로그인เขารังเกียจนางยิ่งกว่าสิ่งใด แต่งเข้าจวนเพราะคำสั่งมารดา ไม่ใช่เพราะรัก ทุกคำพูดคือคมมีด ทุกสายตาคือยาพิษ แม้ให้กำเนิดบุตร เขายังมองด้วยความชัง วันหนึ่งเมื่อเขาเริ่มรู้สึก—นางกลับไม่เหลือหัวใจให้อีกต่อไป เหลือเพียงเถ้าธุลีของรักเก่า
더 보기“เพราะสตรีผู้นั้น…! เป็นเพราะมันที่ทำให้อาหรงต้องตาย!” น้ำเสียงของพระชายาหลี่อ๋องดังก้องลั่นออกมา แววตาและนิ้วชี้ไปตรงหน้าราวกับต้องการจี้เข้าไปในเนื้อหัวใจของอีกฝ่าย ดวงตาแดงของนางกร่ำเต็มไปด้วยความโกรธและความแค้นที่แทบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“หากมันไม่ตายตามลงไปปรโลกเพื่อขอโทษอาหรง! ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าบุตรชายของเจ้าจะได้มีลมหายใจ! ต่อให้เกิดมาอีก ข้าก็จะฆ่าทิ้ง!” พระชายาหลี่อ๋องยืนตรงหน้าประตูเรือนใหญ่ ในอ้อมแขนกอดทารกน้อยเพียงร้อยวันด้วยความรู้สึกผิดผสมแค้น ส่วนมืออีกข้างกำปิ่นแหลมแน่นจนลำแสงอ่อนจากโคมไฟสะท้อนประกายเย็นเฉียบจนบรรยากาศกัดดัน ยามนี้ความอดทนของนางถึงขีดสุดแล้ว… ที่ผ่านมา นางอดทนมาเยอะเกินกว่าจะนับได้ หากแต่ท่ามกลางความโกรธเกรี้ยวนั้น ยังมีเสียงร้องเบาๆ จากเล็กน้อยจากทารกน้อยในอ้อมแขน ราวกับเตือนให้นางสงบนิ่ง นางเคยเป็นมารดาและเคยสูญเสียลูกไปอย่างไม่วันหวนคืน “สตรีชั่ว! หากมิใช่เจ้าละเลยหน้าที่มารดาที่ดีไม่อาจเลี้ยงบุตรได้…หึ! ที่อาหรงต้องตายก็เพราะเจ้า! เจ้ายังกล้าโทษผู้อื่นไร้สติหรือ?! เช่นนั้นเจ้าก็…ตายตามอาหรงไปเฝ้าปกป้องเขาเสีย!” หลี่อ๋องจ้องสตรีตรงหน้าด้วยความโกรธที่ไม่แพ้กัน ดวงตาคมกริบแข็งกร้าวแทบลุกเป็นไฟ บุตรชายคนโตก็สิ้นชีพไปแล้ว แม้ความปวดร้าวจะท่วมท้น แต่สิ่งใดเล่าจะทวงคืนได้ ทว่านั่นเป็นผลจากความประมาทของสตรีไร้สติผู้นี้ทั้งสิ้น! เหตุไฉนจึงโยนความผิดให้ผู้อื่น โดยยอมไม่หันก้มดูเงาของตนเอง ถึงขั้นจะผลักให้ลูกคนเล็กต้องเดือดร้อนด้วยหรือ?! “ส่งอาเซียนมา! ให้ข้า” เสียงหลี่อ๋องขาดห้วง ถูกกลืนด้วยความสั่นสะเทือนในอก “ไม่! ไม่มีทาง! หากลูกข้าตาย…ลูกของมันก็ต้องตายด้วย!” พระชายาหลี่อ๋องตวาดกลับน้ำเสียงแหลม เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทว่มมือของนางกลับอุ้มทารกน้อยแน่น เหมือนยึดเหนี่ยวชีวิตไว้ด้วยเพียงลมหายใจเดียว “อวดดี! เจ้ามันสมควรตาย!” หลี่อ๋องตวาดลั่น ความอดทนที่เหลืออยู่ขาดสะบั้น พอสิ้นคำ คมดาบสั้นพุ่งออกมาแหวกกลางอากาศ เพียงชั่วพริบตาก่อนจะปักลงกลางอกของพระชายาหลี่อ๋องที่ง้างแขนยกขึ้นหมายจะทำร้ายทารกน้อยในห่อผ้าที่ส่งเสียงร้องไห้อย่างตกใจ ความเย็นเฉียบของคมเหล็กปักลงลึกกลางอกจนทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ไร้เรี่ยวแม้แต่แรงจะฝืนยืนต่อ…ร่างของพระชายาหลี่อ๋องทรุดลงพื้นพร้อมกับปิ่นปักผมที่ร่วงหล่นออกจากมืออย่างทันที หากแต่มีอีกข้างยังคงโอบอุ้มทารกน้อยเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เพราะสัญชาตญาณของมารดาที่อยากจะปกป้องลูกน้อย หนิงอี้ถอยออกจากหน้าจอเล็กน้อย มือยังคงวางค้างบนปุ่มเพจรีวิว เธอถอนหายใจหนักๆ ในใจปวดร้าวและขบขันไปพร้อมกัน นี่มันบทสุดท้ายของเล่มแล้วจริงๆ เหรอ!? ทำไมนางเอกจะต้องตายแบบไม่เป็นธรรมแบบนี้! หนิงอี้เป็นบล็อกเกอร์นักรีวิวนิยายที่อ่านมาหลายร้อยเรื่อง เธอไม่เคยเจอนางเอกเรื่องไหนที่อ่อนแอและตายง่ายแบบนี้มาก่อน ทั้งพระเอกธงแดงนิสัยโหดเหี้ยม นางร้ายก็จิกกัดไม่หยุด! แบบนี้มันชวนโมโหจนเธออยากจะส่งต่อความคิดเห็นแย่ๆ ลงเต็มหน้าเพจทำให้ยอดขายดิ่งฮวบ! หนิงอี้คาดหวังลึกๆ ในใจว่าเรื่องนี้จะมีเล่มต่อหรือมีการหักมุมสักครั้ง เธอขอให้นางเอกไม่ตายก่อนจะได้มีโอกาสแก้แค้นเอาคืนบ้างเถอะ! “เหอะ! นิยายบทน้ำเน่าแบบนี้ ทำไมถึงกลายเป็นเรื่องขายดีติดชาร์ตได้กันนะ” หนิงอี้บ่นพึมพำ พลางเลื่อนอ่านรีวิวจากคนอื่นๆ ทว่าทันใด ราวกับมีแรงบางอย่างดึงจากภายในอก...ไม่ใช่เพียงแค่ความเจ็บปวดธรรมดาแต่เป็นความทรงจำ ความเคียดแค้นที่ถูกกดทับมานานจนอัดแน่นราวจะระเบิดออกมา พร้อมกับเสียงในหัวของหนิงอี้สะท้อนก้องเหมือนพิณท่ามกลางยามค่ำคืน สายตาหนิงอี้เริ่มพร่ามัว…ความมืดเหมือนจะไหลเข้ามาปกคลุมจนคล้ายจะวูบ เธอไม่แน่ใจว่าเพราะจ้องหน้าจออ่านนิยายยาวๆ ต่อเนื่องหลายชั่วโมง หรือเป็นเพราะร่างกายเริ่มทนไม่ไหวเนื่องจากพักผ่อนน้อยกันแน่!? “อาหรง…ช่วยอาหรงด้วย! เขาต้องไม่ตาย” “เกิดอะไรขึ้น…!” หนิงอี้ร้องเสียงแผ่วด้วยความตกใจ ทว่าคำพูดนั้นกลับถูกกลืนหายไปกับแรงดึงลึกลับที่ดูดร่างเธอลงไปในความว่างเปล่า ทันใดนั้น ความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูงแล่นพล่านไปทั่วร่าง พร้อมกับความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านโดยเฉพาะบริเวณหน้าอก จุกแน่นจนลมหายใจติดขัด “ชะ…ช่วยด้วย!” เธอพยายามจะอ้าปากขยับพูดออกมาแต่เสียงที่หลุดออกกลับไม่ใช่เสียงของตัวเอง หากเป็นน้ำเสียงแหบพร่าที่ทั้งแปลกและไม่คุ้นหูของคนอื่นแทน!? หนิงอี้หอบหายใจถี่ติดขัดราวกับคนใกล้ตายที่กระหายน้ำอย่างรุนแรงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่กลิ่นธูปหอมจางๆ จะลอยโชยมาแตะปลายจมูก เธอดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ดวงตาเบิกโพลงกว้างด้วยความตกใจ หัวใจน้อยเต้นกระหน่ำรุนแรงคล้ายเพิ่งตกจากเหวลึก ดวงตาคู่งามสั่นระริดฉายแววหวาดหวั่นปนความหวาดกลัว หนิงอี้กวาดสายตามองไปโดยรอบ พลันพบว่าตนเองอยู่บนเตียงไม้ลวดลายโบราณ ด้านข้างประดับด้วยผ้าม่านแพร ภายในห้องเต็มไปด้วยเครื่องปั้นเคลือบของตกแต่งแปลกตาและแสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวสะท้อนบนผนังห้อง เสียงเร่งร้อนดังขึ้นใกล้หู ทำให้หัวใจของหนิงอี้สะดุ้งเฮือก “พระชายา! พระชายาเพคะ! ได้โปรดตื่นเถิดเพคะ!” “ท่านหมอรีบมาดูสิ! พระชายาทรงหายใจแผ่วลงอีกแล้ว!” หัวใจของยังคงหนิงอี้เต้นโครทคราม ร่างทั้งร่างอ่อนแรงจนแทบไม่มีเรี่ยว หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความงุนงง “นี่…นี่มันอะไรกัน…” หนิงอี้พึมพำพูดออกมาเสียงสั่น ทว่าน้ำเสียงที่ได้ยินกลับไม่ใช่เสียงของตนเอง และสิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นถ้อยคำที่ได้ฟังกลับเป็นภาษาจีนสำเนียงโบราณที่ไม่เคยยินมาก่อน! ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหลายดังคู่กรูเข้ามาในเรือน พร้อมกับเสียงสะอื้นร้องไห้ของคนผู้หนึ่ง “พระชายา! พระชายาทรงฟื้นแล้ว! ขอบคุณสวรรค์ที่ยังเมตตา” “…” หนิงอี้ยังคงงุนงง สายตาเหลือบเห็นหญิงสาวแต่งกายแบบโบราณคุกเข่าอยู่ข้างเตียง น้ำตาคลอด้วยความดีใจ แต่เธอยังไม่ทันจะพูดอะไร เสียงเล็กๆ ใสๆ ก็ดังแทรกขึ้นจากมุมห้อง “ท่านแม่…ท่านแม่ไม่ตายใช่หรือไม่” “…” เสียงนั้นทำให้หนิงอี้ชะงักงัน หัวใจเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ เด็กชายตัวเล็กในชุดผ้าไหมสีครามวิ่งเข้ามาโอบเธอไว้แน่น ดวงตากลมโตชุ่มน้ำตา ใบหน้าขาวนวลมีเค้าความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก หนิงอี้นั่งนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมแขนน้อยๆ ที่สั่นเทา ความรู้สึกบางอย่างแล่นเข้ามาในใจ…อบอุ่น ปนเศร้า และแปลกประหลาดเกินจะอธิบาย “เด็กคนนี้คือ…” หนิงอี้เอ่ยเสียงแผ่ว “พระชายาอย่าเพิ่งขยับแรงเพคะ! เดี๋ยวรอให้ท่านหมอมาตรวจดูอาการก่อนเถิด!” สาวใช้รีบประคองเธอไว้ด้วยความร้อนรน จู่ๆ พระชายาหลี่อ๋องกลับหน้ามืดหมดสติล้มลงอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่วันนี้เป็นวันที่อีกฝ่ายรอคอยที่สุด…วันครบรอบสามขวบของซื่อจื่อน้อย ดังนั้นแล้ว จะให้ทุกอย่างกลับพังทลายลงไปไม่ได้ หริงอี้กระพริบตาปริบๆ มองหญิงสาวแปลกหน้าที่พุ่งเข้ามาสลับกับมองเด็กน้อยที่เกาะแขนอยู่ข้างๆ สีหน้างุนงง หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นแทบจะผูกกันเป็นปม เด็กชายคนนั้น เงยหน้ามองเธอด้วยดวงตาและใบหน้าที่เปียกชื้นด้วยหยทดน้ำตม “ท่านแม่อย่าเจ็บอีกเลย…อาหรงไม่อยากเสียท่านแม่ไป” น้ำเสียงของเด็กน้อยสะอื้นขาดเป็นช่วงๆ ฟังแล้วไม่ค่อยได้ใจความนัก หนิงอี้รู้สึกพลันยกมือกุมหน้า…อกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น ความทรงจำบางอย่างไหลบ่าเข้ามาอย่างรุนแรง ภาพสตรีผู้หนึ่งล้มลงจมเลือดไหลนอง และเสียงร้องไห้ของทารก…ทุกอย่างชัดเจนราวกับเป็นของเธอเอง “อาหรง…?” หนิงอี้พูดพร้อมกับหันไปมองเด็กน้อยข้างๆ อีกครั้ง ดวงตาคู่งามสั่นวูบไหว ริมฝีปากบางขยับพูดพึมพำในใจกับตนเองราวกับไม่เชื่อ นี่เธอกำลังอยู่ในร่างของพระชายาหลี่อ๋อง…ตัวเอกในนิยายที่เธอเพิ่งอ่านจบเมื่อไม่กี่นาทีก่อนงั้นหรือ!? ขณะที่สาวใช้ในเรือนต่างพากันมองสตรีบนเตียงด้วยความงุนงงปนความเป็นห่วง มิใช่ว่าตอนที่พระชายาทรงล้มลงนั้น หัวได้กระแทกพื้นจนหมดสติไปหรอกหรือ…เหตุใดเมื่อทรงฟื้นขึ้นมา สีหน้าถึงได้ซีดขาวคล้ายกระดาษก็ไม่ปาน ทั้งแววตาคู่งามกูดูพร่ามัวเลื่อนลอยราวกับไม่ใช่พระชายาหลี่อ๋องคนเดิมที่พวกนางคุ้นเคย “พระชายาเพคะ...จำพวกหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ?” เสียงของอาหยุน…สาวใช้คนสนิทเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง ขณะเอื้อมมือมาช่วยประคองอีกฝ่ายให้เอนหลังพิงหมอน หนิงอี้กระพริบตาถี่มองรอบห้องอย่างงุนงงอีกครั้ง ทุกสิ่งล้วนแปลกตาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเครื่องเรือนไม้แกะสลักลวดลายประณีตงดงาม ตะเกียงน้ำมันที่ให้แสงสลัว และกลิ่นยาจีนอวลทั่วอากาศ หนิงอี้ไม่รู้เลยว่าเธออยู่ที่ใด แล้วเหตุใด…ทุกคนถึงแต่งตัวเหมือนหลุดมาจากละครย้อนยุค หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก “ฉัน...ที่นี่ที่ไหนกัน” เสียงหวานพึทพำพูดแผ่ว้บท เหล่าสาวใช้ในเรือนต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจ เหตุใดอีกฝ่ายจึงเอ่ยถามว่าที่นี่คือที่ใด...กัน? อาหยุนถึงกับหน้าซีด ร้องเสียงสั่นด้วยความตกใจปนกลัวปะปนทับทมกันอยู่ในอก “พระชายา! อย่าพูดเช่นนั้นเพคะ...