LOGINยามเช้าของวันใหม่ที่อวิ๋นซีได้มาเกิดในโลกโบราณแห่งนี้ ร่างกายเล็ก ๆ ที่ได้นอนพักอย่างเต็มที่ภายหลังฟื้นจากอาการเจ็บป่วย ก็มีแรงมากขึ้นเกือบถึงขั้นของเด็กทั่วไปแล้ว ส่วนมารดาของนางตื่นตั้งแต่ต้นยามเหม่า ไปก่อไฟเตรียมหุงหาอาหารให้ท่านปู่ท่านย่าเช่นกัน
ยามที่มารดากลับมาในห้องขนาดเล็กอีกครั้ง ก็มีเพียงถาดไม้ที่วางถ้วยน้ำต้มเศษข้าวไม่กี่เม็ด นี่ทำให้อวิ๋นซีรู้สึกเวทนาตนเองกับครอบครัวไม่ได้ และแน่นอนว่าเรื่องที่ต้องการไปจากตระกูลลำเอียงนี้ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว
อวิ๋นซีหายเข้าไปในมิตินำอาหารที่มีทั้งผักและเนื้อ รวมถึงข้าวสวยเต็มถ้วยออกมาให้ครอบครัวได้กิน และไม่ลืมพูดคุยเรื่องแผนการที่ตนได้คิดเอาไว้ เพราะนางต้องการไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“ท่านพี่กินให้มากหน่อยนะจะได้แข็งแรงและหายไว ๆ พวกลูกสองคนก็กินเยอะ ๆ เช่นกันนะ”
“อาเหยาเจ้าเองก็ต้องกินให้มากจะได้มีแรงดูแลลูก ๆ ของเรานะ”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราทุกคนต้องกินให้อิ่มเข้าไว้ เพราะวันนี้เราจะต่อต้านท่านปู่ท่านย่าโดยการไม่ไปทำงานเจ้าค่ะ หากมีการลงไม้ลงมือรุนแรงนั่นถึงจะเป็นข้ออ้างที่เราต้องใช้ เพื่อจะได้ตัดขาดและออกไปจากที่นี่อย่างไรล่ะเจ้าคะ” อวิ๋นซีบอกถึงสิ่งที่นางคิดเอาไว้ให้กับครอบครัวได้ฟัง
หลิ่งจื่อหานพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของน้องสาว เนื่องจากเขาอยากทำอย่างที่อวิ๋นซีพูดมาตั้งนานแล้ว
“ใช่แล้วท่านพ่อ ท่านแม่ ถ้าท่านปู่กับท่านย่าเห็นว่าเราไม่ยอมไปช่วยทำงาน ย่อมโมโหและมาตามถึงห้องแห่งนี้ ยิ่งเห็นว่าเราต่อต้านกลับไปคนใจร้อนเช่นนั้นจะไม่ลงมือทุบตีได้อย่างไรขอรับ”
“ในเมื่อพวกเจ้าสองพี่น้องคิดว่านี่เป็นแผนการที่ดี พ่อกับแม่ย่อมไม่ขัดขวางหากมันทำให้เราหลุดพ้นไปจากตระกูลนี้ได้” หลิ่งเฟิงหยางเห็นถึงความมุ่งมั่นในสายตาของบุตรทั้งสอง จึงไม่คิดค้านที่จะทำตามแผนที่ทั้งสองคิดขึ้น
“เช่นนั้นก็รีบกินข้าวให้เสร็จเสียก่อนเถิด ถ้าท่านย่าของพวกเจ้ามาเห็นอาหารดี ๆ ที่เรากิน นางคงแย่งเอาไปให้คนอื่น ๆ หมดแน่”
“ขอรับท่านแม่ /เจ้าค่ะท่านแม่”
ครอบครัวเล็ก ๆ นั่งกินข้าวอย่างมีความสุขในรอบหลายปี แต่ในเรือนของหลิ่งฉางนางหลิวผู้เป็นภรรยากำลังเริ่มโมโห เมื่อรออยู่นานลูกสะใภ้คนรองยังไม่ยอมมาเก็บถ้วยชามไปล้าง
“นี่มันยามใดกันแล้วเหตุใดสะใภ้รองยังไม่ยอมมาเก็บจานชามอีก ประเดี๋ยวก็ไปทำงานที่ทุ่งนาสายกันพอดี”
