LOGINได้โอกาสเกิดใหม่ทั้งทีดันเป็นสาวอ้วน ที่สามีไม่ได้รักแถมยังรังเกียจเสียอีก ไหนจะอนุภรรยาสันดานหมาจิ้งจอก โถ่ชีวิต!
View Moreบทนำ
ในสถานที่เริงรมย์กลางเมืองปรากฏร่างระหงส์ของหญิงสาวในเสื้อกล้ามครอปสีดำสนิทโชว์เอวเล็กคอด บวกกับกางเกงยีนส์เข้ารูปและที่ทำให้เธอดูโดดเด่นเป็นพิเศษเห็นจะเป็นใบหน้าสะสวย ซึ่งถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสนุกสนานเนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนสนิทเธอจึงได้ออกจากบ้านหรือที่เธอเรียกมันว่าถ้ำ เธอมักจะหมกตัวอยู่ในโลกส่วนตัวทำคลิปเทรนลูกค้าเรื่องการควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก พอได้ออกมาเพื่อนสาวของเธอเลยจัดหนักจัดใหญ่ให้เธอได้เมาจนแทบจะพากันเลื้อยกลับ
โชคยังดีที่ตอนนี้มีบริการคนขับรถแทนเธอจึงจำต้องใช้บริการเพราะไม่สามารถขับรถกลับไปในสภาพนี้ได้จริง ๆ
“ฉันกลับก่อนนะ มีความสุขมาก ๆ นะแก” ภาพวาดคือชื่อของหญิงสาวที่ยืนเซซ้ายเซขวาอยู่หน้าทางออกจากคลับ ซึ่งเธอกำลังร่ำลาเจ้าของวันเกิดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแก้มที่เคยมีสีชมพูอ่อนเพราะบลัชออน ตอนนี้บลัชออนได้จางไปหมด แต่ที่เห็นว่าแก้มนวลยังมีสีชมพูอยู่คงเพราะแอลกอฮอล์สูบฉีดอยู่ในร่างกายของเธอละมั้งมันถึงแดงมากกว่าบลัชออนซะอีก
“โอเค แล้วเจอกันใหม่นะภาพวาดเพื่อนรัก” เจ้าของวันเกิดบอกเสียงอ้อแอ้เพราะอาการลิ้นเปลี้ยจากการดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปมาก ไม่ต่างจากเพื่อนสาวตรงหน้าเลยและทั้งคู่ก็อยู่ในสภาพเซซ้ายเซขวาไม่ต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว ร่ำลากันเสร็จก็กลับมากอดกัน พอกอดกันเสร็จก็มาร่ำลากันอีก ทั้งคู่ทำแบบนี้อยู่สองสามหนจนการ์ดที่เฝ้าประตูยังหัวเราะ สุดท้ายเพื่อนที่เดินออกไปแล้วเลยต้องกลับมาแยกทั้งสองออกจากกันถึงกลับบ้านได้
“พี่ขับนิ่ม ๆ หน่อยนะวาดเวียนหัว” พอนั่งรถก็หันไปกำชับคนขับรถแทนที่เรียกมา ก่อนจะเอนหลังแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เธอเปิดไปที่การนำทางก่อนจะยื่นแผนที่ที่ปักหมุดบ้านตนเองไว้ให้คนขับเพราะสภาพเธอตอนนี้ไม่มีแรงแม้แต่จะนั่งบอกทางจริง ๆ
