LOGINเมื่อบุปผางามสูงศักดิ์ต้องร่วงหล่นสู่กรงเล็บพยัคฆ์... ตำนานรักที่เริ่มต้นด้วยคาวเลือด คราบน้ำตา และการเยียวยาหัวใจจึงอุบัติขึ้น เปลวเพลิงแห่งสงครามเผาผลาญแคว้นอวิ๋นฮวาจนย่อยยับ จาก 'องค์หญิงมู่ตาน' ผู้สูงศักดิ์และงดงามล่มเมือง บัดนี้ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีให้กลายเป็นเพียง 'เชลยบรรณาการ' ที่ไร้ค่า โชคชะตาที่แสนโหดร้ายผลักไสนางให้ตกอยู่ท่ามกลางกรงเล็บของสองพยัคฆ์ หนึ่งคือ 'อิงเฟิง' บุรุษผู้ฝากรอยแค้นและความอัปยศ และอีกหนึ่งคือ 'หลี่เฉียง' จอมทัพพยัคฆ์ทมิฬแห่งแดนเหนือผู้ป่าเถื่อนและเย็นชา บุรุษผู้ที่เคยยัดเยียดรอยมลทินและพรากทุกสิ่งไปจากนาง ท่ามกลางไฟสงครามและการแก่งแย่งชิงอำนาจ มู่ตานต้องกัดฟันสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ทว่าความเด็ดเดี่ยวและหัวใจที่เข้มแข็งของนาง กลับค่อย ๆ ละลายกำแพงน้ำแข็งในใจของจอมทัพไร้พ่าย จากความแค้นและการกดขี่ แปรเปลี่ยนเป็นความรักที่ลึกซึ้งและพร้อมจะใช้สละได้แม้กระทั่งชีวิต "รอยมลทินใดที่โลกนี้ยัดเยียดให้เจ้า ข้าจะเป็นคนใช้ทั้งชีวิตชำระล้างมัน บัดนี้เจ้าคือฮูหยินของข้า คือสตรีที่บริสุทธิ์และงดงามที่สุดในหัวใจข้าเพียงผู้เดียว"
View Moreเปลวเพลิงเลียเลียแผ่นฟ้าจนกลายเป็นสีเลือด ควันไฟสีดำขโมงบดบังแสงสุดท้ายของดวงตะวันจนมิด กลิ่นไหม้ กลิ่นฝุ่น และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนน่าสะอิดสะเอียน เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงประดาบดังสะท้อนแว่วมาจากทั่วทุกสารทิศ
นครหลวงอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นอวิ๋นฮวา บัดนี้ไม่ต่างจากนรกบนดิน
ณ ศูนย์กลางของความพินาศนั้นคือท้องพระโรงใหญ่ที่เคยโอ่อ่าสง่างาม บัดนี้เสาหยกสลักลายมังกรหักโค่นลงมาครึ่งหนึ่ง ม่านปักลายบุปผชาติถูกไฟไหม้จนหงิกงอเป็นเถ้าถ่าน บัลลังก์หงส์ทองคำที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ บัดนี้กลับหมองคล้ำด้วยเขม่าควันและรอยเลือด
ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น ร่างระหงในอาภรณ์สีแดงเพลิงอันเป็นชุดพระราชพิธีเต็มยศยังคงยืนหยัดอย่างทระนง แม้ชายแขนเสื้อที่ปักดิ้นทองอย่างวิจิตรจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและรอยเลือด ผมยาวสลวยที่เคยประดับด้วยปิ่นหยกและไข่มุกเลอค่า บัดนี้กลับหลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้างามล่มเมืองที่ซีดเผือด
องค์หญิงมู่ตาน...รัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งอวิ๋นฮวา
ในมือนางกำกริชสั้นประจำพระองค์ไว้แน่น ดวงตารูปทรงเมล็ดซิ่งที่เคยทอประกายสดใส บัดนี้กลับนิ่งสงบและเย็นชาดุจน้ำในบ่อลึกยามราตรี นางไม่ได้ร่ำไห้ ไม่ได้หวาดกลัว มีเพียงความว่างเปล่าที่รอคอยชะตากรรมสุดท้าย
ปัง!
