Masukพลันหลินซื่อหานกลับชะงัก
เสียงฝีเท้าหนักเบาไม่เป็นจังหวะดังขึ้นจากนอกตำหนักเย็น ก่อนร่างอรชรในอาภรณ์งดงามจะก้าวเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ บรรยากาศที่เพิ่งอบอุ่นจากการร่ำลาของพ่อลูกพลันสลาย เยว่จื่อเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาเห็นกลุ่มสตรีหลายคนเดินเรียงตามกันเข้ามา นำหน้าด้วยสตรีผู้หนึ่ง งดงาม หยิ่งผยอง และแววตาเย็นเยียบราวน้ำแข็ง นางคือสนมเอกตัวจริง ผู้ครองอำนาจในฝ่ายใน
"โอ้ นี่หรือ สนมต้องโทษที่กำลังจะถูกเนรเทศไปชายแดน ห๊ะสนมอ้วนเจ้าเองหรือ ฮะฮ่าาาอ้วนเพียงนี้ยังกล้าหือกับฝ่าบาทกล้าหือกับบิดาข้าใต้เท้ากรมคลังวันนี้ข้าจะช่วยสั่งสอนเจ้าเอง"
เสียงนั้นนุ่ม แต่แฝงคมมีด
หลินซื่อหานรีบประสานมือ
“ถวายพระพรพระสนม”
เหมยจิ้งย่อกายลง เยว่จื่อเองก็ย่อกายตามอย่างสงบ นิ่ง และเงียบ
"ถวายบังคมพระสนมเอกเพคะ"
สนมเอกปรายตามองเยว่จื่อจากศีรษะจรดเท้า ก่อนหัวเราะเบาๆ อย่างดูแคลน
"ช่างน่าสงสารจริงๆ ส่งลูกสาวเข้าวัง หวังจะไต่เต้า สุดท้ายกลับถูกไล่ไปอยู่เมืองอี้ร้างๆ ป่านนี้คงไม่มีแม้แต่หลังคาดีๆ ให้ซุกหัวนอน"
สนมและนางกำนัลด้านหลังหัวเราะคิกคักตาม บางคนยกแขนเสื้อปิดปาก บางคนมองเยว่จื่อราวกับสิ่งสกปรก
"ได้ยินว่าที่เมืองอี้นั้น ลมแรง ฝุ่นหนา อาหารก็ขาดแคลน"
"เหมาะดีนะ สำหรับสนมที่ชอบกินไม่เลือกแบบนี้"
"ไปถึงที่นั่น คงผอมสมใจเสียที ว่าแต่นางชื่ออะไรนะ สนมอันดับที่เท่าไหร่นะ"นางกำนัลบรีบมากระซิบชื่อแซ่ของเยว่จือ
คำพูดแต่ละคำเหมือนหนามแหลมทิ่มแทง หลินซื่อหานกำมือแน่น เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ แต่เขากลับไม่อาจเอ่ยคำใดได้ นอกจากยืนนิ่ง ก้มหน้า และกลืนความโกรธลงคอ
เยว่จื่อยืนตัวตรง หลังเหยียด ใบหน้านิ่งสงบเกินคาด แม้หัวใจจะถูกเหยียบย่ำ นางก็ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา นอกจากแววตาที่เงียบงัน
"เจ้ารู้หรือไม่"
สนมเอกก้าวเข้ามาใกล้จนแทบชน
"หญิงอ้วนขี้เหร่อย่างเจ้า ต่อให้ไปตายที่เมืองอี้ ก็ไม่มีใครจดจำ"
เยว่จื่อก้มตาลงช้าๆ ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อย แต่เสียงยังคงนิ่ง
"ข้าน้อมรับชะตาเพคะ พระสนมไม่ต้องห่วง"
คำตอบนั้นทำให้กลุ่มสนมชะงักไปชั่วครู่ ก่อนเสียงหัวเราะจะดังขึ้นอีกครั้ง
"ดูสิ ยังทำท่าเป็นผู้ดีอีก เจ้าอ้วนแบบนี้ควรอยู่ในคอกหมู"
"อีกไม่นานก็จะกลายเป็นหญิงบ้านป่าแล้วยังทำท่าราวกับสตรีชั้นสูง"
หลินซื่อหานเม้มปากแน่น ดวงตาแดงก่ำ แต่ยังคงเงียบ เขารู้ดีว่าหากเอ่ยคำใดออกไป ลูกสาวของเขาจะลำบากยิ่งกว่าเดิม
