LOGINซ่งเหวยทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้านแห่งนี้มานานหลายปี เรื่องราวการลำเอียงรักลูกไม่เท่ากันครอบครัวอื่น ๆ ยังไม่หนักหนาเท่าตระกูลหลิ่ง พอได้รับรู้ว่าหลิ่งเฟิงหยางตัดสินใจจะออกจากตระกูลเขาก็รู้สึกและสงสารอยู่ไม่น้อย
หลิ่งจื่อหานที่เดินนำซ่งเหวยมาถึงห้องพักของครอบครัว ที่ยามนี้ท่านปู่ท่านย่าของเขายังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ส่วนมารดาช่วยห้ามเลือดที่ศีรษะให้น้องสาวนั่งอยู่อีกด้าน ภาพนี้ทำเอาซ่งเหวยถึงกับโมโหอย่างช่วยไม่ได้
“นี่...ตาเฒ่าหลิ่ง นางหลิว พวกเจ้าถึงขั้นลงไม้ลงมือกับเด็กตัวเล็ก ๆ เพียงนี้เชียวรึ”
หลิ่งฉางเปรยตามองซ่งเหวยอย่างเฉื่อยชาและพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ “หัวหน้าหมู่บ้านเรื่องนี้ก็เป็นแค่การสั่งสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นใช่การทำร้ายอย่างที่ท่านว่ามาที่ใดกัน ท่านมาเรื่องที่ข้ากับลูกอกตัญญูจะแยกบ้านตัดขาดกันมิใช่หรือ รีบเขียนหนังสือตัดขาดให้ข้าได้แล้ว”
“เฮ้อ ข้าเขียนหนังสือตัดขาดให้เจ้าน่ะได้ ว่าแต่เจ้าจะแบ่งทรัพย์สินอันใดให้อาหยางบ้าง...” ซ่งเหวยพูดได้เพียงเท่านั้นก็ถูกนางหลิวเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่มีการแบ่งทรัพย์สินอันใดทั้งสิ้น ในเมื่อลูกอกตัญญูนี่อยากออกจากตระกูลไปเอง เหตุใดสามีของข้าต้องแบ่งสิ่งของมีค่าให้ด้วยเล่า!”
หลิ่งเฟิงหยางที่เห็นทุกอย่างในมิติของบุตรสาวแล้ว เขามั่นใจว่าในอนาคตอันใกล้อาชีพการงานที่จะทำ ย่อมสร้างฐานะมีเงินทองให้ครอบครัวได้อยู่อย่างสุขสบาย จึงได้กล่าวกับซ่งเหวยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ท่านลุงซ่งข้าไม่เอาสิ่งใดจากตระกูลหลิ่ง แม้แต่เหรียญอีแปะข้าก็ไม่คิดอยากได้ รบกวนท่านลุงซ่งเขียนให้ชัดเจนว่า ครอบครัวของข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลหลิ่งแม้แต่แซ่นี้ก็จะเลิกใช้
ในวันหน้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดร่ำรวยหรือยากจน อย่าได้เอ่ยอ้างถึงคำว่าบุญคุณที่เป็นบิดามารดาผู้ให้กำเนิด เพื่อเรียกร้องให้ครอบครัวของข้าต้องตกต่ำเพราะคำว่าบุญคุณเด็ดขาดขอรับ”
“นี่เจ้า!! ดี ดีจริง ๆ ถ้าเจ้าเลือกตัดขาดอย่างสิ้นเชิงข้ายินดีสนองให้ก็ได้ เมื่อออกไปจากตระกูลของข้าแล้วชีวิตอับจนหนทาง อย่าได้บากหน้ามาร้องขอความช่วยเหลือจากข้าก็แล้วกัน หึ” หลิ่งฉางถึงกับตะลึงคำพูดที่เด็ดขาดของบุตรชายคนรอง ที่ต้องการระบุอย่างชัดเจนในหนังสือตัดความสัมพันธ์