บานประตูใหญ่ที่เหลือรอดอยู่เพียงครึ่งเดียวถูกถีบออกอย่างแรงจนพังกระจาย ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำทะมึนก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา แผ่นเกราะทุกชิ้นอาบชโลมไปด้วยเลือดศัตรูจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม ด้านหลังของเขาคือเปลวไฟจากเมืองที่กำลังลุกไหม้ ทำให้เงาของเขาทอดยาวเข้ามาในท้องพระโรงราวกับพญามัจจุราช
แม่ทัพพยัคฆ์หลี่เฉียง...ผู้พิชิตแห่งแคว้นเทียนหู่
ตามติดเข้ามาคือร่างสูงโปร่งที่เคลื่อนไหวได้เงียบเชียบกว่า บุรุษผู้นี้สวมชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มที่ดูคล่องตัว แม้บนใบหน้าหล่อเหลาและเสื้อผ้าจะมีร่องรอยการต่อสู้ แต่กลับดูสะอาดยิ่งกว่าพยัคฆ์ร้ายที่เดินนำหน้า สายตาของเขาคมกริบดุจเหยี่ยว กวาดมองไปทั่วท้องพระโรงอย่างประเมินสถานการณ์ ก่อนจะหยุดลงที่ร่างสตรีที่สง่างามที่สุดที่ยืนอยู่เพียงลำพัง
จอมยุทธ์เหยี่ยวอิงเฟิง...น้องรองร่วมสาบานและเงาของแม่ทัพใหญ่
“หึ...ในที่สุดก็ได้ยลโฉมองค์หญิงแห่งแคว้นล่มสลายเสียที” น้ำเสียงของหลี่เฉียงห้าวและหยาบกร้าน กังวานไปทั่วห้องโถงที่เงียบงัน เขาเดินย่ำผ่านเศษซากเข้ามาอย่างไม่แยแส สายตาจับจ้องมู่ตานราวกับราชสีห์มองลูกกวาง
มู่ตานเชิดใบหน้าขึ้น สบตากับดวงตาอันดุดันนั้นอย่างไม่เกรงกลัว “ข้าคือมู่ตาน รัชทายาทแห่งอวิ๋นฮวา แม้นครจะสิ้น แต่ศักดิ์ศรีข้ายังอยู่”
น้ำเสียงของนางเรียบสนิท แต่กลับแฝงความคมคายที่ทำให้หลี่เฉียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ศักดิ์ศรีรึ ของพรรค์นั้นมันกินได้เสียที่ไหนกันองค์หญิง สิ่งเดียวที่ท่านมีค่าในตอนนี้ คือร่างกายและความงามที่เล่าลือกันนักหนาต่างหาก!”
เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง สูงใหญ่จนบดบังแสงสุดท้ายจากภายนอกจนหมดสิ้น กลิ่นอายคาวเลือดและจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของเขารุนแรงจนน่าหายใจไม่ออก
“โยนกริชนั่นทิ้งเสีย แล้วคุกเข่าลงซะ บางทีข้าอาจจะเมตตาให้ท่านได้ตายอย่างสบายขึ้นมาหน่อย” เขาออกคำสั่ง
“คนของอวิ๋นฮวา ยืนตายไม่คุกเข่าขอชีวิต” นางสวนกลับทันควันทันที ปลายนิ้วที่กำกริชอยู่ขาวซีด
แววตาของหลี่เฉียงที่กำลังวาวโรจน์ด้วยความขบขันชะงักงันไปชั่วลมหายใจ ภาพของสตรีอีกผู้หนึ่งในอดีต ผู้มีแววตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้เช่นเดียวกันนี้ ได้แวบผ่านเข้ามาในมโนสำนึก ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความเกรี้ยวกราดที่รุนแรงกว่าเดิม ความแข็งแกร่งที่เขาเคยปกป้องไว้ไม่ได้ บัดนี้มันกลับมาปรากฏตรงหน้าในร่างของศัตรู
“ปากดี!” เขาคำราม แววตาที่ขบขันได้หายไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงโทสะที่เย็นเยียบ
หมับ!