“อย่าลืมรัดเข็มขัดนะครับ” คนขับรถแทนพูดจบก็สตาร์ทรถแล้วขับออกไปทันที ตลอดเส้นทางที่คลาคล่ำไปรถส่วนตัวและรถสาธารณะทำให้จราจรติดขัดบ้างเป็นช่วง ๆ คนเมาเลยเกิดอาหารเวียนหัวยกใหญ่ก่อนจะพยายามพาตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราไปก่อนจะถึงบ้านตัวเอง โดยที่เธอยังคงก่นด่าตัวเองในใจว่าต่อไปจะไม่กินเยอะแบบนี้อีกเด็ดขาด เวลาผ่านไปเกือบ 20 นาทีคนขับรถแทนก็ขับเข้าไปจอดในชั้นจอดรถใต้คอนโดแล้วส่งเสียงปลุกคนที่กำลังหลับอยู่ให้รู้สึกตัว
“คุณครับ คุณ ถึงแล้วนะครับ” คนขับรถวัยยี่สิบกว่า ๆ ส่งเสียงปลุกอยู่นานจนกระทั่งเธอสลึมสะลือลุกขึ้นมาควักธนบัตรใบสีม่วงให้เพื่อเป็นทิป พอเสร็จก็จัดการล็อกรถแล้วตรงดิ่งไปที่ลิฟต์เพื่อขึ้นห้อง ลิฟต์หยุดลงที่ชั้น 9 ภาพวาดลากสังขารที่จะหลับไม่หลับแหล่ออกมาจากลิฟต์เปิดประตูเข้าไปในห้องตัวเอง
“เวียนหัวจังเลยเว้ย” พอเข้าห้องได้คนเมาก็โยนกระเป๋าและกุญแจห้องไปคนละทิศคนละทาง พร้อมกับพึมพำถึงอาการเวียนหัวคลื่นไส้ของตัวเอง ขณะที่กำลังจะเดินเข้าห้องน้ำก็บังเอิญเห็นลู่วิ่งไฟฟ้าของตัวเองอยู่ใกล้ ๆ กับประตูห้องน้ำ
“วันนี้แม่ยังไม่ได้ปลุกหนูเลยใช่ไหมลูก” คนเมาพูดกับลู่วิ่งไฟฟ้าก่อนจะขึ้นไปยื่นบนลู่แล้วกดเปิดเครื่องพร้อมกับออกแรงเดินเบา ๆ ไปบนลู่ด้วยส้นสูงสี่นิ้วที่สวมอยู่บนเท้า ภาพวาดเอื้อมมือไปเร่งสปีดลู่วิ่งจนตัวเองเริ่มหอบแฮ่ก ๆ พอตัวเองเริ่มวิ่งไม่ไหวเธอเลยเอื้อมมือไปปิดแต่โชคร้ายเธอกลับไปโดนสปีดทำให้ลู่วิ่งเร็วขึ้นจนเธอตามไม่ทันเพราะส้นสูงและความเมา
“โอ๊ย” ภาพวาดตะโกนออกมาพร้อม ๆ กับร่างเพรียวบางหงายหลังตกจากลู่วิ่งจนหัวไปกระแทกกับขอบโต๊ะที่วางโทรศัพท์บ้านอยู่ เสียงสุดท้ายของเธอดังขึ้นโดยที่ไม่มีใครรู้เห็นเลยสักคน ร่างเพรียวบางนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงทำให้รู้ว่า ณ ตอนนี้เธอไม่หายใจอีกต่อไปแล้ว
“มึง นางเป็นอะไรหรือเปล่าวะ โทรตามรถพยาบาลดิ” หญิงสาวสองคนที่กำลังจะเดินผ่านห้องของหญิงสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่ไป แต่บังเอิญได้ยินเสียงกรีดร้องก่อนจะหงายหลังลงพื้นของภาพวาด ทำให้ทั้งสองเดินย้อนกลับมาพร้อมผลักประตูที่แง้มไว้เข้าไปในห้อง ก่อนจะสะกิดกันด้วยความตกใจแล้วพากันร้องโวยวายเสียงดังจนกระทั่งมีคนมามุ่งเรื่อย ๆ
"เป็นอย่างไรบ้างเล่า ทีนี้จะเชื่อข้าได้หรือยังว่าเจ้านั่นตายแล้ว" เสียงเข้มดังมาจากปากผู้ชายในชุดสูทสีดำคลุมทับด้วยโค้ตยาวสีน้ำเงินเข้ม คนพูดยืนมองร่างไร้วิญญาณอยู่ตรงประตูทางเข้าที่ถูกเปิดออกกว้างเพื่อการตรวจสอบที่เกิดเหตุ
