Mag-log in‘นี่มันที่ไหน?’ ดวงตาของอดีตสายลับจากศตวรรษที่ 20 กวาดมองไปรอบๆ พบว่าตนเองอยู่ในห้องกว้างขวางประดับอย่างหรูหราแต่ออกจะดูโบราณไปนิด และไม่ทันได้คิดมากไปกว่านั้น คลื่นความทรงจำปะทะเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง ทำให้ต้องขมวดคิ้วมุ่น ก่อนหน้านี้ นางกำลังปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ก่อนถูกศัตรูจับได้และจบชีวิตลง… ทว่าบัดนี้นางกลับมาอยู่ในร่างของหญิงสาวในยุคโบราณ! ที่สำคัญ เป็นถึงองค์หญิงที่ถูกส่งไปอภิเษกสมรสต่างแคว้น ยิ่งไปกว่านั้น! นางอยู่ในร่างองค์หญิงที่ไร้่ความทรงจำของเจ้าของร่าง ข้ารับใช้จากแคว้นเดียวกันทำตัวราวเป็นเจ้านายเสียเอง ไหนจะจดหมายตัดพ้อของเจ้าของร่างเดิมที่มาพร้อมการตายอย่างปริศนา หรือเเม้กระทั่งผู้คนที่แม้ไม่เคยพบหน้าก็สามารถรู้ตัวตนของนางเพียงเเค่ได้สบตา… ก็เพราะเจ้านัยน์ตาสีฟ้าแสนโดดเด่นนั่นล่ะ! หนีไปพร้อมเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเช่นนี้ สายลับก็สายลับเถอะ คงถูกจับได้ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเท้าออกจากวังแล้วกระมัง!
view moreคืนดึกสงัด แสงจันทร์ถูกกลืนหายไปในเมฆดำ ความเงียบปกคลุมทั่วตำหนักแห่งนี้ ตำหนักงดงามโอ่อ่ากลับดูมืดมนราวกับตำหนักร้างเมื่อเข้าสู่ยามกลางคืน
ภายในห้องบรรทม องค์หญิงสามแห่งแคว้นเย่นั่งอยู่เพียงลำพัง ร่างบางใต้ชุดสีขาวบริสุทธิ์นั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ รอบกายมีเพียงเงามืดเป็นสหายรัก ใบหน้างดงามราวหยกบัดนี้ไร้สีเลือด ดวงตาคู่งามจับจ้องความว่างเปล่าราวกับจิตวิญญาณถูกดูดกลืนไปแล้ว
ความเงียบรอบข้างสะท้อนความทุกข์ในใจของนางอย่างเด่นชัด
เพียงคิดถึงความจริงที่เพิ่งล่วงรู้ หัวใจที่เคยอ่อนโยนก็ถูกบีบคั้นจนเจ็บราวกับมีมือเย็นเยียบกำเอาไว้
องค์หญิงจากแคว้นเย่ของตน มาเพื่ออภิเษกเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นฉี ความจริงที่ตนถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยเมืองของตนนี้ยังไม่เจ็บปวดเท่าความจริงที่เพิ่งล่วงรู้เลย...
ท่ามกลางความมืดมิดนี้ ร่างบางปลิวลมค่อยๆ ลุกขึ้นจากตั่งด้วยท่าทีเชื่องช้าไม่ต่างจากคนไร้วิญญาณ ไม่มีแววลังเลในดวงตา แม้กายจะอ่อนล้าแต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความตั้งมั่น วันนี้นางมีสิ่งที่ต้องทำ
เวลาล่วงเลยสู่ยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.) องค์หญิงสามเย่ย่องออกจากห้องบรรทมของตำหนักรับรองในแคว้นฉี
...ไร้ซึ่งนางกำนัลเฝ้าเช่นเคย นางเดินเลียบกำแพงมืด หลบสายตาองครักษ์ที่เฝ้าด้านหน้าตำหนัก ก่อนจะลอบเร้นไปยังจุดนัดหมาย
ใต้ร่มเงาต้นเหมยเก่าแก่ ขันทีสองคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว นางก้าวเข้าไปใกล้ น้ำเสียงเย็นเยียบเมื่อเอ่ยถามอย่างไม่รีรอ
“ได้เรื่องหรือไม่?”
