ทะลุมิติมาเป็นภรรยาที่เขารังเกียจ

ทะลุมิติมาเป็นภรรยาที่เขารังเกียจ

last updateDernière mise à jour : 2026-01-29
Par:  วอลจูComplété
Langue: Thai
goodnovel4goodnovel
Notes insuffisantes
40Chapitres
11.3KVues
Lire
Bibliothèque

Partager:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

เขารังเกียจนางยิ่งกว่าสิ่งใด แต่งเข้าจวนเพราะคำสั่งมารดา ไม่ใช่เพราะรัก ทุกคำพูดคือคมมีด ทุกสายตาคือยาพิษ แม้ให้กำเนิดบุตร เขายังมองด้วยความชัง วันหนึ่งเมื่อเขาเริ่มรู้สึก—นางกลับไม่เหลือหัวใจให้อีกต่อไป เหลือเพียงเถ้าธุลีของรักเก่า

Voir plus

Chapitre 1

๑ นิยายน้ำเน่า

“เพราะสตรีผู้นั้น…! เป็นเพราะมันที่ทำให้อาหรงต้องตาย!” น้ำเสียงของพระชายาหลี่อ๋องดังก้องลั่นออกมา แววตาและนิ้วชี้ไปตรงหน้าราวกับต้องการจี้เข้าไปในเนื้อหัวใจของอีกฝ่าย ดวงตาแดงของนางกร่ำเต็มไปด้วยความโกรธและความแค้นที่แทบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“หากมันไม่ตายตามลงไปปรโลกเพื่อขอโทษอาหรง! ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าบุตรชายของเจ้าจะได้มีลมหายใจ! ต่อให้เกิดมาอีก ข้าก็จะฆ่าทิ้ง!”

พระชายาหลี่อ๋องยืนตรงหน้าประตูเรือนใหญ่ ในอ้อมแขนกอดทารกน้อยเพียงร้อยวันด้วยความรู้สึกผิดผสมแค้น ส่วนมืออีกข้างกำปิ่นแหลมแน่นจนลำแสงอ่อนจากโคมไฟสะท้อนประกายเย็นเฉียบจนบรรยากาศกัดดัน

ยามนี้ความอดทนของนางถึงขีดสุดแล้ว…

ที่ผ่านมา นางอดทนมาเยอะเกินกว่าจะนับได้

หากแต่ท่ามกลางความโกรธเกรี้ยวนั้น ยังมีเสียงร้องเบาๆ จากเล็กน้อยจากทารกน้อยในอ้อมแขน ราวกับเตือนให้นางสงบนิ่ง

นางเคยเป็นมารดาและเคยสูญเสียลูกไปอย่างไม่วันหวนคืน

“สตรีชั่ว! หากมิใช่เจ้าละเลยหน้าที่มารดาที่ดีไม่อาจเลี้ยงบุตรได้…หึ! ที่อาหรงต้องตายก็เพราะเจ้า! เจ้ายังกล้าโทษผู้อื่นไร้สติหรือ?! เช่นนั้นเจ้าก็…ตายตามอาหรงไปเฝ้าปกป้องเขาเสีย!”

หลี่อ๋องจ้องสตรีตรงหน้าด้วยความโกรธที่ไม่แพ้กัน ดวงตาคมกริบแข็งกร้าวแทบลุกเป็นไฟ

บุตรชายคนโตก็สิ้นชีพไปแล้ว แม้ความปวดร้าวจะท่วมท้น แต่สิ่งใดเล่าจะทวงคืนได้ ทว่านั่นเป็นผลจากความประมาทของสตรีไร้สติผู้นี้ทั้งสิ้น!

เหตุไฉนจึงโยนความผิดให้ผู้อื่น โดยยอมไม่หันก้มดูเงาของตนเอง ถึงขั้นจะผลักให้ลูกคนเล็กต้องเดือดร้อนด้วยหรือ?!

“ส่งอาเซียนมา! ให้ข้า” เสียงหลี่อ๋องขาดห้วง ถูกกลืนด้วยความสั่นสะเทือนในอก

“ไม่! ไม่มีทาง! หากลูกข้าตาย…ลูกของมันก็ต้องตายด้วย!” พระชายาหลี่อ๋องตวาดกลับน้ำเสียงแหลม เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทว่มมือของนางกลับอุ้มทารกน้อยแน่น เหมือนยึดเหนี่ยวชีวิตไว้ด้วยเพียงลมหายใจเดียว

“อวดดี! เจ้ามันสมควรตาย!”

หลี่อ๋องตวาดลั่น ความอดทนที่เหลืออยู่ขาดสะบั้น

พอสิ้นคำ คมดาบสั้นพุ่งออกมาแหวกกลางอากาศ เพียงชั่วพริบตาก่อนจะปักลงกลางอกของพระชายาหลี่อ๋องที่ง้างแขนยกขึ้นหมายจะทำร้ายทารกน้อยในห่อผ้าที่ส่งเสียงร้องไห้อย่างตกใจ

ความเย็นเฉียบของคมเหล็กปักลงลึกกลางอกจนทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ไร้เรี่ยวแม้แต่แรงจะฝืนยืนต่อ…ร่างของพระชายาหลี่อ๋องทรุดลงพื้นพร้อมกับปิ่นปักผมที่ร่วงหล่นออกจากมืออย่างทันที หากแต่มีอีกข้างยังคงโอบอุ้มทารกน้อยเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

เพราะสัญชาตญาณของมารดาที่อยากจะปกป้องลูกน้อย

หนิงอี้ถอยออกจากหน้าจอเล็กน้อย มือยังคงวางค้างบนปุ่มเพจรีวิว เธอถอนหายใจหนักๆ ในใจปวดร้าวและขบขันไปพร้อมกัน  นี่มันบทสุดท้ายของเล่มแล้วจริงๆ เหรอ!?