นางหลิวกลับคิดว่านี่เป็นเรื่องดีกับพวกตน เพราะไม่ต้องเสียเงินในกระเป๋าแม้แต่อีแปะเดียว “ตาเฒ่าจะโกรธไปไยเราไม่ได้เป็นคนคิดเสียหน่อย นี่เป็นการตัดสินใจของลูกชั่วนั่นถึงอยากได้ข้าก็ไม่ยอมแบ่งให้แน่ อยากไปนักก็ออกไปแต่ตัวเปล่า ๆ นั่นแหละเหมาะสมแล้ว”
“อืม เจ้าพูดถูกยายเฒ่า” หลิ่วฉางเห็นด้วยกับคู่ชีวิตที่นิสัยคล้ายกัน
เพียงแต่การกระทำของสองสามีภรรยากลับทำให้พยานสามคน ที่ตามซ่งเหวยมาแอบคุยกันอย่างเหลือทน ที่มีคนนิสัยเช่นนี้อยู่ในหมู่บ้านของพวกตน
‘ไอหยา ตาเฒ่าหลิ่งคิดผิดแล้วจริง ๆ ที่ยอมให้อาหยางแยกบ้าน ทั้งยังตัดขาดความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกอีก เหอะ ข้าอยากจะรู้นักต่อไปใครจะเข้าป่าล่าสัตว์ หรือตัดไม้มาทำฟืนไว้หุงหาอาหารให้กิน’
‘อือ เจ้าพูดถูกข้าเห็นด้วยอย่างมากกับเรื่องนี้ มีลูกดี ๆ แท้ ๆ กลับรังแกจนพวกเขาทนอยู่ไม่ไหว ข้าจะรอสมน้ำหน้าเมื่อลูกหลานที่เหลือ เอาแต่งอมืองอเท้ารอกินเพียงอย่างเดียวทำอันใดไม่เป็นสักอย่าง คงสนุกน่าดูนะพวกเจ้าว่าไหม’
‘ใช่ ข้าล่ะอยากเห็นอย่างที่เจ้าพูดมาเร็ว ๆ เสียแล้วสิ ถึงยามนั้นจะมานั่งเสียใจทุกอย่างก็ย้อนกลับมาไม่ได้แล้ว ขืนเข้าไปวุ่นวายกับครอบครัวของเฟิงหยางอีกมีหวังถูกฟ้องร้องแน่ ๆ’
ซ่งเหวยเขียนรายละเอียดในหนังสือตัดขาด ตามที่ทั้งสองฝ่ายต้องการเสร็จก็ยื่นให้พวกเขาลงชื่อประทับลายนิ้วมือ ในส่วนของหลิ่งเฟิงหยางมีบุตรชายถือกระดาษไปให้ถึงเตียงนอน
“เอาล่ะ หนังสือตัดขาดของพวกเจ้าได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว อย่าลืมเก็บรักษาไว้ให้ดีล่ะถ้าทำหายต้องมาขอดูที่ข้าเท่านั้น”
“ขอบคุณท่านลุงซ่งมากพวกท่านอาทั้งสามคนด้วยขอรับ วันหน้าหากมีสิ่งใดที่ข้าพอช่วยได้ย่อมช่วยจัดการให้พวกท่านแน่”
“ใช่เจ้าค่ะท่านลุงซ่งพวกท่านอย่าได้เกรงใจที่จะบอกพวกเราเลยนะ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยพวกเราก็ยินดีเจ้าค่ะ”
นางหลิวที่หมั่นไส้ชาวบ้านก็รีบไล่ครอบครัวของบุตรชาย ให้รีบออกไปจากบ้านของตนเสียโดยเร็ว “พวกเจ้าจะนั่งเฉยอยู่ทำไมอีกล่ะ รีบไสหัวไปให้พ้นประตูเรือนของข้าได้แล้ว และอย่าได้คิดขโมยของมีค่าเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าต้องได้เข้าไปนอนในคุกของทางการแน่”
“ไปก็ไปสิ ใครจะอยากอยู่กับคนใจร้ายใจดำอย่างพวกท่านกัน แล้วของมีค่าที่ท่านพูดมามันมีหรือในบ้านหลังนี้น่ะ เหอะ ทำเหมือนตนเองมีสมบัติมากมายประหนึ่งเศรษฐีไปได้ ท่านพ่อ ท่านแม่ เรารีบพาซีซีไปที่ตำบลก่อนเถิดขอรับ จะได้ให้ท่านหมอช่วยรักษาบาดแผลด้วยขอรับ”
