Masukคนเรามักละโมบในสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเอง ซูหว่านหรงเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น...ที่แม้แต่นางวางแผนมากมาย แต่สุดท้ายก็ได้เพียงอำนาจที่ขาดกำลังเงิน
จวนเผยแม้จะดูเหมือนจวนใหญ่มาเป็นร้อยปี แต่ฮูหยินผู้เฒ่าบริหารไม่ดีสี่ปีหลังจากแม่ทัพออกจากจวนยิ่งมีแต่ย่ำแย่ ยิ่งสถานะการเงินในจวนแล้วด้วย
“คุณหนูรอง...เหตุใดท่านจึงไม่เคารพผู้ใหญ่ อกตัญญูเช่นนี้ชื่อเสียงของท่านจะวางไว้ที่ใด”
เผยฉางอิงไม่คิดรีบตอบโต้กับคำกล่าวของคนที่อุปโลกน์เป็นอนุชั้นต่ำที่ริอาจมาสั่งสอนบุตรภรรยาเอกเช่นนาง ที่แม้แต่ทำตัวให้มีมารยาทยังทำไม่ได้ นางเพียงแต่ยกยิ้มบางเบาส่งให้
“ชื่อเสียงเผยฉางอิงไม่ลำบากให้ท่านย่าและแม่นางซูต้องลำบากแบกให้ ฉางอิงเพียงเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านพ่อเพียงเท่านั้น อีกอย่างอนุที่แม้แต่ท่านพ่อยังไม่ยอมรับ เพียงแค่ท่านย่าต้องการแต่งตั้ง ท่านควรเจียมตัวให้มาก”
“นี่ท่าน...นี่จะมากไปแล้วนะ พวกเราหวังดีแท้ ๆ” ซูหว่านหรงไม่คิดว่าเด็กเพียงอายุเก้าหนาวฝีปากเหตุใดถึงได้กล้าเช่นนี้ได้อย่างไร หากไม่ใช่ว่าตระกูลเฉินสั่งสอน
“เชิญท่านกลับไปเถิด คิดจะมารับตัวข้าเป็นตัวประกันหรือ...คิดว่าข้าโง่เขลามองเจตนาไม่ออกหรืออย่างไร รอท่านพ่อกลับมาก่อน หากมีคำสั่งใดเปลี่ยนแปลงค่อยว่ากันเถอะ”
เผยฉางอิงไม่พูดพร่ำต่อ หันไปยังพ่อบ้านก่อนเอ่ย “ส่งแขก...ข้าจะออกไปตรวจบัญชีร้านค้า” สั่งเพียงเท่านั้นนางก็เดินออกไปขึ้นรถม้าที่ให้คนเตรียมรอไว้ทันที ไม่สนใจเสียงกรีดร้องเหมือนผีของอนุภรรยาที่พยายามยัดเยียด กับบุตรบุญธรรมของนาง
เฉิงโหรวที่เห็นมารดาอาละวาดกลับรู้สึกอับอายบ่าวไพร่ในเรือนของเผยฉางอิง ยิ่งมองเรือนอันแสนมั่งคั่งนี้ยิ่งอิจฉา จึงลุกออกไปรอมารดาที่รถม้าปล่อยให้นางสงบสติอารมณ์ได้ค่อยตามออกไปเถิด
ซูหว่านหรงอาละวาดจนพอใจจึงออกมาด้วยท่วงท่าสง่างาม
แน่นอนว่าผู้คนต่างจับตามองตระกูลเผยว่าจะรักษารอยร้าวนี้อย่างไร คาดว่าตั้งแต่รถม้าจากจวนเผยจอดหน้าเรือนสินเดิมของภรรยาเอกผู้ล่วงลับของเผยจิ้งเยวียน แม่ทัพผู้เก่งกล้าของแคว้นต้าเซิ่ง หลายตระกูลในเมืองหลวงก็รีบจับตามองแล้ว
เมื่อม่านในรถม้าร่วงปิดลงใบหน้าที่แย้มยิ้มสดใส ของอนุซูพลันหุบฉับพร้อมกับเสียงสบถไม่ซ้ำคำ
คำสถบและด่าทอแผดดังอยู่ภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวกลับจวนตระกูลเผย
เฉิงโหรวนั่งเงียบอยู่มุมหนึ่ง ดวงตาฉายแววริษยาและความแค้นขุ่นมัวผุดขึ้นไม่ต่างจากมารดา เรือนหลิงซวงที่วิจิตรหรูหรา สินเดิมมหาศาลของตระกูลเฉิน และแววตาเหยียดหยามของเผยฉางอิงที่มองมารดาของตนดั่งเศษขยะ
...ทุกสิ่งย้ำเตือนให้เด็กสาวกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจมลงในเนื้อ
“นังเด็กเมื่อวานซืน! คิดว่าเป็นบุตรสาวแม่ทัพแล้วจะเหยียบหัวข้ารึ!” ซูหว่านหรงตบหน้าตักตัวเองจนเสียงดัง นัยน์ตาแดงฉานด้วยความโกรธจัด
“ข้าจะดูสิว่าหากไม่มีจวนเผยค้ำหัว ตระกูลเฉินของมารดานางจะคุ้มกะลาหัวได้สักกี่น้ำ!”