ทำไมนางเอกจะต้องตายแบบไม่เป็นธรรมแบบนี้!

หนิงอี้เป็นบล็อกเกอร์นักรีวิวนิยายที่อ่านมาหลายร้อยเรื่อง เธอไม่เคยเจอนางเอกเรื่องไหนที่อ่อนแอและตายง่ายแบบนี้มาก่อน ทั้งพระเอกธงแดงนิสัยโหดเหี้ยม นางร้ายก็จิกกัดไม่หยุด!

แบบนี้มันชวนโมโหจนเธออยากจะส่งต่อความคิดเห็นแย่ๆ ลงเต็มหน้าเพจทำให้ยอดขายดิ่งฮวบ!

หนิงอี้คาดหวังลึกๆ ในใจว่าเรื่องนี้จะมีเล่มต่อหรือมีการหักมุมสักครั้ง เธอขอให้นางเอกไม่ตายก่อนจะได้มีโอกาสแก้แค้นเอาคืนบ้างเถอะ!

“เหอะ! นิยายบทน้ำเน่าแบบนี้ ทำไมถึงกลายเป็นเรื่องขายดีติดชาร์ตได้กันนะ”

หนิงอี้บ่นพึมพำ พลางเลื่อนอ่านรีวิวจากคนอื่นๆ

ทว่าทันใด ราวกับมีแรงบางอย่างดึงจากภายในอก...ไม่ใช่เพียงแค่ความเจ็บปวดธรรมดาแต่เป็นความทรงจำ ความเคียดแค้นที่ถูกกดทับมานานจนอัดแน่นราวจะระเบิดออกมา พร้อมกับเสียงในหัวของหนิงอี้สะท้อนก้องเหมือนพิณท่ามกลางยามค่ำคืน

สายตาหนิงอี้เริ่มพร่ามัว…ความมืดเหมือนจะไหลเข้ามาปกคลุมจนคล้ายจะวูบ

เธอไม่แน่ใจว่าเพราะจ้องหน้าจออ่านนิยายยาวๆ ต่อเนื่องหลายชั่วโมง หรือเป็นเพราะร่างกายเริ่มทนไม่ไหวเนื่องจากพักผ่อนน้อยกันแน่!?

“อาหรง…ช่วยอาหรงด้วย! เขาต้องไม่ตาย”

“เกิดอะไรขึ้น…!” หนิงอี้ร้องเสียงแผ่วด้วยความตกใจ ทว่าคำพูดนั้นกลับถูกกลืนหายไปกับแรงดึงลึกลับที่ดูดร่างเธอลงไปในความว่างเปล่า

ทันใดนั้น ความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูงแล่นพล่านไปทั่วร่าง พร้อมกับความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านโดยเฉพาะบริเวณหน้าอก จุกแน่นจนลมหายใจติดขัด

“ชะ…ช่วยด้วย!” เธอพยายามจะอ้าปากขยับพูดออกมาแต่เสียงที่หลุดออกกลับไม่ใช่เสียงของตัวเอง หากเป็นน้ำเสียงแหบพร่าที่ทั้งแปลกและไม่คุ้นหูของคนอื่นแทน!?

หนิงอี้หอบหายใจถี่ติดขัดราวกับคนใกล้ตายที่กระหายน้ำอย่างรุนแรงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่กลิ่นธูปหอมจางๆ จะลอยโชยมาแตะปลายจมูก เธอดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ดวงตาเบิกโพลงกว้างด้วยความตกใจ หัวใจน้อยเต้นกระหน่ำรุนแรงคล้ายเพิ่งตกจากเหวลึก

ดวงตาคู่งามสั่นระริดฉายแววหวาดหวั่นปนความหวาดกลัว หนิงอี้กวาดสายตามองไปโดยรอบ พลันพบว่าตนเองอยู่บนเตียงไม้ลวดลายโบราณ ด้านข้างประดับด้วยผ้าม่านแพร ภายในห้องเต็มไปด้วยเครื่องปั้นเคลือบของตกแต่งแปลกตาและแสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวสะท้อนบนผนังห้อง

เสียงเร่งร้อนดังขึ้นใกล้หู ทำให้หัวใจของหนิงอี้สะดุ้งเฮือก

“พระชายา! พระชายาเพคะ! ได้โปรดตื่นเถิดเพคะ!”

“ท่านหมอรีบมาดูสิ! พระชายาทรงหายใจแผ่วลงอีกแล้ว!”