“พวกคนแก่ไร้หัวใจในภายหน้าหากท่านพ่อสร้างเนื้อสร้างตัวได้ อย่าให้ข้าเห็นว่าพวกท่านมาคุกเข่าแสร้งเล่นงิ้วเรียกร้องความเห็นใจล่ะ ต่อให้คนตระกูลหลิ่งทั้งหมดตายอยู่ต่อหน้าพวกข้าไม่มีวันช่วยเหลือเด็ดขาด แบร่”
ซ่งเหวยที่มีเกวียนวัวเห็นว่าหลิ่งเฟิงหยางย่อมทำการเดินทางลำบาก เขาจึงได้อาสาไปส่งครอบครัวเล็ก ๆ ที่ตำบลด้วยตนเอง ขืนปล่อยสตรีรูปร่างผอมบางและเด็กสองคนที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงทำเพียงลำพัง ทั้งสี่คนคงไปไม่ถึงตำบลในวันนี้อย่างแน่นอน
“กว่าพวกเจ้าสี่คนจะเดินไปถึงตำบลคงมืดค่ำพอดีกระมัง เอาเช่นนี้ประเดี๋ยวข้าจะกลับไปเอาเกวียนวัวมารับก็แล้วกันนะ อาหานเจ้าพาครอบครัวไปรอข้าที่ถนนหน้าเรือนข้าไปไม่นาน”
“ได้ขอรับท่านตาซ่ง”
เมื่อทุกอย่างถูกจัดการเป็นที่เรียบร้อย หลิ่งเฟิงหยางจึงลุกจากเตียงด้วยการใช้ไม้คำยันจากในมิติ เพื่อเดินไปรอเกวียนวัวพร้อมกับครอบครัว
นางหลิวกับหลิ่งฉางมองครอบครัวบุตรชายคนรองเดินออกไป โดยที่พวกเขาไม่หยิบแม้แต่เสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ติดไม้ติดมือไว้ผลัดเปลี่ยนเลยสักชิ้น ที่สำคัญทั้งสี่คนไม่มีผู้ใดหันมามองบ้านที่เคยอยู่อาศัยแม้แต่หางตา
ภายหลังครอบครัวเล็ก ๆ ของลูกชังได้นั่งบนเกวียนวัวออกจากหมู่บ้าน เรื่องที่เกิดขึ้นในตระกูลหลิ่งก็เป็นที่กล่าวถึงอย่างสนุกปาก ไม่มีครอบครัวไหนไม่รอดูเรื่องสนุก ๆ ที่จะเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ เพราะบุรุษที่เหลืออยู่ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างมีนิสัยที่คิดว่าบุรุษเป็นใหญ่เหนือสตรีในเรือนเหมือนกันทุกคน
ส่วนผู้เป็นบิดามารดาแท้ ๆ กลับทำท่าทางสบายใจที่ต่อไปจะไม่มีครอบครัวของลูกชายคนกลางอีก เพียงแต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์อย่างที่ชาวบ้านแอบพูดคุยกันไว้ เพราะความลำบากกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้บ้านหลังนี้ของตระกูลหลิ่งเต็มทีแล้วนั่นเอง
ซ่งเหวยทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้านแห่งนี้มานานหลายปี เรื่องราวการลำเอียงรักลูกไม่เท่ากันครอบครัวอื่น ๆ ยังไม่หนักหนาเท่าตระกูลหลิ่ง พอได้รับรู้ว่าหลิ่งเฟิงหยางตัดสินใจจะออกจากตระกูลเขาก็รู้สึกและสงสารอยู่ไม่น้อยหลิ่งจื่อหานที่เดินนำซ่งเหวยมาถึงห้องพักของครอบครัว ที่ยามนี้ท่านปู่ท่านย่าของเขายังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ส่วนมารดาช่วยห้ามเลือดที่ศีรษะให้น้องสาวนั่งอยู่อีกด้าน ภาพนี้ทำเอาซ่งเหวยถึงกับโมโหอย่างช่วยไม่ได้“นี่...