ทันทีที่รถม้าเทียบจอดหน้าเรือนหลัก ซูหว่านหรงไม่รอช้า นางเปลี่ยนสีหน้าเป็นอมทุกข์ น้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งรีบร้อนเข้าไปในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเผยที่กำลังนั่งจิบชาเถี่ยกวนอิน ชาที่หอมกลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ อย่างสบายอารมณ์
“ท่านแม่เจ้าคะ...” เมื่อเข้ามาในเรือนนางไม่รอช้ารีบเอ่ยเรื่องที่ประสบมาทันที น้ำตาของนางหยาดดั่งเป็นไข่มุกร่วงเผาะไม่ขาดสาย พร้อมกับสาธยายแต่งเติมอย่างออกรสออกชาติ แม้แต่เฉิงโหรวยังผงะกับท่าทางของมารดา
เพล้ง!
ถ้วยชากระเบื้องชั้นดีลอยไปกระแทกพื้นจนแตกกระจายทันทีที่ฟังคำฟ้องจบ!
“ไร้การอบรมสั่งสอนสิ้นดี! นังเด็กอกตัญญู!” ชุยซูเจินตบโต๊ะหินเบื้องหน้าจนสั่นสะเทือน หน้าผากปูดโปนด้วยเส้นเลือด
“นางกล้าพูดหรือว่าให้ข้ากับเจ้าออกจากเรือนไปก่อนรึ! นางคิดว่าตนเองเป็นใคร ถึงกล้าไล่ผู้ใหญ่ในตระกูลเช่นนี้!”
เฉิงโหรวแอบกลอกตากับท่าทีของท่านย่าที่โดนท่านแม่เป่าหูนิดหน่อยก็เชื่อ ไม่ใช่เพราะท่านย่าก่อเรื่องถึงขนาดท่านแม่ทัพตัดขาดมารดากับบุตรหรอกหรือ ขนาดสมบัติตระกูลเผยไม่หยิบออกไปสักอีแปะเดียว เสื้อผ้ายังไม่เอาไปสักชุด แล้วยังประกาศว่าท่านย่าไม่ใช่คนตระกูลเผย
ต่อให้คนโง่เขลาเบาปัญญายังรู้ว่าไล่ออกไปทางอ้อมให้คิดได้เอง แต่เอาเถอะในเมื่อท่านย่าหน้าด้านนางกับท่านแม่ก็คงไร้ทางเลือกอื่น
ในเมื่อนางเป็นสตรีที่ฐานะคลุมเครือ ต้องใช้ความสามารถตัวเองขึ้นมาหยัดยืน
“ท่านแม่โปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ...” ซูหว่านหรงทรุดกายลงคุกเข่า สะอื้นไห้กระซิกบีบน้ำตา
“ข้าพยายามพูดจาดีๆ อ้างคำสั่งของท่านเพื่อให้นางกลับมาเรียนรู้เรื่องการครองเรือน แต่นางกลับบอกว่าท่านพ่อของนางไม่เคยนับข้าเป็นอนุ ทั้งยังตราหน้าว่าตระกูลเฉินถูกพวกเราปอกลอกไปไม่น้อยตั้งแต่มารดานางแต่งเข้า ข้าเจ็บแค้นแทนท่านเหลือเกินเจ้าค่ะ ที่ถูกหลานสาวแท้ๆ กล่าววาจาลบหลู่ท่านย่าต่อหน้าบ่าว”
สามปีผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจสายน้ำไหล...ท้องฟ้าเหนือเมืองฉางอานยามนี้สว่างสดใส ไร้ซึ่งรอยเมฆหมอกอึมครึมของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในวังหลวง ภาพความวุ่นวายและความแค้นในชาติก่อนบัดนี้ถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความร่มเย็นและสมบูรณ์พูนสุขของแคว้นต้าเซิ่งภายในจวนฉินอ๋องอันโอ่อ่า เผยฉางอิง ในชุดอาภรณ์หรูหราสีฟ้าครามปักลายผีเสื้อทองคำ กำลังนั่งตรวจนับบัญชีคลังการค้าตระกูลเฉินและตระกูลเผยอยู่บนตั่งไม้ โดยมีนักบัญชีและหมัวมัวคอยยกหีบตั๋วเงินและทองคำแท่งเข้ามาให้ตรวจสอบไม่ขาดสาย“คลังการค้าทางใต้รายงานว่า เดือนนี้ทำกำไรได้เพิ่มอีกสามล้านตำลึงทองเจ้าค่ะท่านหญิง” หวังหมัวมัวเอ่ยรายงานด้วยรอยยิ้ม แม้นางจะเป็นชายาฉินอ๋องแต่นางก็ยังเหมือนเดิม ให้คนอื่นเรียกนางเช่นเดิมเว้นแต่ออกงานเท่านั้นจึงถือระเบียบสักครั้ง หลายคนที่บอกว่านางเย่อหยิ่งได้สัมผัส จริง ๆ ก็พบว่านางเป็นคนที่เรียบง่าย สบาย ๆฉางอิงยกรอยยิ้มพึงพอใจ นัยน์ตาดอกท้อส่องประกายพราวระยับ ความร่ำรวยของนางมากขึ้นอีก ความสบายใจเริ่มมีมากขึ้นยามนั้นเอง... ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ฉินอ๋องเซียวเผยรุ่ยในชุดลำลองสูงศักดิ์ ก็เดินก้าวเข้าม
“ข้าก็เป็นของท่าน... มาโดยตลอดเพคะ”สิ้นคำตอบรับ ฉินอ๋องก็ไม่ทนเก็บความปรารถนาไว้อีกต่อไป!เขาโน้มใบหน้าลงมา บดเบียดริมฝีปากหยักทับลงบนริมฝีปากอวบอิ่มของนางอย่างหนักแน่น ละมุนละไมในทีแรก ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความลึกซึ้งเรียกร้องลิ้นหนาสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานสดชื่นภายในโพรงปากหวาน เกี่ยวกระหวัดหยอกเย้ากับเรียวลิ้นเล็กอย่างเชี่ยวชาญ สัมผัสจูบอันดูดดื่มทำเอาฉางอิงครางอื้ออึงในลำคอ เรี่ยวแรงที่เคยมีหดหายไปจนหมดสิ้น มือเล็กยกขึ้นยึดจับท่อนแขนแกร่งของเขาไว้เพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวฉินอ๋องผละริมฝีปากออกเล็กน้อย พรมจูบอย่างรักใคร่ไปตามซอกคอหอมกรุ่นและลาดไหล่มน มือหนาเริ่มถอดชุดแต่งงานสีแดงตัวนอกของนางออกอย่างเบามือทีละชิ้น จนเหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาวบางเบาเผยให้เห็นเอวคอดกิ่วและผิวกายขาวผ่องดั่งหิมะฉางอิงเอียงหน้าหนีด้วยความเขินอายเมื่อสายตาคมกริบของเขากวาดมองเรือนร่างของนางอย่างเปิดเผย “ท่านอ๋อง... มองอันใดกันเพคะ น่าอายยิ่งนัก”ฉินอ๋องเค้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาร้อนแรงดั่งเพลิงเผาผลาญ เขาปลดเสื้อผ้าของตนเองออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นแผงอกกว้างกำยำ ผิวสีน้ำผึ้งแน่นด้วยกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็นจา