มือใหญ่ในถุงมือหนังคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนางอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวคีมเหล็ก แรงบีบมหาศาลทำให้นางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด กริชในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นเสียงดังเคร้ง!
“ท่านพี่” อิงเฟิงที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาราบเรียบและเยือกเย็น ไม่ได้เป็นการท้วงติง แต่เป็นการ “เตือนสติ”
‘อย่าได้ทำลายของล้ำค่าชิ้นนี้ด้วยโทสะโง่เขลาของท่าน...’ เขาคิดในใจ
“นางเป็นถึงองค์หญิงรัชทายาท”
นี่ไม่ใช่คำร้องขอความเมตตา แต่คือการย้ำเตือนถึง มูลค่า ของนาง
“หึ! องค์หญิงที่ไม่มีแคว้นให้ปกครองอีกต่อไปแล้ว!” หลี่เฉียงตวาดกลับโดยไม่หันไปมอง เขากระชากร่างของมู่ตานเข้ามาใกล้จนใบหน้าแทบชิดกัน “จำไว้เสียแต่บัดนี้ เจ้าไม่มีศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น เจ้าเป็นแค่เชลย เป็นของรางวัลจากชัยชนะของข้า!”
มู่ตานไม่แม้แต่จะกรีดร้อง นางเพียงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยจากความเจ็บปวด แต่ส่วนลึกกลับยังคงทระงงและลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความเกลียดชัง
สายตาของอิงเฟิงจับจ้องภาพนั้นไม่วางตา แต่สายตาของเขาแตกต่างจากพี่ชายโดยสิ้นเชิง
หลี่เฉียงมองนางราวกับราชสีห์ที่มองเห็นลูกกวาง แต่อิงเฟิงกำลังมองนางราวกับพญาเหยี่ยวที่ได้ค้นพบพญาหงส์ท่ามกลางกองเถ้าถ่าน
เขาไม่ได้มองความงามของนาง และไม่ได้มองแค่แววตาที่ไม่ยอมแพ้ แต่เขากำลังประเมินค่านางทั้งร่าง ตั้งแต่ท่วงท่าที่ยังคงสง่างามแม้อยู่ในความพินาศ น้ำเสียงที่ยังคงความคมคายแม้อยู่ในฐานะเชลย ไปจนถึงสติปัญญาที่ฉายชัดออกมาจากแววตาคู่นั้น
'ไม่ใช่แค่ความงาม แต่คือสายเลือด คือความทระนงแห่งราชันย์ คือสติปัญญาที่ยังคงต่อสู้แม้จะสิ้นไร้ทุกสิ่ง' เขาคิดในใจ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เย็นเยียบ
นี่ไม่ใช่แค่ของกำนัลอย่างที่พี่ชายเขาคิด แต่นี่คืออาวุธที่สมบูรณ์แบบที่สุด...
เขาพบแล้ว สตรีผู้คู่ควรที่จะได้ยืนเคียงข้างเขา ในวันที่เขาได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง
เขาพบคนที่จะมายืนเคียงคู่เขาแล้ว...
