Masukยามเช้าของวันใหม่ที่อวิ๋นซีได้มาเกิดในโลกโบราณแห่งนี้ ร่างกายเล็ก ๆ ที่ได้นอนพักอย่างเต็มที่ภายหลังฟื้นจากอาการเจ็บป่วย ก็มีแรงมากขึ้นเกือบถึงขั้นของเด็กทั่วไปแล้ว ส่วนมารดาของนางตื่นตั้งแต่ต้นยามเหม่า ไปก่อไฟเตรียมหุงหาอาหารให้ท่านปู่ท่านย่าเช่นกัน
ยามที่มารดากลับมาในห้องขนาดเล็กอีกครั้ง ก็มีเพียงถาดไม้ที่วางถ้วยน้ำต้มเศษข้าวไม่กี่เม็ด นี่ทำให้อวิ๋นซีรู้สึกเวทนาตนเองกับครอบครัวไม่ได้ และแน่นอนว่าเรื่องที่ต้องการไปจากตระกูลลำเอียงนี้ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว
อวิ๋นซีหายเข้าไปในมิตินำอาหารที่มีทั้งผักและเนื้อ รวมถึงข้าวสวยเต็มถ้วยออกมาให้ครอบครัวได้กิน และไม่ลืมพูดคุยเรื่องแผนการที่ตนได้คิดเอาไว้ เพราะนางต้องการไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“ท่านพี่กินให้มากหน่อยนะจะได้แข็งแรงและหายไว ๆ พวกลูกสองคนก็กินเยอะ ๆ เช่นกันนะ”
“อาเหยาเจ้าเองก็ต้องกินให้มากจะได้มีแรงดูแลลูก ๆ ของเรานะ”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราทุกคนต้องกินให้อิ่มเข้าไว้ เพราะวันนี้เราจะต่อต้านท่านปู่ท่านย่าโดยการไม่ไปทำงานเจ้าค่ะ หากมีการลงไม้ลงมือรุนแรงนั่นถึงจะเป็นข้ออ้างที่เราต้องใช้ เพื่อจะได้ตัดขาดและออกไปจากที่นี่อย่างไรล่ะเจ้าคะ” อวิ๋นซีบอกถึงสิ่งที่นางคิดเอาไว้ให้กับครอบครัวได้ฟัง
หลิ่งจื่อหานพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของน้องสาว เนื่องจากเขาอยากทำอย่างที่อวิ๋นซีพูดมาตั้งนานแล้ว
“ใช่แล้วท่านพ่อ ท่านแม่ ถ้าท่านปู่กับท่านย่าเห็นว่าเราไม่ยอมไปช่วยทำงาน ย่อมโมโหและมาตามถึงห้องแห่งนี้ ยิ่งเห็นว่าเราต่อต้านกลับไปคนใจร้อนเช่นนั้นจะไม่ลงมือทุบตีได้อย่างไรขอรับ”
“ในเมื่อพวกเจ้าสองพี่น้องคิดว่านี่เป็นแผนการที่ดี พ่อกับแม่ย่อมไม่ขัดขวางหากมันทำให้เราหลุดพ้นไปจากตระกูลนี้ได้” หลิ่งเฟิงหยางเห็นถึงความมุ่งมั่นในสายตาของบุตรทั้งสอง จึงไม่คิดค้านที่จะทำตามแผนที่ทั้งสองคิดขึ้น
“เช่นนั้นก็รีบกินข้าวให้เสร็จเสียก่อนเถิด ถ้าท่านย่าของพวกเจ้ามาเห็นอาหารดี ๆ ที่เรากิน นางคงแย่งเอาไปให้คนอื่น ๆ หมดแน่”
“ขอรับท่านแม่ /เจ้าค่ะท่านแม่”
ครอบครัวเล็ก ๆ นั่งกินข้าวอย่างมีความสุขในรอบหลายปี แต่ในเรือนของหลิ่งฉางนางหลิวผู้เป็นภรรยากำลังเริ่มโมโห เมื่อรออยู่นานลูกสะใภ้คนรองยังไม่ยอมมาเก็บถ้วยชามไปล้าง
“นี่มันยามใดกันแล้วเหตุใดสะใภ้รองยังไม่ยอมมาเก็บจานชามอีก ประเดี๋ยวก็ไปทำงานที่ทุ่งนาสายกันพอดี”
สะใภ้ใหญ่อย่างจูอีม่านก็เอ่ยสนับสนุนความสงสัยของแม่สามีออีกคน “น้องสะใภ้คงเห็นสามีกับลูกที่ป่วยสำคัญกว่าแน่ ๆ เจ้าค่ะท่านแม่”
“ก็แค่คนพิการไร้ประโยชน์กับเด็กใบ้นั่นล้มป่วย จะมีความสำคัญมากกว่าการทำงานในเรือนกับที่นาได้อย่างไร คิดจะแข็งข้อไม่ยอมทำงานตามที่ข้าสั่งงั้นรึ ได้ ๆ ๆ หากไม่สั่งสอนให้หลาบจำเสียบ้างประเดี๋ยวพวกมันจะยิ่งได้ใจไปกันใหญ่ สะใภ้ใหญ่เจ้าไปกับข้าวันนี้ต้องมีคนเจ็บตัวหน่อยแล้ว”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
‘นางซูเหยาวันนี้พวกแกจะเป็นที่รองรับอารมณ์ของนางแก่นี่ก็แทนข้า’
หลิ่งฉางที่อยากรู้ว่าเหตุใดลูกสะใภ้คนรองถึงไม่ยอมมาทำงาน จึงคิดจะไปดูด้วยตาตนเองพร้อมภรรยา “เดี๋ยวข้าจะไปกับเจ้าก็แล้วกันยายเฒ่า สะใภ้ใหญ่เจ้าอยู่ที่นี่เก็บจานชามไปล้างให้เรียบร้อยล่ะ”
จูอีม่านกำลังจะอ้าปากเอ่ยค้านแต่ก็รีบหุบปากอย่างรวดเร็ว เพราะนางไม่อยากรับความโกรธของพ่อแม่สามีของตน “ข้า...ได้เจ้าค่ะท่านพ่อข้าจะจัดการเรื่องนี้เองเจ้าค่ะ”
ลับร่างสองสามีภรรยาที่มีอายุมาก สามีของจูอีม่านอย่างหลิ่งฉวนก็วางตะเกียบ เพราะเขาต้องไปทำงานที่เหลาอาหารขึ้นชื่อของตำบล โดยต้องพาบุตรชายคนโตไปส่งที่สำนักศึกษาด้วย
ส่วนเรื่องที่บิดามารดาจะทำนั้นหลิ่งฉวนไม่เคยใส่ใจ เพราะไม่ว่าเขาจะทำงานได้เงินหรือไม่บิดามารดาก็ไม่ต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นหากหลานชายคนโตอยากได้สิ่งของเกี่ยวกับการเรียน สองผู้เฒ่าจะรีบควักเงินออกมามอบให้ทันที
“อาม่านเจ้าช่วยท่านแม่จัดการเรื่องในบ้านให้ดีล่ะ บอกสะใภ้รองว่ามื้อเย็นต้องมีเนื้อมาทำอาหารนะ ถ้าไม่มีอย่าให้พวกมันได้กินข้าวเด็ดขาด ข้าไปทำงานล่ะ”
“เจ้าค่ะท่านพี่ พวกเราต้องได้กินเนื้อทุกวันท่านไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ”
“อืม”
ภายในห้องของครอบครัวอวิ๋นซีที่กินอิ่มท้อง และเก็บกวาดทำความสะอาดรวมถึงกำจัดกลิ่นอาหารเรียบร้อย อาหารยังไม่ทันย่อยเสียงประตูที่ถูกทุบ พร้อมกับคำที่ใช้เรียกประหนึ่งพวกเขาเป็นทาสก็ดังขึ้น
ปึง! ๆ ๆ “สะใภ้รองไสหัวของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้ได้ยินไหม อย่าให้ข้าต้องเรียกซ้ำเป็นครั้งที่สองเชียวนะ”
“เจ้ารองบอกให้เมียของเจ้าออกมาช่วยทำงานได้แล้ว อย่าคิดทำตัวขี้เกียจสันหลังยาวอยู่ในห้องเด็ดขาด ได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่เจ้ารอง!”
