LOGINเมื่อแคว้นอวิ๋นฮวาล่มสลาย 'มู่ตาน' องค์หญิงรัชทายาทผู้สูงศักดิ์ กลับกลายเป็นเพียงเชลยศึกที่ไร้ค่าในจวนแม่ทัพศัตรู นางถูกส่งมาเพื่อปรนนิบัติ 'หลี่เฉียง' แม่ทัพพยัคฆ์แห่งแดนเหนือผู้จมดิ่งอยู่ในความโศกเศร้าจากการสูญเสียคนรัก และต้องอยู่ภายใต้สายตาที่จับจ้องของ 'อิงเฟิง' น้องชายผู้แสนดีที่ซ่อนคมเขี้ยวแห่งความอำมหิตไว้ภายใต้รอยยิ้ม แต่ในกรงขังที่งดงามนี้ มู่ตานกลับพบความผิดปกติ... เสียงพิณที่นางใช้บรรเลงเพื่อเยียวยา กลับกลายเป็นกุญแจไขสู่ความลับที่ถูกฝังกลบมานานนับสิบปี สตรีที่ควรจะตายไปแล้วกลับยังมีลมหายใจ... และคนที่ควรจะภักดีกลับกลายเป็นผู้ทรยศ! จากเชลยผู้ไร้ทางสู้ นางจำต้องผันตัวมาเป็น 'กุนซือ' เปลี่ยนเสียงดนตรีให้เป็นรหัสลับ เปลี่ยนกระดานหมากให้เป็นสนามรบ เพื่อปลุกพยัคฆ์ที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมาต่อกรกับอสรพิษที่แฝงกายอยู่ใกล้ตัวที่สุด "เมื่อคมดาบไม่อาจฟาดฟันความเท็จ... ข้าจะใช้เสียงพิณกรีดเปิดความจริง!"
View Moreเปลวเพลิงเลียเลียแผ่นฟ้าจนกลายเป็นสีเลือด ควันไฟสีดำขโมงบดบังแสงสุดท้ายของดวงตะวันจนมิด กลิ่นไหม้ กลิ่นฝุ่น และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนน่าสะอิดสะเอียน เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงประดาบดังสะท้อนแว่วมาจากทั่วทุกสารทิศ
นครหลวงอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นอวิ๋นฮวา บัดนี้ไม่ต่างจากนรกบนดิน
ณ ศูนย์กลางของความพินาศนั้นคือท้องพระโรงใหญ่ที่เคยโอ่อ่าสง่างาม บัดนี้เสาหยกสลักลายมังกรหักโค่นลงมาครึ่งหนึ่ง ม่านปักลายบุปผชาติถูกไฟไหม้จนหงิกงอเป็นเถ้าถ่าน บัลลังก์หงส์ทองคำที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ บัดนี้กลับหมองคล้ำด้วยเขม่าควันและรอยเลือด
ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น ร่างระหงในอาภรณ์สีแดงเพลิงอันเป็นชุดพระราชพิธีเต็มยศยังคงยืนหยัดอย่างทระนง แม้ชายแขนเสื้อที่ปักดิ้นทองอย่างวิจิตรจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและรอยเลือด ผมยาวสลวยที่เคยประดับด้วยปิ่นหยกและไข่มุกเลอค่า บัดนี้กลับหลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้างามล่มเมืองที่ซีดเผือด
องค์หญิงมู่ตาน...รัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งอวิ๋นฮวา
ในมือนางกำกริชสั้นประจำพระองค์ไว้แน่น ดวงตารูปทรงเมล็ดซิ่งที่เคยทอประกายสดใส บัดนี้กลับนิ่งสงบและเย็นชาดุจน้ำในบ่อลึกยามราตรี นางไม่ได้ร่ำไห้ ไม่ได้หวาดกลัว มีเพียงความว่างเปล่าที่รอคอยชะตากรรมสุดท้าย
ปัง!