ตาเฒ่าหลิ่ง นางหลิว พวกเจ้าถึงขั้นลงไม้ลงมือกับเด็กตัวเล็ก ๆ เพียงนี้เชียวรึ”หลิ่งฉางเปรยตามองซ่งเหวยอย่างเฉื่อยชาและพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ “หัวหน้าหมู่บ้านเรื่องนี้ก็เป็นแค่การสั่งสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นใช่การทำร้ายอย่างที่ท่านว่ามาที่ใดกัน ท่านมาเรื่องที่ข้ากับลูกอกตัญญูจะแยกบ้านตัดขาดกันมิใช่หรือ รีบเขียนหนังสือตัดขาดให้ข้าได้แล้ว”“เฮ้อ ข้าเขียนหนังสือตัดขาดให้เจ้าน่ะได้ ว่าแต่เจ้าจะแบ่งทรัพย์สินอันใดให้อาหยางบ้าง...” ซ่งเหวยพูดได้เพียงเท่านั้นก็ถูกนางหลิวเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน“ไม่มีการแบ่งทรัพย์สินอันใดทั้งสิ้น ในเมื่อลูกอกตัญญูนี่อยากออกจากตระกูลไปเอง เหตุใดสามีของ
ยามเช้าของวันใหม่ที่อวิ๋นซีได้มาเกิดในโลกโบราณแห่งนี้ ร่างกายเล็ก ๆ ที่ได้นอนพักอย่างเต็มที่ภายหลังฟื้นจากอาการเจ็บป่วย ก็มีแรงมากขึ้นเกือบถึงขั้นของเด็กทั่วไปแล้ว ส่วนมารดาของนางตื่นตั้งแต่ต้นยามเหม่า ไปก่อไฟเตรียมหุงหาอาหารให้ท่านปู่ท่านย่าเช่นกันยามที่มารดากลับมาในห้องขนาดเล็กอีกครั้ง ก็มีเพียงถาดไม้ที่วางถ้วยน้ำต้มเศษข้าวไม่กี่เม็ด นี่ทำให้อวิ๋นซีรู้สึกเวทนาตนเองกับครอบครัวไม่ได้ และแน่นอนว่าเรื่องที่ต้องการไปจากตระกูลลำเอียงนี้ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วอวิ๋นซีหายเข้าไปในมิตินำอาหารที่มีทั้งผักและเนื้อ รวมถึงข้าวสวยเต็มถ้วยออกมาให้ครอบครัวได้กิน และไม่ลืมพูดคุยเรื่องแผนการที่ตนได้คิดเอาไว้ เพราะนางต้องการไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด“ท่านพี่กินให้มากหน่อยนะจะได้แข็งแรงและหายไว ๆ พวกลูกสองคนก็กินเยอะ ๆ เช่นกันนะ”“อาเหยาเจ้าเองก็ต้องกินให้มากจะได้มีแรงดูแลลูก ๆ ของเรานะ”“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราทุกคนต้องกินให้อิ่มเข้าไว้ เพราะวันนี้เราจะต่อต้านท่านปู่ท่านย่าโดยการไม่ไปทำงานเจ้าค่ะ หากมีการลงไม้ลงมือรุนแรงนั่นถึงจะเป็นข้ออ้างที่เราต้องใช้ เพื่อจะได้ตัดขาดและออกไปจากที่นี่อย่างไรล่ะเจ้าคะ” อว
