INICIAR SESIÓNสถาปนิกสาวทายาทมหาเศรษฐีกลับมาตายในไซต์งานก่อสร้างเพราะเกิดแผ่นดินไหวกะทันหัน จนวิญญาณถูกดึงให้ย้อนเวลาไปยังยุคโบราณ "มีปู่ย่าและญาติพี่น้องเห็นแก่ตัวเอาเปรียบกันถึงขนาดนี้ ฉันไม่ยอมเด็ดขาด!”
Ver másPOV Alya
"Apa, Mas?!"
“Mas bercanda kan?” lanjutku, dengan suara yang mulai bergetar. Tapi begitu melihat rautnya yang kaku, tanpa senyum sedikit pun, air mataku langsung jatuh. Mengalir deras, tanpa bisa kucegah.
“Mas serius, Sayang,” ucapnya pelan.
Aku menatapnya tak percaya. Suara tawaku pecah, tapi getir.
Hatiku seperti dihujam ribuan pisau. Sakitnya gak bisa dijelasin.
“Sayang, tolong dengerin Mas dulu,” katanya cepat. “Cinta Mas ke kamu gak berubah, sumpah! Mas masih sayang banget sama kamu. Tapi Mas juga pengen punya anak, Sayang. Kamu tau kan, Ibu dan Bapak tiap hari nanya cucu. Jadi, tolonglah... izinkan Mas menikah lagi sama Dina. Mas janji akan adil ke kalian berdua.”
Aku terdiam sejenak, lalu tersenyum miring. “Adil?”
Mataku menatapnya lurus. “Jadi selama ini Mas juga berpikir, aku mandul?”
Mas Azam menunduk. “Bu... bukan gitu maksud Mas. Tapi... di keluarga Mas gak ada yang mandul, baik laki-laki atau perempuan. Jadi...”
Aku langsung memotong. “Jadi kamu yakin, aku yang mandul?”
Mas Azam langsung panik. “Loh loh, kok jadi ke dokter segala. Ya udah, iya, Mas minta maaf. Maksud Mas bukan nuduh kamu mandul. Cuma... sampai kapan Mas harus nunggu? Mas pengen banget punya anak, Sayang. Jadi... satu-satunya jalan ya ini. Mas terima aja tawaran Ibu buat nikah sama Dina.”
Dia menatapku, memohon. “Mas tahu kamu sakit hati. Tapi cobalah tenangkan diri. Mas tetap cinta kamu, meski nanti ada Dina.”
Aku tercekat. Dadaku sesak.
Aku mengunci diri di kamar tamu. Tubuhku gemetar hebat, air mata tumpah tanpa bisa kucegah.
Tujuh tahun.
Ternyata aku salah.
Ibu mertua memang tak pernah menyukaiku sejak awal. Ia ingin Mas Azam menikahi Dina, gadis manis putri sahabatnya. Tapi waktu itu, Mas Azam menolak. Ia bilang, cintanya cuma buatku. Ia bahkan menentang ibunya demi menikah denganku. Aku pikir perjuangan kami dulu akan berakhir bahagia.
Tapi sekarang?
Pertanyaan demi pertanyaan berkecamuk di kepalaku. Air mata belum juga kering sampai akhirnya aku terlelap karena lelah menangis.
Aku terbangun saat cahaya matahari menembus jendela, menampar wajahku lembut.
Kepalaku berat, mataku bengkak. Tapi aku memaksa bangun.
Aku melangkah ke dapur, berniat membuat sarapan. Tapi langkahku terhenti.
“Jangan lupa dimakan sarapannya ya, Sayang.
I love you. — Azam.”
Tanganku gemetar saat membacanya. Seketika mataku panas.
Air mataku jatuh lagi. Tapi perutku menolak diajak berdrama. Ia berbunyi minta diisi.
Ya, aku tetap makan.
Setelah selesai, aku beranjak ke kamar mandi. Air shower yang dingin mengguyur seluruh tubuhku.
Karena mungkin, satu-satunya cara untuk menyelamatkan diriku… adalah pergi.