สะใภ้ใหญ่อย่างจูอีม่านก็เอ่ยสนับสนุนความสงสัยของแม่สามีออีกคน “น้องสะใภ้คงเห็นสามีกับลูกที่ป่วยสำคัญกว่าแน่ ๆ เจ้าค่ะท่านแม่”
“ก็แค่คนพิการไร้ประโยชน์กับเด็กใบ้นั่นล้มป่วย จะมีความสำคัญมากกว่าการทำงานในเรือนกับที่นาได้อย่างไร คิดจะแข็งข้อไม่ยอมทำงานตามที่ข้าสั่งงั้นรึ ได้ ๆ ๆ หากไม่สั่งสอนให้หลาบจำเสียบ้างประเดี๋ยวพวกมันจะยิ่งได้ใจไปกันใหญ่ สะใภ้ใหญ่เจ้าไปกับข้าวันนี้ต้องมีคนเจ็บตัวหน่อยแล้ว”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
‘นางซูเหยาวันนี้พวกแกจะเป็นที่รองรับอารมณ์ของนางแก่นี่ก็แทนข้า’
หลิ่งฉางที่อยากรู้ว่าเหตุใดลูกสะใภ้คนรองถึงไม่ยอมมาทำงาน จึงคิดจะไปดูด้วยตาตนเองพร้อมภรรยา “เดี๋ยวข้าจะไปกับเจ้าก็แล้วกันยายเฒ่า สะใภ้ใหญ่เจ้าอยู่ที่นี่เก็บจานชามไปล้างให้เรียบร้อยล่ะ”
จูอีม่านกำลังจะอ้าปากเอ่ยค้านแต่ก็รีบหุบปากอย่างรวดเร็ว เพราะนางไม่อยากรับความโกรธของพ่อแม่สามีของตน “ข้า...ได้เจ้าค่ะท่านพ่อข้าจะจัดการเรื่องนี้เองเจ้าค่ะ”
ลับร่างสองสามีภรรยาที่มีอายุมาก สามีของจูอีม่านอย่างหลิ่งฉวนก็วางตะเกียบ เพราะเขาต้องไปทำงานที่เหลาอาหารขึ้นชื่อของตำบล โดยต้องพาบุตรชายคนโตไปส่งที่สำนักศึกษาด้วย
ส่วนเรื่องที่บิดามารดาจะทำนั้นหลิ่งฉวนไม่เคยใส่ใจ เพราะไม่ว่าเขาจะทำงานได้เงินหรือไม่บิดามารดาก็ไม่ต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นหากหลานชายคนโตอยากได้สิ่งของเกี่ยวกับการเรียน สองผู้เฒ่าจะรีบควักเงินออกมามอบให้ทันที
“อาม่านเจ้าช่วยท่านแม่จัดการเรื่องในบ้านให้ดีล่ะ บอกสะใภ้รองว่ามื้อเย็นต้องมีเนื้อมาทำอาหารนะ ถ้าไม่มีอย่าให้พวกมันได้กินข้าวเด็ดขาด ข้าไปทำงานล่ะ”
“เจ้าค่ะท่านพี่ พวกเราต้องได้กินเนื้อทุกวันท่านไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ”
“อืม”
ภายในห้องของครอบครัวอวิ๋นซีที่กินอิ่มท้อง และเก็บกวาดทำความสะอาดรวมถึงกำจัดกลิ่นอาหารเรียบร้อย อาหารยังไม่ทันย่อยเสียงประตูที่ถูกทุบ พร้อมกับคำที่ใช้เรียกประหนึ่งพวกเขาเป็นทาสก็ดังขึ้น
ปึง! ๆ ๆ “สะใภ้รองไสหัวของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้ได้ยินไหม อย่าให้ข้าต้องเรียกซ้ำเป็นครั้งที่สองเชียวนะ”
“เจ้ารองบอกให้เมียของเจ้าออกมาช่วยทำงานได้แล้ว อย่าคิดทำตัวขี้เกียจสันหลังยาวอยู่ในห้องเด็ดขาด ได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่เจ้ารอง!”