ส่วนอวิ๋นซีไม่มองท่าทีตกตะลึงของบิดา นางส่งเสียงเรียกหมอจนดังลั่นไปทั่วมิติ “คุณหมออออ!!! มีคนบาดเจ็บรีบมารับตัวเป็นการด่วนนน!!!”จากนั้นไม่ถึงหนึ่งจิบชาก็มีทั้งหมอและพยาบาล วิ่งมาพร้อมกับรถเข็นและถามเจ้าของมิติว่าต้องการให้ตนทำสิ่งใด “คุณหนูมีใครได้รับบาดเจ็บหรือ แล้วบาดเจ็บที่ใด อาการหนักหรือไม่”“อือ คุณหมอชายคนนี้คือพ่อของฉันเอง เขาบาดเจ็บเพราะตกเขาจนขาหักและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ตอนนี้ขาเริ่มบวมคาดว่าน่าจะเกิดการอักเสบ รบกวนคุณหมอช่วยรักษาอาการเบื้องต้นให้ก่อน เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดไว้วันหลังจะพาเข้ามารักษาในระยะยาวอีกครั้ง”“ได้เลยครับคุณหนู ทุกคนพาคุณผู้ชายเข้าไปในห้องตรวจเร็วเข้า พวกเราต้องทำเวลาในการรักษาโดยเร็ว”“ครับคุณหมอ”หลิ่งเฟิงหยางนั่งนิ่งเขาฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จนถูกพาตัวเข้ามาในโรงพยาบาลที่สะอาดสะอ้าน เขาไม่รู้ว่าการรักษาที่บุตรสาวพูดถึงนั้นต้องใช้เครื่องมือหน้าตาแปลกประหลาดมากมาย ซึ่งมันแตกต่างกับท่านหมอที่ตนเคยได้รับการรักษาอย่างมากเนื่องจากกระดูกขาของหลิ่งเฟิงหยางผิดรูปไปเล็กน้อย จึงถูกหมอจัดกระดูกให้เข้าที่และทำการดามขาด้วยวัสดุอย่างดี พร้อมกับฉ
เพียงแต่เซวียนอวิ๋นซีที่เพิ่งได้เกิดใหม่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสียงบ่นที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจก็ดังขึ้นอยู่ด้านนอก และใกล้เข้ามาถึงห้องที่ครอบครัวของตนพักเรื่อย ๆ เป็นจางซูเหยาที่รู้ว่าแม่สามีไม่พอใจด้วยเรื่องอันใด‘ซูเหยา! นางลูกสะใภ้ตัวดีหายหัวไปที่ใด นี่ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้วเหตุใดยังไม่ก่อไฟหุงหาอาหารให้พวกข้าอีก’“ท่านพี่ท่านนั่งพักอยู่ตรงนี้รอข้าก่อนนะ ท่านแม่ไม่เห็นควันไฟจากห้องครัวคงเริ่มโมโหแล้ว ไว้ข้าทำอาหารมื้อเย็นเสร็จจะรีบกลับมา”“ลำบากเจ้าแล้วอาเหยา”“ซีซีอยู่เป็นเพื่อนท่านพ่ออย่าวิ่งออกไปด้านนอกเข้าใจหรือไม่”“อื้อ ซีซีเข้าใจเจ้าค่ะ”ส่วนจื่อหานที่รู้สึกเป็นห่วงมารดาเกรงว่าจะถูกท่านย่าระบายโทสะ เขาจึงอาสาไปช่วยมารดาเตรียมอาหารที่ห้องครัว “ท่านแม่ข้าจะไปช่วยท่านอีกแรงจะได้ทำอาหารเสร็จทันเวลานะขอรับ”จางซูเหยาส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นให้กับบุตรชาย ทั้งที่บุตรชายของนางเป็นคนฉลาดแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเรื่องการเรียน พ่อแม่สามีเอาแต่ทุ่มเทให้กับบุตรชายของพี่ชายสามีที่เข้าเรียนยังสำนักศึกษามาหลายปี แม้แต่สอบระดับถงเซิงก็ยังสอบไม่ผ่านเลยสักครั้ง พวกเขากลับกล่าวโทษว่าเป็นเพราะอาจารย์สอนไม่ได