หัวใจของยังคงหนิงอี้เต้นโครทคราม ร่างทั้งร่างอ่อนแรงจนแทบไม่มีเรี่ยว หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความงุนงง

“นี่…นี่มันอะไรกัน…” หนิงอี้พึมพำพูดออกมาเสียงสั่น ทว่าน้ำเสียงที่ได้ยินกลับไม่ใช่เสียงของตนเอง และสิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นถ้อยคำที่ได้ฟังกลับเป็นภาษาจีนสำเนียงโบราณที่ไม่เคยยินมาก่อน!

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหลายดังคู่กรูเข้ามาในเรือน พร้อมกับเสียงสะอื้นร้องไห้ของคนผู้หนึ่ง “พระชายา! พระชายาทรงฟื้นแล้ว! ขอบคุณสวรรค์ที่ยังเมตตา”

“…”

หนิงอี้ยังคงงุนงง สายตาเหลือบเห็นหญิงสาวแต่งกายแบบโบราณคุกเข่าอยู่ข้างเตียง น้ำตาคลอด้วยความดีใจ แต่เธอยังไม่ทันจะพูดอะไร เสียงเล็กๆ ใสๆ ก็ดังแทรกขึ้นจากมุมห้อง

“ท่านแม่…ท่านแม่ไม่ตายใช่หรือไม่”

“…” เสียงนั้นทำให้หนิงอี้ชะงักงัน หัวใจเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ

เด็กชายตัวเล็กในชุดผ้าไหมสีครามวิ่งเข้ามาโอบเธอไว้แน่น ดวงตากลมโตชุ่มน้ำตา ใบหน้าขาวนวลมีเค้าความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก หนิงอี้นั่งนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมแขนน้อยๆ ที่สั่นเทา

ความรู้สึกบางอย่างแล่นเข้ามาในใจ…อบอุ่น ปนเศร้า และแปลกประหลาดเกินจะอธิบาย

“เด็กคนนี้คือ…” หนิงอี้เอ่ยเสียงแผ่ว

“พระชายาอย่าเพิ่งขยับแรงเพคะ! เดี๋ยวรอให้ท่านหมอมาตรวจดูอาการก่อนเถิด!” สาวใช้รีบประคองเธอไว้ด้วยความร้อนรน

จู่ๆ พระชายาหลี่อ๋องกลับหน้ามืดหมดสติล้มลงอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่วันนี้เป็นวันที่อีกฝ่ายรอคอยที่สุด…วันครบรอบสามขวบของซื่อจื่อน้อย ดังนั้นแล้ว จะให้ทุกอย่างกลับพังทลายลงไปไม่ได้

หริงอี้กระพริบตาปริบๆ มองหญิงสาวแปลกหน้าที่พุ่งเข้ามาสลับกับมองเด็กน้อยที่เกาะแขนอยู่ข้างๆ สีหน้างุนงง หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นแทบจะผูกกันเป็นปม

เด็กชายคนนั้น เงยหน้ามองเธอด้วยดวงตาและใบหน้าที่เปียกชื้นด้วยหยทดน้ำตม “ท่านแม่อย่าเจ็บอีกเลย…อาหรงไม่อยากเสียท่านแม่ไป”

น้ำเสียงของเด็กน้อยสะอื้นขาดเป็นช่วงๆ ฟังแล้วไม่ค่อยได้ใจความนัก

หนิงอี้รู้สึกพลันยกมือกุมหน้า…อกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น ความทรงจำบางอย่างไหลบ่าเข้ามาอย่างรุนแรง ภาพสตรีผู้หนึ่งล้มลงจมเลือดไหลนอง และเสียงร้องไห้ของทารก…ทุกอย่างชัดเจนราวกับเป็นของเธอเอง

“อาหรง…?” หนิงอี้พูดพร้อมกับหันไปมองเด็กน้อยข้างๆ อีกครั้ง ดวงตาคู่งามสั่นวูบไหว ริมฝีปากบางขยับพูดพึมพำในใจกับตนเองราวกับไม่เชื่อ

นี่เธอกำลังอยู่ในร่างของพระชายาหลี่อ๋อง…ตัวเอกในนิยายที่เธอเพิ่งอ่านจบเมื่อไม่กี่นาทีก่อนงั้นหรือ!?

ขณะที่สาวใช้ในเรือนต่างพากันมองสตรีบนเตียงด้วยความงุนงงปนความเป็นห่วง

มิใช่ว่าตอนที่พระชายาทรงล้มลงนั้น หัวได้กระแทกพื้นจนหมดสติไปหรอกหรือ…เหตุใดเมื่อทรงฟื้นขึ้นมา สีหน้าถึงได้ซีดขาวคล้ายกระดาษก็ไม่ปาน ทั้งแววตาคู่งามกูดูพร่ามัวเลื่อนลอยราวกับไม่ใช่พระชายาหลี่อ๋องคนเดิมที่พวกนางคุ้นเคย

“พระชายาเพคะ...จำพวกหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ?”

