LOGINเขารังเกียจนางยิ่งกว่าสิ่งใด แต่งเข้าจวนเพราะคำสั่งมารดา ไม่ใช่เพราะรัก ทุกคำพูดคือคมมีด ทุกสายตาคือยาพิษ แม้ให้กำเนิดบุตร เขายังมองด้วยความชัง วันหนึ่งเมื่อเขาเริ่มรู้สึก—นางกลับไม่เหลือหัวใจให้อีกต่อไป เหลือเพียงเถ้าธุลีของรักเก่า
View Moreสายลมฤดูใบไม้ผลิปีนี้อบอุ่นกว่าทุกปีที่ผ่านมากลีบของดอกเหมยผลิบานส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยคละคลุ้งไปทั่วอากาศ ราวกับต้องการกลบความเย็นชาที่ฝังลึกอยู่ในใจของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นเหมยเก่าแก่ด้วยแววตาเปลี่ยวเหงาหลี่เฉิงหยวน ในวันนี้ดูราวกับเป็นคนละคนกับหลี่อ๋องผู้สูงศักดิ์ในวันวาน ใบหน้าหล่อเหล่าซูบคล้ำอิดโรยและไร้ซึ่งอำนาจหรือความน่าเกรงขามที่เคยมีในอดีตร่างสูงในอาภรณ์เรียบง่ายยืนนิ่ง มือหนึ่งถือไหสุราเงยหน้ามองกลีบดอกเหมยที่ร่วงหล่นพลิ้วลงพื้น ก่อนแค่นหัวเราะในลำคอเสียงต่ำแผ่วเบาและขมขื่น“สุดท้ายแล้ว…ข้าผิดพลาดตั้งแต่เมื่อใดกันแน่”น้ำเสียงทุ้มแหบพร่า ราวกับพึมพำถามต้นไม้ที่ยืนเงียบ ไม่ต่างจากสนทนากับความว่างเปล่าในใจตนเองนับแต่วันที่ความจริงปรากฏ ว่าสตรีที่เขารักสุดหัวใจลอบคบชู้กับคนใกล้ชิด และบุตรชายที่เขาเลี้ยงดูด้วยความภาคภูมิ มิใช่สายเลือดของตน…คล้ายโลกทั้งใบของเขาก็พังทลายลงในชั่วข้ามคืนวันนั้น เขาโกรธ…โกรธจนแทบคลั่งหลี่เฉิงหยวนคิดจะลงโทษนางให้สาสมกับความไว้ใจที่ถูกทรยศ ทว่าเมื่อได้สบตากับนัยน์ตาเมล็ดซิ่งคู่นั้นทั้งเย็นชา ดื้อดึงและเต็มไปด้วยความชิงชังเขากลับทำไม่ได้เล
ข่าวเรื่องจวนหลี่อ๋องถูกลอบวางเพลิงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับควันดำที่ลอยฟุ้งจากเถ้าถ่านพัดกระจายเข้าทุกตรอกซอกซอย เสียงซุบซิบดังแว่วอยู่ไม่ขาดหู ทั้งคำลือและคำกลัว ผู้คนที่ได้เห็นซากเรือนมอดไหม้ยังคงสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นไม้ที่ถูกเผาจนดำกรอบยังคงส่งเสียงเปาะแปะ ราวกับคร่ำครวญถึงสิ่งที่สูญสลายไปพร้อมเปลวเพลิงหลายเรือนในจวนหลี่อ๋องพังพินาศเกือบครึ่ง เถ้าถ่านปกคลุมทั่วพื้นที่เหมือนผืนแผ่นดินทั้งผืนถูกเผาไหม้ ควันดำยังลอยหนาทึบจนผู้คนที่ผ่านต้องกลั้นหายใจสายตาทุกคู่เต็มไปด้วยทั้งความหวาดกลัวและความสงสัยปนเวทนา แต่เพียงวันถัดมา เพลิงข่าวกลับลุกโชนยิ่งกว่าเปลวจริง เมื่อมีราชโองการจากไจ่ฮ่องเต้ประกาศรับคำร้องขอหย่าระหว่าง หลี่อ๋องกับคุณหนูสกุลถงผู้เป็นหลานสาวของกุ้ยเฟยคำสั่งนั้นคล้ายน้ำมันราดลงบนกองเพลิงที่ยังไม่ทันดับมอดให้เผาผลาญทุกสิ่งพังพินาศร้อนระอุยิ่งกว่าเดิมทุกสายตาที่มองจวนหลี่อ๋องยามนี้ ล้วนแต่เต็มไปด้วยความสงสารปนเวทนาสายสัมพันธ์ที่เคยร้อยรัดสองตระกูลให้แนบแน่น กลับขาดสะบั้น เหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งที่ปลิวกระจายอยู่ในอากาศถงซิ่นเหยาคาดการณ์ไว้อย่างไม่ผิดพลาดว่า ไป๋
แสงอาทิตย์แรกของยามเฉินลอดผ่านม่านควันจางๆ ที่ยังลอยคลุ้งทั่วบริเวณ เสียงไม้ที่ไหม้กรอบแกรบดังแผ่วเบาราวกับเสียงคร่ำครวญของอดีตที่ถูกเผาผลาญจนสิ้นเหล่าบ่าวไพร่ในจวนต่างวิ่งวุ่นกันคนละทิศคนละทาง บ้างก็ตักน้ำดับไฟ บ้างก็ขนย้ายซากสิ่งของที่เหลือ เสียงร้องโวยวายของสาวใช้ดังระงมไปทั่วทั้งเรือนที่เหลือเพียงเถ้าถ่านแม้แต่ ฮูหยินผู้เฒ่า ยังอดไม่ได้ต้องออกมาดูด้วยตนเองนางคิดไว้ไม่มีผิด บุตรชายผู้นี้ช่างไร้ความสามารถเสียจริง ถึงไม่สามารถจัดการสตรีผู้นั้นได้ ปล่อยให้นางเหิมเกริมกลับมาล้างผลาญจวนสกุลหลี่จนเกือบมอดไหม้ไม่เหลือ!ฮูหยินผู้เฒ่ามองเศษซากเรือนที่ถูกเพลิงไปแผดเผาวอดวายไปหลายหลัง จนแทบทรุดลงสิ้นเรี่ยวแรง เข่าอ่อนแทบเป็นลมครั้งแล้วครั้งเล่า “จวนหลี่อ๋องกำลังจะล่มสลายจริงๆ หรือ...” เสียงพร่าจากลำคอนางดังแผ่วเหมือนคำสาปกลางลานกว้าง หลี่เฉิงหยวนยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันเขม่าดำ เสื้อคลุมเปรอะเขม่า ชายเสื้อถูกไฟไหม้เป็นรอยยาว ผมที่เคยเรียบกลับยุ่งเหยิง มีคราบเขม่าติดอยู่ตามขมับและปลายคางดวงตาคมกริบฉายแววขุ่นมัวเจือด้วยความโกรธ โชคดีนักที่ยามนั้นเขายังไม่หลับ และยิ่งโชคดีกว่านั้น ถงซิ่น
ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่เอือมระอาจจนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตำหนิบุตรสาว นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ซ้ำๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด มือที่กำลังถือตะเกียบพลางเขี่ยข้าวในชามไปมาไม่ต่างจากเด็กเล็กเรื่องบานปลายมาถึงเพียงนี้แล้ว ยากเกินที่จะเยียวยาหากจะเกิดอะไรก็ต้องเกิดเถิด!หลี่เฉิงหยวนคีบข้าวเข้าปากอย่างเชื่องช้า ท่าทางเหม่อลอยไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา เขาได้ยินเสียงตะเกียบกระแทกชามดังไม่หยุดจึงเงยหน้าขึ้นมอง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบไร้อารมณ์“อาหารมื้อนี้รสชาติไม่ดีหรือ…เหตุใดท่านถึงเอาแต่เขี่ยไปมาเช่นนี้”อาหารทุกมื้อในจวนหลี่อ๋องปรุงโดยพ่อครัวฝีมือดีเก่าแก่ รสชาติจึงไม่น่าจะมีปัญหา ความไม่อร่อยคงเป็นเพราะบรรยากาศอึมครึมที่ไม่ชวนรับประทานทั้งหนาหู ทั้งอุดอู้ และหมองหงอยหนักหน่วงแม้แต่พวกสาวใช้ยังรู้สึกอึดอัด กลืนอะไรลงไปก็ไม่ลง ลมหายใจติดขัด…นับตั้งแต่พระชายาเอกและซื่อจื่อน้อยไม่อยู่ที่จวนสกุลหลี่ก็วังเวง ดูราวกับไร้ผู้คน“ข้าอิ่มแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนวางตะเกียบลงอย่างเบื่อหน่ายนางหยิบผ้าเช็ดปากจากสาวใช้เช็ดริมฝีปากช้าๆ แล้วกล่าวเสียงแผ่วแต่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง“กินอย่างไรก
หลายวันผ่านไปสองสามวันมานี้ บรรยากาศในจวนหลี่อ๋องเงียบสงัดราวกับไร้ผู้คน เดิมทีตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำมักจะได้ยินเสียงพูดคุยและหัวเราะเจื้อยแจ๋วของซื่อจื่อน้อย ทว่านับตั้งแต่พระชายากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมก็เหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไปยามนี้สายลมต้นฤดูหนาวพัดแรงขึ้นทุกวัน ใบไม้เหลืองร่วงหล่นเต็มลานกว้าง
ในนิยายกล่าวถึงฉากนี้ไว้ พระชายาหลี่อ๋องทุ่มเทแรงกายและแรงใจทุกหยาดเหงื่อ ตระเตรียมงานเลี้ยงฉลองวันครบรอบให้บุตรชายมาเป็นเวลาหลายวัน ทุกอย่างถูกวางแผนอย่างละเอียดราวเพราะเป็นวันสำคัญ แต่ก่อนวันงานเพียงหนึ่งวัน…ทุกอย่างกลับต้องเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเพราะบุตรชายกับสตรีอีกคนของสามีก็ครบร้อยวันพอดีจึง
หนิงอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภายในห้องเงียบสงบกว่าก่อนหน้านี้ ทว่าเสียงฝีเท้ายังคงวุ่นวายอยู่ด้านนอก กลางอกนางยังรู้สึกปวดร้าวเล็กน้อยจนต้องยกมือขึ้นมานวดเบาๆ ทว่ากลับชะงักเมื่อสัมผัสถึงความอบอุ่นจากอ้อมแขนน้อยของเด็กชายที่กอดเธอไว้ก่อนหน้านี้ดวงตาดำกลมโตของเด็กน้อยดูใสซื่อเล็กเกินกว่าที่จะเข้
“เพราะสตรีผู้นั้น…! เป็นเพราะมันที่ทำให้อาหรงต้องตาย!” น้ำเสียงของพระชายาหลี่อ๋องดังก้องลั่นออกมา แววตาและนิ้วชี้ไปตรงหน้าราวกับต้องการจี้เข้าไปในเนื้อหัวใจของอีกฝ่าย ดวงตาแดงของนางกร่ำเต็มไปด้วยความโกรธและความแค้นที่แทบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก“หากมันไม่ตายตามลงไปปรโลกเพื่อขอโทษอาหรง! ชาตินี้ก็อย่าหวั

