บานประตูใหญ่ที่เหลือรอดอยู่เพียงครึ่งเดียวถูกถีบออกอย่างแรงจนพังกระจาย ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำทะมึนก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา แผ่นเกราะทุกชิ้นอาบชโลมไปด้วยเลือดศัตรูจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม ด้านหลังของเขาคือเปลวไฟจากเมืองที่กำลังลุกไหม้ ทำให้เงาของเขาทอดยาวเข้ามาในท้องพระโรงราวกับพญามัจจุราช
แม่ทัพพยัคฆ์หลี่เฉียง...ผู้พิชิตแห่งแคว้นเทียนหู่
ตามติดเข้ามาคือร่างสูงโปร่งที่เคลื่อนไหวได้เงียบเชียบกว่า บุรุษผู้นี้สวมชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มที่ดูคล่องตัว แม้บนใบหน้าหล่อเหลาและเสื้อผ้าจะมีร่องรอยการต่อสู้ แต่กลับดูสะอาดยิ่งกว่าพยัคฆ์ร้ายที่เดินนำหน้า สายตาของเขาคมกริบดุจเหยี่ยว กวาดมองไปทั่วท้องพระโรงอย่างประเมินสถานการณ์ ก่อนจะหยุดลงที่ร่างสตรีที่สง่างามที่สุดที่ยืนอยู่เพียงลำพัง
จอมยุทธ์เหยี่ยวอิงเฟิง...น้องรองร่วมสาบานและเงาของแม่ทัพใหญ่
“หึ...ในที่สุดก็ได้ยลโฉมองค์หญิงแห่งแคว้นล่มสลายเสียที” น้ำเสียงของหลี่เฉียงห้าวและหยาบกร้าน กังวานไปทั่วห้องโถงที่เงียบงัน เขาเดินย่ำผ่านเศษซากเข้ามาอย่างไม่แยแส สายตาจับจ้องมู่ตานราวกับราชสีห์มองลูกกวาง
มู่ตานเชิดใบหน้าขึ้น สบตากับดวงตาอันดุดันนั้นอย่างไม่เกรงกลัว “ข้าคือมู่ตาน รัชทายาทแห่งอวิ๋นฮวา แม้นครจะสิ้น แต่ศักดิ์ศรีข้ายังอยู่”
น้ำเสียงของนางเรียบสนิท แต่กลับแฝงความคมคายที่ทำให้หลี่เฉียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ศักดิ์ศรีรึ ของพรรค์นั้นมันกินได้เสียที่ไหนกันองค์หญิง สิ่งเดียวที่ท่านมีค่าในตอนนี้ คือร่างกายและความงามที่เล่าลือกันนักหนาต่างหาก!”
เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง สูงใหญ่จนบดบังแสงสุดท้ายจากภายนอกจนหมดสิ้น กลิ่นอายคาวเลือดและจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของเขารุนแรงจนน่าหายใจไม่ออก
“โยนกริชนั่นทิ้งเสีย แล้วคุกเข่าลงซะ บางทีข้าอาจจะเมตตาให้ท่านได้ตายอย่างสบายขึ้นมาหน่อย” เขาออกคำสั่ง
“คนของอวิ๋นฮวา ยืนตายไม่คุกเข่าขอชีวิต” นางสวนกลับทันควันทันที ปลายนิ้วที่กำกริชอยู่ขาวซีด
แววตาของหลี่เฉียงที่กำลังวาวโรจน์ด้วยความขบขันชะงักงันไปชั่วลมหายใจ ภาพของสตรีอีกผู้หนึ่งในอดีต ผู้มีแววตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้เช่นเดียวกันนี้ ได้แวบผ่านเข้ามาในมโนสำนึก ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความเกรี้ยวกราดที่รุนแรงกว่าเดิม ความแข็งแกร่งที่เขาเคยปกป้องไว้ไม่ได้ บัดนี้มันกลับมาปรากฏตรงหน้าในร่างของศัตรู
“ปากดี!” เขาคำราม แววตาที่ขบขันได้หายไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงโทสะที่เย็นเยียบ
หมับ!
มือใหญ่ในถุงมือหนังคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนางอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวคีมเหล็ก แรงบีบมหาศาลทำให้นางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด กริชในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นเสียงดังเคร้ง!
“ท่านพี่” อิงเฟิงที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาราบเรียบและเยือกเย็น ไม่ได้เป็นการท้วงติง แต่เป็นการ “เตือนสติ”
‘อย่าได้ทำลายของล้ำค่าชิ้นนี้ด้วยโทสะโง่เขลาของท่าน...’ เขาคิดในใจ
“นางเป็นถึงองค์หญิงรัชทายาท”
นี่ไม่ใช่คำร้องขอความเมตตา แต่คือการย้ำเตือนถึง มูลค่า ของนาง
“หึ! องค์หญิงที่ไม่มีแคว้นให้ปกครองอีกต่อไปแล้ว!” หลี่เฉียงตวาดกลับโดยไม่หันไปมอง เขากระชากร่างของมู่ตานเข้ามาใกล้จนใบหน้าแทบชิดกัน “จำไว้เสียแต่บัดนี้ เจ้าไม่มีศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น เจ้าเป็นแค่เชลย เป็นของรางวัลจากชัยชนะของข้า!”
มู่ตานไม่แม้แต่จะกรีดร้อง นางเพียงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยจากความเจ็บปวด แต่ส่วนลึกกลับยังคงทระงงและลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความเกลียดชัง
สายตาของอิงเฟิงจับจ้องภาพนั้นไม่วางตา แต่สายตาของเขาแตกต่างจากพี่ชายโดยสิ้นเชิง
หลี่เฉียงมองนางราวกับราชสีห์ที่มองเห็นลูกกวาง แต่อิงเฟิงกำลังมองนางราวกับพญาเหยี่ยวที่ได้ค้นพบพญาหงส์ท่ามกลางกองเถ้าถ่าน
เขาไม่ได้มองความงามของนาง และไม่ได้มองแค่แววตาที่ไม่ยอมแพ้ แต่เขากำลังประเมินค่านางทั้งร่าง ตั้งแต่ท่วงท่าที่ยังคงสง่างามแม้อยู่ในความพินาศ น้ำเสียงที่ยังคงความคมคายแม้อยู่ในฐานะเชลย ไปจนถึงสติปัญญาที่ฉายชัดออกมาจากแววตาคู่นั้น
'ไม่ใช่แค่ความงาม แต่คือสายเลือด คือความทระนงแห่งราชันย์ คือสติปัญญาที่ยังคงต่อสู้แม้จะสิ้นไร้ทุกสิ่ง' เขาคิดในใจ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เย็นเยียบ
นี่ไม่ใช่แค่ของกำนัลอย่างที่พี่ชายเขาคิด แต่นี่คืออาวุธที่สมบูรณ์แบบที่สุด...
เขาพบแล้ว สตรีผู้คู่ควรที่จะได้ยืนเคียงข้างเขา ในวันที่เขาได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง
เขาพบคนที่จะมายืนเคียงคู่เขาแล้ว...
หลี่เฉียงแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจในชัยชนะ ก่อนจะผลักร่างนางออกอย่างไม่ไยดี แล้วหันไปออกคำสั่งกับทหารที่ตามเข้ามา
“จับตัวนางไปที่ค่าย! ล่ามโซ่ไว้ให้ดี อย่าให้คลาดสายตา” เขามองเหยียดไปยังร่างที่ทรุดลงไปกับพื้น “นางคือของกำนัลชิ้นงามที่สุดจากสงครามครั้งนี้ และข้าจะใช้เวลาค่อย ๆ แกะของกำนัลชิ้นนี้เอง”
ทหารสองนายก้าวเข้ามาจับแขนของมู่ตานคนละข้างแล้วกระชากให้ลุกขึ้น นางไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนอีกต่อไป เพียงแต่ปรายสายตาเย็นเยียบมองตรงไปยังสองพี่น้องผู้พิชิต เป็นสายตาที่สลักลึกลงไปในใจของพวกเขาทั้งสอง
สายตาที่บอกว่านี่ยังไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใหม่ต่างหาก
คำรายงานของอาหลงเปรียบเสมือนหมากชิ้นสุดท้ายที่ปะติดปะต่อภาพแผนการอันเลวร้ายให้กระจ่างชัด หลี่เฉียงหลับตาลงช้า ๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นเพลิงโทสะที่กำลังลุกโชนในอก ข้อสันนิษฐานของเขาในกระโจมบัญชาการเมื่อคืนก่อนได้รับการยืนยันด้วยหลักฐานที่ประจักษ์ชัด พิษจากแคว้นซีเยว่มาปรากฏอยู่ที่ชายแดนเหนือของต้าถังได้อย่างไร หากไม่มีคนของพวกมันคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง อิงเฟิงไม่ได้เป็นเพียงกบฏที่หวังชิงบัลลังก์ แต่มันคือสายเลือดแห่งซีเยว่ที่ฝังตัวอยู่ในต้าถังมานานนับสิบปี “ส่งม้าเร็วกลับไปเมืองหลวง นำสาส์นลับที่ผนึกด้วยตราเลือดของข้าไปมอบให้องค์รัชทายาทด้วยมือของเขาเอง” หลี่เฉียงลืมตาขึ้น แววตาของเขาบัดนี้กลายเป็นน้ำแข็งที่แฝงไปด้วยคมมีดนับพันเล่ม “จงกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบว่า แผนการก่อกบฏของรุ่ยอ๋องเป็นเพียงฉากหน้า ศัตรูที่แท้จริงที่กำลังจ้องขย้ำคอต้าถังคือแคว้นซีเยว่ ให้พระองค์ทรงระวังการเคลื่อนไหวของราชครูหวังฉีและฮองเฮาให้ดี พวกมันอาจมีเส้นสายเชื่อมโยงกับซีเยว่ด้วยเช่นกัน