สี่คนพ่อแม่ลูกมองหน้ากันนิ่ง ๆ และเป็นอวิ๋นซีที่พยักหน้าส่งสัญญาณว่า เวลาที่จะเป็นอิสระได้มาถึงแล้ว นางจึงลุกขึ้นเดินไปพร้อมกับมารดาและพี่ชาย เพื่อเผชิญหน้าท่านปู่ท่านย่าผู้ลำเอียงที่หน้าประตู
แกรก “หึ ยอมโผล่หัวออกมาแล้วรึ เมื่อวานถูกลงโทษยังไม่เข็ดใช่ไหม หรือคิดจะแข็งข้อกับพ่อแม่สามีเช่นนั้นหรือ หา! ไปรีบไปจัดการทำงานบ้านให้เสร็จ แล้วอย่าลืมไปถอนหญ้าในทุ่งนาด้วย”
“วันนี้ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นเจ้าค่ะ สามีกับลูกของข้าล้มป่วยต้องมีคนคอยดูแล ท่านแม่ก็ให้พี่สะใภ้ใหญ่ช่วยทำงานพวกนั้นบ้างสิเจ้าคะ แค่วันสองวันนางคงไม่มือหักนิ้วกุดเพราะทำงานหรอกกระมัง” จางซูเหยาตอบนางหลิวตรง ๆ ไม่มีท่าทีนอบน้อมเช่นแต่ก่อนอีก
อวิ๋นซีที่คิดใช้วิธีเจ็บตัวจึงขยับไปอยู่ด้านหน้ามารดาของตน และแสร้งพูดคล้ายเด็กเอาแต่ใจกับสองผู้อาวุโส ซึ่งความคิดของนางมันยังได้ผลเป็นอย่างดีอีกด้วย
“ท่านแม่กับพี่ชายของข้าจะไม่ยอมไปทำงานเป็นทาสอีกแล้ว พวกท่านมันคนใจดำอำมหิตข้าวก็ไม่ให้พวกเราได้กิน ข้าไม่ยอมให้ท่านแม่ไปทำงานหนักอีกแล้ว!”
นางหลิวได้ยินสองแม่ลูกปฏิเสธการทำงาน จึงเกิดโทสะในทันทีเมื่อคนที่เคยถูกควบคุม ยามนี้กลับแข็งข้อไม่ยอมทำตามคำสั่งของนาง
“นี่เจ้ากล้าขัดคำสั่งของข้าที่เป็นแม่สามีของเจ้างั้นรึซูเหยา! ไหนว่านางเด็กล้างผลาญนี่พูดไม่ได้อย่างไรเล่า อ้อ ข้าเข้าใจแล้วที่ผ่านมาพวกเจ้าโกหกและปิดเรื่องนี้เอาไว้เพราะอยากได้เงินไว้ใช้สินะ สงสัยข้าจะใจดีกับพวกเจ้าเกินไปแค่คำพูดคงไม่มีผลอีกแล้ว ก็ดีเจ้าเป็นคนบังคับข้าให้ลงมือเองนะ”
อวิ๋นซีเห็นว่าการยั่วยุนางหลิวเริ่มได้ผล จึงเติมเชื้อไฟเพิ่มไปให้แรงขึ้นอีกเล็กน้อย “ท่านย่าเป็นนางมารร้ายรักลูกหลานไม่เท่ากัน ข้าเกลียดพวกท่านทุกคนพวกคนใจร้าย...”
“ฮึ่ย! หลีกไปให้พ้น” ผลัก! ปึก! “โอ๊ยยย!”
“ซีซีลูกแม่! /น้องพี่!”
