LOGINเมื่อบุปผางามสูงศักดิ์ต้องร่วงหล่นสู่กรงเล็บพยัคฆ์... ตำนานรักที่เริ่มต้นด้วยคาวเลือด คราบน้ำตา และการเยียวยาหัวใจจึงอุบัติขึ้น เปลวเพลิงแห่งสงครามเผาผลาญแคว้นอวิ๋นฮวาจนย่อยยับ จาก 'องค์หญิงมู่ตาน' ผู้สูงศักดิ์และงดงามล่มเมือง บัดนี้ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีให้กลายเป็นเพียง 'เชลยบรรณาการ' ที่ไร้ค่า โชคชะตาที่แสนโหดร้ายผลักไสนางให้ตกอยู่ท่ามกลางกรงเล็บของสองพยัคฆ์ หนึ่งคือ 'อิงเฟิง' บุรุษผู้ฝากรอยแค้นและความอัปยศ และอีกหนึ่งคือ 'หลี่เฉียง' จอมทัพพยัคฆ์ทมิฬแห่งแดนเหนือผู้ป่าเถื่อนและเย็นชา บุรุษผู้ที่เคยยัดเยียดรอยมลทินและพรากทุกสิ่งไปจากนาง ท่ามกลางไฟสงครามและการแก่งแย่งชิงอำนาจ มู่ตานต้องกัดฟันสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ทว่าความเด็ดเดี่ยวและหัวใจที่เข้มแข็งของนาง กลับค่อย ๆ ละลายกำแพงน้ำแข็งในใจของจอมทัพไร้พ่าย จากความแค้นและการกดขี่ แปรเปลี่ยนเป็นความรักที่ลึกซึ้งและพร้อมจะใช้สละได้แม้กระทั่งชีวิต "รอยมลทินใดที่โลกนี้ยัดเยียดให้เจ้า ข้าจะเป็นคนใช้ทั้งชีวิตชำระล้างมัน บัดนี้เจ้าคือฮูหยินของข้า คือสตรีที่บริสุทธิ์และงดงามที่สุดในหัวใจข้าเพียงผู้เดียว"
View Moreมู่ตานที่เดินลงมาจากศาลากลางน้ำพร้อมกับสาวใช้ที่ยกถาดขนมและน้ำชาตามมา หัวเราะเสียงใสจนไหล่สั่น นางก้าวเข้ามาหาบุตรสาวที่ซบหน้าหัวเราะคิกคักอยู่บนไหล่กว้างของอาหลง พลางเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ย ๆ ของหลี่ซินเบา ๆ “มีอาหลงรักซินเอ๋อร์และหานเอ๋อร์ถึงเพียงนี้ ข้าผู้เป็นแม่ก็เบาใจเจ้าค่ะ วันข้างหน้าต่อให้ไม่มีพวกเราคอยคุ้มครอง ก็ย่อมมีท่านอาที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าถังคอยเป็นเกราะกำบังให้นางเสมอ แต่อาหลง ท่านก็เพลา ๆ ความดุลงบ้างเถิด ประเดี๋ยวซินเอ๋อร์ของข้าจะหาคู่ครองไม่ได้จริง ๆ อย่างที่เฉียงเกอว่า” อาหลงมองสบตากับมู่ตานด้วยความเคารพรัก เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ฮูหยินโปรดวางใจ ข้าเพียงแต่คัดกรองบุรุษที่จะเข้ามาในชีวิตของนางเท่านั้น หากมีผู้ใดที่ดีพร้อมอย่างแท้จริง ข้าย่อมหลีกทางให้ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ข้าจะขอเป็นกำแพงเหล็กกล้าให้นางและตระกูลหลี่ตลอดไป” เขา
เวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปถึงห้าปีเต็ม นครหลวงฉางอันภายใต้การปกครองของฮ่องเต้เจี้ยนเหอเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด บ้านเมืองสงบร่มเย็นไร้ศึกสงคราม ราษฎรทำมาค้าขายอย่างเป็นสุข เช่นเดียวกับจวนติ้งกั๋วกงอันกว้างใหญ่โอ่อ่าที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ซึ่งบัดนี้มิได้มีเพียงความเงียบขรึมและน่าเกรงขามเฉกเช่นค่ายทหารในอดีตอีกต่อไป ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ความอบอุ่น และเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วที่ดังก้องไปทั่วทุกมุมของสวนบุปผา ฤดูวสันต์เวียนมาบรรจบอีกครา ดอกอิงฮวาสีชมพูอ่อนเบ่งบานสะพรั่งเต็มต้น กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยละล่องไปตามสายลมที่พัดเอื่อย ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ลานกว้างที่เคยใช้เป็นที่หารือแผนการรบ บัดนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นลานฝึกซ้อมขนาดย่อมสำหรับทายาทแห่งจวนกั๋วกง หลี่เฉียงในชุดลำลองสีเข้มทะมัดทะแมง กำลังย่อตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนพื้นหญ้า ในมือถือดาบไม้สลักลายเรียบง่าย นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์ที่เคยใช้สยบศัตรูนับหมื่น บ