การแต่งงานอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นต้าเซิ่งถูกจัดขึ้นติดๆ กันในฤดูวสันต์ที่ดอกไม้ออกดอกบานสะพรั่ง เดิมทีฮ่องเต้ทรงมีพระราชประสงค์จะให้จัดงานมงคลสมรสพร้อมกันในวันเดียวกัน เพื่อความยิ่งใหญ่และมงคลคู่ ทว่าฉางอิงกลับเอ่ยขัดขึ้น เพราะนางอยากร่วมงานแต่งงานและส่งสหายรักอย่างหย่งอันเข้าพิธี ส่วนหย่งอันเองก็อยากเห็นงานแต่งของเสด็จอาและร่วมแสดงความยินดีกับฉางอิงเช่นกันสุดท้ายจึงลงเอยด้วยการจัดงานห่างกันสิบห้าวัน โดยงานแต่งงานของ เผยฉางอิง และ ฉินอ๋อง ถูกจัดขึ้นเป็นคู่แรก!ยามเช้าตรู่ จวนเผยกั๋วกงคึกคักและอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข เสียงดนตรีมโหรีประโคมดังสายลมโชย เกี้ยวแปดคนหามสีแดงชาดสลักลายหงส์เหินประดับทองคำแท้วาววับจอดรออยู่หน้าประตูจวน สินสอดสิบลี้และสินเดิมเจ้าสาวที่ถมจนเต็มคลังจวนฉินอ๋อง กลายเป็นตำนานเล่าขานไปทั่วทุกสารทิศเผยฉางเฟิง ย่อตัวลงเบื้องหน้าน้องสาว ยิ้มรับให้ฉางอิงขึ้นขี่หลังตามประเพณีการส่งเจ้าสาวออกเรือน ทหารหนุ่มร่างสูงใหญ่แบกน้องสาวเดินตรงไปยังเกี้ยวแปดคนหามอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงเข้มที่เคยดุดันกลับกลายเป็นสั่นเครือเล็กน้อย“ฉางอิง... หากวันใดบุรุษผู้นั้นทำให้เจ้าต้องเสีย
หลังจากมรสุมคดีกบฏและเรื่องวุ่นวายในวังหลวงคลี่คลายลง ท้องฟ้าเหนือเมืองฉางอานพลันสว่างสดใสประดุจกวาดล้างสิ่งปฏิกูลออกไปจนหมดสิ้นเผยฉางอิง นั่งทอดสายตามองสวนโบตั๋นยามเช้าภายในจวนเผยกั๋วกง พลางยกรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปาก... ชาตินี้นับว่าฟ้าดินยังเมตตานางยิ่งนัก แม้จะไม่ทันช่วยเหลือมารดาจากการถูกวางยาในอดีต ทว่าบิดา พี่ชาย และคนรอบกายกลับยังมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ลบล้างฝันร้ายในชาติก่อนลงได้อย่างหมดจดที่สำคัญ... บุรุษหน้าหนาผู้เป็นถึงฉินอ๋องกลับรักใคร่และหมั่นเพียรเทียวไล้เทียวขื่อ ตื้อนางอย่างจริงใจ ถึงขั้นขอร้องให้ จางไทเฮา เสด็จมาเป็นแม่สื่อสู่ขอนางด้วยพระองค์เองถึงจวนกั๋วกง!ทำเอา เผยกั๋วกง บิดาของนางผู้หวงบุตรีประดุจไข่ในหิน หน้าตึงปานจะขึงสายพิณ มิอาจเอ่ยปากปฏิเสธไทเฮาได้ จำใจต้องพยักหน้ารับคำสู่ขอ ทว่ากลับตั้งท่าแง่งอนฉางอิงอยู่นานหลายวัน!นางจึงต้องหาวิธีทำให้บิดาหายโกรธด้วยการ...‘หากท่านพ่อยังงอนข้าไม่เลิก... เช่นนั้นข้าไม่ขอให้ฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้พี่ใหญ่กับองค์หญิงหย่งอันด้วยนะเจ้าคะ’ฉางอิงเคยเอ่ยแหย่บิดาเช่นนั้น เพราะนางรู้ดีว่ายามที่เผยฉางเฟิงไปช่วยองค์หญิงหย่งอัน ณ อารามห