หลิ่งเฟิงหยางที่นั่งเสียงการตอบโต้กันไปมา เมื่อได้ยินเสียงร้องของบุตรสาวก็ตกใจเรียกหานางด้วยเช่นกัน “ซีซี ๆ เกิดอันใดขึ้นอาเหยาซีซีเป็นอะไรนางถึงได้ร้องอย่างเจ็บปวดเช่นนั้น”
จางซูเหยาถึงกับร้องไห้ทันทียามเห็นบุตรสาวที่เพิ่งฟื้นบาดเจ็บอีกครั้ง “ฮึก ฮือ ๆ ๆ ท่านพี่ท่านแม่ของท่านผลักซีซีหัวกระแทกขอบประตู ตอนนี้เลือดไหลเต็มไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”
“ท่านมันไม่ใช่คนน้องสาวของข้านางยังไม่แข็งแรง ท่านกลับทำร้ายนางจนบาดเจ็บเลือดไหลยังยืนมองอย่างเลือดเย็นอีก!” หลิ่งจื่อหานตะคอกต่อว่านางหลิวด้วยความโกรธอีกคน
นางหลิวยังคงยืนเท้าเอวมองอย่างไม่สะทกสะท้าน “แล้วอย่างไร ใครใช้ให้มันมายุ่งไม่เข้าเรื่องล่ะจะเจ็บตัวก็สมควรแล้วมิใช่หรือ”
“ท่านแม่ท่านช่างใจร้ายกับลูกเมียของข้าเหลือเกิน นางยังเด็กร่างกายก็อ่อนแอท่านทำร้ายข้าคนเดียวยังไม่พออีกหรือ คนอย่างข้าไม่ใช่บุตรชายของพวกท่านสองคนใช่ไหม ถ้าไม่มีครอบครัวของข้าอยู่ที่นี่พวกท่านคงจะมีความสุขมากกว่าสินะ”
หลิ่วฉางได้ยินบุตรชายคนรองพูดประชดประชันออกมา ก็เกิดอารมณ์โมโหตามภรรยาเพิ่มอีกคน “ใช่ ถ้าเจ้าไม่เกิดมาข้าคงไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้ หากไม่ได้น้องชายของเจ้ามาช่วยค้ำชูดวงตระกูล ป่านนี้แม้แต่บ้านก็ไม่มีให้ซุกหัวนอนแล้ว”
“ดี! ในเมื่อข้าเกิดมาเป็นตัวซวยของครอบครัวท่าน เช่นนั้นท่านก็มอบหนังสือตัดขาดให้ข้าเสียเถิด ต่อไปข้ากับลูกเมียจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร จะไม่โทษท่านหรือตระกูลหลิ่งอันสูงส่งของท่านแม้แต่นิดเดียว” หลิ่วเฟิงหยางตัดสินใจพูดเรื่องนี้ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะตีเหล็กควรตีตอนร้อน ๆ ถึงจะดี
“ฮ่า ๆ ๆ น้ำหน้าอย่างพวกเจ้าจะไปได้สักกี่น้ำกัน คิดจะลองดีกับข้าใช่ไหมงั้นก็ให้ลูกชายของเจ้าไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาสิ ข้าจะรีบลงชื่อประทับลายนิ้วมือในหนังสือตัดขาดอย่างไม่ลังเลเชียวล่ะ”
“ได้ หานเอ๋อร์เจ้ารีบไปตามผู้ใหญ่กับคนอื่น ๆ มาเป็นพยานเดี๋ยวนี้ พวกเราสี่คนจะได้ออกจากครอบครัวที่น่ารังเกียจเสียที”
“ขอรับท่านพ่อข้าจะรีบไปรีบกลับ”
หลิ่งจื่อหานรีบวิ่งออกจากบ้านตระกูลหลิ่งอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก พอไปถึงก็บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นสั้น ๆ ชาวบ้านที่นั่งพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านได้แต่ถอนหายใจ เนื่องจากพวกเขารับรู้เรื่องของคนตระกูลหลิ่งมานานแล้วนั่นเอง