"โอ๊ย! ฉันอายุแค่นี้เองนะทำไมถึงตายเร็วขนาดนี้" วิญญาณของเจ้าของห้องพูดขึ้นขณะที่เธอทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นห้อง และไม่มีใครมองเห็นเธอซึ่งกำลังนั่งมองร่างตัวเองที่หงายหลังฟาดกับตู้ปลาจนตาย
"เจ้าตายแล้วแต่เจ้ายังไม่ถึงฆาต"
"แล้วมันแปลว่าอะไรล่ะ ไม่ถึงฆาตแล้วตายได้ยังไงแบบนี้มันไม่ยุติธรรมนะคะ ว่าแต่คุณเป็นใคร" หญิงสาวที่กำลังนั่งจุมปุ๊กอยู่บนพื้นเอ่ยถามก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองคนข้าง ๆ ด้วยแววตาจริงจัง เธอคงเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าเธอกำลังคุยกับใครบางคนอยู่ในขณะที่ตัวเองเป็นแค่วิญญาณเท่านั้น
"ข้าคือหัวหน้ายมฑูต"
"หัวหน้ายมฑูตเนี่ยนะ แล้วทำไมไม่ใส่โจงแดงล่ะ ปกติในหนัง ยมฑูตไทยต้องโจงแดงหรือท่านเป็นยมฑูตสัญชาติเกาหลี" น้ำเสียงสงสัยเอ่ยขึ้นมาพร้อม ๆ กับที่เธอลุกยืนเต็มความสูงแต่ก็ยังสูงน้อยกว่าคนที่บอกว่าตนเองคือยมฑูตอยู่ดี
"ยมฑูตแบบนั้นก็มีแต่ในละครน้ำเน่าของพวกเจ้าเท่านั้นแหละ พวกข้าแต่งตัวตามยุคตามสมัยบางทีก็มีประชุมยมฑูตนานาชาติ หากใส่โจงแดงไม่น่าขำหรอกหรือ" คนที่บอกว่าเป็นยมฑูตบอกเธอด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้อง
"แล้วที่นี้ทำยังไงล่ะไปนรกเหรอ ว่าแต่นรกนี่ร้อนไหม" วิญญาณเจ้าของห้องตะโกนถามยมฑูตที่เดินนำไปพร้อมก้าวเท้าวิ่งตามออกไป แต่วิ่งยังไงก็ยังไกลจากยมฑูตอยู่ดีจนเธอเองสงสัยว่ามันอาจมีทริคการเดินแบบวิญญาณแน่ ๆ
"ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง เหตุเพราะส่วนหนึ่งคือความผิดพลาดของการจัดการบัญชีเป็นตายในยมโลก"
"ทางเลือกหมายถึงฉันไม่ต้องลงไปในนรกก็ได้ใช่ไหมคะ"
"ถูกต้อง" ยมฑูตในชุดสไตล์เกาหลีพูดขึ้นพร้อมหันกลับไปมองวิญญาณหญิงสาวที่เดินตามมาตาละห้อย หลังจากที่ยมฑูตพูดจบแววตาก็มีความหวังขึ้นมาทันที
"ถ้ายังงั้นมีเรื่องอะไรบ้างล่ะคะ"
"อย่างแรกเจ้าจะได้เกิดใหม่ในร่างคุณหนูสกุลใหญ่ในอดีตนางหนักหนึ่งร้อยกิโลเป็นบุตรสาวของพ่อค้าที่มีฐานะและมีสามีแล้ว" สีหน้าจริงจังน้ำเสียงเรียบดังออกมาจากปากยมฑูตที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ
"อันนี้ดีนะ แต่ใช้คำว่าสกุลนี่ไม่ใช่ในไทยเหรอคะ"
"ไม่ นางคือเจ้าในอดีตเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว"
"แล้วทางเลือกที่สองล่ะคะ" หญิงสาวเอียงคอถามยมฑูตอย่างสงสัย เพราะทางเลือกแรกสำหรับเธอที่ไม่ชอบให้ตัวเองอวบอ้วนมันค่อนข้างเลือกยากสักหน่อย เธอจึงถามหาทางเลือกที่สองเพื่อประกอบการพิจารณา