เยว่จื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดของหลินซื่อหานตำแหน่งต่ำต้อยแค่ฉงจิ่วผิ่นจะกล้าหือกับสนมเอกอย่างนั้นหรือ นางจึงยืนนิ่งยิ่งกว่าเดิม ยอมให้คำดูถูกถาโถมเข้ามาเหมือนสายฝน ยอมให้ความอัปยศปกคลุมร่างกาย เพื่อแลกกับความปลอดภัยในตอนนี้
สนมเอกยกยิ้มบางๆ
"จำเอาไว้ดีๆ จากวันนี้ไป เจ้าไม่ใช่คนของวังหลวงอีกแล้ว"
บรรยากาศตึงเครียดปกคลุมตำหนักเย็น กลุ่มสตรีเหล่านั้นยังคงยืนอยู่ สีหน้าดูสนุกสนานราวกับยังไม่หนำใจ และดูเหมือนว่า… เรื่องราวนี้ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้
สนมเอกเสวียนซียกชายแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย ท่าทางสง่างามราวหงส์ แต่ดวงตากลับเย็นเฉียบ นางเดินวนรอบเยว่จื่อช้าๆ สายตากวาดมองตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้า ราวกับกำลังประเมินสิ่งของไร้ค่าในตลาด
"เจ้าคงจำไม่ได้กระมัง ว่าเมื่อก่อนตัวเองเป็นอย่างไร"
เสียงนั้นแผ่ว แต่แฝงแรงกดดันจนบรรยากาศในตำหนักเย็นหนักอึ้ง หลินซื่อหานยืนนิ่ง สีหน้าซีดเผือด หัวใจเจ็บปวดแต่ทำได้เพียงกำหมัดแน่น
"วันๆ เอาแต่กิน เอาแต่ร้องไห้ เอาแต่ทำตัวน่าสมเพชเดินก็เดินไม่ได้ วิ่งก็วิ่งไม่ไหวยังกล้าฝันจะเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทอีกหรือ"
เสียงหัวเราะเยาะดังแทรกมาจากสนมและนางกำนัลด้านหลัง
"ข้าอุตส่าห์ทำให้เจ้าไม่ได้เจอฝ่าบาทแล้วนะ"
สนมเอกหยุดยืนตรงหน้าเยว่จื่อ เอียงศีรษะเล็กน้อย
"แต่ดูเหมือนเจ้าจะไม่สำนึก เอาแต่ทำเรื่องโง่ๆ หวังเรียกร้องความสนใจ ไม่เลิกคิดว่าทำแบบนี้แล้วฝ่าบาทจะสนใจเจ้าหรือ"
เยว่จื่อเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตานิ่งงัน แต่ในใจกลับปั่นป่วน ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางไหลทะลักเข้ามาไม่หยุด ภาพหญิงอ้วนที่ถูกผลัก ถูกหัวเราะเยาะ ถูกตัดชื่อออกจากรายชื่อเข้าเฝ้า ถูกสั่งให้กลับตำหนักทุกครั้ง และสุดท้ายถูกคนพวกนี้รุมทำร้ายเนื้อตัวเขียวช้ำไปทั่วตัว
"คิดว่าฝ่าบาทจะสงสารหรือ หรือคิดว่าการทำตัวน่ารังเกียจจะทำให้ถูกเรียกเข้าเฝ้า"สนมเอกเสวียนซีหัวเราะเบาๆ
"น่าสมเพชสิ้นดี"
คำพูดเหล่านั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางอก
เยว่จื่อเม้มริมฝีปากแน่น
ที่แท้… ไม่ใช่แค่ถูกเมิน แต่ถูกกีดกันตั้งแต่ต้น และยังถูกทำร้ายซ้ำๆ มิน่าละเยว่จื่อนางถึงอยากจะตาย
"ที่ผ่านมานี้"
สนมเอกยิ้มเย็น
"ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ได้รับโอกาส แต่เป็นข้า…ที่ไม่ให้เจ้าได้เข้าใกล้ฝ่าบาทแม้แต่ก้าวเดียว "
กลุ่มสนมหัวเราะพร้อมกันอย่างไม่ปิดบัง
"รายชื่อเข้าเฝ้า ข้าเป็นคนขีดชื่อเจ้าออกเอง ป้ายชื่อเจ้าถูกคัดออก
ทุกครั้ง"