เซวียนอวิ๋นซีจำได้ว่าเธอกำลังตรวจงานอยู่ที่ไซต์ก่อสร้าง และได้ยินเสียงเตือนว่าให้ระวังจากหัวหน้าคนงาน แต่เธอยังก้าวเท้าวิ่งได้ไม่เท่าไหร่สติก็ดับวูบลง และตอนนี้เธอก็มาโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้ รอบ ๆ ตัวมีแต่ควันจาง ๆ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีใคร“โธ่ ชีวิตอันน่าสงสารของคุณหนูอย่างฉันทำไมถึงได้อายุสั้นนักนะ ยังไม่ได้กินเที่ยวให้หนำใจกับเงินที่หามาได้ แฟนเฟินก็ยังไม่มีดันมาตายตั้งแต่ยังสาวน่าหดหู่ชะมัดฮือ ๆ ๆ ทำไมต้องเป็นฉันที่ต้องตายด้วย เงินทองมากมายที่หามาได้ไหนจะมรดกของคุณพ่อกับคุณแม่อีก ฉันยังใช้เงินไม่คุ้มกับตำแหน่งทายาทคนรองของมหาเศรษฐีเลยนะ”“แต่นี่เป็นโชคชะตาของเจ้าที่ต้องกลับมายังโลกนี้นะนางหนู ดังนั้นเจ้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นได้”ขวับ! “หือ คุณปู่เป็นใครคะแล้วมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ โชคชะตาอะไรกันถึงทำให้หนูต้องตายในวัยสาวสะพรั่ง แถมยังไม่ได้มีซัมติงกับผู้ชายเลยนะ แฟนหนุ่มสักคนก็ยังไม่ทันมีเหมือนคนอื่น งานแต่งงานในฝันก็ไม่มีแล้ว” เซวียนอวิ๋นซีคร่ำครวญถึงสิ่งที่ตนเองยังไม่ได้ทำอีกหลายอย่างชายชราแปลกหน้าถอนหายใจให้กับความคิดของดวงวิญญาณหญิงสาว “เฮ้อ นางหนูเจ้าจะกลัวอั
“เซวียนอวิ๋นซี” เป็นชื่อที่หลายคนในวงการธุรกิจอสังหาริมทรพัย์ และบริษัทก่อสร้างระดับประเทศต่างรู้จักกันดี ในฐานะทายาทคนรองของตระกูลเซวียน ซึ่งเป็นตระกูลมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยอันดับหนึ่งของประเทศเจ้าของอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้างอาคารสูง บ้านพักตากอากาศ โรงแรมหรู ไปจนถึงเครือซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารระดับห้าดาวและบริษัทติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ที่ครบวงจรถึงแม้เธอจะเป็นทายาทคนรองจากพี่ชาย แต่ไม่เคยใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยไปวัน ๆ ตามประสาคุณหนูทั่วไป เนื่องจากเธอเลือกเรียนด้านสถาปัตยกรรมควบวิศวกรรมโยธาจนจบระดับปริญญาโทก่อนอายุยี่สิบสี่ปีด้วยความเก่งกาจรอบด้านจึงช่วยงานของตระกูลอย่างน่าเชื่อถือ ภายหลังเรียนจบเธอได้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกแบบโครงการระดับประเทศ โดยเป็นบริษัทในเครือของตระกูลตั้งแต่อายุยังน้อยที่สำคัญเธอยังไม่มีคนรักเช่นหญิงสาวคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะมีหนุ่ม ๆ ในวงการธุรกิจหรือวงการนักแสดงเข้ามาจีบเธอ แต่พวกเขากลับไม่เป็นที่ถูกใจเธอเสียอย่างนั้น“ซีซีวันนี้มีประชุมผู้ถือหุ้นที่บริษัทนะลูก อย่าลืมเอกสารโครงการที่พ่อสั่งไว้ล่ะ” เสียงของเซวียนไห่ซวนผู้เป็นพ่อต