ซ่งเหวยทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้านแห่งนี้มานานหลายปี เรื่องราวการลำเอียงรักลูกไม่เท่ากันครอบครัวอื่น ๆ ยังไม่หนักหนาเท่าตระกูลหลิ่ง พอได้รับรู้ว่าหลิ่งเฟิงหยางตัดสินใจจะออกจากตระกูลเขาก็รู้สึกและสงสารอยู่ไม่น้อยหลิ่งจื่อหานที่เดินนำซ่งเหวยมาถึงห้องพักของครอบครัว ที่ยามนี้ท่านปู่ท่านย่าของเขายังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ส่วนมารดาช่วยห้ามเลือดที่ศีรษะให้น้องสาวนั่งอยู่อีกด้าน ภาพนี้ทำเอาซ่งเหวยถึงกับโมโหอย่างช่วยไม่ได้“นี่...ตาเฒ่าหลิ่ง นางหลิว พวกเจ้าถึงขั้นลงไม้ลงมือกับเด็กตัวเล็ก ๆ เพียงนี้เชียวรึ”หลิ่งฉางเปรยตามองซ่งเหวยอย่างเฉื่อยชาและพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ “หัวหน้าหมู่บ้านเรื่องนี้ก็เป็นแค่การสั่งสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นใช่การทำร้ายอย่างที่ท่านว่ามาที่ใดกัน ท่านมาเรื่องที่ข้ากับลูกอกตัญญูจะแยกบ้านตัดขาดกันมิใช่หรือ รีบเขียนหนังสือตัดขาดให้ข้าได้แล้ว”“เฮ้อ ข้าเขียนหนังสือตัดขาดให้เจ้าน่ะได้ ว่าแต่เจ้าจะแบ่งทรัพย์สินอันใดให้อาหยางบ้าง...” ซ่งเหวยพูดได้เพียงเท่านั้นก็ถูกนางหลิวเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน“ไม่มีการแบ่งทรัพย์สินอันใดทั้งสิ้น ในเมื่อลูกอกตัญญูนี่อยากออกจากตระกูลไปเอง เหตุใดสามีของ
ยามเช้าของวันใหม่ที่อวิ๋นซีได้มาเกิดในโลกโบราณแห่งนี้ ร่างกายเล็ก ๆ ที่ได้นอนพักอย่างเต็มที่ภายหลังฟื้นจากอาการเจ็บป่วย ก็มีแรงมากขึ้นเกือบถึงขั้นของเด็กทั่วไปแล้ว ส่วนมารดาของนางตื่นตั้งแต่ต้นยามเหม่า ไปก่อไฟเตรียมหุงหาอาหารให้ท่านปู่ท่านย่าเช่นกันยามที่มารดากลับมาในห้องขนาดเล็กอีกครั้ง ก็มีเพียงถาดไม้ที่วางถ้วยน้ำต้มเศษข้าวไม่กี่เม็ด นี่ทำให้อวิ๋นซีรู้สึกเวทนาตนเองกับครอบครัวไม่ได้ และแน่นอนว่าเรื่องที่ต้องการไปจากตระกูลลำเอียงนี้ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วอวิ๋นซีหายเข้าไปในมิตินำอาหารที่มีทั้งผักและเนื้อ รวมถึงข้าวสวยเต็มถ้วยออกมาให้ครอบครัวได้กิน และไม่ลืมพูดคุยเรื่องแผนการที่ตนได้คิดเอาไว้ เพราะนางต้องการไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด“ท่านพี่กินให้มากหน่อยนะจะได้แข็งแรงและหายไว ๆ พวกลูกสองคนก็กินเยอะ ๆ เช่นกันนะ”“อาเหยาเจ้าเองก็ต้องกินให้มากจะได้มีแรงดูแลลูก ๆ ของเรานะ”“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราทุกคนต้องกินให้อิ่มเข้าไว้ เพราะวันนี้เราจะต่อต้านท่านปู่ท่านย่าโดยการไม่ไปทำงานเจ้าค่ะ หากมีการลงไม้ลงมือรุนแรงนั่นถึงจะเป็นข้ออ้างที่เราต้องใช้ เพื่อจะได้ตัดขาดและออกไปจากที่นี่อย่างไรล่ะเจ้าคะ” อว