"จดหมายถวายฎีกาของบิดาเจ้าไม่เคยถึงมือฝ่าบาทสักฉบับ"
หลินซื่อหานสะดุ้ง ตัวสั่นเล็กน้อย รู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ
เยว่จื่อหลับตาลงชั่วครู่
ในหัวผุดภาพหญิงสาวในร่างนี้ นั่งกอดเข่าในตำหนักเงียบงัน กินไม่หยุด ร้องไห้ไม่หยุด ปล่อยตัวเองทรุดโทรม เพราะไม่เห็นทางออกไม่ใช่เพราะอ่อนแอแต่เพราะถูกปิดทางทุกทาง
"เจ้าคงไม่รู้สินะ"
สนมเอกก้มลงกระซิบใกล้หู
"คำพูดดูถูกนั่น คำซุบซิบพวกนั้น… ล้วนมาจากข้าทั้งสิ้น"
เยว่จื่อขนลุกวาบ
"พวกข้าทำให้เจ้ากลายเป็นตัวตลกในวัง ทำให้ไม่มีใครคบ ทำให้เจ้าไม่มีที่ยืนจนในที่สุด…เจ้าก็คิดสั้น แต่เจ้าเปลี่ยบนไปแบบนี้ ยิ่งเป็นภัย เช่นนั้นไปแล้วไปลับอย่ากลับมาอีก ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้ไม่อยากอยู่เหมือนก่อนนั้น..ดีไหม"
หัวใจเยว่จื่อกระตุกแรง
ในเสี้ยววินาทีนั้น นางเข้าใจทุกอย่าง นี่เอง…ต้นเหตุของความตาย
ไม่ใช่อาหาร ไม่ใช่ความอ้วน ไม่ใช่ฝ่าบาทไม่เหลียวแลแต่เป็นการถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า และความโหดร้ายของวังหลัง
หลินซื่อหานกัดฟัน น้ำตาคลอ แต่ยังคงก้มหน้า
เขารู้… ว่าตอนนี้พูดอะไรไป ลูกสาวจะยิ่งลำบาก สนมเอกยืดตัวตรง ยกคางสูง
"แต่ถึงลุกขึ้นสู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว ต่อให้เจ้าอยากเจอฝ่าบาท ต่อให้เจ้าจะเปลี่ยนตัวเองเจ้าก็ไม่มีวันได้เจอฝ่าบาทอีกแล้วเพราะพรุ่งนี้…เจ้าจะถูกส่งไปเมืองร้าง เจ้ารู้ไหมเพราะอะไรข้าถึงจ้องจะจัดการกับเจ้า"
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นอีกครั้งเยว่จื่อค่อยๆ ลืมตา แววตานั้นไม่สั่น ไม่ร้องไห้
มีเพียงความนิ่ง…ก็เรื่องทั้งหมดมันคือความทุกข์ของเจ้าของร่าง
“เพราะเจ้ามันงดงามเกินใครอย่างไรเล่าจึงสมควรตาย”
นางกำมือแน่น
ดี…ดีมาก…อย่างน้อยข้าก็รู้แล้วว่า ใครควรชดใช้ให้กับผู้หญิงที่น่าสงสารคนนี้
กลุ่มสนมยังไม่จากไป ยังคงยืนล้อม เย้ยหยัน ดูหมิ่น ราวกับรอชมการพังทลายของเยว่จื่อ
แต่พวกนางไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังพัง… ไม่ใช่หัวใจของนางหากเป็นโซ่ตรวนสุดท้าย
ที่ผูกนางไว้กับความอ่อนแอของร่างเดิมต่างหาก
“เด็กๆ จับนางมัดไว้แล้วโบยให้หนัก ก่อนจะจับโยนเข้าไปในเกี้ยว ส่งนางเมืองอี้ ส่วนบิดานาง รัดนิ้วให้หนักต่อไปจะได้ไม่กล้าร่างฎีกาถึงฝ่าบาทอีก”
เยว่จือดิ้นรน ตามสัญชาตญาณแต่ช้าไปแล้วองครักษ์สองสามคนและขันทีร่างใหญ่นางกำนัลตัวยักษ์ช่วยกันจับเยว่จือคว่ำหน้า เหมยจิ้งที่ทำท่าจะวิ่งก็ถูกลากตัวมามัดไว้
“พระสนมได้โปรดๆๆๆๆๆ พระสนมได้โปรดอย่าทำร้ายลูกข้าเลย”