วันตระเวนกินเป็ดย่างผ่านพ้นไป บัดนี้ถึงเวลาของงานมงคลที่แม้จะจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในจวนติ้งกั๋วกง ทว่ากลับอบอวลไปด้วยมิตรภาพที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน ในห้องแต่งตัวอันมิดชิด มู่ตานในฐานะพี่สาวและเจ้านายกำลังบรรจงสวมปิ่นปักผมทับทิมสีแดงสดลงบนเรือนผมมวยสวยของเสี่ยวเหลียนอย่างประณีต เสี่ยวเหลียนในชุดมงคลสมรสสีแดงเพลิงนั่งตัวแข็งทื่อ นัยน์ตากลมโตรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้จนมองภาพในกระจกไม่ชัด “ร้องไห้ทำไมกันเสี่ยวเหลียน วันนี้เป็นวันมงคล เจ้าต้องยิ้มให้สวยที่สุดสิ” มู่ตานกระซิบเสียงอ่อนโยนพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่เอ่อล้นให้สาวใช้คนสนิท “ท่านหญิงข้าไม่อยากห่างจากท่านเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวเหลียนสะอื้นออกมาจนตัวโยน “ตั้งแต่วันแรกที่ท่านแม่ทัพมอบข้าให้รับใช้ท่านที่แดนเหนือ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเชลยที่ดูบอบบางในวันนั้น จะกลายเป็นทั้งชีวิตและเป
หนึ่งเดือนก่อนกำหนดการเคลื่อนทัพมุ่งหน้าสู่ชายแดนอุดร นครหลวงฉางอันยามค่ำคืนเงียบสงบ แสงจันทร์นวลตาอาบไล้สระบัวภายในจวนติ้งกั๋วกงจนเป็นสีเงินยวง หลี่เฉียงในชุดลำลองสีเข้มประทับนั่งอยู่ที่ศาลากลางน้ำท่ามกลางลมเย็นของฤดูวสันต์ เบื้องหน้าของเขาคือกระดานหมากรุกที่ทิ้งค้างไว้ ทว่าคู่สนทนาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับไม่ได้สนใจหมากในมือเลยแม้แต่น้อย เว่ยกัวเฉิน แม่ทัพพิทักษ์อุดรผู้เกรียงไกร บัดนี้กลับนั่งขยี้จมูกตัวเองจนแดงเถือก ใบหน้าคมเข้มที่เคยกรำศึกมาอย่างโชกโชนดูหมองลงด้วยความวิตกกังวล เขาถอนหายใจทิ้งทวนครั้งที่สิบจนตะเกียงวูบไหวพ่นควันจาง ๆ ออกมา “เจ้ามีเรื่องอันใดก็พูดมาเถิดกัวเฉิน ถอนหายใจทิ้งขว้างเช่นนี้ ปลาในสระจะขาดใจตายเพราะขาดอากาศเสียก่อน” หลี่เฉียงเอ่ยเสียงเรียบพลางวางหมากสีดำลงบนกระดานด้วยท่วงท่ามั่นคง “ท่านกั๋วกง คือข้า...ข้าเครียดจนกินไม
ณ นครหลวงฉางอัน ศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองของแผ่นดินต้าถัง ยามนี้ท้องฟ้าเหนือพระราชวังหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนสีเทาทะมึน บรรยากาศอึมครึมและหนักอึ้งราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้ให้กับชะตากรรมของแผ่นดิน ภายในท้องพระโรงไท่เหออันกว้างใหญ่และวิจิตรตร
ในขณะที่โรงเตี๊ยมจุ้ยเซียนจมอยู่ในห้วงแห่งความตายและเพลิงแค้น ณ เรือนลับซ่อนเร้นในตรอกลึกของย่านการค้าเก่าแก่แห่งเมืองหลวง สถานที่แห่งนี้ภายนอกดูเหมือนเรือนร้างทรุดโทรมที่ไม่มีใครเหลียวแล ทว่าภายในกลับตกแต่งอย่างหรูหราและซ่อนกลไกไว้มากมาย อิง
เมืองหลวงในยามนี้กลับถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งความหวาดระแวงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า บรรยากาศรอบกำแพงวังหลวงชั้นในเงียบสงัดจนน่าขนลุก เวรยามถูกสับเปลี่ยนถี่ขึ้นเป็นเท่าตัว และทุกผู้ที่เดินผ่านประตูวังล้วนเป็นทหารในสังกัดของหน่วยราชองครักษ์ที่ถู
รัตติกาลอันมืดมิดปกคลุมโรงย้อมผ้าเก่าท้ายตรอก เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้ผุพังราวกับเสียงกรีดร้องของภูตพราย แต่สรรพเสียงเหล่านั้นไม่อาจดังกลบเสียงเดือดพล่านของหม้อยาที่ตั้งอยู่บนเตาไฟกลางห้องได้ กลิ่นฉุนกึกของสมุนไพรลอยอบอว]ผสมปนเป