เสียงของอาหยุน…สาวใช้คนสนิทเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง ขณะเอื้อมมือมาช่วยประคองอีกฝ่ายให้เอนหลังพิงหมอน

หนิงอี้กระพริบตาถี่มองรอบห้องอย่างงุนงงอีกครั้ง ทุกสิ่งล้วนแปลกตาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเครื่องเรือนไม้แกะสลักลวดลายประณีตงดงาม ตะเกียงน้ำมันที่ให้แสงสลัว และกลิ่นยาจีนอวลทั่วอากาศ

หนิงอี้ไม่รู้เลยว่าเธออยู่ที่ใด แล้วเหตุใด…ทุกคนถึงแต่งตัวเหมือนหลุดมาจากละครย้อนยุค

หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก

“ฉัน...ที่นี่ที่ไหนกัน” เสียงหวานพึทพำพูดแผ่ว้บท

เหล่าสาวใช้ในเรือนต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจ เหตุใดอีกฝ่ายจึงเอ่ยถามว่าที่นี่คือที่ใด...กัน?

อาหยุนถึงกับหน้าซีด ร้องเสียงสั่นด้วยความตกใจปนกลัวปะปนทับทมกันอยู่ในอก “พระชายา! อย่าพูดเช่นนั้นเพคะ...นี่คือเรือนเยว่ฮวาในจวนของหลี่อ๋องเพคะ! ทรงจำไม่ได้จริงๆ หรือๆ!?”

หนิงอี้ตัวแข็งทื่อไปในทันใด…หลี่อ๋อง?

ชื่อนี่ฟังดูราวกับหลุดออกมาจากนิยายที่เธอกำลังอ่านเมื่อตอนก่อนจะหมดสติ…หนิงอี้นิ่งค้างอยู่ครู่ใหญ่ สมองพร่ามัวราวกับเต็มไปด้วยหมอกหนา

“หลี่อ๋องงั้นหรือ.. ” เธอทวนคำในลำคอเบาๆ ความทรงจำจากนิยายที่อ่านเมื่อคืนผุดขึ้นทีละน้อย หลี่อ๋องแห่งผู้นั้นเย็นชาไร้หัวใจต่อภรรยาที่ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินด้วยกันมา…ใช่แล้ว!

ในเรื่องเล่าระบุไว้ว่า พระชายาเอกสูญเสียบุตรชายวัยเพียงสามขวบเพราะร่างกายอ่อนแอจากพิษที่สะสมอยู่ในอาหารที่ดื่มกินเป็นประจำ…กระทั่งวันครบรอบวันเกิดของบุตรชายกลับกลายเป็นวันตายของทั้งคู่

หัวใจของหนิงอี้กระตุกวาบขึ้นมาในทันที

หากตอนนี้เรื่องราวยังไม่ถึงจุดนั้น นั่นย่อมหมายความว่า เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น!

เธอยังมีโอกาส…ช่วยลูกชายของพระชายาคนนั้นได้!

หัวใจของหนิงอี้เต้นแรงจนไม่เป็นจังหวะ ความคิดในหัววุ่นวายจนแทบระเบิดออกมา เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องมาอยู่ในร่างของพระชายาผู้นี้ แต่สิ่งเดียวที่แน่ชัดคือ เด็กคนนั้นยังไม่ตายและเธอต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เรื่องราวซ้ำรอย!

มือบางกำผ้าห่มแน่น ความมุ่งมั่นแล่นพล่านอยู่ในอก ทว่าทันใดนั้น ความปวดหน่วงในอกก็แล่นวาบขึ้นมาอย่างรุนแรงจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน สายตาพร่ามัว โลกทั้งใบเริ่มหมุนคว้างอีกครั้ง

“พระชายา! พระชายาเพคะ!” เสียงเรียกดังแว่วไกลออกไปทุกที ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงอีกครา

เสียงร้องตกใจดังระงมไปทั่วเรือน สาวใช้หลายคนรีบกรูกันเข้ามา “รีบไปตามหมอหลวงมาเร็ว! พระชายาทรงเป็นลมอีกแล้ว!”

เสี่ยวจูรีบเข้าประคองร่างอ่อนแรงให้ล้มนอนลงรอบนเตียง ใบหน้านางซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือด ฝีปากแห้งแตก มือเย็นเฉียบ

“พระชายาได้โปรดฟื้นเถอะเพคะ…” สาวใช้คนสนิทร้องเรียกเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวจริงๆ

“ท่านแม่…”

ในยามนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากหน้าห้อง ก่อนร่างสูงในอาภรณ์สีดำจะก้าวเข้ามา

“เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงทุ้มต่ำของหลี่อ๋องเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว สายตาคมกริบทอดมองร่างของหญิงบนเตียงที่หมดสติไปอย่างเรียบเฉยไร้อารมณ์

“ไปตามหมอมารักษา หากไร้หนทางก็ขุนหลุมเตรียมฝัง!”