ส่วนอวิ๋นซีไม่มองท่าทีตกตะลึงของบิดา นางส่งเสียงเรียกหมอจนดังลั่นไปทั่วมิติ “คุณหมออออ!!! มีคนบาดเจ็บรีบมารับตัวเป็นการด่วนนน!!!”จากนั้นไม่ถึงหนึ่งจิบชาก็มีทั้งหมอและพยาบาล วิ่งมาพร้อมกับรถเข็นและถามเจ้าของมิติว่าต้องการให้ตนทำสิ่งใด “คุณหนูมีใครได้รับบาดเจ็บหรือ แล้วบาดเจ็บที่ใด อาการหนักหรือไม่”“อือ คุณหมอชายคนนี้คือพ่อของฉันเอง เขาบาดเจ็บเพราะตกเขาจนขาหักและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ตอนนี้ขาเริ่มบวมคาดว่าน่าจะเกิดการอักเสบ รบกวนคุณหมอช่วยรักษาอาการเบื้องต้นให้ก่อน เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดไว้วันหลังจะพาเข้ามารักษาในระยะยาวอีกครั้ง”“ได้เลยครับคุณหนู ทุกคนพาคุณผู้ชายเข้าไปในห้องตรวจเร็วเข้า พวกเราต้องทำเวลาในการรักษาโดยเร็ว”“ครับคุณหมอ”หลิ่งเฟิงหยางนั่งนิ่งเขาฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จนถูกพาตัวเข้ามาในโรงพยาบาลที่สะอาดสะอ้าน เขาไม่รู้ว่าการรักษาที่บุตรสาวพูดถึงนั้นต้องใช้เครื่องมือหน้าตาแปลกประหลาดมากมาย ซึ่งมันแตกต่างกับท่านหมอที่ตนเคยได้รับการรักษาอย่างมากเนื่องจากกระดูกขาของหลิ่งเฟิงหยางผิดรูปไปเล็กน้อย จึงถูกหมอจัดกระดูกให้เข้าที่และทำการดามขาด้วยวัสดุอย่างดี พร้อมกับฉ
เพียงแต่เซวียนอวิ๋นซีที่เพิ่งได้เกิดใหม่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสียงบ่นที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจก็ดังขึ้นอยู่ด้านนอก และใกล้เข้ามาถึงห้องที่ครอบครัวของตนพักเรื่อย ๆ เป็นจางซูเหยาที่รู้ว่าแม่สามีไม่พอใจด้วยเรื่องอันใด‘ซูเหยา! นางลูกสะใภ้ตัวดีหายหัวไปที่ใด นี่ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้วเหตุใดยังไม่ก่อไฟหุงหาอาหารให้พวกข้าอีก’“ท่านพี่ท่านนั่งพักอยู่ตรงนี้รอข้าก่อนนะ ท่านแม่ไม่เห็นควันไฟจากห้องครัวคงเริ่มโมโหแล้ว ไว้ข้าทำอาหารมื้อเย็นเสร็จจะรีบกลับมา”“ลำบากเจ้าแล้วอาเหยา”“ซีซีอยู่เป็นเพื่อนท่านพ่ออย่าวิ่งออกไปด้านนอกเข้าใจหรือไม่”“อื้อ ซีซีเข้าใจเจ้าค่ะ”ส่วนจื่อหานที่รู้สึกเป็นห่วงมารดาเกรงว่าจะถูกท่านย่าระบายโทสะ เขาจึงอาสาไปช่วยมารดาเตรียมอาหารที่ห้องครัว “ท่านแม่ข้าจะไปช่วยท่านอีกแรงจะได้ทำอาหารเสร็จทันเวลานะขอรับ”จางซูเหยาส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นให้กับบุตรชาย ทั้งที่บุตรชายของนางเป็นคนฉลาดแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเรื่องการเรียน พ่อแม่สามีเอาแต่ทุ่มเทให้กับบุตรชายของพี่ชายสามีที่เข้าเรียนยังสำนักศึกษามาหลายปี แม้แต่สอบระดับถงเซิงก็ยังสอบไม่ผ่านเลยสักครั้ง พวกเขากลับกล่าวโทษว่าเป็นเพราะอาจารย์สอนไม่ได