สี่คนพ่อแม่ลูกมองหน้ากันนิ่ง ๆ และเป็นอวิ๋นซีที่พยักหน้าส่งสัญญาณว่า เวลาที่จะเป็นอิสระได้มาถึงแล้ว นางจึงลุกขึ้นเดินไปพร้อมกับมารดาและพี่ชาย เพื่อเผชิญหน้าท่านปู่ท่านย่าผู้ลำเอียงที่หน้าประตู
แกรก “หึ ยอมโผล่หัวออกมาแล้วรึ เมื่อวานถูกลงโทษยังไม่เข็ดใช่ไหม หรือคิดจะแข็งข้อกับพ่อแม่สามีเช่นนั้นหรือ หา! ไปรีบไปจัดการทำงานบ้านให้เสร็จ แล้วอย่าลืมไปถอนหญ้าในทุ่งนาด้วย”
“วันนี้ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นเจ้าค่ะ สามีกับลูกของข้าล้มป่วยต้องมีคนคอยดูแล ท่านแม่ก็ให้พี่สะใภ้ใหญ่ช่วยทำงานพวกนั้นบ้างสิเจ้าคะ แค่วันสองวันนางคงไม่มือหักนิ้วกุดเพราะทำงานหรอกกระมัง” จางซูเหยาตอบนางหลิวตรง ๆ ไม่มีท่าทีนอบน้อมเช่นแต่ก่อนอีก
อวิ๋นซีที่คิดใช้วิธีเจ็บตัวจึงขยับไปอยู่ด้านหน้ามารดาของตน และแสร้งพูดคล้ายเด็กเอาแต่ใจกับสองผู้อาวุโส ซึ่งความคิดของนางมันยังได้ผลเป็นอย่างดีอีกด้วย
“ท่านแม่กับพี่ชายของข้าจะไม่ยอมไปทำงานเป็นทาสอีกแล้ว พวกท่านมันคนใจดำอำมหิตข้าวก็ไม่ให้พวกเราได้กิน ข้าไม่ยอมให้ท่านแม่ไปทำงานหนักอีกแล้ว!”
นางหลิวได้ยินสองแม่ลูกปฏิเสธการทำงาน จึงเกิดโทสะในทันทีเมื่อคนที่เคยถูกควบคุม ยามนี้กลับแข็งข้อไม่ยอมทำตามคำสั่งของนาง
“นี่เจ้ากล้าขัดคำสั่งของข้าที่เป็นแม่สามีของเจ้างั้นรึซูเหยา! ไหนว่านางเด็กล้างผลาญนี่พูดไม่ได้อย่างไรเล่า อ้อ ข้าเข้าใจแล้วที่ผ่านมาพวกเจ้าโกหกและปิดเรื่องนี้เอาไว้เพราะอยากได้เงินไว้ใช้สินะ สงสัยข้าจะใจดีกับพวกเจ้าเกินไปแค่คำพูดคงไม่มีผลอีกแล้ว ก็ดีเจ้าเป็นคนบังคับข้าให้ลงมือเองนะ”
อวิ๋นซีเห็นว่าการยั่วยุนางหลิวเริ่มได้ผล จึงเติมเชื้อไฟเพิ่มไปให้แรงขึ้นอีกเล็กน้อย “ท่านย่าเป็นนางมารร้ายรักลูกหลานไม่เท่ากัน ข้าเกลียดพวกท่านทุกคนพวกคนใจร้าย...”
“ฮึ่ย! หลีกไปให้พ้น” ผลัก! ปึก! “โอ๊ยยย!”
“ซีซีลูกแม่! /น้องพี่!”