 

 

 

 

 

Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Dernier chapitre

Plus de chapitres
Pas de commentaire
40
๑ นิยายน้ำเน่า
“เพราะสตรีผู้นั้น…! เป็นเพราะมันที่ทำให้อาหรงต้องตาย!” น้ำเสียงของพระชายาหลี่อ๋องดังก้องลั่นออกมา แววตาและนิ้วชี้ไปตรงหน้าราวกับต้องการจี้เข้าไปในเนื้อหัวใจของอีกฝ่าย ดวงตาแดงของนางกร่ำเต็มไปด้วยความโกรธและความแค้นที่แทบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก“หากมันไม่ตายตามลงไปปรโลกเพื่อขอโทษอาหรง! ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าบุตรชายของเจ้าจะได้มีลมหายใจ! ต่อให้เกิดมาอีก ข้าก็จะฆ่าทิ้ง!”พระชายาหลี่อ๋องยืนตรงหน้าประตูเรือนใหญ่ ในอ้อมแขนกอดทารกน้อยเพียงร้อยวันด้วยความรู้สึกผิดผสมแค้น ส่วนมืออีกข้างกำปิ่นแหลมแน่นจนลำแสงอ่อนจากโคมไฟสะท้อนประกายเย็นเฉียบจนบรรยากาศกัดดันยามนี้ความอดทนของนางถึงขีดสุดแล้ว…ที่ผ่านมา นางอดทนมาเยอะเกินกว่าจะนับได้หากแต่ท่ามกลางความโกรธเกรี้ยวนั้น ยังมีเสียงร้องเบาๆ จากเล็กน้อยจากทารกน้อยในอ้อมแขน ราวกับเตือนให้นางสงบนิ่งนางเคยเป็นมารดาและเคยสูญเสียลูกไปอย่างไม่วันหวนคืน“สตรีชั่ว! หากมิใช่เจ้าละเลยหน้าที่มารดาที่ดีไม่อาจเลี้ยงบุตรได้…หึ! ที่อาหรงต้องตายก็เพราะเจ้า! เจ้ายังกล้าโทษผู้อื่นไร้สติหรือ?! เช่นนั้นเจ้าก็…ตายตามอาหรงไปเฝ้าปกป้องเขาเสีย!”หลี่อ๋องจ้องสตรีตรงหน้าด้วยความโกรธท
Read More
๒ ฮูหยินที่เขาไม่รัก
หนิงอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภายในห้องเงียบสงบกว่าก่อนหน้านี้ ทว่าเสียงฝีเท้ายังคงวุ่นวายอยู่ด้านนอก กลางอกนางยังรู้สึกปวดร้าวเล็กน้อยจนต้องยกมือขึ้นมานวดเบาๆ ทว่ากลับชะงักเมื่อสัมผัสถึงความอบอุ่นจากอ้อมแขนน้อยของเด็กชายที่กอดเธอไว้ก่อนหน้านี้ดวงตาดำกลมโตของเด็กน้อยดูใสซื่อเล็กเกินกว่าที่จะเข้าใจโลกใบนี้ดี มือข้างหน้าโอบกอดมือของเธอแนบหน้าไว้ไม่ยอมปล่อยหน้าต่างถูกผ้าม่านผืนบางกั้น แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดลอดเข้ามาเป็นเส้นๆ ชายผ้าม่านกระพือตาทสายลม เงาของคนเดินผ่านทำให้หนิงอี้ลายตารู้สึกเวียนหัวอีกครั้ง ทั้งยังมีเสียงวุ่นวายด้านนอกที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะสงบ ยิ่งทำให้เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆ ราวกับสะท้อนความตึงเครียดในอก“พระชายา! พระชายา ฟื้นแล้ว!” อาหยุนร้องตะโกนบอกด้านนอก ก่อนจะเร่งรีบเดินเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำและเช็ดหน้าด้วยมือที่สั่นพลางมองผู้เป็นนายหญิงด้วยสายตาห่วงใย“ท่านแม่ฟื้นแล้ว!” อาหรงเอียงคอจับจ้องหน้ามารดาด้วยดวงตากลมโตอยู่นานคาหนึ่งก่อนที่ริมฝีปากน้อยๆ จะขยับพูด“อาหรง…” หนิงอี้เรียกชื่อเสียงแผ่ว พลางจ้องมองใบหน้ากลมๆ ของเด็กชายข้างเตียง ก่อนที่จู่ๆ ริมฝีปากจะสั่นเครือ น้
Read More
๓ เป็นได้เพียเงา
ในนิยายกล่าวถึงฉากนี้ไว้ พระชายาหลี่อ๋องทุ่มเทแรงกายและแรงใจทุกหยาดเหงื่อ ตระเตรียมงานเลี้ยงฉลองวันครบรอบให้บุตรชายมาเป็นเวลาหลายวัน ทุกอย่างถูกวางแผนอย่างละเอียดราวเพราะเป็นวันสำคัญ แต่ก่อนวันงานเพียงหนึ่งวัน…ทุกอย่างกลับต้องเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเพราะบุตรชายกับสตรีอีกคนของสามีก็ครบร้อยวันพอดีจึงเรียกร้องให้มีการจัดงานฉลองร้อยวันให้ด้วยแม้แม่สามีจะไม่แสดงท่าทีขัดค้าน ทว่าพระชายาหลี่อ๋องกลับรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงและคำพูดที่แฝงความหมาย