“เรียบร้อยพะยะค่ะ”
ขันทีคนหนึ่งก้มหน้ารายงาน นางมิได้พูดอะไรอีก เพียงพยักหน้าแล้วหมุนตัวจากไปเงียบๆ
จุดหมายของนางคือโรงเก็บฟืน ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงครัวเล็กของวังหลวง เมื่อมาถึง นางเปิดประตูไม้เก่าเอี๊ยดอ๊าดเข้าไป ภายในนั้นมีเพียงตะเกียงหนึ่งดวงให้แสงสลัว และร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เขาหายใจหนักหน่วง ใบหน้าขาวซีดจากพิษยากำหนัดที่สองขันทีบังคับให้กิน
เงาตะคุ่มของร่างบุรุษดูไร้เรี่ยวแรง ร่างกายกำยำที่ดูสง่างามแม้ท่ามกลางความมืดนี้ทำให้องค์หญิงสามมองเขาค้างไปชั่วขณะ ก่อนดวงตาไร้ซึ่งความรู้สึกของนางนั้นกลับมาฉายวาบอีกครั้ง
...นางมิสนใจว่าเขาเป็นใคร มิสนใจว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร สิ่งเดียวที่นางต้องการคือทำตามแผนให้สำเร็จ นางคุกเข่าลง ปลดชุดสีดำของบุรุษผู้นี้โดยไร้ซึ่งความลังเล
ท่ามกลางความมืดนี้
เสียงลมหายใจแผ่วเบา...
เสียงลมกระทบกระเบื้องหลังคา...
และเสียงผ้าที่ถูกถอดออกทีละชิ้นดังแผ่วเบา
...ล้วนบ่งบอกถึงเรื่องที่กำลังเกิดที่มิอาจหวนคืน
ไม่มีเสียงครวญคราง ไม่มีความเร่าร้อนของรสสวาทที่สุขสม มีเพียงความเย็นชาของหญิงหนึ่งและร่างอันอ่อนแรงของบุรุษผู้หนึ่งที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัว
เมื่อทุกอย่างจบลงตามแผน นางลุกขึ้น สวมชุดคืนสู่ร่างอย่างสงบ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของแผนการ
ก่อนเดินจากไปนั้น องค์หญิงสามเย่ที่บรรลุเป้าหมายก็ไม่คิดใช้คนโดยไม่ตอบแทน นางหยิบห่อยาล้ำค่าของตนขึ้นมาพร้อมกรอกผงเหล่านั้นใส่ปากของบุรุษที่มีชะตากรรมน่าเวทนาอย่างไม่นึกเสียดาย
ผงยาสารพัดประโยชน์นี้สามารถแก้พิษทุกชนิดได้ หากเป็นพิษร้ายแรงก็จะบรรเทาลงอย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งนี้มีเพียงเชื้อพระวงศ์ของแคว้นเย่เท่านั้นจะมีในครอบครอง และมีเพียงหนึ่งห่อด้วย!
นางไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ใช้แล้ว หากมอบให้ผู้อื่นก็คงมีประโยชน์มากกว่า...
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้มขณะลุกและเดินออกมาจากโรงเก็บฟืน ดวงตาขององค์หญิงผู้เดียวดายยังคงแน่วแน่ นางมิได้สะอื้น ไม่ได้หันกลับไปมองร่างที่นอนแน่นิ่งนั้นแม้แต่น้อย
ในห้องอับแสง บุรุษที่นอนนิ่งบนพื้นขยับเปลือกตาเล็กน้อย ความมึนงงผสมกับโทสะเดือดดาล ดวงตาคมเปิดปรือขึ้นทีละน้อย แม้ร่างกายยังไร้เรี่ยวแรง แต่ริมฝีปากกลับพยายามขยับเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
“บังอาจนัก…!”