ฉางอิงเอ่ยอธิบายเบาๆ “หยกพกชิ้นนี้มีความพิเศษ... มันมีสองชิ้นแยกออกจากกันได้ ทว่าเมื่อนำมารวมกัน ลายสลักจะสอดประสานกลมกลืนรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ...”ฉินอ๋องใช้นิ้วเรียวยาวลูบไล้หยกพกเนื้อดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนาง ด้วยสายตาร้อนแรง“ข้าเข้าใจแล้ว... หยกพกนี้สอดประสานรวมเป็นหนึ่ง เช่นเดียวกับตัวข้า... ที่อยากจะ ‘รวมเป็นหนึ่ง’ กับเจ้าเช่นกัน”เพียะ!ฉางอิงเขินอายจนหน้าแดงจัดถึงใบหู นางรีบยกมือขึ้นตีแขนเขาเบาๆ ขึงตาดุใส่บุรุษหน้าหนา“ท่านอ๋อง! เหตุใดจึงเอ่ยวาจาลามกไร้ยางอายเช่นนี้เพคะ! ด้านนอกคนผ่านไปมาหากได้ยินเข้าจะเข้าใจผิด ทำตัวไม่เหมาะสมเลยสักนิด!”ฉินอ๋องเลิกคิ้ว ก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างลดเหลือเพียงลมหายใจกั้น เขายิ้มมุมปาก ย่อกายลงมาเอ่ยกระซิบข้างหู“เช่นนั้น... ต้องทำตรงไหนถึงจะเหมาะสมรึ ในห้องนอนดีหรือไม่”“ท่าน!” ฉางอิงรู้สึกว่าความหน้าหนาของคนผู้นี้รุกหนักจนนางรับมือไม่ทันอีกต่อไป! ร่างเล็กหมุนกายรีบวิ่งหนีออกจากลานหลังจวนไปทันทีด้วยความอับอาย!ยามวิ่งกลับมาถึงโต๊ะอาหารในงานเลี้ยง ใบหน้าหวานของท่านหญิงน้อยยังคงแดงก่ำราวกับลูกท้อสุก จนเผยฉางเฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย ฉ
ข่าวการปลดขุนนางส่งไปประหารครั้งใหญ่ทำให้ประชาชนสนใจมาก เพราะเรื่องนี้ทำให้การก่อกบฏโดยขุนนางฝ่ายบุ๋น ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมาก ตระกูลโม่ทั้งหมดแม้ไม่มีหลักฐานชัดว่าเกี่ยวกับการกบฏ แต่ถูกปลดพร้อมกับฮองเฮาใต้เท้าหลี่นำทหารไปค้นคลังใต้ดินในจวนขนตำลึงเงิน และทองคำออกกันทั้งวันทั้งคืนถึงสามวันกว่าจะขนหมด รอยรถย่ำจนพื้นดินทรุด พื้นหินสึกกร่อนจึงรับรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมาคลังของต้าเซิ่งไม่ได้ว่างเปล่า เพียงแต่มีปลิงดูดเลือดดูดกินเอาไว้จนหมดสุดท้ายท้องพระคลังกลับมาเต็มคลังดังเดิม ฮ่องเต้ตรวจดูคลังหลวงด้วยตนเอง ทั้งยังอวดกับน้องชายว่าข้าไม่ใช่ฮ่องเต้ยากจนอีกแล้ว“เสด็จพี่...เงินเท่านี้ยังสู้ในคลังของฉางอิงไม่ได้เลยกระมัง” เมื่อโดนลูบคมเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้คิดบางอย่างขึ้นมา“เช่นนั้นเจ้าก็แต่งงานกับนาง แล้วมาดูแลคลังให้ข้าจะได้เทียบเท่าคลังส่วนตัวของตระกูลพ่อค้า”“เหอะ...ท่านช่างเก่งกาจใช้คน จะบอกอะไรให้นางน่ะขุ่นเคืองท่านอยู่ ต้องชักเงินไปหลายล้านตำลึงเพื่อเลี้ยงทหารกับประชาชน ท่านให้นางเพียงตำแหน่งท่านหญิงหรือ”“นางอยากได้สิ่งใด บิดานางก็ตำแหน่งสูงสุดแล้วนี่ หรือว่านางอยากเป็นองค์หญิง”ฉินอ๋องส่าย