ซึ่งแม้จะกล่าวว่านับเป็นเรื่องน่ายินดีที่จวนหลี่อ๋องจะชื่นมื่น แต่แท้จริงแล้วนั่นไม่ต่างจากการเหยียบย่ำหน้าและศักดิ์ศรีของนางเบาๆเดิมทีตั้งแต่คลอดบุตรชาย สุขภาพของพระชายาหลี่อ๋องก็ไม่ค่อยแข็งแรง มักจะล้มป่วยบ่อยและเจ็บออดๆ แอดๆ อยู่เสมอ วันนี้เช่นกัน เมื่อยามสายผ่านไปไม่นาน ร่างกายที่อ่อนแรงของนางก็ทนไม่ไหวจนเกิดเป็นลมกลางจวนและในช่วงเวลานั้น บุตรชายของนางไร้ผู้ใดปกป้องพลันถูกวางยาพิษจนสิ้นชีพ…เพียงเสี้ยวลมหายใจทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแทบไม่มีผูใดทันตั้งตัวเมื่อพระชายาหลี่อ๋องฟื้นขึ้นมาจากอาการเป็นลม สิ่งแรกที่เห็นทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น
Read More
๔ รอยยิ้มเสแสร้ง
บรรยากาศภายในจวนหลี่อ๋องอึมครึ้ม ราวกับมีเมฆพายุฝนหนาทึบตั้งเค้าอยู่เหนือหัว อากาศหนักอึ้งไปด้วยความตึงเครียดจนคล้ายถูกบีบรัดแน่นแทบหายใจไม่ออก ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงดังหรือแม้แต่หายใจแรงด้วยซ้ำทั้งที่วันนี้เป็นวันมงคลของจวนหลี่อ๋องควรเฉลิมฉลองให้แก่ซือจื่อน้อย แต่ทุกสิ่งกลับพังลงในพริบตา เมื่อพระชายาเอกปาจอกน้ำชาของพระชายารองลงพื้นโดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อยผู้ใดเล่าจะเคยเห็นพระชายาเอกผู้ที่สงบเสงี่ยมแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาถึงเพียงนี้ ทั้งยังกล้าเผชิญหน้าต่อหลี่อ๋องโดยไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อยเกรงว่าความอดทนที่สะสมมานานจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว คงยอมแตกหักดีกว่าถูกเหยียบย่ำอย่างไร้ค่ากระมังผู้คนทั้งในจวนอดรู้สึกเห็นใจพระชายาเอกไม่ได้…สตรีที่ถูกสามีเอ่ยปากรังเกียจต่อหน้าด้วยคำพูดหยามน้ำใจ ถูกปฏิบัติใส่อย่างเย็นชาราวกับคนแปลกหน้ามิใช่ภรรยาที่ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกันมาและทั้งที่อยากจะหย่าเกินทน หากแต่ต้องทนเพราะเกรงใจฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้นมิหนำซ้ำ เมื่อในคืนวันเข้าหอนั้น หลี่อ๋องกลับหนีออกจากเรือนทั้งที่เข้าไปได้เพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะพบได้ว่าแอบไปหาสตรีอื่นและยิ่งไปกว่านั้น ยังมีถ้อยคำที่ออกจาก
Read More
๕ อบรมสั่งสอน
ถงซิ่นเหยาคาดไว้แต่แรกแล้วว่า บุรุษโง่เขลาผู้นี้ต้องตามมาเอาเรื่องนางในที่สุด เกรงว่า คงถูกสตรีผู้นั้นกรอกหูสาดคำพูดใส่จนเชื่อไปหมดราวกับคนไร้สมองกระมัง!ทว่านางก็ยังอดขบขันในใจไม่ได้ เหตุใดเขาถึงได้โมโหโง่งมถึงเพียงนี้กันเล่าแม้แต่จะหาถามเหตุผลสักคำ ว่าเพราะหตุใดนางจึงต้องทำเช่นนั้น…เขาก็ยังไม่คิดจะถามเลยหรือ?ทันใดนั้น บรรยากาศในจวนพลันเงียบงันลงราวสายน้ำกลายเป็นธารน้ำแข็ง ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วจนไม่มีผู้ใดกล้าขยับหรือแม้แต่หายใจแรง เหล่าสาวใช้ต่างพากันก้มหน้าตัวสั่นระริกอย่างหวาดหวั่นว่าจะเกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกับเมื่อวานอีกเสียงใสของเด็กน้อยยังคงดังขึ้นอย่างร่าเริง “ท่านพ่อ!”แต่บุรุษที่ก้าวเข้ามากลับไม่ได้มีรอยยิ้มตอบกลับแม้แต่น้อย ดวงตาคมคู่นั้นลึกล้ำเยียบเย็น จนผู้คนมองเห็นล้วนรู้สึกหนาวเหน็บเข้าไปถึงกระดูกหลี่เฉิงหยวนก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ทว่าฝีเท้ากลับหนักแน่น ใบหน้าหล่อคมคายเรียบเฉยไร้อารมณ์ภายในใต้แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาและโทสะที่ถูกกดไว้ จนแม้แต่ลมหายใจภายในเรือนก็คล้ายจะหยุดชะงัก“ถงซิ่นเหยา…” หลี่เฉิงหยวนกล่าวออกมาอย่างราบเรียบ หากแต่เฉียบเย็นราวคมมีด “