นี่คือเรือนเยว่ฮวาในจวนของหลี่อ๋องเพคะ! ทรงจำไม่ได้จริงๆ หรือๆ!?” หนิงอี้ตัวแข็งทื่อไปในทันใด…หลี่อ๋อง? ชื่อนี่ฟังดูราวกับหลุดออกมาจากนิยายที่เธอกำลังอ่านเมื่อตอนก่อนจะหมดสติ…หนิงอี้นิ่งค้างอยู่ครู่ใหญ่ สมองพร่ามัวราวกับเต็มไปด้วยหมอกหนา “หลี่อ๋องงั้นหรือ.. ” เธอทวนคำในลำคอเบาๆ ความทรงจำจากนิยายที่อ่านเมื่อคืนผุดขึ้นทีละน้อย หลี่อ๋องแห่งผู้นั้นเย็นชาไร้หัวใจต่อภรรยาที่ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินด้วยกันมา…ใช่แล้ว! ในเรื่องเล่าระบุไว้ว่า พระชายาเอกสูญเสียบุตรชายวัยเพียงสามขวบเพราะร่างกายอ่อนแอจากพิษที่สะสมอยู่ในอาหารที่ดื่มกินเป็นประจำ…กระทั่งวันครบรอบวันเกิดของบุตรชายกลับกลายเป็นวันตายของทั้งคู่ หัวใจของหนิงอี้กระตุกวาบขึ้นมาในทันที หากตอนนี้เรื่องราวยังไม่ถึงจุดนั้น นั่นย่อมหมายความว่า เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น! เธอยังมีโอกาส…ช่วยลูกชายของพระชายาคนนั้นได้! หัวใจของหนิงอี้เต้นแรงจนไม่เป็นจังหวะ ความคิดในหัววุ่นวายจนแทบระเบิดออกมา เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องมาอยู่ในร่างของพระชายาผู้นี้ แต่สิ่งเดียวที่แน่ชัดคือ เด็กคนนั้นยังไม่ตายและเธอต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เรื่องราวซ้ำรอย! มือบางกำผ้าห่มแน่น ความมุ่งมั่นแล่นพล่านอยู่ในอก ทว่าทันใดนั้น ความปวดหน่วงในอกก็แล่นวาบขึ้นมาอย่างรุนแรงจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน สายตาพร่ามัว โลกทั้งใบเริ่มหมุนคว้างอีกครั้ง “พระชายา! พระชายาเพคะ!” เสียงเรียกดังแว่วไกลออกไปทุกที ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงอีกครา เสียงร้องตกใจดังระงมไปทั่วเรือน สาวใช้หลายคนรีบกรูกันเข้ามา “รีบไปตามหมอหลวงมาเร็ว! พระชายาทรงเป็นลมอีกแล้ว!” เสี่ยวจูรีบเข้าประคองร่างอ่อนแรงให้ล้มนอนลงรอบนเตียง ใบหน้านางซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือด ฝีปากแห้งแตก มือเย็นเฉียบ “พระชายาได้โปรดฟื้นเถอะเพคะ…” สาวใช้คนสนิทร้องเรียกเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวจริงๆ “ท่านแม่…” ในยามนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากหน้าห้อง ก่อนร่างสูงในอาภรณ์สีดำจะก้าวเข้ามา “เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงทุ้มต่ำของหลี่อ๋องเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว สายตาคมกริบทอดมองร่างของหญิงบนเตียงที่หมดสติไปอย่างเรียบเฉยไร้อารมณ์ “ไปตามหมอมารักษา หากไร้หนทางก็ขุนหลุมเตรียมฝัง!”