หลังจากทุกคนได้รับของฝากจากอวิ๋นซีและถือเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ก็ถึงเวลาที่อวิ๋นซีต้องบอกเรื่องสำคัญของตนกับครอบครัว โดยไม่ลืมขอพระเมตตาจากฮ่องเต้ช่วยดูแลญาติผู้พี่อย่างหรงจวินที่ต้องอยู่เมืองหลวงเพียงลำพัง“เสด็จพ่อเพคะซีซีมีเรื่องหนึ่งอยากบอกกับพระองค์และทุกคนเพคะ”“หือ เสี่ยวซีอยากบอกอันใดก็พูดมาเถิด”“คือซีซีแค่จะบอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันที่ซีซีกับครอบครัวต้องเดินทางกลับหมู่บ้านชิงสุ่ยแล้ว และอาจมีงานให้จัดการเป็นเวลาหลายเดือนถึงจะเดินทางมาเยี่ยมทุกคนได้เพคะ” อวิ๋นซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังอย่างชัดเจนพอได้ยินว่าอวิ๋นซีถึงเวลาต้องกลับหมู่บ้านในเขตอำเภอหลินชุนซึ่งอยู่ไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ สีพระพักตร์ของฮ่องเต้จึงเปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน แต่มิได้คิดจะเอ่ยถามหรือรั้งให้อวิ๋นซีอยู่ในเมืองหลวงแต่อย่างใด“อืม เพราะงานของเสี่ยวซีในเมืองหลวงเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วสินะ พวกเราคงจะเหงาและคิดถึงเจ้าไม่น้อยอีกอย่างพี่จื้ออวี่ของเจ้าก็ใกล้จะกลับเข้ากองทัพแล้ว อาจไม่ค่อยมีเวลากลับมาเยี่ยมพ่อกับทุกคนบ่อย ๆ แต่ยังดีที่เสี่ยวซียังพอเดินทางมาเมืองหลวงได้แม้จะนาน ๆ ครั้งก็เถอะ ว่าแต่เจ้าอยากให้พ่อส่งทหารองคร
ด้านคนที่รู้ว่าบุตรบุญธรรมและพระนัดดาบุญธรรมกำลังจะมาพบ ต่างรีบมารอต้อนรับอยู่ในตำหนักของไท่ซ่างหวงอย่างคึกคัก ไหนจะมีรับสั่งให้พ่อครัวหลวงปรุงอาหารเลิศรสเพิ่มอีกหลายรายการ การกระทำเช่นนี้คล้ายกับที่ทรงทำให้องค์ชายสิบทุกประการการเข้าวังหลวงภายหลังรับตำแหน่งบุตรบุญธรรมของฮ่องเต้ในวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ถึงแม้ว่าเรื่องของนางจะมีข้ารับใช้ของตำหนักต่าง ๆ นำไปรายงานเจ้านายของตนก็ตาม แต่คนเหล่านั้นก็ทำได้เพียงแค่รับฟังและแสดงท่าทางอิจฉาริษยาเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรก็ไม่เคยได้รับคำเชิญอยู่แล้วอวิ๋นซีถูกองค์ชายสิบพาเดินมาถึงตำหนักของไท่ซ่างหวงซึ่งมีคนที่นางอยากพบประทับอยู่ที่นี่ทุกคน นอกจากนี้ยังมีพระชายาเอกขององค์รัชทายาทผู้ได้รับพระกรุณาให้มาร่วมโต๊ะเสวยได้เพิ่มอีกหนึ่งคนขณะที่อวิ๋นซีและองค์ชายสิบกำลังจะทำความเคารพตามกฎระเบียบ ทั้งสองคนกลับถูกไท่ซ่างหวงตรัสห้ามและรีบพาเข้าไปในตำหนัก โดยด้านหลังมีเซิงเทากับพวกซือเฉินยกกล่องจำนวนสามใบเดินตามไปติด ๆ“มา ๆ ๆ เสี่ยวซีมานั่งใกล้ ๆ ปู่กับย่านี่มา ตั้งแต่เจ้าทำไฟส่องสว่างเสร็จพวกเรายังไม่ได้พูดคุยกันอีกเลยนะ”“นั่นน่ะสิย่ากำลังจะหารือกับเสด็จป
คำถามนี้จากอวิ๋นซีทำน้ำเสียงขององค์ชายสิบเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะเขาย่อมรู้ตัวว่ากำลังจะพบเจอกับอะไรเมื่อกลับเข้ากองทัพ“อืม ร่างกายของพี่แข็งแรงเหมือนเดิมและพร้อมกลับไปฝึกฝนกับกองทัพอีกครั้ง อีกไม่กี่วันก็ต้องไปรายงานตัวกับแม่ทัพใหญ่แล้วล่ะ”“แต่ซีซีไม่ได้ไปส่งพี่ชายจื้ออวี่เข้ากองทัพนะเพราะพรุ่งนี้ซีซีต้องเดินทางกลับหมู่บ้านชิงสุ่ยแต่เช้า คงอีกนานหลายเดือนถึงจะกลับมาเมืองหลวงเจ้าค่ะ”“นี่เจ้าจะกลับหมู่บ้านแล้วงั้นหรือ...”“ใช่เจ้าค่ะ ยังมีเรื่องกิจการที่นั่นให้กลับไปจัดการและเป็นห่วงคนที่รออยู่ที่หมู่บ้านด้วย”“ในเมื่อเจ้าต้องกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง เอาไว้พี่จะไปส่งเสี่ยวซีกับครอบครัวออกนอกเมืองเอง ถือเสียว่าพี่เป็นตัวแทนของเสด็จพ่อและทุกคนในวังหลวงเถิดนะ”“ได้สิเจ้าคะ แต่วันนี้ที่ซีซีมาพบพี่ชายจื้ออวี่เพราะมีของใช้จำเป็นมามอบให้ท่าน การเป็นทหารอย่างไรเสียก็มีความเสี่ยงเรื่องการบาดเจ็บ ซีซีจึงอยากให้พี่ชายจื้ออวี่นำสิ่งสำคัญติดตัวไปด้วยเจ้าค่ะ”ขณะเดียวกันเมื่อสิ้นเสียงของอวิ๋นซีกลุ่มของซือเฉินก็ยกกล่องเข้ามา ภายหลังทำความเคารพองค์ชายสิบจึงต้องตอบคำถามจากเจ้าของจวน เกี่ยวกับกล่องที่ว