Read More
๖ ความอดทนที่ขาดสะบั้น
ทั้งที่นางปรารถนาอยากจะหย่าแล้วหนีให้ไกลจากบุรุษผู้นี้ ทว่าอาหรงเป็นสายเลือดหลี่อ๋องตั้งแต่กำเนิด ไม่อาจพรากจากจวนแล้วทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังไปได้ง่ายดายขณะที่บุตรชายของสตรีผู้นั้น หาใช่สายเลือดสูงศักดิ์แต่เป็นเพียงเลือดต่ำทรามที่ริอาจจะมาเทียบเท่า กล้ามาแย่งยื้อสิ่งที่ไม่ใช่ของตน…ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!ถงซิ่นเหยาคิดว่า เจ้าของร่างคงแค้นมากไม่ยอมปล่อยวางถึงได้ตามวิญญาณมานางจากอีกโลกหนึ่งเพื่อให้มาทวงแค้นแทนหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดนางจะยอมถอยให้สตรีชั่วผู้นั้นได้ทุกอย่างดั่งที่ใจต้องการได้กัน!ทุกอย่างในจวนหลี่อ๋องย่อมต้องเป็นของบุตรชายนาง!ภาพเหตุการณ์เมื่อวานยามพลบค่ำทับซ้อนอยู่ในความทรงจำฮูหยินผู้เฒ่าหลี่จนไม่อาจปล่อยวางได้ เดิมทีลูกสะใภ้ของนางนั้น สงบเสงี่ยม จิตใจอ่อนโยนยอมกลืนความขมไว้เพียงผู้เดียวดีกว่าต้องทักท้วงสิ่งใดให้ยืดยาวทว่าเมื่อวานกลับกล้าทำสิ่งที่ไม่คิดจะทำ โยนจอกน้ำชาทิ้งจนแตกกระจายคล้ายประกาศว่าความอดทนขาดสะบั้นแล้วฮูหยินผู้เฒ่าจึงอดรู้สึกหวั่นเกรงไม่ได้ เกรงว่าหากเกิดวันใดวันหนึ่งลูกสะใภ้พาหลานชายหนีไป หัวใจของนางก็คล้ายถูกพรากความสุขไปด้วย ทว่าเรื่องนี้จะโท
Read More
๗ เล่ห์เหลี่ยมของสตรี
ไป๋เหม่ยฮวาเป็นเพียงบุตรสาวของขุนนางชั้นผู้น้อยในวังหลวง ฐานะต่ำต้อยจนแทบไม่มีผู้ใดเหลียวแลตลอดวัยเยาว์ นางต้องทนรับความดูแคลน เหยียบย่ำจากเหล่าคุณหนูสกุลสูงศักดิ์ทั้งหลาย ความเจ็บช้ำเหล่านั้นจึงสั่งสมจนกลายเป็นบาดแผลลึกในใจที่ยากเยียวยาทุกคำถ้อยเยาะเย้ย ทุกสายตาดูหมิ่น ล้วนหยั่งรากลึกราวกับฝังอยู่ในหัวใจ จนเปลี่ยนเป็นหนามความแค้น และด้วยนิสัยทะเยอทะยานไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ไป๋เหม่ยฮวาจึงตั้งปณิธานไว้ในใจเพียงข้อเดียวนางจะต้องมีอำนาจเหนือกว่าสตรีเหล่านั้นให้จงได้!นางเชื่อมั่นเสมอว่า หากวันใดได้ครอบครองอำนาจในมือ คนเหล่านั้นจะต้องเปลี่ยนจากการดูแคลนมาเป็นยกย่องจากที่เคยเหยียบย่ำจะกลายเป็นนอบน้อมจากที่เคยหัวเราะเยาะจะกลับมาโอนอ่อนประจบสอพลอ!นับตั้งแต่ได้รับอนุญาตให้ออกจากจวน ไป๋เหม่ยฮวาไม่เคยพลาดโอกาสติดตามบิดาไปยังงานเลี้ยงหรือพิธีการใด ๆ เลยสักครั้ง นางหาวิธีปรากฏตัวในทุกที่อย่างแนบเนียนการปรากฏกายของนางแม้มักเรียบง่าย ทว่ากลับซ่อนเล่ห์เหลี่ยมและเสน่ห์เย้ายวนไว้อย่างแยบยลเพราะความงามเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอไป๋เหม่ยฮวาจึงเลือกแต่งกายเรียบหรูแต่แฝงความยั่วยวน เผยผิวเนื้อเล
Read More
๘ ชะตาให้พบพาน
รถม้าออกจากจวนหลี่อ๋องในยามสายของวัน และกว่าจะเดินทางถึงจวนสกุลถงก็ยามค่ำพอดี แสงแดงอ่อนทาบทอทั่วท้องฟ้าเป็นสีหม่นระบายทองสกุลถงเป็นตระกูลขุนนางใหญ่สืบทอดอำนาจมาหลายชั่วอายุคน บิดาของถงซิ่นเหยารับราชการอยู่ในัวงหลวงเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดเบื้องไจ่ฮ่องเต้ ส่วนมารดาเป็นบุตรีตระกูลเก่าแก่ และยังเป็นพี่สาวของกุ้ยเฟยในวังหลวง จึงนับได้ว่าสกุลถงมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับราชสำนักวันนั้นที่ถงซิ่นเหยาได้รับพระราชทานสมรสกับหลี่อ๋องก็เป็นเพราะไจ่ฮ่องเต้มีประสงค์ต้องการผูกสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักกับกองทัพทหารแม้จะไร้รัก หากแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นางต้องจำนนรับชะตานั้นไว้ด้วยความไม่เต็มใจและไม่อาจปฏิเสธได้เมื่อเสียงล้อรถม้าค่อยๆ ชะลอหยุด ถงซิ่นเหยานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอุ้มอาหรงขึ้นแนบอก เด็กน้อยหลับซบอยู่บนตักตั้งแต่ระหว่างทาง นางจึงไม่คิดจะปลุกให้ตื่น“อื้อ…” เสียงครางแผ่วเบาดังขึ้นเมื่อร่างน้อยถูกรบกวนหางตานางปรายมองบุตรชาย พลางยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังเบาๆ เพื่อกล่อมให้หลับต่อ แล้วจึงก้าวลงจากรถม้า มีเสี่ยวจูสาวใช้คนสนิทรีบเข้ามาช่วยถือโคมไฟและประคองแขนไว้ไม่ห่าง“พระชายาระวังเพคะ พื้นตรงนี้ต่า
Read More
๙ ก่อนพายุจะมา
ค่ำคืนนี้เงียบสงัดยิ่งกว่าทุกคืนที่ผ่านมา แสงตะเกียงภายในเรือนส่องวูบไหวอย่างอ่อนโยน ผสานกับแสงจันทราที่ลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่กลางลานกว้าง สาดเงาทอดยาวเข้ามาจนถึงหน้าต่าง กลืนรวมกับความสลัวจนเกิดเป็นภาพลวงตา คล้ายมีเงาผู้คนเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังถงซิ่นเหยานั่งอยู่บนเตียงในเรือนของบิดามารดา สายตาทอดมองบุตรชายที่กำลังหลับใหลอยู่ข้างกาย พลางยกมือเกลี่ยแก้มกลมคล้ายซาลาเปาของอาหรงดูสงบไร้เดียงสา เสียงลมหายใจแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวเสียงดนตรีกล่อมใจความกังวลพลันเอ่อล้นขึ้นในอก ทว่าความหวาดหวั่นกลับแทรกซึมตามมาอย่างเงียบงัน“ข้าจะปกป้องเจ้าได้หรือไม่” เสียงกระซิบของนางแผ่วเบา คล้ายตั้งคำถามกับโชคชะตามากกว่าที่จะพูดกับเด็กน้อยตรงหน้าชะตากรรมของเด็กผู้นี้…ถูกสวรรค์เล่นตลกหรืออย่างไรกัน เพียงได้เกิดมาก็ต้องเผชิญเคราะห์นับไม่ถ้วนเพียงแค่ใช้ชีวิตให้ปลอดภัยก็นับว่ายากเย็นนัก แล้วยังต้องคอยระแวดระวังภัยจากเงามืดที่พร้อมลอบทำร้ายอีกทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากนอกประตู ถงซิ่นเหยาหันไปมอง ก่อนที่ริมฝีปากของนางจะคลี่ยกยิ้มบางๆ เมื่อเห็นบิดาและมารดาก้าวเข้ามาในห้อง นางลุกขึ้นแล้วถอยห่างจาก
Read More
๑๐ จิตใจไม่สงบ
ปลายยามซวี (19.00 – 21.00 น.)ไป๋เหม่ยฮวารอแล้วรอเล่า...ทว่าเงาของบุรุษที่นางรอคอยกลับไม่ปรากฏเสียที ความกังวลจึงค่อยๆ กัดกินหัวใจทีละน้อยจนสีหน้าเริ่มหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัดพักหลังมานี้...นับตั้งแต่นางคลอดหลี่อี้เซียน ก็ผ่านมากว่าสามเดือนเต็มแต่หลี่อ๋องกลับแตะต้องนางนับครั้งได้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เขาเคยลุ่มหลงนางราวกับคนสิ้นสติไม่รู้เหนือรู้ใต้เปลือกตาของไป๋เหม่ยฮวากระตุกถี่คล้ายเป็นลางร้ายบอกเหตุ ดวงตาคู่งามพร่างพรายด้วยแววกังวลจนแทบซ่อนไม่ได้ นางกำมือแน่น ก่อนจะตวาดเสียงแข็งใส่บ่าวไพร่“ไปตามหลี่อ๋องกลับจากวังหลวงเดี๋ยวนี้! ข้าจะรอดูว่าคืนนี้เขาคิดจะค้างที่ใดกันแน่!”เสียงสั่งการแฝงไปด้วยความเดือดดาล ยามนั้นเพลิงโทสะในอกของไป๋เหม่ยฮวาพลันปะทุขึ้นราวกับไฟลามแห้งทั้งที่ดึกดื่นเพียงนี้แล้ว...แต่เขายังไม่กลับจวน!ทั้งที่ก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายมักจะกลับมาก่อนเวลามืดค่ำทุกวัน เพื่อกล่อมหลี่อี้เซียนเข้านอนด้วยตนเองแท้ๆ!นางหันขวับไปมองบุตรชายที่อยู่ในอ้อมแขนสาวใช้ ดวงตาแดงระเรื่อเพราะความขุ่นเคือง “เหอะ! หลี่อี้เซียน! ดูบิดาของเจ้าสิ ทั้งที่ภรรยาและลูกนั่งรออยู่ยังมีหน้าหายหัวไปกับสตรีท
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status