จางเหยียนคาดไว้แล้วว่า สตรีอวดดีผู้นี้ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง สายตาคมกริบช้อนมองตรงหน้า มุมปากหนากระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันและดูแคลนใบหน้าของนางหม่นหมอง ใต้ขอบตามีรอยคล้ำซ้ำ รอยช้ำจางๆ ประกอบกัน มองแล้วช่างน่าสมเพชนัก ไร้ร่องรอยของสตรีสูงศักดิ์ที่นางเคยภาคภูมิน้ำเสียงทุ้มกล่าวอย่างเย้ยหยัน “วันนี้ฟ้าจะถล่มลงมาหรืออย่างไรกัน”“หุบปากของเจ้าซะ!” ไป๋เหม่ยฮวาแวดตอบทันทีเพียงแค่กลับมาเหยียบที่นี่อีก ทั้งที่เคยลั่นวาจาอย่างอวดดีว่าจะไม่กลับมา ไม่ต้องการพบหน้าบุรุษผู้นั้นอีก แต่กลับต้องกลืนคำพูดนั้นลงท้อง ฝืนแบกหน้ากลับมาเพราะไร้ที่พิงและไร้ที่ไปจางเหยียนหัวเราะเยาะในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า ฟังดูเย้ยหยัน “หึ! นึกไม่ถึงว่าคำพูดของสตรีสูงศักดิ์อย่างพระชายารองจะเบาเสียยิ่งกว่าขนนก”รอยยิ้มดูแคลนฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหล่าของเขา เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าวสายตากวาดมองร่างบางที่เต็มไปด้วยฝุ่นและรอยเลือดแห้งเกาะชายแขนเสื้อ “ดูสภาพพระชายาเสีย…นี่หรือสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยเหยียบข้าไว้ใต้เท้า เห็นทีสวรรค์เบื้องบนคงมีตากระมัง!”“ข้าบอกให้หุบปาก!” น้ำเสียงของไป๋เหม่ยฮวาแหบแห้งสั่น แฝงโทสะที่พลุ่
หลังเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของถงซิ่นเหยาและบุตรชายค่อยๆ แผ่วลง เหลือเพียงสายลมยามสายที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเย็นเยียบ หลี่เฉิงหยวนยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาคมกริบจับจ้องกระดานหมากตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ปลายนิ้วลูบไล้ขอบไม้เรียบลื่นซึ่งยังวางหมากค้างไว้ในจังหวะสุดท้ายเสียงหัวเราะแผ่วของบุตรชายยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท เสียงนั้นฝังแน่นจนหัวใจที่แข็งกระด้างมาหลายปีพลันสั่นสะเทือนราวกับมีคลื่นกระทบผิวน้ำสงบเขายกมือแตะหน้าอกข้างซ้าย ความอบอุ่นที่หลงเหลือจากเมื่อครู่ยังคงแผ่ซ่านอยู่ภายในสามปีที่ผ่านมา…เขาเรียกตนเองว่าบิดาได้จริงหรือ?ดวงตาคมกริบเหลือบมองจอกชาและขนมหวานที่อยู่ไม่ไกล กลิ่นหอมอ่อนของชายังคงลอยอ้อยอิ่ง คล้ายกับไออุ่นจากมือเล็กที่กุมมือเขาไว้แน่นเมื่อครู่ ภาพใบหน้าของเด็กน้อยที่หัวเราะร่าอย่างภาคภูมิใจยังคงแจ่มชัดในห้วงความทรงจำอาหรง…มีใบหน้าคล้ายเขาราวกับแกะ!หลี่เฉิงหยวนหยิบหมากขึ้นมาหนึ่งตัว หมุนเล่นในปลายนิ้วอย่างเงียบงัน ราวกับกำลังครุ่นคิดเรื่องหนักอึ้งบางอย่าง ความเย็นของเนื้อไม้ตัดกับความร้อนอุ่นในอกได้อย่างประหลาด เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนี้ ทั้งปวดห