บทส่งท้าย ตอนนี้เจี่ยงเฟยมีอายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว นางท้องโตจนต้องเปลี่ยนชุดยกแผง เดินเหินก็แสนลำบาก จะออกจากห้องไปสูดอากาศทีต้องให้บ่าวไพร่ยกโขยงทีเกือบสิบคน ทำเอาเจี่ยงเฟยแทบไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย นับจากวันที่เกิดเรื่องที่ตำหนักบูรพา นางก็ไม่ได้เจอพระชายารองถิงถิงมาเยี่ยมเยียนที่จวนตระกูลไป๋อีกเลย นางได้รู้ความคืบหน้าจากปากของเฉิงไห่เพียงแต่ว่าองค์รัชทายาทถูกปลดและคนทั้งตำหนักถูกย้ายให้ไปประจำการที่เมืองหน้าด่านอันแสนไกลโพ้นที่หนึ่ง ห้ามออกนอกเมืองหน้าด่านแห่งนั้นโดยเด็ดขาด โดยกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เยี่ยงนั้นล้วนไม่ทราบเลย จนกระทั่งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชายขนกันมาเยี่ยมเยียนนางถึงได้รู้ว่ากว่าที่คนพวกนั้นจะได้รับบทลงโทษ ไป๋เฉิงไห่ต้องลงแรงและกำลังไปมากเพียงใด เขาจัดการแม้กระทั้งให้คนในราชวงศ์ทำสัญญาว่าจะปกปิดความลับเรื่องความสามารถในการแปลงร่างของตระกูลเจี่ยงไปทุกราชวงศ์นับจากนี้ พร้อมตกลงข้อแลกเปลี่ยนกับท่านพ่อของนางว่าจะยอมให้ยืมความสามารถเหล่านี้รับใช้แคว้นบ้างตามความเหมาะสม ทำให้ตอนนี้ตระกูลเจี่ยงมีรากฐานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาก และเจี่ยงเฟยก็ตั้งปณิฐานว่าจะต
ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ🔥 “เฟยเฟยมีอันใดหรือ?” “คนตระกูลเจี่ยงที่มีสายเลือดดั้งเดิมล้วนมีความสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้เจ้าค่ะ ส่วนข้านั้นสามารถแปลงกายเป็นแมวได้” เจี่ยงเฟยกลั้นใจพูดออกไปคราเดียวหมด และเกร็งตัวจ้องมองสีหน้าของผู้เป็นสามี นางกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดนี้ของนาง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงเจี่ยงเฟยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถปิดบังความลับนี้ต่อคนรักได้อีกนั่นแหละ แต่เฉิงไห่กลับไม่ได้มีสีหน้ารังเกียจอย่างที่คิด ติดจะงุนงงเหมือนไม่เข้าใจที่นางบอกด้วยซ้ำ อย่างนั้นนางจึงตัดสินใจพิสูจน์ให้เขาดูไปเลย จากสตรีงดงามค่อย ๆ กลายร่างเป็นแมวน้อยขนดำต่อหน้าต่อตาแม่ทัพหนุ่ม จากนั้นไม่นานก็กลับมาอยู่ในร่างสตรีอีกครา ภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ล้วนทำให้เฉิงไห่นิ่งค้าง ตะลึงจนจับสติกลับมามิได้ เขามองตาแข็งจนเจี่ยงเฟยต้องช่วยเขย่าตัวเรียกสติ “ท่านพี่รังเกียจข้าที่ไม่ปรกติรึไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงสั่นเทาของสตรีคนรักทำให้เฉิงไห่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง??” เป็นแม่ทัพมาตั้งกี่ปีล้วนคลุกคลีการเมืองมาไม่น้อย เขาเข้าใจว่าความสามารถพิเศษนี้หากใครร
ยี่สิบข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ“พี่เฉิงเจ้าคะ รอก่อนฟังถิงถิงพูดก่อนเจ้าค่ะ!”เฉิงไห่หยุดเท้าและหันมองสตรีที่วิ่งตามหลังมาทันใด ดวงตาคมมิใช่ใช้มองคนในครอบครัวอีกต่อไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาไม่แม้แต่มีเยื่อใยมองนางแบบน้องสาวได้อีกต่อไปแล้ว“ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ ว่ามาเถิด!”ถิงถิงเข้าใจสายตานั่นดี นางรีบพ่นสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตนางได้ในทันที“ข้าถูกองค์รัชทายารุ่ยเต๋อบังคับให้ทำเรื่องทั้งหมดเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าแต่งเข้ามาล้วนถูกทรมานร่างกายและจิตใจแต่จำยอมต้องทนอยู่เรื่อยมาเพราะด้วยอำนาจขององค์รัชทายาท คราก่อนนั้นที่ข้าตัดสินใจแต่งเข้ามามิใช่เพราะหมดรักพี่เฉิงนะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะล้วนถูกคำพูดหวานที่ดูงดงามขององค์รัชทายาทบิดบัง จนข้าเลือกทางผิดในที่สุด แต่พอได้แต่งเข้ามาแล้วในใจข้าเฝ้าคิดถึงแต่วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันกับพี่เฉิง และในเหตุการณ์นี้หากข้าไม่ทำจะถูกทรมานอีกจึงจำยอมทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ฮือ”“เอ่ยหมดแล้วหรือไม่!”