หลิ่งเฟิงหยางที่นั่งเสียงการตอบโต้กันไปมา เมื่อได้ยินเสียงร้องของบุตรสาวก็ตกใจเรียกหานางด้วยเช่นกัน “ซีซี ๆ เกิดอันใดขึ้นอาเหยาซีซีเป็นอะไรนางถึงได้ร้องอย่างเจ็บปวดเช่นนั้น”
จางซูเหยาถึงกับร้องไห้ทันทียามเห็นบุตรสาวที่เพิ่งฟื้นบาดเจ็บอีกครั้ง “ฮึก ฮือ ๆ ๆ ท่านพี่ท่านแม่ของท่านผลักซีซีหัวกระแทกขอบประตู ตอนนี้เลือดไหลเต็มไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”
“ท่านมันไม่ใช่คนน้องสาวของข้านางยังไม่แข็งแรง ท่านกลับทำร้ายนางจนบาดเจ็บเลือดไหลยังยืนมองอย่างเลือดเย็นอีก!” หลิ่งจื่อหานตะคอกต่อว่านางหลิวด้วยความโกรธอีกคน
นางหลิวยังคงยืนเท้าเอวมองอย่างไม่สะทกสะท้าน “แล้วอย่างไร ใครใช้ให้มันมายุ่งไม่เข้าเรื่องล่ะจะเจ็บตัวก็สมควรแล้วมิใช่หรือ”
“ท่านแม่ท่านช่างใจร้ายกับลูกเมียของข้าเหลือเกิน นางยังเด็กร่างกายก็อ่อนแอท่านทำร้ายข้าคนเดียวยังไม่พออีกหรือ คนอย่างข้าไม่ใช่บุตรชายของพวกท่านสองคนใช่ไหม ถ้าไม่มีครอบครัวของข้าอยู่ที่นี่พวกท่านคงจะมีความสุขมากกว่าสินะ”
หลิ่วฉางได้ยินบุตรชายคนรองพูดประชดประชันออกมา ก็เกิดอารมณ์โมโหตามภรรยาเพิ่มอีกคน “ใช่ ถ้าเจ้าไม่เกิดมาข้าคงไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้ หากไม่ได้น้องชายของเจ้ามาช่วยค้ำชูดวงตระกูล ป่านนี้แม้แต่บ้านก็ไม่มีให้ซุกหัวนอนแล้ว”
“ดี! ในเมื่อข้าเกิดมาเป็นตัวซวยของครอบครัวท่าน เช่นนั้นท่านก็มอบหนังสือตัดขาดให้ข้าเสียเถิด ต่อไปข้ากับลูกเมียจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร จะไม่โทษท่านหรือตระกูลหลิ่งอันสูงส่งของท่านแม้แต่นิดเดียว” หลิ่วเฟิงหยางตัดสินใจพูดเรื่องนี้ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะตีเหล็กควรตีตอนร้อน ๆ ถึงจะดี
“ฮ่า ๆ ๆ น้ำหน้าอย่างพวกเจ้าจะไปได้สักกี่น้ำกัน คิดจะลองดีกับข้าใช่ไหมงั้นก็ให้ลูกชายของเจ้าไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาสิ ข้าจะรีบลงชื่อประทับลายนิ้วมือในหนังสือตัดขาดอย่างไม่ลังเลเชียวล่ะ”
“ได้ หานเอ๋อร์เจ้ารีบไปตามผู้ใหญ่กับคนอื่น ๆ มาเป็นพยานเดี๋ยวนี้ พวกเราสี่คนจะได้ออกจากครอบครัวที่น่ารังเกียจเสียที”
“ขอรับท่านพ่อข้าจะรีบไปรีบกลับ”
หลิ่งจื่อหานรีบวิ่งออกจากบ้านตระกูลหลิ่งอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก พอไปถึงก็บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นสั้น ๆ ชาวบ้านที่นั่งพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านได้แต่ถอนหายใจ เนื่องจากพวกเขารับรู้เรื่องของคนตระกูลหลิ่งมานานแล้วนั่นเอง