หลี่เฉียงแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจในชัยชนะ ก่อนจะผลักร่างนางออกอย่างไม่ไยดี แล้วหันไปออกคำสั่งกับทหารที่ตามเข้ามา
“จับตัวนางไปที่ค่าย! ล่ามโซ่ไว้ให้ดี อย่าให้คลาดสายตา” เขามองเหยียดไปยังร่างที่ทรุดลงไปกับพื้น “นางคือของกำนัลชิ้นงามที่สุดจากสงครามครั้งนี้ และข้าจะใช้เวลาค่อย ๆ แกะของกำนัลชิ้นนี้เอง”
ทหารสองนายก้าวเข้ามาจับแขนของมู่ตานคนละข้างแล้วกระชากให้ลุกขึ้น นางไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนอีกต่อไป เพียงแต่ปรายสายตาเย็นเยียบมองตรงไปยังสองพี่น้องผู้พิชิต เป็นสายตาที่สลักลึกลงไปในใจของพวกเขาทั้งสอง
สายตาที่บอกว่านี่ยังไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใหม่ต่างหาก
มู่ตานที่เดินลงมาจากศาลากลางน้ำพร้อมกับสาวใช้ที่ยกถาดขนมและน้ำชาตามมา หัวเราะเสียงใสจนไหล่สั่น นางก้าวเข้ามาหาบุตรสาวที่ซบหน้าหัวเราะคิกคักอยู่บนไหล่กว้างของอาหลง พลางเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ย ๆ ของหลี่ซินเบา ๆ “มีอาหลงรักซินเอ๋อร์และหานเอ๋อร์ถึงเพียงนี้ ข้าผู้เป็นแม่ก็เบาใจเจ้าค่ะ วันข้างหน้าต่อให้ไม่มีพวกเราคอยคุ้มครอง ก็ย่อมมีท่านอาที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าถังคอยเป็นเกราะกำบังให้นางเสมอ แต่อาหลง ท่านก็เพลา ๆ ความดุลงบ้างเถิด ประเดี๋ยวซินเอ๋อร์ของข้าจะหาคู่ครองไม่ได้จริง ๆ อย่างที่เฉียงเกอว่า” อาหลงมองสบตากับมู่ตานด้วยความเคารพรัก เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ฮูหยินโปรดวางใจ ข้าเพียงแต่คัดกรองบุรุษที่จะเข้ามาในชีวิตของนางเท่านั้น หากมีผู้ใดที่ดีพร้อมอย่างแท้จริง ข้าย่อมหลีกทางให้ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ข้าจะขอเป็นกำแพงเหล็กกล้าให้นางและตระกูลหลี่ตลอดไป” เขา
เวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปถึงห้าปีเต็ม นครหลวงฉางอันภายใต้การปกครองของฮ่องเต้เจี้ยนเหอเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด บ้านเมืองสงบร่มเย็นไร้ศึกสงคราม ราษฎรทำมาค้าขายอย่างเป็นสุข เช่นเดียวกับจวนติ้งกั๋วกงอันกว้างใหญ่โอ่อ่าที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ซึ่งบัดนี้มิได้มีเพียงความเงียบขรึมและน่าเกรงขามเฉกเช่นค่ายทหารในอดีตอีกต่อไป ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ความอบอุ่น และเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วที่ดังก้องไปทั่วทุกมุมของสวนบุปผา ฤดูวสันต์เวียนมาบรรจบอีกครา ดอกอิงฮวาสีชมพูอ่อนเบ่งบานสะพรั่งเต็มต้น กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยละล่องไปตามสายลมที่พัดเอื่อย ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ลานกว้างที่เคยใช้เป็นที่หารือแผนการรบ บัดนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นลานฝึกซ้อมขนาดย่อมสำหรับทายาทแห่งจวนกั๋วกง หลี่เฉียงในชุดลำลองสีเข้มทะมัดทะแมง กำลังย่อตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนพื้นหญ้า ในมือถือดาบไม้สลักลายเรียบง่าย นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์ที่เคยใช้สยบศัตรูนับหมื่น บ