เพียงแค่หนึ่งวันชื่อเสียงของท่านหญิงจากตระกูลจางก็เป็นที่กล่าวถึง และการกล่าวถึงล้วนเป็นที่ชื่นชมในทิศทางที่ดีมาก ๆ จนเสียงชื่นชมยังกล่าวไปถึงฮ่องเต้ว่า ทรงมีสายพระเนตรแหลมคมในการเลือกรับบุตรบุญธรรมภายหลังคำชื่นชมเหล่านี้ไปถึงพระกรรณยิ่งทำให้ฮ่องเต้ทรงอารมณ์ดีขึ้นไปอีก แม้แต่จวงกงกงยังเอ่ยเห็นด้วยกับราษฎร เพราะท่านหญิงคนใหม่หลังจากรับตำแหน่งมิได้ทำตัวเย่อหยิ่งยังคงเป็นตัวของตัวเองเช่นเดิม ซึ่งแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับองค์หญิงทั้งหลายในวังหลังเนื่องจากการเดินทางกลับหมู่บ้านชิงสุ่ยมิต้องเตรียมอันใดมากมาย แค่อวิ๋นซีสั่งงานนายช่างไป๋ห้าวกับนายช่างม่อหลินเรื่องที่ทั้งสองต้องอยู่ที่เมืองหลวงต่อ เพื่อคอยดูแลซ่อมแซมวัสดุอุปกรณ์ทั้งในวังและจวนนายท่านจ้าวโดยอวิ๋นซีได้นำวัสดุรวมถึงอุปกรณ์ไว้ที่จวนพอสมควร ป้องกันการเกิดปัญหาแต่ไม่มีวัสดุสำรองไปเปลี่ยนให้ลูกค้า ซึ่งเรื่องนี้ไม่อาจละเลยเด็ดขาดมิเช่นนั้นอาจถูกลูกค้าตำหนิเอาได้“นายช่างทั้งสองอย่าลืมเรื่องที่ข้ากำชับพวกท่านเอาไว้ล่ะ หากมีปัญหาที่ไม่สามารถตัดสินใจได้รีบส่งจดหมายถึงข้าทันที และพูดคุยกับลูกค้าอย่างใจเย็นหรือทำข้อตกลงที่เป็นธรรมทั้งสอ
นางจิ้งซื่อที่ยามนี้น้ำตาคลอด้วยความตื้นตันใจ นับตั้งแต่บุตรสาวของนางพาครอบครัวมาอยู่ที่นี่ ชีวิตความเป็นของตระกูลจางก็ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ“ได้ ในเมื่อซีซีไว้ใจให้ยายช่วยดูแลยายย่อมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หากพวกเจ้าอยากซื้อสิ่งใดก็บอกนะยายจะทำบัญชีไว้เป็นหลักฐาน”“ท่านยายดูแลได้ดีแน่นอนเจ้าค่ะ
เซวียนอวิ๋นซีจำได้ว่าเธอกำลังตรวจงานอยู่ที่ไซต์ก่อสร้าง และได้ยินเสียงเตือนว่าให้ระวังจากหัวหน้าคนงาน แต่เธอยังก้าวเท้าวิ่งได้ไม่เท่าไหร่สติก็ดับวูบลง และตอนนี้เธอก็มาโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้ รอบ ๆ ตัวมีแต่ควันจาง ๆ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีใคร“โธ่ ชีวิตอันน่าสงสารของคุณหนูอย่างฉันทำไมถึงได้อายุสั้นนักนะ ย
“เซวียนอวิ๋นซี” เป็นชื่อที่หลายคนในวงการธุรกิจอสังหาริมทรพัย์ และบริษัทก่อสร้างระดับประเทศต่างรู้จักกันดี ในฐานะทายาทคนรองของตระกูลเซวียน ซึ่งเป็นตระกูลมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยอันดับหนึ่งของประเทศเจ้าของอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้างอาคารสูง บ้านพักตากอากาศ โรงแรมหรู ไปจนถึงเครือซ
เซวียนอวิ๋นซีจำได้ว่าเธอกำลังตรวจงานอยู่ที่ไซต์ก่อสร้าง และได้ยินเสียงเตือนว่าให้ระวังจากหัวหน้าคนงาน แต่เธอยังก้าวเท้าวิ่งได้ไม่เท่าไหร่สติก็ดับวูบลง และตอนนี้เธอก็มาโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้ รอบ ๆ ตัวมีแต่ควันจาง ๆ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีใคร“ที่นี่มันคือที่ไหนกันเมื่อกี้ยังตรวจการก่อสร้างอยู่ที่ไซต์งานน












reseñasMás