนของแวมไพร์ แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่เด็กเล็กกำลังเปี่ยมล้นไปด้วยความต้องการที่จะเล่นสนุกอาร์เธอร์นั่งนิ่งถือร่มกันแดดให้กับตัวเขาเองและหลานสาว พวกเขานั่งอยู่บนผ้าปูรองพื้นสนามหญ้าตัดสั้นหน้าบ้าน เอ็ดน่าวัยสามขวบกำลังหยิบจับถ้วยและกาน้ำชาทำทีเป็นต้มชาและตัดก้อนดินต่างขนมเค้กใส่ใบไม้ยื่นให้กับอาร์เธอร์ที่ตาลอยไปแล้ว เขานั่งแข็งค้างราวกับวิญญาณหลุดลอย ขาดก็แต่น้ำลายไหลยืดออกจากปากที่เผยอค้าง เดสมอนหัวเราะขบขันก่อนจะเดินเข้าไปหาพวกเขา"อาร์เธอร์ กินขนมเค้กสิ หนูทำสุดฝีมือเลยนะ"เอ็ดน่าเพิ่งจะมีอายุได้สามขวบก็มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแล้ว ไวกว่าที่ป้าแอนน์บอกมาถึงสองสามปี แต่ยัยหนูกลับไม่ได้เปลี่ยนเป็น
บทพิเศษงานวิวาห์ใต้แสงดาวหลังประกาศยุคสมัยใหม่แห่งการอยู่ร่วมกันของปีศาจและมนุษย์ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ผู้เข้าร่วมการจัดสรรก็มีมากขึ้นไปตามกาลเวลา โลกสงบสุขเสียจนสามสถานศักดิ์สิทธิ์แทบจะกลายเป็นพวกว่างงานสตรีศักดิ์สิทธิ์นั่งเหม่อมองอยู่ริมหน้าต่างบนชั้นสูงสูดของหอคอยที่เดิมเป็นที่สถิตของกางเขนศักดิ์สิทธิ์ เธอไม่มีภารกิจช่วยเหลือมนุษย์มาหลายเดือนแล้ว"เวโรซ่า เกษียณเถอะ"เวโรซ่านิ่งอึ้ง เธอหันไปหาหัวหน้าอัศวินศักดิ์ที่เดินมาหยุดยืนข้างหลังเธอ "ฉันยังต่อสู้ได้ ปีศาจที่ไม่เชื่อฟังยังมีอยู่มาก อสูรกายเองก็ปรากฏตัวมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ยังต้องการความช่วยเหลือ""เดสมอนกับราชาแวมไพร์จัดการได้ดี ไม่ตกถึงมือพวกเราหรอก" ดันเซลกล่าว"แต่..."ไม่รอให้เธอได้พูดจนจบ ดันเซลคุกเข่าลงข้างหนึ่ง มือใหญ่ช้อนมือเรียวสวยของหญิงสาวขึ้นมาจุมพิต"เวโรซ่า ความหมายของฉันคือ แต่งงานกันเถอะ"งานวิวาห์จัดขึ้นในโบสถ์ของหอคอยอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ดันเซลผู้เก็บเดสมอนมาเลี้ยงรวมถึงมอบนามสกุลของตนให้แก่เขาแน่นอนว่าพระเจ้าต้องมาร่วมเป็นสักขีพยานความรักในครั้งนี้ด้วย เดสมอนพาอาร์เธอร์มานั่งที่เก้าอี้แถวแรกสุด รัศมีเรืองรองขอ
บทพิเศษสตอล์กเกอร์ต้องสาปหมู่นี้อาร์เธอร์มักรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา แต่ตัวเขาเองก็สัมผัสถึงผู้ใดในระยะใกล้เคียงไม่ได้จึงไม่ได้ใส่ใจนัก"คิดไปเองล่ะมั้ง"ช่วงเวลากลางวันนั้นเป็นเวลาของมนุษย์ อาร์เธอร์มักจะง่วงหาวนอนตามประสาแวมไพร์ที่เข้าสู่ห้วงนิทราหลบแสงอาทิตย์ เดสมอนออกไปทำงานในช่วงเวลานั้นทิ้งให้คนรักนอนอุตุคอยเลี้ยงหลานสาวตัวจ้ำม่ำที่บ้าน ช่วงพลบค่ำแวมไพร์จึงตื่นเต็มตา งานอดิเรกใหม่ของเขาคืออุ้มยัยหนูไปเล่นที่ลานทุ่งหญ้ากว้างที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเลยออกไปไม่ไกลจากบ้านของพวกเขานักเดสมอนกลับมาถึงบ้านหลังดวงอาทิตย์ลาลับฟ้า วันนี้เขาไปจัดการแบ่งงานในส่วนขององค์กรฮันเตอร์แห่งใหม่ที่เริ่มจะเข้ารูปเข้ารอยทำให้กลับมาบ้านค่อนข้างช้า เมื่อกลับมาก็ไม่พบใครอยู่แล้ว เดสมอนคาดว่าอาร์เธอร์คงพาเอ็ดน่าไปเดินเล่นที่ทุ่งหญ้าอีกตามเคย เขาจึงออกตัวมุ่งหน้าไปยังลานทุ่งหญ้าทันที"สูงอีกเหรอ? เอ้า! สูงอีก"อาร์เธอร์โยนหลานสาววัยยังไม่ถึงขวบปีดีขึ้นฟ้า ตัวเขารอรับอยู่ข้างล่างพร้องกางปีกทั้งสองข้างออกไว้กันเขารับพลาด เอ็ดน่าตัวน้อยบัดนี้ตัวหนาหนักกลมดิ๊กเหมือนลูกหมีมากกว่าลูกหมาป่า เธอหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบ











