LOGINเยว่จือ หรือชื่อใหม่ในร่างของ จือจื่อ คือสนมอันดับที่ 87 ที่ถูกทิ้งให้ลำบากในตำหนักห่างไกล ความห่างเหินจากฮ่องเต้ทำให้ไม่มีวันได้เข้าใกล้ฮ่องเต้ จนกระทั่งตรอมใจ เยว่จือปล่อยตัวเองให้กลายเป็นผู้หญิงอ้วนที่ใช้ชีวิตไปวันๆกับการกินและนอนจนถูกผูกรังแกและถูกบีบบังคับให้จบชีวิต แต่ทว่าผู้ที่มาเข้าร่างแทนกลับเป็นจือจื่อคนใหม่ หญิงวัย45ปีที่เคยประสบความสำเร็จในธุรกิจทุกด้าน แต่กลับล้มเหลวในความรัก เพราะหาผู้ชายที่คู่ควรไม่ได้สักที เมื่อเธอมาอยู่ในร่างนี้จึงมุ่งหน้าแสวงหาความรุ่งเรืองและอำนาจและไม่แคร์เรื่องรักอีกต่อไป สองปีผ่านไป ทั่วทั้งดินแดนเริ่มได้ยินเรื่องราวของหญิงงามผู้นำเมืองอี้ที่ไม่เพียงแต่มีความงามโดดเด่น แต่ยังมีความสามารถที่ยิ่งใหญ่ ความร่ำรวย ความรู้ และสินค้าที่แปลกใหม่ที่มาจากความคิดของนาง ทำให้เมืองอี้กลายเป็นที่รู้จักในด้านต่างๆ ทั่วทั้งแผ่นดิน เมื่อฮ่องเต้หยงชิงผู้ที่ไม่ยอมให้สนมถวายตัวเพราะคิดว่าพวกนางสนมทั้งหลายรักเพียงฐานะฮ่องเต้และทั้งชีวิตของหยงชิงไม่เคยรักใครทว่าตามหารักแท้รู้ว่า และเมื่อรู้ว่านางคือสนมที่ถูกเนรเทศ ฮ่องเต้ต้องหาทางพิชิตใจหญิงงามที่ไม่แคร์เรื่องรัก แต่มีมาตรฐานบุรุษราวเทพเซียน นางจะยอมเปิดใจให้กับฮ่องเต้หยงชิงหรือไม่
View Moreหอโคมเขียวเทียนสรวงยามนี้สว่างไสวด้วยแสงตะเกียงนับร้อยดวง เสียงดนตรีคึกคักดังผสมเสียงหัวเราะและกลิ่นสุราแรงโชยไปทั่ว บนโต๊ะไม้กลมใหญ่ตรงกลางหอ เต็มแน่นด้วยอาหารนานาชนิด ทั้งเป็ดย่าง หมูกรอบ ปลานึ่งซีอิ๊ว และสุราหอมแรงที่ล้นขอบจอก
ทุกคนรอบโต๊ะหน้าแดงก่ำด้วยความเมา แต่ไม่มีใครสู้หญิงตัวอ้วนในชุดแพรสีชมพูอ่อนที่กำลังหัวเราะเสียงดังลั่นได้เลย
“ฮ่าๆๆๆๆ ไหลๆๆๆๆๆ สุราดีสุราดีดนตรีเพราะ”
เยว่จือสนมอันดับที่ 87 ในวังหลวง กำลังอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า
เมาไม่รู้เหนือรู้ใต้ นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสำราญ มือขวากอดหนุ่มรูปงามไว้แน่น มือซ้ายก็โอบอีกคนไว้พลางหัวเราะงอหาย หนึ่งคนช่วยนวดไหล่ให้นาง อีกคนคุกเข่านวดขาอยู่ข้างเก้าอี้ ซ้ายมืออีกคนรินสุราไม่หยุด ส่วนคนขวาป้อนเนื้อเป็ดย่างหอมกรุ่นเข้าปากทีละคำ
เยว่จือยกจอกสุราขึ้นเหนือศีรษะ เสียงหัวเราะของนางดังก้องไปทั่วหอ
“พี่สาวน้องสาวทุกท่าน และหนุ่มหล่อทุกคน ไม่เมาไม่กลับ ไม่หลับไม่เลิกดื่ม วันนี้ดื่มกินเต็มที่ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเยว่จือมาด้วยตัวเอง ถึงเงินจะน้อยแต่น้ำใจล้นหลาม”
เสียงโห่ฮาดังลั่นทันที
“ไม่เมาไม่กลับไม่หลับไม่เลิกดื่ม”
ดื่ม ดื่ม” สุราไหลรินเป็นสายน้ำ ทุกคนเฮฮากันสุดเสียงราวกับวันนี้เป็นวันปีใหม่
ท่ามกลางเสียงครึกครื้น เถ้าแก่ฉิน เจ้าของหอโคมเขียวร่างท้วมหน้ากลมเต็มไปด้วยเหงื่อ เดินวนไปวนมาหลายรอบก่อนจะรวบรวมความกล้าเข้าไปใกล้โต๊ะใหญ่ เขามองอาหารและสุราที่พร่องไปแล้วมากกว่าครึ่ง ด้านข้างยังมีคนทยอยเข้ามาอีกเรื่อย ๆ ใจนึกหวาดหวั่นกลัวว่าวันนี้จะไม่มีใครจ่าย
“คุณหนู...เอ่อ ท่านหญิง...คือ...” เถ้าแก่ฉินยกมือขยี้ผ้าเช็ดหน้าด้วยความลำบากใจ
เยว่จือหันมามองตาปรือ ใบหน้าแดงก่ำยิ้มกว้าง
“อ้อ เถ้าแก่ฉิน ท่านไม่ต้องห่วงน่าา คนอย่างข้า สนมของฮ่องเต้ลำดับที่ 87 ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย...”
เถ้าแก่ฉินถึงกับสะดุ้งเฮือก
“อะไรนะขอรับ โถ่พระสนมเห็นใจข้าน้อยเถอะ”
เยว่จือรีบพูดต่อ ประโยคยังไม่จบดี
“...นั่นไม่ใช่ข้าคนอย่างข้าไม่มีก็ขายของจ่าย และไม่มีหนี ท่านอยากพบข้าก็เชิญที่วังหลวงได้ทุกโมงยาม ลงบัญชีวังหลวงไว้ได้เลยถ้าข้าไปมาจ่าย”
เสียงรอบโต๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกันอีกระลอก เยว่จือหัวเราะลั่นกอดคอหนุ่มทั้งสองข้างแน่น
“พวกเจ้าสุดหล่อของข้า สั่งอาหารเพิ่มอีกไหม เต็มที่เลย ไม่ต้องเกรงใจข้า ฮ่าๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ”
เถ้าแก่ฉินรีบพยักหน้าหงึกหงักส่งซิกให้เสี่ยวเอ้อที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ สองคนวิ่งปรู๊ดออกไปทางหน้าหอ ก่อนจะตะโกนเสียงลั่นถนน
“วันนี้ หอโคมเขียวเทียนสรวงของเรามีสนมเอกที่ฝ่าบาทโปรดปรานใจป้ำเลี้ยงสุราอาหาร เชิญทุกท่านเข้ามากินฟรี วันนี้พระสนมเลี้ยงไม่อั้นไหลๆๆๆ เร่เข้ามาเร่เข้ามา”
เสียงนั้นดังไปจนถึงหัวถนน คนที่เดินผ่านไปมาพากันหันขวับ บางคนเบิกตาโตด้วยความตกใจ บางคนตาเป็นประกายด้วยความดีใจ
“กินฟรีสนมเอกของฝ่าบาทมาเองเลยเหรอ”
ไม่นานนักหอโคมเขียวก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน ทั้งชายหญิง วัยหนุ่มสาวและเฒ่าชรา ต่างแย่งกันเข้ามานั่งร่วมโต๊ะ สุรารินไม่หยุด อาหารออกจากครัวจนควันคลุ้งราวกับตลาดยามเช้า
บางคนกระซิบกับเพื่อนเสียงเบา
“สนมเอกที่ฝ่าบาทโปรดปราน ทำไมถึงมาหอโคมเขียวแบบนี้กันนะ...”
อีกคนรีบยกจอกขึ้นหัวเราะ
“ช่างเถอะ เจ้าจะสงสัยไปทำไม เห็นไหมต้องโปรดปรานอย่างแน่ๆ จึงวกินอิ่มนอนหลับตัวอ้วนตุ๊บแล้วยังมีเงินมาเลี้ยงดูพวกเราอีก พระสนมมีจิตใจเมตตาอยากเลี้ยงสุราอาหาร เจ้าก็รับน้ำใจไว้เถอะ ไปๆๆ อย่าช้า เดี๋ยวจะไม่ทันเขา”
เสียงหัวเราะ เสียงจอกสุราเคาะกันดังระงม จนหอโคมเขียวเทียนสรวงในค่ำคืนนั้นแทบกลายเป็นงานรื่นเริงใหญ่ประจำเมือง
ในขณะที่เยว่จือยังคงหัวเราะเริงร่า นั่งกอดหนุ่มซ้ายขวาอย่างสำราญใจ โดยไม่รู้เลยว่าเรื่องที่คิดว่าเล็กๆ ที่ก่อขึ้นคืนนี้...กำลังลามไปถึงหูของฝ่าบาท
ภายในหอโคมเขียวเทียนสรวง เสียงหัวเราะที่เมื่อครู่ยังครึกครื้นหายไปราวกับนัดไว้ เมื่อประตูบานใหญ่เปิดออกอย่างแรง เสียง โครม ดังสนั่นสะเทือนพื้นไม้ ผู้คนที่ยังคงถือจอกสุราในมือชะงักงันไปทั้งหอ
บัดนั้นเหล่าขบวนองครักษ์ในชุดเกราะดำเงาวับจากวังหลวงเดินเรียงแถวเข้ามาเป็นระเบียบ ความน่าเกรงขามกลบกลิ่นสุราทั้งห้องในพริบตา ทุกคนที่เมื่อครู่ยังหัวเราะดื่มกินกันอย่างสำราญต่างรีบหลีกทางจนเกิดช่องว่างกว้างกลางหอ เหล่าสาวงามและหนุ่มรูปงามต่างก้มหน้าหลบสายตาหนุ่มรูปงามข้างการเยว่จือรีบถอยห่างสนมคนโปรดของฝ่าบาท
หยวนเซียว หัวหน้าองครักษ์ผู้เคร่งขรึมในชุดดำขลิบทอง เดินออกมายืนตรงหน้าฝูงชน แววตาคมเฉียบจับไปที่หญิงร่างอวบในชุดแพรสีชมพูที่ยังคงยืนโงนเงนอยู่ข้างโต๊ะอาหารที่เละเทะเต็มไปด้วยกระดูกเป็ดและจอกสุรา
เขาประสานมือคารวะแล้วเปล่งเสียงดังชัดเจน
“ข้าน้อยหยวนเซียว รับบัญชาฝ่าบาทมา เชิญพระสนมอันดับที่ 87 เพื่อ……” คำพูดสะดุดลงแค่นั้นเยว่จือยกมือขึ้นห้าม พลางหัวเราะเสียงดัง ตาแดงก่ำปรือจนแทบจะปิด
“เดี๋ยว ช้าก่อน ฮ่า ๆ ๆ”
“ท่านนี่เก่งจริง ๆ จำได้แม้กระทั่ง อันดับสนม ของข้า ฮ่า ๆๆๆ ...87ๆ ป่านนี้คงเพิ่มมา คงมาอีกสักคนสองคน แล้วล่ะใช่ไหม.. อาจจะอยู่ที่อันดับ 90 กว่าๆ แล้วใช่ไหมล่ะ"
ขันทีข้างกายฮ่องเต้แอบอมยิ้มจากคำพูดที่ไม่มีมารยาทของเยว่จื่อพลางพึมพำเบาๆ
"อันดับที่ 130 แล้วต่างหาก” องครักษ์อีกคนที่ยืนข้างๆ หยวนเซียวพูดขึ้นเบาๆ
“ต้ายแล้วววว130เชียวหรือฮ่าาาาใครสน”
เสียงหัวเราะของนางเรียกเสียงซุบซิบรอบหอให้ดังขึ้นอีกครั้ง แต่หยวนเซียวไม่ได้รับมุก เขายังคงยืนนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย
“เชิญพระสนมกลับไปกับพวกเราเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
เยว่จือยกจอกสุรา เดินโซซัดโซเซเข้าหาเขาอย่างคนเมาหนัก
“หืออออ ท่านอย่าเครียดนักเลย มาๆ ข้าเลี้ยงเอง ถึงท่านจะเป็นหัวหน้าองครักษ์ได้เงินเดือนเยอะกว่าข้า แต่ข้าก็ดูแลท่านได้นะ อย่าเกรงใจไปเลย ฮ่าๆๆๆ มามะให้ข้าดูแลท่านเอง”
เสียงหัวเราะของนางดังลั่นหออีกครั้ง ขณะที่ทุกคนรอบข้างเริ่มพูดคุยกันเสียงระงม
“พระสนมถูกจับได้เสียแล้ว”
“แล้วนางจะถูกลงโทษไหม”
“ไม่สิ นางคือสนมเอกคนโปรดนะ จะถูกลงโทษได้หรือ”
“ข้าว่านางโม้ อย่างนางเนี้ยนะสนมเอกคนโปรด ฝ่าบาทจะโปรดนางได้ลงหรืออ้วนเหมือนหมู คอก็อ่อนหญิงงามข้างกายจะต้องงดงามอ่อนหวานเป็นสหายดื่มสุราที่ดีแต่ดูนางสิเมาเลอะเทอะตั้งแต่สามจอกแรก”
“ไม่หรอก เจ้าดูสิ นางคนโปรดนั่นแหละ ถูกเอาใจเลี้ยงดูอย่างดีถึงอวบอั๋นเช่นนี้”
ลุงหนานซ่งเองก็ยืนกอดอกเงียบๆ แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลเหมยจิ้งเอาแต่ชะเง้อมองเข้าไปด้านในตลอดเวลาหานเย่ยืนพิงเสาอย่างนิ่งสงบส่วนโจวชวี่กับชูอวี่ที่บัดนี้สวมชุดขุนนางจอหงวนเต็มตัว ต่างยังทำตัวเหมือนเดิมไม่มีผิดชูอวี่เดินวนไปวนมาเร็วกว่าพ่อบ้านเสียอีก"ทำไมข้าตื่นเต้นกว่าตอนสอบจอหงวนเสียอีก"โจวชวี่ถอนหายใจ"เจ้าหยุดเดินก่อน ข้าเวียนหัว"ไม่ไกลกัน หลงเกอยืนอยู่ข้างถานถานที่ตอนนี้งดงามสง่าในฐานะไท่จือเฟยแห่งแคว้นเหลียงแต่พอได้ยินเสียงร้องของจื่อจือดังลอดออกมาจากด้านในถานถานก็รีบกำแขนเสื้อหลงเกอแน่นทันที"นายหญิงจะไม่เป็นไรใช่ไหม"หลงเกอลูบมือปลอบเบาๆ"ไม่เป็นไรหรอกน่าอีกเดี๋ยวเราจะต้องได้เห็นหน้าหลานชาย"แต่เขาเอง สีหน้ายังตึงไม่น้อยลุงเฉียวถงถอนหายใจยาว"ตอนสร้างรถยังไม่ตื่นเต้นเท่านี้"ทุกคนต่างเงียบลงเมื่อเสียงร้องของเด็กทารกดังขึ้นกะทันหันอุแว้...ๆๆๆๆทั้งตำหนักหยุดนิ่งไปชั่วขณะก่อนที่ประตูห้องจะเปิดออกหมอตำแยหญิงเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง"ยินดีด้วยเพคะ"น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยินดี"ฮองเฮาประสูติองค์ชายอย่างปลอดภัย"เสียงเฮดังขึ้นพร้อมกันทันทีชูอวี่กระโดดตัวลอยโจวชวี่ถึง
ยังไม่ทันได้ตรัสอะไร หยงชิงก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ต่างจากทุกวันอย่างเห็นได้ชัดแววตาคมเต็มไปด้วยความยินดีจนปิดไม่มิดไทเฮาเลิกคิ้วนิดหนึ่ง"เกิดเรื่องอันใด"หยงชิงเดินเข้าไปใกล้ ก่อนก้มศีรษะเล็กน้อย"เสด็จแม่"น้ำเสียงของเขาแฝงความตื่นเต้นชัดเจน“มีเรื่องเร่งด่วนใดกัน” ไทเฮาเอ่ยปากถามเมื่อเห็นหยงชิงนั่งลง"จื่อจือกำลังตั้งครรภ์"มือของไทเฮาชะงักทันที"อะไรนะ"นางเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วหยงชิงยิ้มออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง"หมอหลวงเพิ่งตรวจเมื่อเช้า"ไทเฮานิ่งค้างไปชั่วขณะก่อนใบหน้าจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยินดีอย่างที่สุด"จริงหรือ"หยงชิงพยักหน้าเพียงเท่านั้น ไทเฮาก็หัวเราะออกมาทันที"ดี"นางตบพนักเบาๆ อย่างพอใจ"ดีเหลือเกิน"สายตาของนางเป็นประกายขึ้นทันที"ในที่สุดราชวงศ์ก็จะมีรัชทายาท"นางรีบหันไปทางขันทีข้างกาย"เร็ว"น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น"ส่งราชโองการออกไป"ขันทีรีบประสานมือ"พ่ะย่ะค่ะ"ไทเฮายิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น"จัดงานเลี้ยงฉลองทั่ววังหลวง เปิดคลังหลวงแจกข้าวสารและผ้าไหมแก่ประชาชน"และ...งดเก็บภาษีหัวเมืองต่างๆ สามปี"นางหยุดนิดหนึ่ง ก่อนตรัสเสียงดังชัดเจนขันที
ยามสายภายในตำหนักแปดสิบเจ็ดเงียบสงบผิดปกติ เหล่าขันทีและสาวใช้กำลังช่วยกันปิดประตูหน้าต่างตามคำสั่งของฮ่องเต้หยงชิงยืนกอดอกอยู่กลางห้อง สีหน้าดูพอใจอย่างเห็นได้ชัด"ดี"เขาพยักหน้าเบาๆ"ตั้งแต่วันนี้ ห้ามใครเข้ามารบกวน"หยวนเซียวก้มตัวรับคำสั่ง"ขอรับฝ่าบาท"จังหวะนั้นเองเสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านในห้อง"อุ..."ตามมาด้วยเสียงอาเจียนดังชัดหยงชิงชะงักทันที ก่อนรีบหันขวับ"จื่อจือ"เขาก้าวเร็วแทบจะทันทีเข้าไปด้านในก็พบจื่อจือนั่งอยู่ข้างเตียง มือหนึ่งกุมอก อีกมือยันขอบเตียงไว้ สีหน้าซีดลงเล็กน้อย"อุ๊บ..."นางโก่งคออาเจียนอีกครั้งหยงชิงถึงกับทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ"จื่อจือ"เขารีบเข้าไปนั่งข้างๆ มือใหญ่ลูบหลังไหล่นางเบาๆ อย่างลนลาน"เป็นอะไร"จื่อจือหอบเบาๆ ยังตอบไม่ได้หยงชิงยิ่งขมวดคิ้วแน่น"หยวนเซียว"เสียงตวาดดังลั่นทันทีหยวนเซียวรีบวิ่งเข้ามา"ขอรับฝ่าบาท""รีบไปตามหมอหลวง"หยงชิงพูดเร็ว สีหน้าตึงเครียดชัดเจนหยวนเซียวชะงัก"แต่ฝ่าบาท..."เขากะพริบตาปริบๆ"ไหนบอกว่าจะปิดตำหนัก"หยงชิงหันมามองทันที"ไม่แล้ว"ตอบเร็วแทบไม่ต้องคิดเขาหันกลับไปประคองจื่อจืออย่างระวัง มือยังคอยลูบหลังให้นางไม่ห
แคว้นซีเป่ยภายในห้องทรงงานยามค่ำ แสงตะเกียงส่องสลัว หยงชิงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะ สีหน้าดูเคร่งขรึมผิดปกติหยวนเซียวกับใต้เท้าหลินยืนอยู่เบื้องหน้า ต่างมองหน้ากันเลิ่กลักเล็กน้อยบรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่หยงชิงจะวางพู่กันลงช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้น"ข้ามีเรื่องจะถาม"น้ำเสียงเรียบ แต่ทำให้ทั้งสองคนตั้งตัวทันที"ฝ่าบาทโปรดตรัส"หยวนเซียวรีบตอบหยงชิงนิ่งไปนิดหนึ่งเหมือนกำลังชั่งใจก่อนจะพูดออกมาตรงๆ"ทำอย่างไร..."เขาหยุดเล็กน้อย"จื่อจือจึงจะตั้งครรภ์"คำถามนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบกริบทันทีหยวนเซียวเบิกตากว้างใต้เท้าหลินไอแห้งๆ หนึ่งครั้ง"เอ่อ"ทั้งสองคนหันมองหน้ากันอีกครั้งอย่างทำอะไรไม่ถูกหยวนเซียวก้มหน้าลงทันที"เรื่องนี้..."เขาพูดเสียงเบา"ข้าน้อยไม่ถนัดขอรับ"ใต้เท้าหลินถอนหายใจเบาๆ ก่อนก้าวออกมาครึ่งก้าว"ฝ่าบาท อันนี้มันอยู่ที่ความสามารถของฝ่าบาท"น้ำเสียงพยายามนิ่ง"เรื่องนี้...เป็นเรื่องธรรมชาติของสามีภรรยา"หยงชิงขมวดคิ้วนิดหนึ่ง"ข้ารู้"เขาตอบสั้นๆ"แต่ข้าอยากรู้ให้ชัด"ใต้เท้าหลินถึงกับชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่ออย่างระมัดระวัง"โดยทั่วไป...ต้องอาศัยเวลา และจังหวะที่เหมาะสม"หยงช
ห้องคุมขังยังคงเงียบงัน มีเพียงแสงตะเกียงที่สั่นไหวตามลมอ่อนจากช่องระบายอากาศด้านบนจือจื่อยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเฉินเปียว แต่ในใจกลับคำนวณเวลาอย่างรวดเร็วตามแผนแล้ว ตอนนี้โจวชวีกับชูอวี่ควรจะเข้ามาได้แล้ว หรือจะมาแล้วนะแต่ทุกอย่างกลับเงียบสนิทไม่มีเสียงต่อสู้ ไม่มีเสียงสัญญาณเฉินเปียวมองสีหน้าของน
หยางหลินยืนมองความเคลื่อนไหวในตำหนักตะกายดาวครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมา สีหน้าสุขุมจริงจังขึ้นเล็กน้อย"หยางจิน ที่นี่ต้องฝากเจ้าไว้ก่อน คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวทุกอย่างให้ดี ส่วนข้าจะรีบกลับวังหลวงไปกราบทูลฝ่าบาทให้มีพระบัญชาเรียกตัวสนมจือจื่อกลับวังหลวง"หยางจินพยักหน้ารับ แต่สีหน้ากลับมีแววลังเล"พ
ลานกว้างเงียบลงหลังเสียงเปลวไฟใต้กระเช้าดับหาย เหลือเพียงเงาร่างหนึ่งยืนแหงนหน้ามองท้องฟ้า บอลลูนผืนใหญ่ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ เล็กลงทุกขณะราวกับตั้งใจหนีใครบางคนโดยเฉพาะหลงเกอยกมือบังแสงแดด ดวงตาจับจ้องจุดสีสดที่เคลื่อนห่างออกไปอย่างไม่วางตา"ทำไมนางไม่ชวนข้าสักคำร้ายกาจจริงๆ มีของดีดีแบบนี้กลับไม่ให้
กลีบเหมยสีชมพูปลิวว่อนกลางลานหิมะบางเบา วันนั้นคือวันที่สิบสี่ เดือนสองวันวันแห่งความรักแต่สำหรับจือจื่อ… นั่นคือวันที่โลกทั้งใบกลับตาลปัตรเช้าวันนั้น อากาศสดชื่นแต่เยว่จื่อกลับรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งหนักอึ้งอยู่บนอก สองวันแรกที่นางลืมตาขึ้นมาในร่างของเย่จือร่างอ้วนตุ๊บตั๊บที่ไม่คุ้นเคย มือกลมๆ ขาว






reviews