ถิงถิงที่เล่าไปก็บีบน้ำตาจนไหลนองเต็มสองข้างแก้มเงยหน้ามองเฉิงไห่ทั้งน้ำตา คนมองมาล้วนสะเทือนใจทั้งสิ้น แต่สำหรับเฉิงไห่แล้วเขามองด้วยสายตาไร้อารมณ์ ดวงตานั่น
สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)“มะ เมี๊ยว ฮือ...”“ร้องอีกสิ ร้องอีก ฮ่า ๆ”รุ่ยเต๋อที่ได้ฟังเสียงร้องเหมียวคราแรกก็ยิ่งได้ใจ เขาใส่แรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่หวังอีกหลายรอบ พอเห็นว่าเจี่ยงเฟยเริ่มร้องจนเสียงขาดห้วงจึงค่อยหยุดมือดวงตาหรี่มองสตรีบนเตียงราวมองสิ่งของล้ำค่า ใบหน้าของเจี่ยงเฟยงดงามเย้ายวนยิ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับรุ่ยเต๋อนั้นคงไม่พ้นความสามารถของการกลายเป็นแมวได้ตามที่พระชายารองของเขาบอกมา เขาก็ไม่เชื่อหรอกถึงได้จับมาพิสูจน์อย่างไรเล่า ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกตนกำลังเล่นกับแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น มันทำให้จิตใจชุ่มชื่น ร่างกายกระชุ่มกระช่วยราวเพิ่งสู่วัยแรกรุ่น อีกทั้งแกนกายส่วนนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเติบโตตามความปรารถนาในใจเสียแล้ว...สตรีงามหรือเขามีแล้วในวังหลังแห่งนี้ แต่ยังขาดสตรีที่คล้ายแมวน้อยเช่นเจี่ยงเฟยอยู่หากทำให้เจี่ยงเฟยตกอยู่ในการครอบครองของตนได้แล้ว ส่งข่าวและทำการตกลงกับแม่ทัพไป๋ทีหลัง เรื่องทุกเรื่องย่อมง่ายดายกว่า เขาต้องได้รับผลตอบแทนให้สมกับที่ออกทุนลงแรงจัดงานเลี้ยงอันแสนสิ้นเปลืองนี่เป็นสตรีแสนเย้ายวนตรงหน้า...รุ่ยเต๋อนำกุญแจข้อเท้ามาล็
"อากาศวันนี้ร้อนเพียงนั้นเลยหรือ เอะ...หรือว่าท่านสอนข้าจนเหนื่อยแล้ว?"ซือหนิงหันมามองเขาด้วยแววตาแปลกใจ สายตานางจ้องที่ริ้วแดงบนหน้าแก้มของคนที่จูงม้าให้ตนอยู่ไม่วางตาเจ๋อหานสะดุ้งเล็กน้อย รีบเบือนหน้าแล้วส่ายศีรษะเบา ๆ"ข้า...ไม่เป็นไร"เขาตอบเรียบ ๆ มีแววตาแฝงความวูบไหวที่ซือหนิงไม่ทันสังเกตเ
บทที่ 27 จุมพิตแรกของนาง!"เจ้าจำไม่ได้!?"เขาถามกลับ ช้า...ชัดเจน...แฝงรังสีเย็นเยียบจนซือหนิงเย็นวาบทั่วกาย"หม่อมฉันนึกไม่ออกเลยว่าเหตุใดถุงปักของหม่อมฉันไปอยู่ที่พระองค์ได้ พอดีช่วงที่อยู่วังหลวงหม่อมฉันป่วยหนักอยู่ช่วงหนึ่งจึงมีบางเรื่องที่อาจลืมไปบ้างเพคะ..."ซือหนิงตัดสินใจอ้างเรื่องนี้ขึ้นม
“แยกกันออกไปตามหา!”เสียงของปี่ชวนดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด พวกเขาเตรียมกำลังพลเพื่อออกไปตามหาท่านหญิงซือหนิงด้านนอกแต่ยังไม่ทันได้ออกจากประตูใหญ่ของจวน องครักษ์ที่เฝ้าหน้าประตูก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแทรกก่อน“คุณชาย! พบเบาะแสของท่านหญิงแล้วขอรับ!”เขาส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้หลี่เจ๋อหานทันทีเจ๋อห
บทที่ 21 ส่งสมุนไพรชั้นดีไปที่จวนท่านหญิงยามซวี[1] ณ ตำหนักตะวันออกของพระราชวังส่วนหน้าภายในห้องโถงโอ่อ่า เปลวเทียนที่ลุกไหวสะท้อนเงาของบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่เอนกายบนเก้าอี้ไม้ประดับลายงูใหญ่ องค์รัชทายาทหยางเฉิน กำลังพลิกพัดในมืออย่างเชื่องช้า แววตาเงียบขรึม รอฟังรายงานจากองครักษ์ของตนปี่ชวน คุกเ








![ต้าหวางอย่ามารักข้าเลย [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



Rebyu