หลังจากทุกคนได้รับของฝากจากอวิ๋นซีและถือเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ก็ถึงเวลาที่อวิ๋นซีต้องบอกเรื่องสำคัญของตนกับครอบครัว โดยไม่ลืมขอพระเมตตาจากฮ่องเต้ช่วยดูแลญาติผู้พี่อย่างหรงจวินที่ต้องอยู่เมืองหลวงเพียงลำพัง“เสด็จพ่อเพคะซีซีมีเรื่องหนึ่งอยากบอกกับพระองค์และทุกคนเพคะ”“หือ เสี่ยวซีอยากบอกอันใดก็พูดมาเถิด”“คือซีซีแค่จะบอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันที่ซีซีกับครอบครัวต้องเดินทางกลับหมู่บ้านชิงสุ่ยแล้ว และอาจมีงานให้จัดการเป็นเวลาหลายเดือนถึงจะเดินทางมาเยี่ยมทุกคนได้เพคะ” อวิ๋นซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังอย่างชัดเจนพอได้ยินว่าอวิ๋นซีถึงเวลาต้องกลับหมู่บ้านในเขตอำเภอหลินชุนซึ่งอยู่ไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ สีพระพักตร์ของฮ่องเต้จึงเปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน แต่มิได้คิดจะเอ่ยถามหรือรั้งให้อวิ๋นซีอยู่ในเมืองหลวงแต่อย่างใด“อืม เพราะงานของเสี่ยวซีในเมืองหลวงเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วสินะ พวกเราคงจะเหงาและคิดถึงเจ้าไม่น้อยอีกอย่างพี่จื้ออวี่ของเจ้าก็ใกล้จะกลับเข้ากองทัพแล้ว อาจไม่ค่อยมีเวลากลับมาเยี่ยมพ่อกับทุกคนบ่อย ๆ แต่ยังดีที่เสี่ยวซียังพอเดินทางมาเมืองหลวงได้แม้จะนาน ๆ ครั้งก็เถอะ ว่าแต่เจ้าอยากให้พ่อส่งทหารองคร
ด้านคนที่รู้ว่าบุตรบุญธรรมและพระนัดดาบุญธรรมกำลังจะมาพบ ต่างรีบมารอต้อนรับอยู่ในตำหนักของไท่ซ่างหวงอย่างคึกคัก ไหนจะมีรับสั่งให้พ่อครัวหลวงปรุงอาหารเลิศรสเพิ่มอีกหลายรายการ การกระทำเช่นนี้คล้ายกับที่ทรงทำให้องค์ชายสิบทุกประการการเข้าวังหลวงภายหลังรับตำแหน่งบุตรบุญธรรมของฮ่องเต้ในวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ถึงแม้ว่าเรื่องของนางจะมีข้ารับใช้ของตำหนักต่าง ๆ นำไปรายงานเจ้านายของตนก็ตาม แต่คนเหล่านั้นก็ทำได้เพียงแค่รับฟังและแสดงท่าทางอิจฉาริษยาเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรก็ไม่เคยได้รับคำเชิญอยู่แล้วอวิ๋นซีถูกองค์ชายสิบพาเดินมาถึงตำหนักของไท่ซ่างหวงซึ่งมีคนที่นางอยากพบประทับอยู่ที่นี่ทุกคน นอกจากนี้ยังมีพระชายาเอกขององค์รัชทายาทผู้ได้รับพระกรุณาให้มาร่วมโต๊ะเสวยได้เพิ่มอีกหนึ่งคนขณะที่อวิ๋นซีและองค์ชายสิบกำลังจะทำความเคารพตามกฎระเบียบ ทั้งสองคนกลับถูกไท่ซ่างหวงตรัสห้ามและรีบพาเข้าไปในตำหนัก โดยด้านหลังมีเซิงเทากับพวกซือเฉินยกกล่องจำนวนสามใบเดินตามไปติด ๆ“มา ๆ ๆ เสี่ยวซีมานั่งใกล้ ๆ ปู่กับย่านี่มา ตั้งแต่เจ้าทำไฟส่องสว่างเสร็จพวกเรายังไม่ได้พูดคุยกันอีกเลยนะ”“นั่นน่ะสิย่ากำลังจะหารือกับเสด็จป