วันตระเวนกินเป็ดย่างผ่านพ้นไป บัดนี้ถึงเวลาของงานมงคลที่แม้จะจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในจวนติ้งกั๋วกง ทว่ากลับอบอวลไปด้วยมิตรภาพที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน ในห้องแต่งตัวอันมิดชิด มู่ตานในฐานะพี่สาวและเจ้านายกำลังบรรจงสวมปิ่นปักผมทับทิมสีแดงสดลงบนเรือนผมมวยสวยของเสี่ยวเหลียนอย่างประณีต เสี่ยวเหลียนในชุดมงคลสมรสสีแดงเพลิงนั่งตัวแข็งทื่อ นัยน์ตากลมโตรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้จนมองภาพในกระจกไม่ชัด “ร้องไห้ทำไมกันเสี่ยวเหลียน วันนี้เป็นวันมงคล เจ้าต้องยิ้มให้สวยที่สุดสิ” มู่ตานกระซิบเสียงอ่อนโยนพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่เอ่อล้นให้สาวใช้คนสนิท “ท่านหญิงข้าไม่อยากห่างจากท่านเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวเหลียนสะอื้นออกมาจนตัวโยน “ตั้งแต่วันแรกที่ท่านแม่ทัพมอบข้าให้รับใช้ท่านที่แดนเหนือ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเชลยที่ดูบอบบางในวันนั้น จะกลายเป็นทั้งชีวิตและเป
หนึ่งเดือนก่อนกำหนดการเคลื่อนทัพมุ่งหน้าสู่ชายแดนอุดร นครหลวงฉางอันยามค่ำคืนเงียบสงบ แสงจันทร์นวลตาอาบไล้สระบัวภายในจวนติ้งกั๋วกงจนเป็นสีเงินยวง หลี่เฉียงในชุดลำลองสีเข้มประทับนั่งอยู่ที่ศาลากลางน้ำท่ามกลางลมเย็นของฤดูวสันต์ เบื้องหน้าของเขาคือกระดานหมากรุกที่ทิ้งค้างไว้ ทว่าคู่สนทนาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับไม่ได้สนใจหมากในมือเลยแม้แต่น้อย เว่ยกัวเฉิน แม่ทัพพิทักษ์อุดรผู้เกรียงไกร บัดนี้กลับนั่งขยี้จมูกตัวเองจนแดงเถือก ใบหน้าคมเข้มที่เคยกรำศึกมาอย่างโชกโชนดูหมองลงด้วยความวิตกกังวล เขาถอนหายใจทิ้งทวนครั้งที่สิบจนตะเกียงวูบไหวพ่นควันจาง ๆ ออกมา “เจ้ามีเรื่องอันใดก็พูดมาเถิดกัวเฉิน ถอนหายใจทิ้งขว้างเช่นนี้ ปลาในสระจะขาดใจตายเพราะขาดอากาศเสียก่อน” หลี่เฉียงเอ่ยเสียงเรียบพลางวางหมากสีดำลงบนกระดานด้วยท่วงท่ามั่นคง “ท่านกั๋วกง คือข้า...ข้าเครียดจนกินไม
ในจังหวะนั้นเอง เว่ยกัวเฉินและอาหลงก็นำหน่วยกล้าตายทะลวงเข้าไปในช่องโหว่ “ตายซะไอ้พวกเดรัจฉาน!” เว่ยกัวเฉินคำรามลั่น ง
เมื่อแสงสุดท้ายของดวงตะวันถูกกลืนหายไปหลังเทือกเขา ความมืดมิดของยามราตรีก็เข้าปกคลุมสมรภูมิหน้าด่านตงหยวน ทว่าในค่ำคืนนี้บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปจากเจ็ดวันที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง เสียงโอดครวญของความตายที่เคยล่องลอยอยู่ในสายลมถูกแทนที่ด้วยเสียง
ลานกว้างหน้าประตูด่านตงหยวนบัดนี้แปรสภาพเป็นขุมนรกโลกันตร์อย่างสมบูรณ์แบบ ท้องฟ้าสีตะกั่วถูกย้อมด้วยประกายไฟจากการปะทะของเหล็กกล้า เสียงกรีดร้องและเสียงสบถด่าทอดังระงมแข่งกับเสียงกลองรบของทัพซีเยว่ที่ถูกรัวกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง&n
“เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้ทันแผนการสกปรกของเจ้างั้นหรืออิงเฟิง” หลี่เฉียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นจนคนฟังต้องขนลุกซู่ “ข้าอาจจะเคยโง่เขลาที่ตกเป็นเครื่องมือในแผนการยุแยงของเจ้า ให้ยกทัพไปปราบแคว้นอวิ๋นฮวาด้วยความเข้าใจผิด แต่ข้ารู้ดีว่าผู

