ลานกว้างเบื้องหลังแนวป้องกันของทัพหน้า บัดนี้ได้แปรสภาพเป็นลานประหารที่ไร้ซึ่งเพชฌฆาต มีเพียงพญามัจจุราชที่มองไม่เห็นกำลังแกว่งเคียวเกี่ยวตวัดดวงวิญญาณของเหล่าทหารหาญต้าถังไปทีละดวง เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดทรมานดังระงมไปทั่วหุบเขาศิลา กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเลือดสีดำคล้ำที่ถูกกระอักออกมาคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นคาวโลหิตและกลิ่นเหงื่อกาฬของความตาย ร่างของทหารนับร้อยที่รอดชีวิตจากการหนีตายมาได้ กำลังนอนเกลือกกลิ้งทุรนทุรายอยู่บนผืนผ้าใบและฟางแห้งที่ถูกปูรองไว้ลวก ๆ ผิวหนังของพวกเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นตามลำคอและขมับราวกับมีรากไม้พิษชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง อาการชักกระตุกเกิดขึ้นเป็นระยะก่อนที่ลมหายใจจะค่อย ๆ แผ่วลงจนสิ้นใจไปในที่สุด มู่ตานก้าวเดินฝ่าดงความตายนั้นด้วยความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว แววตาของอดีตองค์หญิงแห่งแคว้นอวิ๋นฮวาไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แม้ภาพเบื้องหน้าจะน่าสะดุ้งกลัวเพียงใด นางสะบัดชายเสื้อคลุมสีเข้มออก นั่งคุกเข่าลงข้างร่างของนายทหารหนุ
หลี่เฉียงยื่นมือออกไปรับถ้วยชา ปลายนิ้วหยาบกร้านของเขาสัมผัสกับปลายนิ้วของนางโดยไม่ได้ตั้งใจ กระแสความผูกพันที่ละมุนละไมแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของทั้งสองคน เขายกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ไออุ่นจากสมุนไพรไหลซ่านลงสู่กระเพาะ ขับไล่ความตึงเครียดในจิตใจไปได้อย่างน่าประหลาด เมื่อเขาลดถ้วยชาลง หลี่เฉียงสบตากับมู่ตานท่ามกลางแสงไฟจากคบเพลิงที่ส่องสลัว แววตาของเขาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาดุจหน้าผาสูงชัน ค่อย ๆ อ่อนแสงลงเล็กน้อย เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำขอบคุณใด ๆ ทว่าการพยักหน้าให้เบา ๆ เพียงหนึ่งครั้ง และแววตาที่ทอดยาวมองนางนานกว่าปกติ ก็เพียงพอแล้วที่จะสื่อสารความรู้สึกซาบซึ้งจากก้นบึ้งของหัวใจที่แหลกสลาย มู่ตานรับถ้วยชาเปล่ากลับมา นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาที่หวั่นไหวและหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ นางรับรู้ได้ว่า พื้นที่ในหัวใจของชายผู้นี้ แม้จะเต็มไปด้วยบาดแผลและถูกครอบครองด้วยความทรงจำของลี่อินไปแล้ว ทว่านางก็ค่อย ๆ แท
“ท่านแม่ทัพหมายความว่าอย่างไรขอรับ หรือมันเพียงแค่อยากใช้ซยงหนูเป็นเครื่องมือสังหารพวกเรา” เว่ยกัวเฉินขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจในความซับซ้อนของหมากกระดานนี้ หลี่เฉียงเดินวนรอบโต๊ะแผนที่ช้า ๆ เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในความเงียบ “ท่านพ่อของข้าเคยเล่าให้ฟังก่อนสิ้นใจว่า บิดาที่แท้จริงของอิงเฟิงเป็นเพียงบัณฑิตตกยากที่รอนแรมมาจากแดนไกล ท่านพ่อสงสารจึงรับอุปการะไว้ให้ที่พักพิง ทว่าหลังจากบัณฑิตผู้นั้นป่วยตาย อิงเฟิงก็ถูกท่านพ่อรับมาเลี้ยงดูในฐานะบุตรบุญธรรมและปกปิดชาติกำเนิดไว้ ข้าไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้มาก่อน จนกระทั่งวันนี้ ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่า ภูมิหลังที่แท้จริงของบัณฑิตผู้นั้น อาจไม่ใช่แค่คนพเนจรต้อยต่ำ” หลี่เฉียงหยุดเดิน หันมาสบตาผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองด้วยแววตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “คิดดูสิ หา






![พันธะสวาทจอมเวทย์ [18+, พีเรียดอีโรติก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