ประตูไม้หนาถูกผลักเปิดอย่างแรงก่อนที่ร่างของจือจื่อจะถูกทหารโยนเข้าไปด้านใน ห้องสี่เหลี่ยมแคบปิดทึบแทบไม่มีหน้าต่าง มีเพียงตะเกียงดวงเล็กแขวนอยู่บนผนังให้แสงสลัวประตูปิดดังปังทันทีเสียงกลอนเหล็กด้านนอกขยับดังกรึบจือจื่อถอนหายใจ องครักษ์หลายคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูไม่ห่างจือจื่อลุกขึ้นนั่งช้าๆ ปัดฝุ่นบนแขนเสื้อก่อนจะมองสำรวจห้องเงียบๆ สีหน้าไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อยก็ดีกว่าที่คิดไว้อย่างน้อยก็ไม่ถูกประหารตรงนั้นถูกขังแบบนี้ยังมีโอกาสหนี เพียงแค่รอคนขจองเมืองอี้กับโจวชวีและชูอวี่ นำระเบิดที่ขนมาเพื่อเปิดทางให้จือจื่อและคนอื่นๆ ได้หนีในอีกด้านหนึ่งของตำหนัก หานเย่ถูกจับแยกไปคุมขังในห้องเล็กอีกห้อง กระบี่คู่ใจถูกยึดไปตั้งแต่ตอนถูกล้อมตัว เขายืนพิงผนังกอดอกแน่น สีหน้าเคร่งขรึม"ท่านองครักษ์ เราจะทำอย่างไรดี"เสียงของหรูหรันที่หวั่นใจกว่าใคร เอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ"ท่านลุงหนานซ่ง เราจะช่วยจือจื่อได้อย่างไร"หานเย่หันมองไปยังหนานซ่งที่นั่งอยู่ใกล้กำแพง สีหน้าของชายวัยกลางคนกลับสงบนิ่งอย่างประหลาดกระบี่ของเขาก็ถูกยึดไปแล้วเช่นกัน แต่ท่าทางยังคงมั่นคงหนานซ่งถอนหายใจเบาๆ"นายหญิงคาดการณ์ไว้อ
เช้าวันต่อมา ภายในตำหนักไทเฮาเต็มไปด้วยความวุ่นวายเล็กน้อย ขันทีและคนงานจำนวนหนึ่งกำลังขนหีบไม้ ท่อดินเผา ชักโครก และเครื่องมือช่างเข้ามาอย่างระมัดระวังใต้เท้าหลินยืนประสานมืออยู่ด้านหน้า คอยกำกับการทำงานด้วยสีหน้าจริงจังขันทีชราที่ดูแลตำหนักไทเฮามองกองอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยความสงสัย"ใต้เท้าหลิน สิ่งของเหล่านี้คืออะไรกัน"ใต้เท้าหลินยิ้มบางก่อนจะตอบอย่างสุภาพ"สิ่งที่เมืองอี้เรียกว่า ชักโครกขอรับ"ขันทีชราขมวดคิ้ว"ชัก… อะไรนะ"ใต้เท้าหลินจึงอธิบายช้าๆ"เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้การขับถ่ายสะดวกและสะอาดยิ่งขึ้น เพียงใช้น้ำชำระ ทุกอย่างก็จะไหลลงไปตามท่อ ไม่ต้องให้คนมาคอยขนของเสียออกจากตำหนักทุกวัน พระสนมเยว่จือบุตรีของข้านางตั้งใจส่งมอบสิ่งนี้เพื่อไทเฮาจะได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น"ขันทีหลายคนเบิกตากว้างทันทีหนึ่งในคนงานเปิดหีบไม้ เผยให้เห็นโถกระเบื้องขาวเรียบมันวาวอย่างประณีต"นี่หรือ"ขันทีชราก้มมองอย่างประหลาดใจใต้เท้าหลินพยักหน้า"ใช่แล้วบุตรีข้านางเป็นผู้คิดค้นมันขึ้นมาด้วยตัวเองตอนนี้หากใครผ่านไปที่เมืองอี้ก็จะได้ลองใช้ อ่อ /ที่จวนของข้าก็ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว หากอยากจะลองก็ไปลองที่จวนข