"อยู่ในยุคนี้แต่เป็นร่างสุนัขของคนรวย" ร่างโปร่งแสงตอบหน้าตายก่อนจะยกยิ้มมุมปาก คล้ายกำลังเยาะเย้ยทางเลือกทั้งสองของเธอ
"ทำไมทางเลือกของฉันมันถึงโหดร้ายนักล่ะเนี่ย" ภาพวาดโวยวายอย่างหัวเสีย ผิดกับท่านยมฑูตที่ยกยิ้มอย่างพอใจ ราวกับการแกล้งใครสักคนเป็นเรื่องน่าสนุก
"กรรมของเจ้ายังไงล่ะ"
"กรรมอะไรของฉัน เกิดมาไม่เคยจะทำร้ายใครเลย เหล้ายังนาน ๆ กินที"
"กรรมที่เจ้าขายยาลดน้ำหนักทั้งที่เจ้าเองไม่เคยกินยานั่น แปลว่าเจ้าโกหกยังไงล่ะ" พอยมฑูตพูดจบร่างโปร่งแสงของหญิงสาวก็ทรุดลงกับพื้นโถงทางเดินในคอนโดของเธอ แล้วนั่งนึกถึงเรื่องเมื่อหลายปีก่อนที่เธอเข้าวงการลดน้ำหนักใหม่ ๆ แล้วอยากหารายได้เสริมจึงขายยาลดน้ำหนัก แต่พอขายไปก็รู้สึกละอายใจเลยเลิกขายแล้วผันตัวมาเป็นโค้ชลดน้ำหนักออนไลน์แทน
"คิดได้หรือยังว่าจะเลือกทางไหน หากนานเกินกว่าสองวันข้าจะปล่อยให้เจ้าเป็นวิญญาณเร่ร่อนไปอีก 40 ปีจนกว่าจะถึงเวลาตายจริง ๆ ของเจ้า"
29ตัดสินใจ“ข้าไม่ได้ขู่ท่าน ข้าเพียงเตือนท่านเท่านั้นว่าข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำให้นางลำบากใจอีก”“ท่านมาตั้งแต่เมื่อใด” เจียงถิงถิงลุกจากที่นั่งแล้วเงยหน้าถามชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่ นางมาที่นี่กับผู่เย่ว์ซึ่งรออยู่ด้านนอกเหตุใดอันอี้เฉินจึงพรวดพราดเข้ามาเช่นนี้อันอี้เฉินรู้จากคนงานที่ร้านบะหมี่ว่าเจียงถิงถิงนัดพบกับหยุนฮ่าวหรานที่โรงน้ำชาจึงรีบตามมา เขาเกรงว่านางจะถูกหยุนฮ่าวหรานบีบบังคับให้กลับไปยังสกุลหยุน“ข้ารีบตามมาเกรงว่าเจ้าจะถูกญาติผู้พี่รังแก”“เหตุใดข้าต้องรังแกนาง”“คนอย่างหยุนฮ่าวหรานจะทำสิ่งใดข้าได้เล่า ท่านคิดมากไปแล้ว ไม่รู้จักข้าหรืออย่างไร” เจียงถิงถิงตอบคำถามของอันอี้เฉินด้วยรอยยิ้มขบขัน นึกเอ็นดูสิ่งที่เขาห่วงนางไม่รู้ว่าเขาห่วงหรือหึงหวงนางกันแน่ แต่ภายในกลับรู้สึกดีจนสิ่งที่อยู่ด้านในเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าขาวเนียนเปล่งสีแดงระเรื่อลามไปทั่วพวงแก้ม
28หลักฐานผ่านพ้นวันเปิดร้านไปเพียงหนึ่งวันเจียงถิงถิงก็ให้คนนำเทียบเชิญไปส่งที่ตระกูลหยุน นัดหมายพูดคุยกับคนที่จ้างให้ผู้อื่นมาก่อกวนร้านนางเมื่อวาน พอเห็นใบหน้างดงามที่เฝ้านึกถึงมาตลอดแม้จะไม่สามารถมาพบได้หยุนฮ่าวหรานก็รีบลุกไปต้อนรับ“เจ้ามาแล้วหรือ มานั่งเถิด ข้าให้คนเตรียมชาเขียวไว้ให้ เจ้าอยากได้สิ่งใดเพิ่มหรือไม่”“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อกินข้าวกับท่าน”“เช่นนั้นเจ้าส่งเทียบเชิญให้ข้าเพราะเหตุใด” หยุนฮ่าวหรานถามด้วยความสงสัยราวกับไม่รู้ว่านางส่งเทียบเชิญให้เขาเพราะสิ่งใด ใบหน้ายิ้มแย้มในคราแรกพลันหายไปเหลือเพียงใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก พอเห็นเทียบเชิญจากนางเขาก็รีบให้บ่าวคนสนิทไปตอบรับคำเชิญ แต่นางไม่ยอมไปที่ตระกูลจึงเปลี่ยนมาเจอกันในโรงน้ำชาใกล้ร้านบะหมี่แทน“ท่านไม่รู้หรือว่าข้ารู้เรื่องที่ท่านเป็นผู้จ้างคนมาป้ายสีร้านข้าใช่หรือไม่”
27ถิงถิง“ท่านบอกว่าเงินกินบะหมี่นี่เป็นเงินอีแปะสุดท้ายใช่หรือไม่” เมื่อนึกถึงตอนอยู่ในโรงน้ำชาได้นางจึงสอบถามเขาอีกครา นางจะเปิดโปงคนสารเลวผู้นั้นให้ได้ บังอาจมากที่มาทำเช่นนี้กับร้านของนาง“ใช่ทั้งเนื้อทั้งตัวข้ามีเงินเพียงหนึ่งอีแปะ หากไม่ใช่เพราะท่านคิดค่าบะหมี่เพียงครึ่งเดียวข้าจะมากินร้านท่านหรือ แต่หากรู้ว่าคิดราคาเพียงครึ่งแล้วสกปรกเช่นนี้ข้าก็คงไม่มาเช่นกัน”“เหลียวต่ง ไปค้นผ้าคาดท้องของบุรุษผู้นั้นทีมียี่สิบตำลึงอยู่หรือไม่” ราวกับล่วงรู้ว่าเจียงถิงถิงคิดจะทำสิ่งใดต่อไป อันอี้เฉินจึงหันไปสั่งบ่าวคนหนึ่งของตนซึ่งเป็นบุรุษเพียงสองคนในร้าน เหลียวต่งค้อมตัวรับคำผู้เป็นนายก่อนจะเดินเข้าไปหมายจะตรวจค้นร่างกายเขาตามที่ผู้เป๋นเจ้านายบอก ยังไม่ทันได้แตะตัวชายผู้นั้นก็ปัดป้องเป็นพัลวันราวกับกลัวว่าจะมีผู้ใดแตะต้องตนเอง ใบหน้าซีดเผือดหลบซ้ายหลบขวา เหลียวต่งไม่อยากใช้กำลังกับลูกค้าในร้า
26ก่อกวนเปิดร้านวันแรกผู้คนก็พากันมาลองลิ้มชิมรสจนร้านเต็มตั้งแต่เปิด เจียงถิงถิงนางแทบไม่ได้พักเหนื่อยเลย เถ้าแก่อีกคนของร้านจึงเดินไปยืนด้านหลังขณะที่นางกำลังตักน้ำแกงใส่บะหมี่ ผ้าเช็ดหน้าผืนบางสีขาวสะอาดถูกยื่นมาซับเหงื่อบนใบหน้างดงามเบามือ นางชะงักมือตกใจก่อนจะหันกลับไปมองผู้ที่เข้ามาด้านหลังโดยที่นางไม่รู้ตัว“ท่านเอง ข้านึกว่าผู้ใด มาไม่บอกไม่กล่าว ข้าตกใจหมด”“จะมีผู้ใดกล้าเข้าใกล้เจ้าเช่นนี้อีก”“ผู่เยว์อย่างไรเล่า”“ไม่เหนื่อยหรือ พักบ้างเถิดเจ้าทำบะหมี่มาครึ่งค่อนวันแล้ว” ซับเหงื่อไปก็บ่นไปทั้งที่ถูกตำหนิแท้ ๆ แต่เจียงถิงถิงกลับมีใบหน้าเปื้อนยิ้มนางมีความสุขเพราะตนเองได้ทำสิ่งที่อยากทำโดยไม่ต้องคิดถึงชื่อเสียงผู้ใด นางไม่คิดว่าจะมีร้านบะหมี่เล็ก ๆ จะมีลูกค้าจนไม่ได้พักเช่นนี้“เถ้าแก่ บะหมี่ได้หรือยัง”