คำถามนี้จากอวิ๋นซีทำน้ำเสียงขององค์ชายสิบเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะเขาย่อมรู้ตัวว่ากำลังจะพบเจอกับอะไรเมื่อกลับเข้ากองทัพ“อืม ร่างกายของพี่แข็งแรงเหมือนเดิมและพร้อมกลับไปฝึกฝนกับกองทัพอีกครั้ง อีกไม่กี่วันก็ต้องไปรายงานตัวกับแม่ทัพใหญ่แล้วล่ะ”“แต่ซีซีไม่ได้ไปส่งพี่ชายจื้ออวี่เข้ากองทัพนะเพราะพรุ่งนี้ซีซีต้องเดินทางกลับหมู่บ้านชิงสุ่ยแต่เช้า คงอีกนานหลายเดือนถึงจะกลับมาเมืองหลวงเจ้าค่ะ”“นี่เจ้าจะกลับหมู่บ้านแล้วงั้นหรือ...”“ใช่เจ้าค่ะ ยังมีเรื่องกิจการที่นั่นให้กลับไปจัดการและเป็นห่วงคนที่รออยู่ที่หมู่บ้านด้วย”“ในเมื่อเจ้าต้องกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง เอาไว้พี่จะไปส่งเสี่ยวซีกับครอบครัวออกนอกเมืองเอง ถือเสียว่าพี่เป็นตัวแทนของเสด็จพ่อและทุกคนในวังหลวงเถิดนะ”“ได้สิเจ้าคะ แต่วันนี้ที่ซีซีมาพบพี่ชายจื้ออวี่เพราะมีของใช้จำเป็นมามอบให้ท่าน การเป็นทหารอย่างไรเสียก็มีความเสี่ยงเรื่องการบาดเจ็บ ซีซีจึงอยากให้พี่ชายจื้ออวี่นำสิ่งสำคัญติดตัวไปด้วยเจ้าค่ะ”ขณะเดียวกันเมื่อสิ้นเสียงของอวิ๋นซีกลุ่มของซือเฉินก็ยกกล่องเข้ามา ภายหลังทำความเคารพองค์ชายสิบจึงต้องตอบคำถามจากเจ้าของจวน เกี่ยวกับกล่องที่ว
เพียงแค่หนึ่งวันชื่อเสียงของท่านหญิงจากตระกูลจางก็เป็นที่กล่าวถึง และการกล่าวถึงล้วนเป็นที่ชื่นชมในทิศทางที่ดีมาก ๆ จนเสียงชื่นชมยังกล่าวไปถึงฮ่องเต้ว่า ทรงมีสายพระเนตรแหลมคมในการเลือกรับบุตรบุญธรรมภายหลังคำชื่นชมเหล่านี้ไปถึงพระกรรณยิ่งทำให้ฮ่องเต้ทรงอารมณ์ดีขึ้นไปอีก แม้แต่จวงกงกงยังเอ่ยเห็นด้วยกับราษฎร เพราะท่านหญิงคนใหม่หลังจากรับตำแหน่งมิได้ทำตัวเย่อหยิ่งยังคงเป็นตัวของตัวเองเช่นเดิม ซึ่งแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับองค์หญิงทั้งหลายในวังหลังเนื่องจากการเดินทางกลับหมู่บ้านชิงสุ่ยมิต้องเตรียมอันใดมากมาย แค่อวิ๋นซีสั่งงานนายช่างไป๋ห้าวกับนายช่างม่อหลินเรื่องที่ทั้งสองต้องอยู่ที่เมืองหลวงต่อ เพื่อคอยดูแลซ่อมแซมวัสดุอุปกรณ์ทั้งในวังและจวนนายท่านจ้าวโดยอวิ๋นซีได้นำวัสดุรวมถึงอุปกรณ์ไว้ที่จวนพอสมควร ป้องกันการเกิดปัญหาแต่ไม่มีวัสดุสำรองไปเปลี่ยนให้ลูกค้า ซึ่งเรื่องนี้ไม่อาจละเลยเด็ดขาดมิเช่นนั้นอาจถูกลูกค้าตำหนิเอาได้“นายช่างทั้งสองอย่าลืมเรื่องที่ข้ากำชับพวกท่านเอาไว้ล่ะ หากมีปัญหาที่ไม่สามารถตัดสินใจได้รีบส่งจดหมายถึงข้าทันที และพูดคุยกับลูกค้าอย่างใจเย็นหรือทำข้อตกลงที่เป็นธรรมทั้งสอ