เฉินเปียวจ้องหน้าหญิงทั้งสองครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วค่อยๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายราวกับพูดเรื่องธรรมดา"ข้าเปลี่ยนใจแล้ว"ลานจัดเลี้ยงเงียบลงอีกครั้งเฉินเปียวกวาดสายตามองไปรอบโต๊ะ ก่อนจะหยุดที่หรูหรัน"ข้าไม่ถามแล้วว่าเจ้าจะอยู่ที่นี่หรือไม่"มุมปากของเขายกขึ้นช้าๆ"แต่ข้าจะคุมตัวเจ้าไว้ที่นี่เสีย ไม่ให้กลับไปที่เมืองอี้"ขุนนางหลายคนก้มหน้าลงทันทีหรูหรันชะงักเล็กน้อย นางหันหน้ามองด้านหลังอย่างรวดเร็วจือจื่อที่ยืนอยู่ในคราบสาวใช้กลับยิ้มเย็นนางก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือของหรูหรันเบาๆ ราวกับกำลังช่วยจัดชายแขนเสื้อริมฝีปากของจือจื่อขยับเพียงเล็กน้อย"ไม่ต้องห่วง"เสียงกระซิบแผ่วจนมีเพียงหรูหรันที่ได้ยิน"เรามีแผนสอง ท่านมียาสลบในมือ หากเขาบังคับกดดันท่านก็แค่ใช้ยาสลบนั่นเสีย"จือจื่อยังคงก้มหน้าเหมือนกำลังรับคำสั่งนายหญิง"แล้วเราจะหนีออกไป ข้าส่งสัญญาณให้คนของเราเข้ามาช่วยในทันที ที่หานเย่ไม่กลับออกไปในค่ำคืนนี้"หรูหรันกระพริบตาเล็กน้อยก่อนกระซิบตอบ"เจ้าหมายความว่าอย่างไร"จือจื่อยังคงยิ้มบาง"ใจเย็นไว้พี่สาว"นางพูดแผ่วๆ"ข้าตกลงกับคนของเราไว้ หากหานเย่ไ
เสียงพูดคุยในลานจัดเลี้ยงค่อยๆ เบาลงเมื่อหนานซ่งก้าวออกมาด้านหน้า ชายวัยกลางคนประสานมือคารวะอย่างสุภาพต่อฮ่องเต้เฉินเปียว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงจริงจัง"สิ่งประดิษฐ์ทุกอย่างของเมืองอี้ ล้วนถูกจดจองแสดงความเป็นเจ้าของหมดแล้ว หากผู้ใดต้องการจะนำมาสร้างหรือผลิตขึ้นใช้ในบ้านเมืองของเขา จะต้องขออนุญาตหรือซื้อแบบร่างอย่างเป็นทางการ ""ไม่จำเป็นต้องให้นายหญิงมาที่นี่พ่ะย่ะค่ะแต่ห้ามลักลอบผลิตหรือทำขึ้นเลียนแบบทุกอย่างถ่ายทอดโดยไม่ใช้ตัวคน นายหญิงเป็นคนต้นคิดและคนเขียนแบบร่างขึ้นมาและคือเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมด"เขาพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ สายตาของหนานซ่งยังคงสงบนิ่งขุนนางหลายคนเริ่มกระซิบกระซาบกันเบาๆ บางคนขมวดคิ้ว บางคนทำสีหน้าประหลาดใจเฉินเปียวกลับนิ่งฟังจนจบก่อนที่จู่ๆ เขาจะหัวเราะเบาๆ แล้วปรบมือขึ้นสองสามครั้ง เสียงปรบมือดังชัดกลางลาน"ดี"เขาพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง"ดีมาก"เฉินเปียวมองหนานซ่งอย่างพินิจ ก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย"เมืองอี้ไม่เพียงมีสตรีที่เก่งกาจ ยังมีพ่อบ้านที่พูดจาฉลาดเช่นนี้อีก"เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากบางโต๊ะเฉินเปียวยังคงยิ้ม แต่แววตาบ่งบอกว่าไม่หวั่น