เซวียนอวิ๋นซีจำได้ว่าเธอกำลังตรวจงานอยู่ที่ไซต์ก่อสร้าง และได้ยินเสียงเตือนว่าให้ระวังจากหัวหน้าคนงาน แต่เธอยังก้าวเท้าวิ่งได้ไม่เท่าไหร่สติก็ดับวูบลง และตอนนี้เธอก็มาโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้ รอบ ๆ ตัวมีแต่ควันจาง ๆ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีใคร“โธ่ ชีวิตอันน่าสงสารของคุณหนูอย่างฉันทำไมถึงได้อายุสั้นนักนะ ยังไม่ได้กินเที่ยวให้หนำใจกับเงินที่หามาได้ แฟนเฟินก็ยังไม่มีดันมาตายตั้งแต่ยังสาวน่าหดหู่ชะมัดฮือ ๆ ๆ ทำไมต้องเป็นฉันที่ต้องตายด้วย เงินทองมากมายที่หามาได้ไหนจะมรดกของคุณพ่อกับคุณแม่อีก ฉันยังใช้เงินไม่คุ้มกับตำแหน่งทายาทคนรองของมหาเศรษฐีเลยนะ”“แต่นี่เป็นโชคชะตาของเจ้าที่ต้องกลับมายังโลกนี้นะนางหนู ดังนั้นเจ้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นได้”ขวับ! “หือ คุณปู่เป็นใครคะแล้วมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ โชคชะตาอะไรกันถึงทำให้หนูต้องตายในวัยสาวสะพรั่ง แถมยังไม่ได้มีซัมติงกับผู้ชายเลยนะ แฟนหนุ่มสักคนก็ยังไม่ทันมีเหมือนคนอื่น งานแต่งงานในฝันก็ไม่มีแล้ว” เซวียนอวิ๋นซีคร่ำครวญถึงสิ่งที่ตนเองยังไม่ได้ทำอีกหลายอย่างชายชราแปลกหน้าถอนหายใจให้กับความคิดของดวงวิญญาณหญิงสาว “เฮ้อ นางหนูเจ้าจะกลัวอั
“เซวียนอวิ๋นซี” เป็นชื่อที่หลายคนในวงการธุรกิจอสังหาริมทรพัย์ และบริษัทก่อสร้างระดับประเทศต่างรู้จักกันดี ในฐานะทายาทคนรองของตระกูลเซวียน ซึ่งเป็นตระกูลมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยอันดับหนึ่งของประเทศเจ้าของอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้างอาคารสูง บ้านพักตากอากาศ โรงแรมหรู ไปจนถึงเครือซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารระดับห้าดาวและบริษัทติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ที่ครบวงจรถึงแม้เธอจะเป็นทายาทคนรองจากพี่ชาย แต่ไม่เคยใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยไปวัน ๆ ตามประสาคุณหนูทั่วไป เนื่องจากเธอเลือกเรียนด้านสถาปัตยกรรมควบวิศวกรรมโยธาจนจบระดับปริญญาโทก่อนอายุยี่สิบสี่ปีด้วยความเก่งกาจรอบด้านจึงช่วยงานของตระกูลอย่างน่าเชื่อถือ ภายหลังเรียนจบเธอได้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกแบบโครงการระดับประเทศ โดยเป็นบริษัทในเครือของตระกูลตั้งแต่อายุยังน้อยที่สำคัญเธอยังไม่มีคนรักเช่นหญิงสาวคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะมีหนุ่ม ๆ ในวงการธุรกิจหรือวงการนักแสดงเข้ามาจีบเธอ แต่พวกเขากลับไม่เป็นที่ถูกใจเธอเสียอย่างนั้น“ซีซีวันนี้มีประชุมผู้ถือหุ้นที่บริษัทนะลูก อย่าลืมเอกสารโครงการที่พ่อสั่งไว้ล่ะ” เสียงของเซวียนไห่ซวนผู้เป็นพ่อต