พอกลับเข้ามาสมทบกับครอบครัวอวิ๋นซีจึงชักชวนทุกคนช่วยคิดรายการอาหารที่จะนำไปแจกในวันพรุ่งนี้ ซึ่งอวิ๋นซีจะนำอาหารพร้อมข้าวสวยจากร้านในมิติออกมานางจะไม่แจกเป็นโจ๊กเด็ดขาดเพราะนางรู้ดีว่า โจ๊กธรรมดา ๆ นั้นมันไม่ได้ทำให้อิ่มท้องเลยสักนิด และทุกคนก็ยกให้การตัดสินใจของอวิ๋นซีคือสิ่งที่ถูกต้อง แม้แต่พวกม่ายเซียนกับสหายยังพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่มีข้อแม้เช้าวันต่อมาอวิ๋นซีกับครอบครัวที่ว่าตื่นเร็วตอนเข้ายามเหม่า เพื่อนำอาหารทั้งต้ม ผัด ทอด มากกว่าสิบหม้อจากมิติวางไว้ในห้องครัวโดยมีพวกกู้เฟิงช่วยยกออกมา พอกู้เฟิงกับเหล่าสหายยกหม้ออาหารมายังหน้าโถงรับรอง พวกเขาก็พบกับทหารองครักษ์ที่เพิ่งได้รับทั้งสิบคนมายืนรอรับคำสั่งแล้ว“อ้าว พวกเจ้ามารอตั้งแต่เมื่อใดกันล่ะนี่”“มีอะไรให้พวกข้าช่วยหรือไม่กู้เฟิง อาหารที่ท่านหญิงจะนำไปแจกยังมีอีกไหม”“พอดีเลยข้ากับพรรคพวกยังยกออกมาไม่หมด เจ้ากับสหายเข้าไปช่วยยกที่เหลือกับถ้วยชามออกมาก็แล้วกัน“อืม ข้าให้คนเตรียมรถม้าไว้หน้าจวนแล้วเจ้ายกไปเถิด”“ขอบใจเจ้ามาก”อวิ๋นซีกับครอบครัวเห็นซือเฉินกับคนอื่น ๆ เข้ามาช่วยยกอาหารก็มิได้แปลกใจ เพราะทั้งสิบคนอย่างไรก็ถูกฝึกฝน
ภายหลังกลุ่มคนที่ต่อแถวลงชื่อสั่งจองไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้กลับไปพร้อมใบสั่งจอง จื่อหานและเฟยซวนก็รีบเก็บเงินเข้าไปตรวจนับด้านใน เมื่อนับเสร็จเวลาเพียงแค่สองเค่อกว่า ๆ พวกเขาสามารถทำเงินได้ถึงห้าพันแปดร้อยห้าสิบตำลึงเงิน“ท่านพ่อ ท่านแม่ ดูสินี่แค่การสั่งจองและจ่ายค่ามัดจำล่วงหน้าเท่านั้น พวกเราก็ได้เงินห้าพันกว่าตำลึงเงินแล้วนะขอรับ”“แม่ว่าคนเมืองหลวงใช้เงินเก่งเกินไปแล้วนะลูก ไม่ว่าสินค้านั้น ๆ จะมีราคาสูงเพียงใดพวกเขาล้วนจ่ายโดยไม่ลังเลเลย”“ท่านน้าขอรับเรื่องเช่นนี้มิได้มีเพียงคนในเมืองหลวงหรอกนะ ต่อให้เป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยเพียงเล็กน้อยในตำบลห่างไกล ขอแค่พวกเขาได้โอ้อวดว่ามีสิ่งที่หายากหรือผู้คนล้วนแสวงหาให้ได้มา ไม่ว่าราคาขายจะสูงถึงหลักพันตำลึงพวกเขายินดีควักเงินจ่ายอย่างเต็มใจขอรับ” เฟยซวนที่พบเจอผู้คนฐานะต่าง ๆ มากมายในสำนักศึกษาจึงไม่แปลกใจกับเรื่องของคนในเมืองหลวงเฟิงหยางเห็นบุตรชายดีใจจึงไม่ลืมเอ่ยเตือนเรื่องการสั่งจองสินค้าทั้งหมดอีกครั้ง “อาหาน อาซวน พวกเจ้าเก็บรักษาใบรายชื่อลูกค้าของเราไว้ให้ดี ๆ ล่ะ อย่าได้ทำมันหายเป็นอันขาดประเดี๋ยวจะเตรียมสินค้าไม่ครบ และจำทำให้พว