ลานจัดเลี้ยงในวังหลวงสว่างไสวด้วยโคมไฟนับร้อย โต๊ะยาวเรียงรายเต็มไปด้วยสุรา อาหาร และผลไม้หายาก ขุนนางแคว้นใต้จำนวนมากนั่งเรียงกันสองฝั่ง ต่างหันสายตามองแขกผู้มาเยือนจากเมืองอี้อย่างสนใจเฉินเปียวลุกขึ้นจากที่นั่งก่อนจะผายมือเชื้อเชิญด้วยท่าทางอารมณ์ดี"วันนี้ข้าจัดงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับแขกสำคัญจากเมืองอี้ หวังว่าทุกท่านจะร่วมดื่มร่วมสนุก แม่นางจือจื่อเชิญทางนี้"หรูหรันในคราบจือจื่อหันไปสบตากับจือจื่อที่ยืนอยู่ด้านหลังในฐานะสาวใช้เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะก้าวเดินอย่างสง่างามไปยังที่นั่งด้านหน้าคือโต๊ะของฮ่องเต้เฉินเปียวผายมืออีกครั้ง"เชิญนั่ง"ที่นั่งของนางอยู่ด้านซ้ายมือของเขา ส่วนด้านขวาคือฮองเฮาผิงฉือฮองเฮานั่งนิ่ง ใบหน้างดงามเรียบเฉยราวรูปปั้น นางไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายหรูหรันแม้แต่น้อยหรูหรันเพียงยิ้มบางแล้วนั่งลงอย่างไม่ใส่ใจงานเลี้ยงเริ่มขึ้น เสียงพิณและขลุ่ยดังแผ่ว ขุนนางเริ่มยกจอกสุราพูดคุยกันเบาๆเวลาผ่านไปครู่หนึ่งเฉินเปียววางจอกสุราลงก่อนจะหันมามองหญิงงามข้างกาย"ข้าได้ยินว่าเจ้าสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ มากมาย เจ้าเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาจากไหนกัน"หรูหรันยิ้มหวานหยด รอยยิ้
ขบวนม้าของฮ่องเต้หยงชิงหยุดลงตรงซุ้มประตูเมืองอี้ ฝุ่นทรายจากการเดินทางไกลยังลอยจางอยู่กลางอากาศ ชายผู้หนึ่งในชุดของคนงานเมืองอี้คนของหนานซ่งรีบก้าวออกมาจากซุ้มประตูประสานมือคุกเข่าลงตรงหน้าอย่างนอบน้อม"ถวายบังคมฝ่าบาท"หยงชิงชะงักเล็กน้อย ดวงตาคมกวาดมองไปรอบเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่อาจมองเข้าไปในเมืองอี้ที่ยังปิดประตูเมืองมิดชิด ก่อนจะหันกลับมามองคนตรงหน้า"มีเรื่องใดกันจึงมาขวางข้าไว้แบบนี้" น้ำเสียงเรียบสงบ แต่เย็นจนคนฟังเผลอกลืนน้ำลาย“นั่นสินี่พวกจเ้ากล้าดีอย่างไร ฝ่าบาทมาถึงนี่ยังไม่รีบเปิดประตูเมืองอีกหรือชายผู้นั้นก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมก่อนตอบอย่างรวดเร็ว"ฝ่าบาท นายหญิงกับท่านพ่อบ้านเดินทางไปที่แคว้นใต้แล้วพ่ะย่ะค่ะท่านพ่อบ้านให้ข้าน้อยมากดักพบฝ่าบาทที่นี่"ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบลงทันที หลงเกอที่ยืนอยู่ข้างหลังถึงกับเบิกตากว้าง หยงชิงไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง เพียงจ้องมองชายคนนั้นนิ่งๆ"พวกเขาไปแล้วหรือ ข้าส่งจดหมายให้หนานซ่งรั้งที่นี่เพื่อรอข้าเหตุใดจึงเดินทางไปที่แคว้นใต้ก่อนที่ข้าจะมาถึง""พ่ะย่ะค่ะ สองวันก่อนพวกเขาทั้งหมดออกเดินทาง ท่านพ่อบ้า