แม้หลี่เฉิงหยวนจะเป็นบิดามาแล้วถึงสามปี แต่สิ่งที่เขาเคยชินก็มีเพียงการป้อนนม กล่อมนอนหรืออุ้มลูกเท่านั้น ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องเลี้ยงเด็กทั้งวัน ทั้งเล่นด้วย ทั้งพูดคุยหยอกล้อให้หัวเราะ หรือแม้แต่ดูแลความปลอดภัยของเด็กชายอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่เรื่องที่หลี่เฉิงหยวนถนัดนักเดิมที เขาเคยชอบการดวลหมากยิ่งนัก ทว่าครานี้กลับรู้สึกว่า…การดวลตรงหน้านั้นหนักหนายิ่งกว่าใดๆ เสียอีกภายในเรือนรับรอง แสงแดดอ่อนลอดผ่านหน้าต่างสาดลงบนโต๊ะไม้ซึ่งวางกระดานหมากเอาไว้ ใบหน้าเล็กของเด็กชายวัยสามขวบดูสดใสราวแสงเช้าตัดกับความเคร่งขรึมของบิดาอย่างสิ้นเชิงหลี่จวิ้นหรงนั่งเหยียดหลังตรงบนเก้าอี้ตัวน้อย ดวงตากลมโตเปล่งประกายขณะจับจ้องหมากไม้บนกระดานอย่างจริงจัง“ท่านพ่อต้องระวังนะ! ข้าเป็นนักหมากฝีมือดีเชียว!”น้ำเสียงใสเปี่ยมความมั่นใจดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มร่า เด็กชายขยับมือเล็กวางหมากลงอย่างภาคภูมิหลี่เฉิงหยวนเงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ ทว่ามีแววกระอักกระอ่วนปนอบอุ่นอยู่ในที“ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าชนะง่ายๆ หรอก”กระนั้นในใจเขากลับแปลกประหลาดอย่างประหลาด เด็กสามขวบผู้นี้อ่าน
ความตั้งใจของถงฮูหยินยิ่งแน่วแน่กว่าเดิม หลังได้เห็นเหตุการณ์นั้นกับตาตนเองคราวนี้นางมั่นใจแล้วว่า...ตัดสินใจไม่ผิด!หากหลานชายต้องเติบโตโดยไร้บิดา อย่างน้อยก็ยังไม่ไร้ความรัก ดีกว่าปล่อยให้เด็กน้อยต้องอยู่ท่ามกลางความเย็นชาและหัวใจที่แข็งกระด้างของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าบิดาหลานของนางจะต้องได้รับความรักโอบอุ้มไว้อย่างอบอุ่นจนไม่รู้สึกว่าขาดสิ่งใดอีก!สกุลถง…ย่อมสามารถมอบสิ่งนั้นให้ได้แน่หากอยู่ที่นี่แล้วไร้ค่าและไร้ตัวตน ก็อย่าได้ฝืนทนพิสูจน์สิ่งใดอีกต่อไป!นางพร้อมแล้ว พร้อมจะรับบุตรสาวและหลานชายกลับคืนสู่สกุลถง แม้วันข้างหน้าจะต้องแตกหักกับตระกูลหลี่ นางก็ยอม!ดีกว่าต้องเห็นคนทั้งคู่ตกอยู่ในชะตากรรมอันน่าอดสูเช่นนี้ถงฮูหยินเลี้ยงบุตรสาวมากับมือ แม้จะมีสาวใช้คอยช่วยหยิบจับอยู่ข้างกาย แต่ผู้ที่อบรมสั่งสอนและอบรมจิตใจให้ถงซิ่นเหยาเติบโตขึ้นมานั้นนางย่อมรู้ดีว่าบุตรสาวมีนิสัยใจคอเป็นเช่นไรและเหตุการณ์ทั้งหมดที่ได้ประสบมา...ย่อมเพียงพอจะทำให้เส้นความอดทนของถงซิ่นเหยาขาดสะบั้นในที่สุด!ขณะนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่มีสีหน้าซีดเผือด ราวกับยังตกใจไม่หายจากเหตุการณ์เมื่อวาน นางหาได้โกรธเคืองลูก





